กายวิภาคจักรราศี (๒)

                นอกจากดาวพระเคราะห์จะมีความหมาย ตรงกับอวัยวะราศีที่ตนเองเป็นเกษตรเจ้าเรือน ตามที่ยกตัวอย่างเอาไว้ในตอนที่แล้ว ในทางโหราศาสตร์ ยังจัดให้ดาวพระเคราะห์ครองส่วนต่าง ๆ บนใบหน้า เป็นจุด ๆ ไป ดังนี้

                อาทิตย์ (๑) คือ ตา, จันทร์ (๒) คือ คอ และคิ้ว, อังคาร (๓) คือ ระหว่างคิ้ว และปาก รวมไปถึงอวัยวะที่อยู่ในปาก คือ ฟัน ลิ้น กระพุ้งแก้ม, พุธ (๔) คือ หู, พฤหัสบดี (๕) คือ แก้ม, ศุกร์ (๖) คือ จมูก และศีรษะด้านหลังข้างบน, เสาร์ (๗) คือ ขมับ และ คอด้านหลัง, ราหู (๘) คือ ท้ายทอย, เกตุ (๙) คือ เครา, มฤตยู (๐) คือ ท้ายทอยด้านหลัง และ คาง, เนปจูน (น) คือ ผม และหนวด, พลูโต (พ) คือ กลางหน้าผาก และ กระหม่อม

 

               

อาทิตย์ (๑) ครอง ตา เพราะว่า ตา เป็นอวัยวะส่วนที่สำคัญที่สุดของศีรษะ เช่นเดียวกับอาทิตย์ เป็นต้นกำเนิดของดาวพระเคราะห์ทั้งหลาย การที่ตามองเห็นสิ่งต่าง ๆ นี่เอง เป็นบ่อเกิดให้มีความรู้สึกทั้งมวล หากตาบอดก็เช่นเดียวกับกลางคืน คือ มืดมิด ไม่อาจเห็นอะไรได้ ย่อมทำให้อวัยวะส่วนอื่น ไม่อาจรับความรู้สึกได้

จันทร์ (๒) รูปจริต และ เจตสิก ย่อมแสดงออกได้ด้วยคิ้ว อันมีส่วนประกอบเวลาเลิกหนังตาขึ้น การยักคิ้ว (หลิ่วตา) หรือ การค่อย ๆ ลืมตาขึ้นไม่ตื่นเต้น เหล่านี้เป็นจริตของจันทร์ ซึ่งสามารถทำให้คนอ่านนิสัยใจคอได้ จันทร์ ยังครองส่วนคออีกด้วย เพราะการแสดงจริต และความรู้สึกบางอย่าง อาจแสดงได้ด้วยคอ เช่น การพยักหน้า การสั่นศีรษะปฏิเสธ หรือ การเชิดคอแสดงความหยิ่ง รวมทั้งการลุกลี้ลุกลนต่าง ๆ อีกด้วย

อังคาร (๓) ครองอารมณ์โทสะจริต และความเคร่งเครียด อันแสดงออกที่ระหว่างคิ้ว เช่น การขมวดคิ้ว  ทางศาสนาฮินดูถือว่า ตรงนั้นเป็นที่สถิตของตัวเกียรติมุข คือ อารมณ์ร้ายของบุคคล อังคารยังครองปากอีกด้วย เพราะปาก คือ ต้นทวารของการกิน การเคี้ยวย่อยอาหาร อันเป็นเรื่องการแตกหักตามลักษณะของอังคาร ปากแสดงถึงการจุมพิต เป็นเรื่องการบดขยี้ อันเป็นเรื่องของอังคารแท้ ๆ

พุธ (๔) เป็นอวัยวะแทนหู เป็นส่วนที่ใช้สัมผัสเสียงเพื่อรับรู้สิ่งต่าง ๆ ในทางโหราศาสตร์พุธเป็นดาวที่มีความหมายเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร การพูด การเจรจา เป็นเรื่องที่ต้องเกี่ยวกับอวัยวะส่วนนี้โดยตรง หากพุธในดวงผู้ใดเสียมาก ๆ อาจทำให้พิการถึงกับหูหนวก และร้อยทั้งร้อยเมื่อหูหนวกแล้ว ย่อมเป็นใบ้ควบคู่กันไป ไม่อาจสื่อสารด้วยการออกเสียงได้

พฤหัสบดี (๕) ครองส่วนแก้ม อันเป็นเรื่องของส่วนกายแท้ ๆ แก้มแสดงอารมณ์ของคน หากอารมณ์ปิติ เอิบอาบ ยินดี ก็จะฉีดเลือดออกมาเปล่งปลั่งจนแก้มแดง หรือ ราศีสดใสนั้นก็แสดงออกที่แก้ม อาการอาย ขวยเขิน ก็ทำให้แก้มแดง ฯลฯ จะเห็นว่า ความสัมพันธ์ของแก้มกับการสูบฉีดโลหิตเป็นเรื่องที่สอดคล้องสัมพันธ์กัน ซึ่งเป็นเรื่องของดาวพฤหัสบดี ดาวที่มีความหมายเกี่ยวข้องการการมีชีวิต การสูบฉีดโลหิตหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หรือ เลือดลมในร่างกายนั่นเอง

ศุกร์ (๖) คือ ส่วนที่เป็นจมูก บุคคลจะงาม จะคมสันขนาดไหน ท่านให้สังเกตที่จมูก จมูกชี้ให้เห็นถึงความสง่า ความต่ำต้อย ในตำรานรลักษณ์ศาสตร์ของจีน (โหงวเฮ้ง) กล่าวว่า ผู้ใดจมูกงามสมบูรณ์ย่อมเจริญด้วยโภคสมบัติ และความสุขนานาประการ จมูกจึงเป็นหน้าที่ของดาวศุกร์โดยแท้ นอกจากนี้ศุกร์ยังครองส่วนโหนกหลังของศีรษะ ผู้ใดโหนกหลังศีรษะแบนราบ ย่อมอาภัพอับโชค และไร้สติปัญญา หรือหากจมูกของท่านผู้ใดแฟบพิการ ย่อมจะทำให้ชีวิตไร้ความสุข มีปมด้อยของชีวิต เป็นกลากเกลื้อนบนใบหน้าเสียยังจะดีกว่า

เสาร์ (๗) คือ จิต หรือ อารมณ์กระทบใจ ครองส่วนขมับ และคอต่อด้านหลัง ส่วนมากเมื่อประสาทเคร่งเครียด หรือ ปวดศีรษะ บริเวณขมับจะปวด มีเส้นประสาทเต้น เส้นเลือดโปนออกมาทีเดียว บุคคลที่จำต้องคิด หรือมีเหตุร้ายกระทบใจ มักจะเอามือกุมขมับ หรือ กุมท้ายทอย อวัยวะส่วนนี้จึงเป็นเรื่องของดาวเสาร์แท้ ๆ

ราหู (๘) เจ้าเกษตรราศีพฤษภ ในระบบพลูหลวงแต่ดั้งเดิม ที่ยังไม่มีการนำเอาแบคคัส (บ) เข้ามาใช้ ครองท้ายทอย และ ใต้คาง บริเวณรอยต่อระหว่างกะโหลกศีรษะและคอ บริเวณเหล่านี้เป็นส่วนครองอารมณ์หลงในรสสัมผัส หรือ จิตใต้สำนึก บุคคลใดที่มีอารมณ์มึนงง หรือพิศวงสิ่งต่าง ๆ มักจะเอามือลูบใต้คาง หรือบริเวณท้ายทอยอย่างลืมตัวเสมอ เมื่ออวัยวะเหล่านี้กระทบของแข็งอย่างรุนแรง มักทำให้หมดสติไปทันที

ในปัจจุบัน ระบบพลูหลวงได้นำแบคคัส (บ) มาเป็นเกษตรราศีพฤษภ แทนราหู (๘) ดังนั้น อวัยวะส่วนที่เป็นคอ และท้ายทอย คือ แบคคัส (บ) ซึ่งหากได้ศึกษาประวัติของเทพเจ้า และความหมายของแบคคัสแล้ว จะเห็นว่า มีคุณลักษณะที่เหมือนกับราหู (๘) ในเรื่องความลุ่มหลงมัวเมา เพราะแบคคัส  เป็นดาวแห่งความสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจ เป็นเทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่นหรือ สุราเมรัย และสิ่งที่ชวนให้ลุ่มหลงมัวเมาต่าง ๆ ในทางโลก เช่น ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ กิน กาม เกียรติ ฯลฯ เป็นต้น

เมื่อให้แบคคัส (บ) ครองราศีพฤษภแทนแล้ว ราหูก็มาครองราศีเมถุน ร่วมกันกับเกตุ (๙) ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะต่างก็เป็นคราสร้ายด้วยกัน ดังที่เคยได้อธิบายเอาไว้ในบทความที่ผ่านมา

เกตุ (๙) รวมถึง ราหู (๘) หมายถึง เคราที่ขึ้นใต้คาง และบริเวณ แก้ม อันเป็นการเสริมบุคคลิกลักษณะ และความเร้นลับ ตลอดจนสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ ตรงนี้ขอให้ทำความเข้าใจให้ดี เนื่องจาก ราหู (๘) กับเกตุ (๙) เป็นเรื่องของวิญญาณ ความรู้สึก ซึ่งแต่ละบุคคลมีไม่เหมือนกัน ดังนั้น ส่วนที่เป็นเครานี้ จึงมีเฉพาะเพศชาย และใช่ว่าทุกคนนิยมชมชอบที่จะมีไว้ ยิ่งยุคปัจจุบันนี้ มักไม่พบเห็นบ่อยนัก

ต่างกับสมัยโบราณ ที่ผู้ชายมักนิยมไว้เคราเมื่อถึงวัยอันสมควร คนจีนไว้เคราแสดงถึงความเป็นนักปราชญ์ ชาวยุโรปสมัยโบราณ พวกนักปราชญ์ราชบัณฑิต ก็นิยมไว้เคราเช่นกัน พวกจิตรกรก็นิยมไว้เครา เพราะถือว่าช่วยให้มีพลังใจเข้มแข็ง มีสมาธิแน่วแน่ในการทำงานอีกด้วย คือ ไม่ต้องห่วงใยต่อการแต่งเนื้อแต่งตัวแต่อย่างไร

มฤตยู (๐) ครองส่วนที่เป็นคาง และโหนกศีรษะด้านหลัง อันเป็นที่ตั้งของอารมณ์ ในการคิดค้นแสวงหาสิ่งแปลกใหม่

เนปจูน (น) คือ ส่วนผม และหนวด อันเป็นเครื่องประดับตกแต่งเสริม หรือ ลดบุคคลิกภาพของร่างกาย การไว้ผมและไว้หนวด เป็นเรื่องแฟชั่นของแต่ละยุคแต่ละสมัย บางสมัยนิยมไว้หนวด บางสมัยก็ไม่นิยมไว้กัน บางสมัยผู้ชายไว้ผมยาว บางสมัยนิยมสวมผมปลอม (วิก) โดยเฉพาะพวกนักแสดง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของสังคม และสิ่งที่อนุโลมให้เป็นไปตามกระแสนิยมของมหาชนอยู่เสมอ ผมและหนวดจึงเป็นเรื่องของเนปจูนอย่างชัด ๆ

พลูโต (พ) ครองส่วนกลางหน้าผาก และกระหม่อมศีรษะ อันเป็นเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อันประณีต แสดงถึงภูมิธรรมของมนุษย์ ชาวฮินดูมักนิยมเจิมหน้าผาก และเป่ากระหม่อม ถือว่าเป็นการประสิทธิ์ประสาทความดีงาม หรือความขลังศักดิ์สิทธิ์ อันดาวพลูโต เป็นดาวที่ครองจิตหลุดพ้น จะเรียกว่า อาตมัน หรือ ส่วนหนึ่งของพระนิพพานก็ว่าได้ บุคคลใดมีดาวพลูโตกุมพฤหัสบดี (๕) ศุภเคราะห์ที่ยิ่งใหญ่ มักมีจิตเป็นกุศล สนใจที่จะแสวงหาโมกขธรรม จัดเป็นพุทธิจริต ได้เคยเห็นในดวงชะตาของอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงทางกรรมฐาน หรือ เด่นทางศาสนาหลายท่าน เช่น ท่านพุทธทาสภิกขุ และท่านอาจารย์พร รัตนสุวรรณ เป็นต้น

 

กฎเกณฑ์การพิจารณาสุขภาพร่างกาย โรคภัยไข้เจ็บ

                ๑. ต้องพิจารณาจากลัคนา และ ดาวเจ้าเรือนลัคน์ ว่า ถูกบาปเคราะห์เบียนให้โทษมากน้อยเพียงใด หากถูกบาปเคราะห์เบียนให้โทษมาก จะส่งผลทำให้เจ้าชะตามีสุขภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนอยู่ตลอดเวลา อาจได้รับอุบัติเหตุ เข้ารับการผ่าตัด อาจถูกคนลอบทำร้ายได้ หรือ ในบางรายที่ถูกเบียนมาก ๆ ก็อาจส่งผลให้เกิดมาเป็นคนพิการ ทุพพลภาพมาแต่กำเนิด หรือพิการในภายหลัง

                ๒. ต้องพิจารณาจากภพศุภะ อันเป็นภพที่มีความหมายเกี่ยวกับสุขภาพร่างกาย โดยพิจารณาว่า มีดาวบาปเคราะห์  หรือ  ดาวที่ให้โทษ คือ ประ นิจ  ไปเบียนในภพศุภะมากน้อยเพียงใด ,  ดาวเจ้าเรือนศุภะ อยู่ในภพทุสถานะ คือ อริ มรณะ วินาศนะ หรือไม่ ถ้าอยู่ถือว่าให้โทษ แม้หากไม่อยู่ในภพทุสถานะ ก็ต้องพิจารณาด้วยว่า ถูกบาปเคราะห์ หรือ ดาวที่ให้โทษ เกาะกุม หรือทำมุมให้โทษมากหรือไม่ หากถูกบาปเคราะห์ หรือดาวที่ให้โทษ เกาะกุม เบียนมาก ก็จะทำให้มีปัญหาสุขภาพได้

                อนึ่ง ภพศุภะ เป็นภพที่ไม่ได้มีความหมายเฉพาะสุขภาพร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีความหมายในเรื่องอื่น ๆ อีกด้วย เช่น หมายถึง บิดาในดวงชาย, มารดาในดวงหญิง, เกียรติยศ ชื่อเสียง ความสำเร็จก้าวหน้า , คุณธรรมความดี, การเดินทางไกลไปยังต่างแดน หรือต่างประเทศ ฯลฯ ดังนั้น การที่จะพิจารณาเรื่องราวในภพนี้ จึงต้องอาศัยดาวที่มีความหมายเกี่ยวข้องเข้ามาพิจารณาด้วยเสมอ

อย่างเช่น หากจะพิจารณาเกี่ยวกับสุขภาพร่างกาย โรคภัยไข้เจ็บ ก็ต้องเอาดาวเจ้าเรือนลัคน์ และลัคนาเข้ามาพิจารณาร่วม หรือหากพิจารณาเกี่ยวกับบิดาในดวงชาย ก็ต้องเอาดาวอาทิตย์ (๑) ที่หมายถึง บิดา มาพิจารณา หรือ มารดาในดวงหญิง ก็ต้องเอาดาวจันทร์ (๒) ที่หมายถึง มารดา มาพิจารณา  และดาวพฤหัสบดี (๕) ที่หมายถึง พ่อแม่ ผู้ใหญ่ ผู้ปกครอง ผู้บังคับบัญชร ฯลฯ หากจะพิจารณาเกี่ยวกับการเดินทางไกลไปต่างประเทศ ต่างแดน ก็ต้องเอาดาวเจ้าเรือนพันธุ ดาวจันทร์ (๒) พันธุของลัคนาโลกธรรม ดาวลอยในภพพันธุ ดาวเกี่ยวกับการต่างประเทศ คือ มฤตยู (๐) ราหู (๘) และพฤหัสบดี (๕) มาร่วมพิจารณาด้วย ฯลฯ เป็นต้น

                ๓. ต้องพิจารณาจากดาวเจ้าเรือนอริ ที่มีความหมายเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ , ดาวมรณะ ที่มีความหมายเกี่ยวกับความเจ็บไข้ไม่สบาย  ความเป็นความตาย  การสูญเสีย  เปลี่ยนแปลง , และ ดาววินาศนะ ที่มีความหมายถึง การแทรกซึม บ่อนทำลาย สิ่งอันเร้นลับ โรคที่เรื้อรัง หรือเป็นแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว หรือ บางที อาจเป็นโรคเวรโรคกรรม โรคที่เกิดจากคุณไสย์ ฯลฯ ว่า สัมพันธ์กับดาวเจ้าเรือนลัคนา หรือ เกาะกุมลัคนาหรือไม่, สัมพันธ์กับดาวเจ้าเรือนศุภะ หรือ อยู่ในภพศุภะ หรือไม่ ดาวเจ้าเรือนลัคน์ หรือ ดาวเจ้าเรือนภพศุภะ อยู่ในภพอริ มรณะ วินาศนะ หรือเปล่า หากอยู่ หรือถูกดาวเหล่านี้เกาะกุม เบียดเบียนในมุมที่ให้โทษ ก็อาจส่งผลเสียในเรื่องของสุขภาพร่างกายได้

                ๔. หากต้องการจะรู้ว่า เจ้าชะตา จะเจ็บป่วยด้วยโรคอะไร ? อวัยวะส่วนใดของร่างกาย คือ จุดเปราะ ที่ต้องระมัดระวัง ก็พิจาณาจากดาวที่มีความหมายเกี่ยวกับอวัยวะนั้น ๆ โดยตรง หรือ ราศีที่เกี่ยวกับอวัยวะส่วนนั้นของร่างกาย อย่างเช่น คนที่เป็นโรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับตา จะพบว่า มักมีดาวบาปเคราะห์ชุมนุมอยู่ในราศีสิงห์ และ ดาวอาทิตย์ (๑) เกษตรราศีสิงห์  ที่หมายถึง ดวงตา และหัวใจ มักอยู่ในภพทุสถานะ หรือไม่ก็ถูกบาปเคราะห์ ดาวที่ให้โทษ เบียนอย่างมาก

                ๕. พิจารณาจาก ดาวอาทิตย์ (๑) ดาวจันทร์ (๒) และ ดาวพฤหัสบดี (๕) อันเป็นดาวที่มีความสำคัญในดวงชะตาทุกคน หากดาวทั้งสามดวงนี้ ถูกเบียนอย่างหนัก ดวงใด ดวงหนี่ง หรือ ทั้งสามดวง ก็อาจส่งผลให้เจ้าชะตามีปัญหาสุขภาพ หรือ เจ็บป่วยกระเสาะกระแสะ หากโดนเบียนมาก ๆ เข้า บางทีอาจถึงตาย อายุสั้น หรือ พิกลพิการได้

                กฎเกณฑ์ที่ให้ไว้นี้ หากนำไปพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว จะทำให้ผลคำพยากรณ์เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ออกมาอย่างถูกต้องแม่นยำ ขอให้นักศึกษาพึงจดจำเอาไว้ และนำไปใช้อย่างเคร่งครัด ในตอนหน้าจะได้นำตัวอย่างดวงบุคคลที่ต้องเผชิญกับโรคภัยต่าง ๆ มาให้ทราบกัน อย่าพลาดการติดตาม สุขสันต์วันคริสต์มาส ทุกท่านครับ

 


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

                   

 

 

Copyright © 2002 - 2005 All Rights Reserved