กายวิภาคจักรราศี ()

***********

 

พลูโต (พ) เรียก คันธายตนะ คือ อารมณ์สัมผัสในกลิ่น ตรงข้ามกับดาวศุกร์ (๖) คือ จมูก เรื่องของกลิ่นนี้ เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งประณีต กลิ่นบางชนิดเกิดขึ้นด้วยอำนาจบันดาลของวิญญาณ หรือ โอปปาติกะ จัดเป็นเรื่องเร้นลับมาก ผู้มีจมูกรับกลิ่นอันประณีต ย่อมมีจิตอันสงบ ดิ่งลึกเป็นอารมณ์เดียว คำพูดในพระศาสนาที่ว่า ศีลมีกลิ่นหอม ย่อมขจรขจายทวนลมไปได้ไกลแสนไกล อันกลิ่นของศีลนี้ ผู้ที่จะสัมผัสได้ ต้องฝึกจิตให้มีสมาธิขั้นเอกอุจึงจะสัมผัสได้ ดาวพลูโตกุมดาวเสาร์ จึงแสดงให้เห็นถึงการใฝ่ต่ำ ชอบไปมั่วสุมอยู่ที่ในที่มีกลิ่นอับ ๆ หรือ อยู่ในสิ่งแวดล้อมอันมีอากาศไม่บริสุทธิ์ บุคคลเช่นนี้ มักมีกลิ่นตัวเหม็น พลูโตกุมพฤหัสบดี ชอบกลิ่นหอมของดอกไม้ และเกษรต่าง ๆ มีสภาวะเหมือนสิ่งอันเป็นทิพย์ ที่ชอบกลิ่นกำยานเผา หรือ กลิ่นธูป มักประพฤติตนบริสุทธิ์ ฝึกสมาธิได้ดีเลิศ วางอารมณ์แน่วแน่สู่เอกัคคตารมณ์ จัดว่ามีอุปนิสัยในทางนี้โดยเฉพาะ มักทำตนให้ขึ้นสู่ภพสูงอันประณีต เหมือนเทวดาที่ชอบกลิ่นหอมของดอกไม้ และเหม็นกลิ่นสาปในกายของมนุษย์ปุถุชนทั่วไป

กลิ่นจึงเป็นเครื่องบอกความสูงต่ำของความประณีตในอารมณ์ หรือ ความผุดผ่องของสภาวะต่าง ๆ เช่น กลิ่นเหม็น บ่งถึงสภาพอันสกปรก คือ สลัม หรือ แหล่งเสื่อมโทรม ส่วนกลิ่นหอม หรือ อุทยานอันร่มรื่น หรือ สภาพสุคติ

กลิ่นย่อมแบ่งภูมิชั้นของมนุษย์ รวมทั้งภพต่าง ๆ อีกด้วย  ความประณีตของกลิ่น เช่น กลิ่นหอมของดอกไม้ บุคคลผู้มีรสนิยมทางกลิ่นชนิดใด หรือ ชอบกลิ่นหอมต่าง ๆ หรือ บางคนไม่นำพาในกลิ่นต่าง ๆ เหล่านี้ ย่อมส่อให้เห็นถึงภูมิธรรมอันสูงต่ำในตัวบุคคลได้เป็นอย่างดี

เหตุนี้ ดาวพลูโต จึงมีอำนาจครอบงำ ถึงระดับชั้นอันประณีตในจิตใจของมนุษย์ผู้จะหลุดพ้น หรือ หนาแน่นด้วยกิเลสอาสวะ ให้ดูดาวพลูโต ก็จะเห็นได้อย่างชัดแจ้ง

แบคคัส (บ) ครองราศีพฤษภ ตามหลักเกษตรเรือนเดียว ครองส่วนที่เป็น รสายตนะ คือ รสสัมผัส อันเกิดจากปาก และลิ้น (คือ อังคาร)  ที่รับรสอาหาร ผ่านลำคอ (คือ แบคคัส) ลงไปสู่กระเพาะอาหาร อันรสนี้ย่อมเกิดจากการปรุงแต่งของอาหาร อันประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ ผสมคลุกเคล้ากัน มีรสชาติแตกต่างกันไป ตามแต่ใจของผู้ปรุง เมื่อปากและลิ้นสัมผัสอาหาร แบคคัส (บ) จะเป็นตัวแปร หรือ รับรู้รสอาหารนั้นว่าเป็นอย่างไร เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม จืดชืด เผ็ด ร้อน มากน้อยเพียงใด การรับรู้รสนั้น เป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม ซึ่งไม่มีรูป มีสภาพเกิดจากการปรุงแต่งของสิ่งต่าง ๆ ผู้ใดหลงใหลย่อมมัวเมาในรสชาตินั้น ๆ เช่น คนติดในรสอาหาร หรือ ติดสุราเมรัย ย่อมลุ่มหลงมัวเมา พอใจแต่สิ่งอันเป็นน้ำเมา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า แบคคัส เป็นดาวเกี่ยวกับเหล้า สุรา โภชนาหาร ความอุดมสมบูรณ์ ความรื่นเริงบันเทิงใจ จึงมีความหมายในเรื่องของการรับรสสัมผัสจากการกินโดยตรง

ทุกวันนี้มนุษย์ส่วนมากดำรงชีวิต และยึดติดอยู่ในเรื่องของการกิน การเสพกาม และแสวงหาเกียรติยศชื่อเสียงโดยไม่คิดคำนึงถึงผู้อื่น อย่างเช่น ดื่มเหล้าเมาแล้วขับรถ หรือเอะอะอาละวาดทำร้ายผู้คน เป็นต้น บุคคลที่แบคคัสเด่นมาก ๆ คือ อยู่ในตำแหน่งที่ดี ได้รับกระแสจากศุภเคราะห์หลายดวง มักจะเห็นแก่ตัว เห็นแก่กิน กาม เกียรติ อย่างพวกเศรษฐีมีเงินทั้งหลาย มักจะใช้เงินฟาดหัวคนจน หรือ เนรมิตสิ่งต่าง ๆ ที่ตนเองพอใจ โดยไม่คิดคำนึงถึงจิตใจผู้อื่น ในตรงข้ามกับบุคคลที่แบคคัสเสีย พวกนี้มักไม่ยึดติดในเรื่องของการกิน กาม เกียรติ อาจเป็นเพราะขาดปัจจัยที่จะแสวงหา เนื่องจาก แบคคัส เป็นดาวมหาลาภทางการเงิน เมื่อแบคคัสเสีย คงไม่ร่ำรวยฟู่ฟ่าที่จะแสวงหาสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมดา

อันที่จริงแบคคัสไม่ใช่ตัวกำหนดฐานะของคน ว่าจะอยู่ในขั้นเศรษฐีฟู่ฟ่า หรือลำบากยากจนเสมอไป เพราะหลักเกณฑ์การพิจารณาดวงคนที่เป็นเศรษฐีนั้น ต้องพิจารณาดาวเจ้าเรือนการเงิน ดาวลอยในภพการเงิน ของเจ้าชะตาเป็นหลัก ในบางดวงที่แบคคัสเสีย คือ อยู่ในภพทุสถานะ และถูกบาปเคราะห์เบียนมาก ๆ ก็อาจทำให้เป็นคนที่มีฐานะขั้นเศรษฐีได้เหมือนกัน และมักเป็นเศรษฐีด้วยตนเอง ผ่านความลำบากยากจนมาก่อน มักตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ฟู่ฟ่าฟุ้งเฟ้อ เนื่องจากดวงชะตาท่านเหล่านี้ ดาวการเงินไม่อยู่ในตำแหน่งที่เสีย หรือ เสียก็จริง แต่ก็ได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์มากมายหลายดวง และแบคคัสที่อยู่ในตำแหน่งเสีย และถูกเบียน กลับทำมุมให้คุณแก่ดาวการเงิน เป็นต้น

ในดวงของท่านธัมมวิตักโกภิกษุ หรือ ภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์) ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์  ๒๔๔๐ เวลา ๐๗.๔๐ น. ลัคนาของท่านอยู่ราศีกุมภ์ แบคคัส (บ) ดาวมหาลาภทางการเงิน อยู่ในภพปุตตะ ตรีโกณถึงลัคนา และ มฤตยู (๐) เจ้าเรือนลัคน์ ที่อยู่ในภพศุภะ โดยมีจันทร์ (๒) เกษตร นำหน้า ส่งผลให้ฐานะความเป็นอยู่ทางบ้านของท่าน อยู่ในขั้นดี มีอันจะกิน ไม่ลำบากยากจน แม้จะไม่ร่ำรวย แต่เนื่องจากแบคคัส (บ) ในพื้นดวงของท่าน ถูกบาปเคราะห์เบียนมาก กล่าวคือ มีเนปจูน (น) กุม ราหู (๘) เกตุ (๙) อังคาร (๓) เสาร์ (๗) ทำมุมปลายหอกทิ่มแทง โดยมีเนปจูน (น) ตั้งรับอยู่ปลายหอก ถือว่า แบคคัส (บ) ถูกบาปเคราะห์เบียนอย่างมาก ดังนั้น ในภายหลัง ท่านจึงออกบวช เมื่อมีอายุได้เพียง ๒๗ ปี และบวชไม่สึก มรณภาพในผ้าเหลือง ท่านไม่ยึดติดในลาภยศ สุข สรรเสริญ ในทางโลกแต่อย่างใด ไม่ยึดติดในรสอาหาร ท่านให้ทางบ้านจัดทำอาหารสูตรพิเศษ ไม่เจือปนด้วยเนื้อสัตว์ ฉันแบบเดียว ชนิดเดียว โดยท่านไม่ออกบิณฑบาตร หรือ รับภัตตาหารจากที่อื่นใด ตลอดอายุขัยของท่าน

ราหู (๘) และ เกตุ (๙) ครองส่วนที่เรียกว่า โผฏฐัพพยตนะ คือ การสัมผัสทางกาย ซึ่งเป็นอายตนะภายนอก ที่กระทบกาย หรือ พฤหัสบดี (๕) ที่เป็นอายตนะภายใน ราหู กับเกตุ เป็นคราสร้าย ที่ให้โทษเหมือนบาปเคราะห์ใหญ่ คือให้โทษมากในดวงชะตา ในระบบเกษตรเรือนเดียว หรือ ระบบพลูหลวง จัดให้เป็นเกษตรราศีเมถุนเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะค้นพบดาวพระเคราะห์ดวงใหม่ ที่อยู่ถัดจากดาวแบคคัสออกไป ซึ่งก็ได้ผลดีมากเกินคาด เพราะราหู (๘) กับ เกตุ (๙) นั้น คือตัวลุ่มหลงมัวเมาในทุกเรื่อง เมื่อมาครองราศีเมถุน ซึ่งมีรูปลักษณ์ของราศีเป็นคนคู่ หรือ คนเสพกาม จึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เพราะการเสพกามเป็นเรื่องของคนสองคน ที่อยู่ในลักษณาการที่ลุ่มหลงมัวเมา ยากที่จะหักห้ามใจได้ บางคนลุ่มหลงมัวเมาในรสสัมผัสในกามมากขนาดติดคุก ติดตะราง ฆ่ากันตาย หรือ ฆ่าตัวตาย ก็มีให้พบเห็นเป็นข่าวบ่อย ๆ

อันที่จริง ราหู (๘) กับ เกตุ (๙) ไม่ใช่ดาว เป็นจุดคำนวณคราส และก็ใช่ว่าจะให้โทษไปเสียทุกดวง หรือ ทุกราศีที่สถิตอยู่ แม้สภาพของราหูกับเกตุจะเป็นไปในลักษณะที่ให้โทษร้ายแรง มากกว่าให้คุณแก่ดวงชะตาก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับราหู และ เกตุ ผมได้เขียนเอาไว้มากมายก่ายกองหลายบท หลายตอนแล้ว ในเรื่องของตรีทศเคราะห์เทวา จึงของดเว้นที่จะนำมาเล่าใหม่ในบทความนี้

ราหูกับเกตุนั้น หากได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์หลายดวง หรือ ศุภเคราะห์สำคัญ เช่น พฤหัสบดี (๕), ดาวที่เป็นอุจจ์ , เกษตร, คู่มิตร, คู่สมพล ฯลฯ ในมุมกุม, นำหน้า, ตรีโกณ หรือ โยคหน้า – หลัง ก็จะส่งผลให้เจ้าชะตา ลุ่มหลงมัวเมา หรือ นิยมชมชอบในสิ่งที่ถูกต้องดีงามได้ จริงอยู่ ราหู กับเกตุ หากกุมลัคน์ หรือ กุมดาวใด ย่อมให้โทษแก่ดาวนั้นอย่างแน่นอน แต่ขณะเดียวกัน ก็มักให้การปกป้องคุ้มครองลัคนา หรือ ดาวนั้น จากดาวบาปเคราะห์อื่น ๆ ที่จรมาทับ มาเล็ง หรือ ทำมุมกากบาท ทำมุมปลายหอก ทำมุมประชิด ให้โทษ เข้าทำนองที่ว่า เด็กของข้าใครอย่าแตะ

โบราณท่านจัดให้ราหู กับ เกตุ เป็นวิญญาณธาตุ คือ ครองอารมณ์ และความรู้สึกที่ได้รับการสัมผัสทางกาย ความรู้สึกหนาวร้อน หรือ อบอุ่น เป็นนามธรรมอันจัดว่าเป็นตัววิญญาณรับรู้ ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมานทางกาย สิ่งเหล่านี้ ล้วนแต่อาศัยการสัมผัสทางกายทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ หากราหู กับ เกตุ เกาะกุมกับดาวพระเคราะห์อะไร จึงมักจะรับรสสัมผัสจากดาวพระเคราะห์นั้น ๆ อย่างเต็มที่ และอุปนิสัยของเจ้าชะตา ก็จะโน้มเอียงไปทางดาวพระเคราะห์อันมาสัมผัสกับราหู และเกตุนั้นด้วย

าหู (๘) หรือ เกตุ (๙) กุมอาทิตย์ (๑) มักเป็นคนขี้ร้อน มีเหงื่อซึมออกทั่วกายเสมอเป็นปกติ มักอยู่ไม่ติดที่ ร้อนรน ทำอะไรลวก ๆ เอาแต่ใจตน เอาแน่นอนอะไรไม่ได้

ราหู (๘) หรือ เกตุ (๙) กุมจันทร์ (๒) มักชอบของเย็น ชอบอากาศที่สดชื่นเย็นสบาย ชอบอาบน้ำนาน ๆ หรือ อาบน้ำบ่อย ๆ มักเพ้อฝัน สร้างจินตนาการ ชอบร้องเพลง ดูหนัง อ่านนิยาย ปล่อยกายปล่อยใจตามสบาย ไม่เคร่งเครียด มักปล่อยวาง

ราหู (๘) หรือ เกตุ (๙) กุมอังคาร (๓) มักชอบการผจญภัย อดทนต่อความลำบาก สมบุกสมบันเต็มที่ ชอบเล่นซุกซน ร่างกายมักเป็นแผลเป็น โกรธง่าย ไม่ยอมให้ใครมารังแก ติดนิสัยกล้า บ้าบิ่น นักเลง ไม่ก้มหัวให้ใคร

ราหู (๘) หรือ เกตุ (๙) กุมพุธ (๔)  มักจะทำอะไรผลุนผลัน ชอบความรวดเร็ว ขาดความยั้งคิด พูดหรือทำอะไรแบบโพล่ง ๆ ไม่สนใจในอารมณ์ของคนอื่น หรือ ไม่เกรงใจใคร มักพูด คิด หรือ กระทำอะไรที่แผลง ๆ แปลก แหวกแนว ไม่เข้ากับสังคมส่วนใหญ่ หรือ พูดไม่เข้าหูคน

ราหู (๘) หรือ เกตุ (๙) กุมพฤหัสบดี (๕) มักชอบสัมผัสของหอม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อยู่ในกรอบของสังคม ประเพณี ศาสนา ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ชอบศึกษาหาความรู้ ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม มักลุ่มหลงมัวเมาไปในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม หรือ อาจกลายเป็นคนที่คลั่งลัทธิ คลั่งศาสนา ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงอย่างชนิดหน้ามือเป็นหลังมือได้

ราหู (๘) หรือ เกตุ (๙) กุมศุกร์ (๖) มักลุ่มหลงมัวเมาในกิจกรรมการบันเทิงทุกรูปแบบ รักใครชอบใครมักทำตัวเป็นเจ้าบุญทุ่ม ทุ่มแหลกราญทั้งกายและใจ สุดท้ายทุ่มแม้กระทั่งชีวิต หากคิดไม่ตก ปลงไม่ได้ ถึงกับฆ่าตัวตายเซ่นสังเวยความรักความหลงก็มีให้เห็น เว้นแต่อีกพวกหนึ่ง พวกนี้ รูปหล่อ พ่อรวย วาทะศิลป์ดี อย่างใดอย่างหนึง หรือเพียบพร้อมทั้งสามประการ มักจะทุ่มกาย แต่ไม่ทุ่มใจ คือ แสวงหาไปเรื่อย ๆ ไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่สนใจว่าจะทำให้ใครต่อใครเขาร้องไห้ หรือเป็นอย่างไร เรียกพวกนี้ว่า เจ้าบุญลอย คือ ลอยไป ลอยมา ไม่จริงจัง จริงใจกับใคร จะเรียกว่า พวกสำส่อนทางเพศ ก็คงไม่ผิดความหมายนักหรอกครับ

ราหู (๘) หรือ เกตุ (๙) กุมเสาร์ (๗) มักมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย ไม่พิถีพิถัน พวกนี้เป็นพวกที่ทำใจได้ในทุกเรื่อง ปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี รักใครรักจริง มักร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ทิ้งขว้างเพื่อนฝูงง่าย ๆ บางรายอาจเจ็บร้อนแทนเพื่อน หรือ ตายแทนเพื่อนได้

ราหู (๘) หรือ เกตุ (๙) กุมมฤตยู (๐) ชอบเครื่องยนต์กลไก ชอบสัมผัสเครื่องประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ ชอบท่องเที่ยวผจญภัย เดินทางแสวงหาสิ่งแปลกใหม่ และเทคโนโลยีต่าง ๆ

ราหู (๘) หรือ เกตุ (๙) กุมเนปจูน (น) ชอบทะเล หรือ อยู่ใกล้น้ำ มักมีจิตพิเศษสัมผัสกับมิติแห่งโลกวิญญาณได้ง่าย ถ้าไม่เห็นด้วยตา ก็มักจะเข้ามาในรูปแบบของความฝัน มีความสามารถในการเรียนรู้ทางด้านไสยศาสตร์ หรือ ศาสตร์เร้นลับ

ราหู (๘) หรือ เกตุ (๙) กุมพลูโต (พ) มักมีจิตพิเศษ สัมผัสกับวิญญาณ และสิ่งเร้นลับได้ง่าย มักมีลางสังหรณ์ที่แม่นยำ และมีประสาทสัมผัส และพรสวรรค์ทางด้านนี้อย่างดียิ่งโดยเฉพาะ เหมาะที่จะศึกษาหาความรู้ทางด้านโหราศาสตร์ และจิตศาสตร์

ราหู (๘) กับ เกตุ (๙) กุมกัน ไม่ดีอย่างมาก เท่ากับหัวและหางรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ย่อมให้โทษรุนแรง แก่ดาวที่เกาะกุม และราศีที่สถิตอยู่ โดยเฉพาะเรื่องโรคประจำตัว โรคเรื้อรัง ที่จะเกิดขึ้นได้กับอวัยวะประจำราศี หรือดาวที่มีความหมายถึงอวัยวะนั้น ๆ ที่ดาวทั้งสองสถิตอยู่ หรือ เกาะกุมอยู่

จันทร์ (๒) ครองราศีกรกฎ ภพที่ ๑๒ ของอาทิตย์ มีอารมณ์ครองส่วนธัมมายตนะ คือ จิต และ เจตสิก ทั้งปวง ที่เรียกว่า ธรรมารมณ์ หรือ อารมณ์ที่มากระทบใจ จันทร์จึงได้รับการยกย่องว่า เป็นตัวจริตมารยา จิตผู้ใดรับการฝึกฝนดี ก็ย่อมมีจริตอันอ่อนหวานดีงาม ส่วนจิตใจที่ขาดการฝึกฝนอบรม ก็มักปล่อยอารมณ์ตามอำเภอใจของตน กลายเป็นคนขาดความยับยั้งชั่งใจ

บุคคลใดจันทร์กุมราหู เกตุ หรือ อยู่ในภพมรณะ และวินาศนะ มักเป็นคนลน ๆ และลุ่มหลง จิตแกว่งไกวได้ง่าย เพราะว่าจันทร์ คือ ตัวจิต ครองอารมณ์ชั้นใน ท่านจึงถือกันว่า จันทร์มีความสำคัญรองจากลัคนาลงมา หากบาปเคราะห์โคจรเข้าทับจันทร์หลายดวง ดวงชะตานั้นย่อมได้รับผลร้าย เกิดภัยพิบัติด้วย เช่นเดียวกันกับทับลัคนา ตรงข้ามกับดาวเสาร์ ที่ครองใจเนื้อ คือ คติอุดมการณ์ในการดำรงชีวิต รับรู้ความสุขทุกข์ต่าง ๆ ส่วนจันทร์ คือ ใจชั้นใน อันเป็นส่วนของเจตสิก ได้แก่จิต ๖๗ ดวง หากจันทร์ได้รับโยคเกณฑ์ดีจากศุภเคราะห์ จิตย่อมเป็นกุศล ส่วนจันทร์ถูกบาปเคราะห์รบกวน ย่อมมีอกุศลจิตเข้าครอบงำ จิตนั้นย่อมมองโลกในแง่ร้าย หรือ ที่เรียกว่า ทุนิยม เช่นดวงของ สตาลิน จอมโหดเหี้ยม มีเสาร์กุมจันทร์ในภพวินาศนะต่อลัคนา, มุสโสลินี จอมเผด็จการ ทารุณ มีเสาร์กุมจันทร์ และอังคาร ในภพมรณะลัคนา, ครุสเชฟ ผู้เผด็จการสมัยหนึ่ง มีเสาร์กุมจันทร์ อยู่ภพวินาศนะต่อลัคนาเช่นกัน


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

                   

 

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved