กายวิภาคจักรราศี (๓)

************

            แต่แรกตั้งใจจะนำเอาตัวอย่างดวงชะตาบุคคล ที่ประสบเคราะห์กรรม และโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมาให้พิจารณากัน แต่เนื่องจากยังมีเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับ สภาวะของร่างกาย และจิตใจ ที่ต้องสอดคล้องสัมพันธ์ ก่อให้คนเราเกิดกิเลส ตัณหา ราคะ อุปาทาน ฯลฯ อันส่งผลในการดำเนินชีวิตในโลกนี้ และสืบเนื่องผลแห่งกรรมไปยังภพภูมิข้างหน้า ที่เราท่านทั้งหลายไม่ควรมองข้าม ควรนำมาพิจารณาร่วมเสมอ เพราะชีวิตของคนเรานั้น ประกอบไปด้วยสิ่งที่เป็นรูปธรรม และสิ่งที่เป็นนามธรรม คือ กาย และ ใจ (จิต) ที่เรียกกันว่า ขันธ์ ๕ นั่นเอง

                การพิจารณาอุปนิสัยใจคอของเจ้าชะตา นั้น สามารถพิจารณาได้จากดาวประจำธาตุราศี คือ ไฟ ดิน ลม น้ำ ซึ่งเป็นที่ทราบกันอย่างแพร่หลาย เช่น คนราศีธาตุไฟ (พลูโต, อาทิตย์  , พฤหัสบดี) มักจริงจัง จริงใจ ใจร้อน ใจเร็ว เย่อหยิ่ง ทะนงตน ไม่ก้มหัวให้ใคร ไม่ยอมใคร ฯลฯ อันตรงกันข้ามกับคน ราศีธาตุน้ำ (จันทร์, อังคาร, เนปจูน) มักไม่จริงจัง จริงใจ เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ เปลี่ยนแปลงได้ทุกสถานการณ์ หรือ ปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้ดี มีมนุษยสัมพันธ์ดี มักยอมคน ประสานไมตรีมากกว่าสร้างศัตรู ฯลฯ

                นอกจากนี้ยังมีวิธีพิจารณาดาวพระเคราะห์จาก อายตนะ ๑๒ แปลว่า ส่วนของร่างกายที่สืบเนื่องสัมพันธ์กัน แบ่งเป็น อาตยตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และ อาตตนะภายนอก คือ รูป  เสียง กลิ่น รส สัมผัส  เจตสิก (ธรรมารมณ์ หรือ อารมณ์กระทบใจ) โดยเริ่มจากอาทิตย์ ที่ราศีสิงห์ เป็นปฐม เรียงตามลำดับไปตามวิถีจักร (ทวนเข็มนาฬิกา) ดังนี้

 

 

                อาทิตย์ (๑) คือ จักขวายตนะ จักขุ หรือ ตา, พุธ (๔) คือ โสตายตนะ (หู) , ศุกร์ (๖) คือ ฆานยตนะ (จมูก) , อังคาร (๓) คือ ชิวหายตนะ (ลิ้น), พฤหัสบดี (๕) คือ กายายตนะ (กาย), เสาร์ (๗) คือ มนายตนะ (ใจ) มฤตยู (๐) คือ รูปายตนะ (รูป) , เนปจูน (น) คือ สัททายตนะ (เสียง), พลูโต (พ) คือ คันธายตนะ (กลิ่น), แบคคัส (บ) คือ รสายตนะ (รส) , ราหู (๘) และ เกตุ (๙) คือ โผฎฐัพพายตนะ (สัมผัส), จันทร์ (๒) คือ ธัมมายตนะ (จิต และเจตสิกทั้งปวง)

                ขอยกตัวอย่างอรรถาธิบายโดยสังเขป เริ่มจากอาทิตย์ (๑) เกษตรราศีสิงห์ เรียงตามลำดับ ดังนี้

                อาทิตย์ (๑) เป็นดาวพระเคราะห์สำคัญ มีอิทธิพลครอบงำจักขุประสาท คือ ดวงตา โดยเฉพาะ ในดวงชะตาใด ดวงอาทิตย์เสีย หรือ เสื่อมคุณภาพด้วยประการใดก็ดี เจ้าชะตามักเป็นโรคตา หรือถ้าเสียรุนแรง คือ ถูกบาปเคราะห์รบกวนหนัก ก็ทำให้สายตาพิการไปเลย ทางโหราศาสตร์ ถือว่า อาทิตย์เป็นจุดสำคัญมาก เทียบเท่าลัคนา และจันทร์ คือ เป็นตัวแทนของชีวิต บุคคลใดที่ตาบอดมืดมัว ก็เท่ากับชีวิตทั้งชีวิตพินาศหมดโดยสิ้นเชิง แม้มีชีวิตอยู่ ก็เป็นเพียงซังกะตายอยู่ไปวัน ๆ เท่านั้น หาได้รับรสชาติอันเป็นสุนทรียะมาหล่อเลี้ยงหัวใจไม่ ผู้นั้นเท่ากับตายด้าน เหมือนมีชีวิตเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

                พุธ (๔) มีอิทธิพลเกี่ยวกับอายตนะทางหู ในตำราต่าง ๆ จึงมักจะกล่าวไว้ว่า ผู้ใดดาวพุธเด่นมักจะหูดี มีเสียงไพเราะ การเจรจาดี มีคนรักใคร่ บุคคลใดดาวพุธเสีย มักพูดไม่เข้าหูคน ดาวพุธกุมลัคน์ หรืออยู่ในตำแหน่งดีเด่น บุคคลนั้นจะมีอำนาจเพราะเสียงของตน ดังเช่น นักพูด นักร้อง และนักดนตรีเป็นต้น เหล่านี้ล้วนแต่อาศัยอายตนะทางหูทั้งสิ้น บุคคลใดดาวพุธเสีย มักจะเป็นโรคทางหู หรือ หูพิการ

                ศุกร์ (๖) มีอำนาจครอบงำถึงหน่วยประสาททางจมูก  ผู้ใดดาวศุกร์เสียมักเป็นโรคจมูก หรือ หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ไม่อาจสัมผัสกลิ่นหอมใด ๆ ได้อย่างลึกซึ้ง ในสังคมหรูหราฟุ่มเฟือย จึงมักจะประทินร่างด้วยกลิ่นหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นอันประณีตนานาชนิด  นั่นคือคุณลักษณะของดาวศุกร์อันเป็นดาวแห่งความฟุ่มเฟือย ความรัก และความสุขสดชื่น เหตุนี้บุคคลใดดาวศุกร์เด่นในดวงชะตา จึงมักชอบน้ำหอม เพราะจมูกย่อมสัมผัสรสนั้นได้ซาบซึ้งเป็นพิเศษ

                อังคาร (๓) หมายถึง ลิ้น ประสาทรับรสทางอาหาร เป็นจุดสัมผัส รับรสทางอาหาร บุคคลใดดาวอังคารเด่น  มักชอบกินอาหารจุกจิก  ชอบรสประณีตของอาหาร หากผู้ใดดาวอังคารเสียก็กินอย่างส่ง ๆ  สักแต่ว่ากิน หาได้ยินดียินร้ายในรสชาติใด ๆ ไม่ อังคารเสื่อมเสียในดวงชะตา จึงควรระมัดระวังโรคเกี่ยวกับปาก ลิ้น ฟัน และกะเพาะอาหารลำไส้

                พฤหัสบดี (๕) ตัวกายายตนะ ครอบงำถึงร่างกายทั้งหมด ผู้ที่มีพฤหัสบดีกุมลัคน์ จึงมีร่างกายสมส่วน สมบูรณ์ทางกาย บุคคลใดดาวพฤหัสบดีเสีย มักจะพิการทางกาย มีความอัปลักษณ์ ผิดส่วนสัดอย่างใดอย่างหนึ่ง บุคคลซึ่งร่างงาม ไม่พิการ สมส่วน หรือ นางงาม มักจะมีดาวพฤหัสบดีเด่น หรือให้คุณในดวงชะตาเสมอ ดาวพฤหัสบดี จึงเท่ากับเป็นสิ่งที่มีอำนาจครอบงำถึงอวัยวะทั้งหมดในร่างกาย รวมไปถึงการไหลเวียนของโลหิตไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หากดาวพฤหัสบดีเด่นมาก ก็สามารถทำให้อวัยวะส่วนอื่นที่เสียอยู่แล้ว ไม่เสียอะไรรุนแรงนัก

                เสาร์ (๗) คือ มนายตนะ เป็นดาวที่ครองใจ หรือ ครองทุกข์ ครองสุข บุคคลผู้ใดอุบัติขึ้นมาในโลกนี้ ย่อมล้วนแต่มีทุกข์ครอบงำทั้งสิ้น พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติไว้ว่า ชีวิตนี้ คือ ทุกข์ ผู้จะล่วงทุกข์ได้ย่อมจะฝึกฝนใจให้มั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรมทั้งปวง กล่าวคือ ใจเท่านั้นที่ปรุงแต่งให้เกิดทุกข์ ดาวเสาร์ที่มีอำนาจครอบงำถึงความทุกข์ทั้งมวล จึงมีอิทธิพลต่อใจอย่างมาก บุคคลใดมีเสาร์เด่น ได้รับโยคเกณฑ์ที่ดี ย่อมสามารถทำใจให้เป็นหนึ่ง อาจวางอารมณ์อยู่ในสมาธิที่ดีเลิศ ดังดวงชะตาของ

หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค มีเสาร์ (๗) เป็นเกษตร ดาวพฤหัสบดี (๕) พลูโต และอาทิตย์ (๑) ฝ่ายจิตล้วน อยู่ในภพเกณฑ์ ย่อมทำให้มีพลังจิตดีเลิศ เพราะมีดาวจิตล้วน ๆ จตุโกณถึงทุกจุด

หลวงพ่อพระมงคลเทพมุนี หรือหลวงพ่อวัดปากน้ำ มีดาวจันทร์ (๒) และพลูโต (พ)  ขนาบหน้าหลังเสาร์ (๗) โดยจันทร์เป็นศุภเคราะห์ พลูโต เป็นเกษตร ให้คุณเข้มแข็งแก่เสาร์ ทั้งยังมีดาวพฤหัสบดี (๕) และศุกร์ (๖) อยู่ในภพเกณฑ์จากเสาร์

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เมื่อจุติมายังโลก มีดาวเสาร์ (๗) ลอยเด่นเป็นองค์เกณฑ์กลางศีรษะพอดี ดาวเสาร์ตรีโกณถึงพฤหัสบดี (๕) มีดาวจันทร์ (๒) ศุกร์ (๖) และ พลูโต (พ) อยู่ในมุมจตุโกณถึงเสาร์ทุกจุด  ซึ่งล้วนแต่เป็นดาวให้คุณเป็นฝ่ายกุศลจิตทั้งสิ้น

บุคคลใดดาวเสาร์ (๗) ถูกบาปเคราะห์ครอบงำ เช่น อังคาร (๓) มฤตยู (๐) เนปจูน (น) สัมพันธ์ถึงอย่างใกล้ชิด ให้ระวังอกุศลจิตวิญญาณของตน และอาจจะถูกชักนำไปในทางผิดตามสภาพของบาปเคราะห์นั้น ๆ เช่น อังคาร (๓) มีอำนาจครอบงำเสาร์ (๗) ก็จะทำให้เป็นคนที่มีโทสะจริต หรือ อารมณ์โกรธ อาฆาต พยาบาทแรงกล้า ชอบขัดแย้งทะเลาะวิวาท และอาจได้รับอุบัติเหตุ หรือ มีเรืองเลวร้ายเข้ามาในชีวิต จิตได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ถึงกับเป็นบ้าเสียสติ

หากมฤตยู (๐) ครอบงำเสาร์ (๗) มักเป็นคนที่ลุ่มหลงมัวเมาในตนเอง มีจิตใจละโมบโลภมาก ชอบสะสม มีทิฐิแรงกล้า มุ่งอะไรก็จะเอาให้ได้ นับว่าดีทางฝ่ายโลก แต่หย่อนทางธรรม เนปจูน (น) เข้าครอบงำเสาร์ (๗) กลายเป็นคนเพ้อฝันลม ๆ แล้ง ๆ ผลที่สุดกลายเปนคนสับปรับ หลอกลวง หาแก่นสารอะไรไม่ได้ แต่ก็ดีทางฝ่ายโลก คือ เป็นนักอุดมคติดีเลิศ

การที่จะพิจารณาถึงจิตใจของผู้คน ว่าดีเลวอย่างไร ก็ให้พิจารณาจากเสาร์นี่แหละ หากเสาร์ (๗) อยู่ใตนำแหน่งที่เด่น ในภพที่ดี สัมพันธ์กับลัคนา และดาวเจ้าเรือนลัคน์ และได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์ที่ให้คุณ คือ เกษตร อุจจ์ หรือ มีศุภเคราะห์หลายดวงทำมุมให้คุณแล้วล่ะก็ พยากรณ์ไปได้เลยครับว่า บุคคลนั้น มีจิตที่ตั้งมั่น แน่วแน่ มั่นคง รักดี ใฝ่ดี ทำตนให้มีคุณค่า และเป็นประโยชน์ต่อสังคม

แต่ในทางตรงกันข้าม หากเสาร์ (๗) อยู่ในตำแหน่งที่เลวร้าย อยู่ในภพทุสถานะของดวงชะตา คือ อยู่ในภพอริ มรณะ วินาศนะ และได้รับกระแสชั่วร้ายจากดาวที่ให้โทษ คือ ประ นิจ หรือ ดาวบาปเคราะห์หลายดวง ทำมุมเบียน คือ กุม เล็ง กากบาท นำหน้า บีบหน้าหลัง ปลายหอก อย่างนี้พบเจอที่ไหน ต้องหลีกลี้ให้ไกล เพราะมักจะเป็นคนที่ใจคอไม่หนักแน่นมั่นคง โลเล ไม่เป็นโล้เป็นพาย ทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน จิตใจคับแคบ เห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว ไม่อุทิศตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม หากพฤหัสบดี (๕) ซึ่งเป็นดาวคุณธรรมเสียด้วยแล้ว อาจเป็นภัยต่อสังคมอย่างร้ายแรง ประพฤติตนเป็นโจร หรือ โกงชาติ โกงแผ่นดิน รีดนาทาเร้นประชาชน ฯลฯ เป็นต้น

มฤตยู (๐) ดาวพระเคราะห์ดวงนี้ ในแผนผังเกษตรเรือนเดียว ในระบบพลูหลวง อยู่ตรงข้ามกับอาทิตย์ (๑) ซึ่งเป็นฝ่ายตา สัมผัสเห็นรูป อันเป็นของคู่กัน ตาเป็นของอยู่ในกายเรา คือ อายตนะภายใน ส่วนรูป เป็นของนอกกาย ซึ่งตาไปสัมผัสพบเข้า คือ เป็นอายตนะภายนอก มฤตยู จึงเป็นรูปทั้งที่ตาเห็น และทั้งที่เกิดมโนภาพไปเห็นเข้า รูปจึงเป็นนามธรรม อาศัยตาจึงเกิดรูป หากไม่มีตา รูปก็ไม่มี ดาวพระเคราะห์สองดวงนี้จึงเป็นปัจยาการซึ่งกันและกันอย่างลึกซึ้ง

เพราะมฤตยู (๐) ครองราศีธาตุลมฝ่ายกิเลสตัณหา จึงเป็นฝ่ายหนึ่งในจำพวก ตัณหา ๓ คือ ดาวเกษตรราศีธาตุลมล้วน ๆ อันได้แก่ ศุกร์ (๖) เป็น กามตัณหา คือ ตัณหาในกาม ความอยากได้สิ่งต่าง ๆ และการหมกมุ่นอยู่ในกิเลสต่าง ๆ มฤตยู (๐) เป็น ภวตัณหา ความอยากเกิดในภพที่ปรารถนา ตั้งจิตปรารถนานอกเหนือไปจากสิ่งที่เป็นอยู่ แสวงหาสิ่งอันแปลกใหม่ อยากเป็นนั่น อยากเป็นนี่ ไป ๆ มา ๆ ก็เลยเป็นหนี้ เพราะอยากเป็นนั่น ราหู (๘) และ เกตุ (๙) เป็นวิภวตัณหา คือ ความไม่พอใจในภพ หรือ สภาพที่ตนเป็นอยู่ เบื่อหน่าย ไม่อยากแสวงหาอะไร ไม่พัฒนาตนเองในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา มักลุ่มหลงมัวเมา จมปลักอยู่กับที่ หรือไม่ก็บ้าบอคอแตกไปตามกระแส โดยที่ตนเองไม่อาจควบคุมหรือบังคับได้

ตัณหาทั้งสามนี้ จะเห็นว่า มฤตยู (๐) ราหู (๘) และ เกตุ (๙) จัดเป็นอารมณ์ล้วน ๆ ที่เข้าครอบงำ ซึ่งอยู่ภายใต้รัศมีของอายตนะภายนอก มฤตยู (๐) จึงเป็นจุดเริ่มต้นของตัวอารมณ์แท้ ๆ แต่ก็มีปัจยาการเนื่องไปถึงอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ ตัวอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ไปตามลำดับเช่นเดียวกัน คือ

เมื่ออาทิตย์ (๑) อินทรีย์ฝ่ายอายตนะภายในเป็นตา มฤตยู (๐) อารมณ์ฝ่ายอายตนะภายในจึงเป็นรูป รูปอันนี้เป็นมโนคติ ได้รับการปรุงแต่งจากอาทิตย์คือตา หากว่าตาพิการไม่อาจเห็นอะไรได้ รูปที่เกิดย่อมจะพร่าไม่แจ่มใส หรือไม่อาจเป็นรูปได้ หากดาวอาทิตย์เสื่อม ก็ย่อมจะพลอยทำให้ดาวมฤตยูเสื่อมด้วยเช่นกัน เพราะย่อมมีส่วนสัมพันธ์อย่างแยกไม่ออก เช่น

ดวงชะตาของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๘ เมื่อทรงประสูตินั้น ดาวมฤตยูสถิตย์แนวดิ่งเบื้องตรงศีรษะพอดี ย่อมมีอิทธิพลครอบงำอย่างแรงกล้า ทำให้พระองค์เป็นนักอุดมคติ ประกอบทั้งดาวอาทิตย์ในดวงพระชะตาเสีย คือ อยู่ภพอริ และถูกบาปเคราะห์อังคาร เสาร์ ราหู จตุโกณทำลาย พระองค์จึงยึดมั่นในอุดมคติแรงกล้า ถือความรักเป็นใหญ่ ถึงแก่ยอมสละราชบัลลังก์ เพื่อเห็นแก่ความรักแท้ ๆ

บุคคลใดดาวมฤตยูเสีย  จึงมักไม่ค่อยติดในรูปและอารมณ์ มีความสงบระงับใจได้อย่างดีเลิศ หากว่าดาวฝ่ายกุศลไม่ชักนำดวงชะตาอย่างแข็งขันแล้ว ก็มีหวังเป็นอาชญากร ใจโหดเหี้ยมได้ง่าย เพราะเหตุที่ไม่ยึดติดในรูปและอารมณ์นี่แหละ ดังดวงชะตาของ ฮิตเลอร์ ซึ่งมีดาวมฤตยูอยู่ในภพวินาศนะของลัคนาเป็นต้น

เนปจูน (น) อายตนะภายนอก ฝ่ายสัททายตนะ คือ เสียง อันตรงกันข้ามกับอายตนะภายใน พุธ คือ หู หากดาวพุธในดวงชะตาเสีย ดาวเนปจูนอันเป็นเสียงก็แทบไร้ประโยชน์ เสียงที่ดีย่อมประกอบด้วยอินทรีย์หู อันสมบูรณ์ เป็นฝ่ายหยั่งทราบ เราคงจะเคยสังเกตว่า บุคคลที่หูหนวกมักจะเป็นใบ้ หรือ หากมาหนวกเมื่ออายุมาก ก็จะทำให้เสียงเพี้ยนไป

เสียงนี้ย่อมควบคุมไปถึงการสมาคม คือ เสียงนินทา หรือเสียงแซ่ซร้องสรรเสริญ บุคคลใดเนปจูนกุมลัคนา จึงเป็นนักพูด ชอบแสดงวาทศิลป์ หรือ ปาฐกถาท่ามกลางชุมชน หากเนปจูนได้รับสัมพันธ์ดีจากศุภเคราะห์ ก็มีเสียงคนสรรเสริญยกย่องดี หากเนปจูนเสีย ถูกบาปเคราะห์เบียนหนัก ก็ย่อมได้รับการค่อนขอดนินทาว่าร้าย ซึ่งเป็นของหลีกไม่พ้น เนปจูนกุมดาวศุภเคราะห์ หรือ มาสัมพันธ์ถึงดี มักพูดหวานหูจับใจคน หากบาปเคราะห์เล่นงานเนปจูน มักพูดเผ็ดร้อน ถากถางคน จะหนักไปทางไหน ก็แล้วแต่สภาพของบาปเคราะห์นั้น ๆ ที่มามีอิทธิพลครอบงำอยู่

บุคคลใดเนปจูนเสีย เช่น เป็นมรณะ วินาศนะ มักจะไม่ค่อยกล้าพูดกลางชุมชน จะเป็นนักพูดที่ดีไม่ได้ เมื่อพูดนาน ๆ เข้าก็มักฟุ้ง จับหลักอะไรไม่ได้ เพราะมีปมด้อยในเรื่องการพูด จึงทำให้มีนิสัยขี้อาย ไม่ชอบปรากฏตนต่อกลางสมาคมต่าง ๆ เนปจูนกุมอังคาร มักพูดขวานผ่าซาก ชวนวิวาท เนปจูนกุมราหู ไม่ค่อยพูด เมื่อพูดก็มักจะหลงเข้าข้างตน พูดไม่เข้าหูคน เนปจูนกุมเสาร์ ชอบพูดแสดงอำนาจ ชอบข่มขู่ผู้อื่น เนปจูนกุมอาทิตย์ พูดจาอวดตน ยกตนข่มท่าน

ยังไม่จบครับ เนื้อที่หมดพอดี พบกันใหม่ในฉบับหน้า สวัสดีปีใหม่ ๒๕๔๙ ทุกท่าน


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

                   

 

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved