กายวิภาคจักรราศี (๑)

                โหราศาสตร์ นอกจากจะใช้ทำนายทายทักเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นไป ในเรื่องของการดำเนินชีวิต ที่เกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของบุคคลแล้ว ยังสามารถใช้ทำนายทายทักเกี่ยวกับสุขภาพร่างกาย โรคภัยไข้เจ็บของบุคคลได้อย่างน่าทึ่ง ชนิดที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือแพทย์ใด ๆ เข้ามาตรวจ ก็สามารถวินิจฉัยว่า เจ้าชะตาจะเกิดการเจ็บป่วยในส่วนใดของร่างกาย อาการเจ็บป่วยจะเกิดขึ้นเมื่อไร มีทางรักษาให้หายหรือไม่ ถึงขั้นเรื้อรังรักษาไม่หาย หรือพิกลพิการหรือเปล่า ?

                เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องโจ๊ก แต่เป็นเรื่องจริง ผมเคยทราบมาว่า มีแพทย์หญิงท่านหนึ่ง ระดับอาจารย์หมอ เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาล หรือ สถาบันทางการแพทย์ มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ ต้องขออภัยที่ผมจำชื่อและนามสกุล ตำแหน่งงานของท่านไม่ได้ แต่ผมเคยอ่านเรื่องราว การให้สัมภาษณ์ของท่านต่อสื่อมวลชนร่วมสิบกว่าปีมาแล้ว ว่าท่านสนใจในเรื่องของโหราศาสตร์ และนำวิชาโหราศาสตร์ มาใช้ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์โรค และบำบัดรักษา มานานมากกว่า ๒๐ ปี ท่านยังบอกว่า น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก ที่ศาสตร์แห่งโหรไทยเรานั้น สามารถนำมาวิเคราะห์โรคภัยในดวงชะตาของคนไข้ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำจริง ๆ

                ในสมัยแรกเริ่มที่ผมเปิดบริการดูดวงในอเมริกา และรับดูทางไปรษณีย์ให้แก่ผู้ที่อยู่ต่างรัฐ เคยมีแพทย์หญิงท่านหนึ่ง เขียนจดหมาย ส่งดวงมาเพื่อขอรับบริการ ผมก็อ่านดวงของท่าน ตอบคำถามตามที่ท่านต้องการแล้ว ก็เสนอแนะให้ระวังจุดเปราะของร่างกาย ที่อาจได้รับอันตราย หรือเจ็บไข้ได้ป่วย ตอนหลังท่านตอบกลับมา บอกว่า จุดที่ผมบอกว่าจะเจ็บไข้ไม่สบายนั้น ท่านเป็นจริง ๆ เพิ่งเข้ารับการผ่าตัดมาได้สัก ๖ เดือนล่วงมาแล้ว

                ที่เล่าสู่กันฟังนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะคุยโม้โอ้อวด หรือ โฆษณาชวนเชื่อแต่อย่างใด ตลอดระยะเวลา ๑๕ ปีที่อยู่อเมริกา ผมไม่ได้ยึดอาชีพหมอดูเลี้ยงตนเอง ผมมีอาชีพเป็นหลักแหล่งแน่นอน เสียภาษีให้รัฐมาโดยตลอด เท่าที่เปิดให้บริการนั้น ถือว่าเป็นงานอดิเรก ทำเท่าที่ทำได้ ทำไม่ได้ก็ต้องหยุด หวังว่าแฟนคอลัมน์โหราปริทรรศน์คงจะเข้าใจนะครับ มีหลายท่านส่งเงินค่าบริการ ส่งดวงมาให้ดู แล้วผมไม่ได้ตอบรับ หรือให้บริการกลับไป เนื่องจากภาระกิจในขณะนั้น มันรัดตัวจริง ๆ เป็นอันว่า หากใครจะใช้บริการ ก็ลองโทร.มาติดต่อพูดคุยกับผมก่อน ก่อนที่จะส่งจดหมาย หรือเช็คเข้ามา ว่าช่วงนั้น ขณะนั้น ผมพร้อมที่จะให้บริการหรือไม่ ?

                บทความในตอนนี้ และตอนต่อไป ผมก็จะนำเรื่องราวเกี่ยวกับดวงของบุคคล ที่มีอาการเจ็บไข้ไม่สบายในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มาให้ท่านที่สนใจในศาสตร์แห่งโหร ได้พิจารณากันเอาเองว่า ทำไม ? หมอดูท่านถึงทำนายทายทักโรคภัยไข้เจ็บได้ โดยไม่ต้องสัมผัส หรือใช้เครื่องมือทางการแพทย์ใด ๆ เข้าตรวจ พูดถึงหมอดูแล้ว ในสมัยโบราณ ไม่มีอาชีพนี้นะครับ ศาสตร์แห่งโหร ผู้ที่ศึกษา มักเป็นพระ นักบวช แม่ทัพนายกอง บัณฑิต นักปราชญ์ในราชสำนัก และท่านเหล่านี้ไม่ค่อยเปิดเผยเคล็ดวิชาต่าง ๆ มากนัก มักไม่ถ่ายทอดให้คนภายนอก จะถ่ายทอดวิชาให้แก่ลูกหลานในวงศ์ตระกูลเท่านั้น

                หมอดูในสมัยก่อน ที่เรารู้จักกันดีก็ได้แก่ปุโรหิต โหราจารย์ในราชสำนัก หลายท่านไม่ได้เก่งเฉพาะวิชาโหร แต่ท่านมีความรู้ในเรื่องของการแพทย์ และการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เรียกว่า มีความรู้ครบสูตร ถ้าเปรียบกับหมอดูชาวจีน ที่ดูดวงได้ รักษาโรคได้ ทำพิธีปัดเป่าได้ ก็คือบุคคล ที่เราเรียกกันว่า “ซินแส” นั่นเอง

คำว่า กายวิภาค ตรงกับภาษาอังกฤษ หรือ ศัพท์ทางการแพทย์ว่า อะนาโตมี (Anatomy) แปลว่า อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทั้งอวัยวะภายนอก และอวัยวะภายใน ในโหราศาสตร์ระบบผูกดวงเป็นรูปจักรราศีนั้น ท่านได้จัดให้แต่ละราศี มีความหมายครอบครอง อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ครบทั้ง ๑๒ ราศี โดยเริ่มที่ราศีเมษ ที่เป็นราศีต้นกำเนิดของร่างกาย มีอิทธิพลครอบครองอวัยวะในส่วนที่เป็นศีรษะทั้งหมด ราศีถัดไป ก็จะเป็นส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไล่เรียงจากคอ หน้าอก หน้าท้อง แขน ขา จนถึงราศีมีน เป็นปลายเท้า ดังรูป

 

               

เมื่อจับตัวคนมาขดให้เป็นวงกลม ก็จะเห็นว่า ราศีต่าง ๆ ครองส่วนของร่างกาย ตามรูปภาพ คือ ราศีเมษ เป็นศีรษะ หน้า, ราศีพฤษภ เป็นส่วนคอ หลอดลม, ราศีเมถุน คือ แขน สะบัก ไหล่ , ราศีกรกฎ คือ หน้าอก เต้านม ปอด,  ราศีสิงห์ คือ หน้าอกใต้ราวนม ปอด และหัวใจ, ราศีกันย์ คือ  ท้อง (เหนือสะดือ) ตับ ลำไส้, กระเพาะอาหาร และ มดลูก ราศีตุล คือ ลำไส้ใหญ่ ท้อง (ใต้สะดือ), ราศีพิจิก คือ อวัยวะเพศ ทวารหนัก และเบา, ราศีธนู คือ ต้นขา เหนือเข่า, ราศีมังกร คือ หัวเข่า ขาส่วนล่าง ตั้งแต่หัวเข่าลงมา, ราศีกุมภ์ คือ  ขาบริเวณกลางหน้าแข้งถึงตาตุ่ม น่อง และ ราศีมีน คือ เท้า

                การพิจารณาอวัยวะประจำราศีนี้ มีหลักตายตัว คือ เริ่มต้นศีรษะที่ราศีเมษ ไม่ว่าลัคนาอยู่ราศีใดก็ตาม หากว่าดาวบาปเคราะห์ ครองราศีอะไร ก็จะให้โทษเกี่ยวกับอวัยวะประจำกายวิภาคราศีดังกล่าวนี้เสมอ เช่น บาปเคราะห์อังคาร (๓) กับ มฤตยู (๐) อันเป็นดาวคู่อุบัติเหตุ หรือ การผ่าตัด กุมกันอยู่ราศีเมษ ให้พึงระวังโรคเกี่ยวกับศีรษะ หรือ สมอง และเส้นประสาท ในชีวิตอาจจะประสบอุบัติเหตุ กระทบกระเทือนเกี่ยวกับศีรษะอย่างรุนแรง หรือ บาปเคราะห์หลายดวงกุมกันอยู่ในราศีกันย์ ควรระวังโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้  มดลูก หากบาปเคราะห์ไปรวมกันอยู่ราศีกุมภ์ จะประสบอุบัติเหตุรุนแรง ขาหัก หรือ อาจจะขาพิการได้

ราหู (๘) และ เกตุ (๙) คราสร้าย หากอยู่ในราศีใด ก็ต้องระวังอวัยวะประจำราศีนั้น เพราะแสดงว่า จุดเปราะสถิตอยู่ที่นั่น บางทีอาจจะมีตำหนิ เช่น แผลเป็น ไฝ ปาน อยู่ในบริเวณนั้นด้วย

                มีวิธีพิจารณาอวัยวะประจำราศีอีกวิธีหนึ่ง ใช้ประกอบกับวิธีข้างต้น คือ ให้ตั้งจุดเริ่มต้นศีรษะที่ลัคนาของเจ้าชะตา เหมือนกับราศีเมษ ราศีถัด ๆ ไปก็เหมือนกับราศีที่ถัดจากราศีเมษไปตามลำดับ เช่น ลัคนา คือ ส่วนที่เป็นศีรษะ ภพที่ ๒ ก็คือ ส่วนที่เป็นลำคอ หลอดลม,  ภพที่ ๗ คือ ลำไส้เล็ก ท้อง, ภพที่ ๘ คือ อวัยวะเพศ ทวารหนักเบา, ภพที่ ๑๐ คือ หัวเขา และภพที่ ๑๒ คือ เท้า วิธีนี้ช่วยให้การพิจารณาได้แม่นยำดีมาก ไม่ว่าลัคนาอยู่ราศีใด เราจะต้องตั้งต้นกายวิภาค คือ ส่วนที่เป็นศีรษะ จากลัคนา ไล่เรียงลงมาเสมอ

                อย่างไรก็ดี การพิจารณากายวิภาคจักรราศี ควรถือหลักราศีเมษ คือ การเริ่มต้นศีรษะเป็นความสำคัญอันดับแรก ส่วนอีกแบบหนึ่ง คือ เริ่มศีรษะจากลัคนา ควรถือเป็นอันดับรองลงไป เพราะอิทธิพลบาปเคราะห์ที่ครอบงำอวัยวะประจำจักรราศีนั้น มีประสิทธิภาพรุนแรงมาก แม้ดาวพระเคราะห์ประ หรือ นิจ สถิตอยู่ราศีนั้น ๆ ย่อมทำให้ราศีนั้นเสื่อม มีผลกระทบกระเทือนถึงอวัยวะประจำราศีด้วย

 

 

ในการพิจารณาโรค หรือ สุขภาพร่างกายนี้ ทางโหราศาสตร์ไทย ได้พิจารณาทักษา เข้าประกอบด้วย คือ ดาวกาลกิณี หากสถิตอยู่ราศีใด ก็จะทำให้ร่างกายในส่วนนั้นเสื่อม และจะเป็นโรค หรือ เกิดอันตรายแก่อวัยวะประจำราศีนั้น ๆ วิธีหาดาวกาลกิณี ท่านให้ดูปูมทักษา ดังนี้

ผู้ที่เกิดวันใด ก็ให้นับจากเลขประจำวันเกิด เวียนไปทางขวามือ (ตามเข็มนาฬิกา) แล้วท่องคำต่อไปนี้ตามลำดับช่อง จนครบ ๘ ช่อง คือ บริวาร, อายุ, เดช, ศรี, มูละ, อุตสาหะ, มนตรี , กาลกิณี

กฎเกณฑ์สำคัญก็คือ ห้เริ่มนับบริวารที่เลขประจำวันเกิด เช่น เกิดวันอาทิตย์ (ตามตัวอย่างภาพ) ก็เริ่มนับที่เลข ๑ เป็นบริวาร, เลขถัดไปทางขวามือ คือ เลข ๒ เป็นอายุ, เลข ๓ เป็นเดช, เลข ๔ เป็น ศรี, เลข ๗ เป็นมูละ, เลข ๕ เป็นอุตสาหะ, เลข ๘ เป็น มนตรี และเลขสุดท้าย คือ เลข ๖ เป็นกาลกิณี ในตัวอย่างที่ยกมานี้ ทำให้เลข ๖ หรือ ดาวศุกร์ เป็นกาลกิณีของคนที่เกิดวันอาทิตย์

ในกรณีที่ เกิดวันจันทร์ ก็ให้เริ่มนับที่ เลข ๒ เป็นบริวาร, เลข ๓ เป็นอายุ, เลข ๔ เป็นเดช, เลข ๗ เป็นศรี, เลข ๕ เป็นมูละ, เลข ๘ เป็นอุตสาหะ, เลข ๖ เป็นมนตรี และ เลข ๑ เป็นกาลกิณี ทำให้ เลข ๑ หรือ ดาวอาทิตย์ เป็นกาลกิณี ของคนที่เกิดวันจันทร์

คนเกิดวันอื่น ๆ ก็เช่นกัน อยากรู้ว่าดาวใดเป็นกาลกิณีของคนเกิดวันใด ก็ให้ทำตามวิธีการข้างต้น ดาวกาลกิณีจะอยู่ท้ายดาววันเกิดเสมอ กฏเกณฑ์ทักษาของไทยนี้ นับว่าเป็นมรดกอันล้ำค่าของโหราศาสตร์ไทย ขอให้นักศึกษาพึงจดจำ และเราสามารถนำไปใช้ในเรื่องต่าง ๆ อีกมากมาย ในที่นี้เพียงแนะให้รู้จักการหาดาวกาลกิณีเพียงเท่านั้น

เมื่อเราทราบว่า ราศีใดครอบครองอวัยวะส่วนใดของร่างกายแล้ว ทำให้เราสามารถทราบได้ว่า ดาวใด มีความหมายเกี่ยวกับอวัยวะส่วนใดของร่างกาย ทั้งนี้ โดยถือหลักดาวการเกษตรประจำราศีนั้น ๆ นั่นเอง เมื่อราศีที่ตนเป็นเกษตรมีความหมายเกี่ยวกับอวัยวะส่วนใด ดาวที่เป็นเกษตรประจำราศีนั้น ๆ ก็จะมีความหมายถึงอวัยวะประจำส่วนนั้น ๆ ด้วย ในที่นี้ จะชี้ให้เห็นว่าดาวใดมีความหมายถึงอวัยวะส่วนใด ตามหลักเกษตรเรือนเดียว ของ อ.พลูหลวง คือ

พลูโต (พ) ครองส่วนศรีษะทั้งหมด, แบคคัส (บ) คือ คอ หลอดลม, ราหู (๘) และ เกตุ (๙) คือ ไหล่ ไหปลาร้า สบัก, จันทร์ (๒) คือ นม หน้าอก กล้ามเนื้อใหญ่, โคนแขน, อาทิตย์ (๑) ใต้ราวนม แขนเหนือข้อศอก หัวใจ, พุธ (๔) หน้าท้องเหนือสะดือ ข้อศอก แขน,มดลูก, ศุกร์ (๖) แขนใต้ข้อศอก หน้าท้องใต้สะดือ, อังคาร (๓) อวัยวะเพศ โคนขา ก้น และฝ่ามือ, พฤหัสบดี (๕) หน้าขาอ่อน นิ้วมือ, เสาร์ (๗) หัวเข่า, มฤตยู (๐) หน้าแข้ง และน่อง, เนปจูน (น) ส่วนเท้าทั้งหมด

ทั้งนี้ นอกจากดาวพระเคราะห์ครองบริเวณส่วนนอกของร่างกายแล้ว ยังครองกระดูกใต้ผิวหนัง ตามตำแหน่งที่ดาวพระเคราะห์นั้น ๆ มีอำนาจปกครองอยู่ด้วย ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับการพิจารณาจุดเปราะของร่างกาย โรคภัยไข้เจ็บ อันตรายที่อาจเกิดขึ้นในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายนั้น จะได้นำตัวอย่างดวงชะตา มาเสนอเป็นเรื่อง ๆ ไป


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

                   

 

 

Copyright © 2002 - 2005 All Rights Reserved