กายวิภาคจักรราศี ()

*************

                อวัยวะที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่ง ที่ทุกคนรักและหวงแหนไม่น้อยไปกว่าหัวใจ คือ ดวงตา โดยที่เรามักจะได้ยินคำว่า แก้วตา ดวงใจ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคน หรือ สิ่งที่เรารักหวงแหน ว่า เปรียบประดุจแก้วตา ดวงใจ จริงอยู่ที่ว่า หากคนเราตาบอด มองไม่เห็น หรือ ไม่มีตา ก็ยังคงมีชีวิตอยู่ได้ แต่ก็นั่นแหละ ใครบ้างที่อยากอยู่ในโลกแห่งความมืดมิด บางคนถึงกับบอกว่า ตายเสียดีกว่าที่จะอยู่อย่างคนตาบอด เพราะมันเป็นการอยู่แบบซังกะตาย ขาดความสุขในชีวิต และความสะดวกสบายต่าง ๆ ดังนั้น เรื่องของดวงตา และการมองเห็น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคน ควรจะศึกษาหาความรู้เอาไว้บ้าง เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองก่อนที่จะสายเกินแก้

ก่อนที่จะได้นำเสนอเรื่องราวการพิจารณาเรื่องโรคตา ที่สามารถอ่านได้ในพื้นดวงชะตาของบุคคล ผมขอนำบทความเกี่ยวกับเรื่องของตา และโรคที่เกิดขึ้นกับดวงตา โดย น.พ.ชุมศักดิ์  พฤษาพงษ์ มาให้อ่านกันก่อน เพื่อเป็นการเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจในเบื้องต้นกันก่อน ดังนี้

ตา คือ อวัยวะแห่งการมองเห็น ซึ่งโดยโครงสร้างแล้วอาจเปรียบได้กับ กล้องถ่ายรูปชนิดพิเศษ แสงสว่างผ่านเข้าสู่ดวงตาทางหน้าต่างใสรูปโค้งที่เรียกว่า แก้วตา (cornea ซึ่งอ่านว่า คอร์-เนีย) ทำหน้าที่ปกป้องส่วนต่าง ๆ ภายในลูกตา และโฟกัสลำแสง จากนั้นโครงสร้างโปร่งใสทรงโค้งที่เรียกว่าเลนส์ (lens) จะทำหน้าที่ส่งลำแสง และโฟกัสอีกช่วงหนึ่ง เพื่อบังคับลำแสงให้ตกลงบนจอรับภาพ (retina ซึ่งอ่านว่า เร้ท-ติ-น่า)

 

จอรับภาพ เป็นแผ่นเนื้อเยื่ออย่างบางที่ไวต่อแสง บุอยู่ทางด้านหลังของลูกตา ประกอบด้วยเซลล์พิเศษ รูปร่างเป็นแท่ง และโคน (rods and cones) ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนลำแสงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า เซลล์แต่ละชนิดจะต่อเข้ากับเซลล์ประสาทพิเศษ ซึ่งประกอบขึ้นเป็นเนื้อเยื่อหลักของจอรับภาพ

เซลล์ประสาทเหล่านี้จะไปต่อเข้ากับโครงสร้างที่เรียกว่า " อ็อฟติก ดิสก์" (optic disc) บริเวณเดียวกันนี้จะมีเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงตาอยู่ด้วย

แผ่นอ็อฟติก ดิสก์นี้ จะรวมเข้าเป็น เส้นประสาทตา (optic nerve ซึ่งอ่านว่า อ็อฟ-ติก-เนิ้ฟ) ซึ่งจะทอดผ่านกระดูกกระโหลกศีรษะ เข้าไปภายในช่องกะโหลกเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสมองต่อไป

สัญญาณประสาทที่มาจากเนื้อเยื่อรูปแท่ง และโคนของจอรับภาพ จะผ่านไปตามเส้นประสาทตาสู่ศูนย์ในสมองที่เรียกว่า ศูนย์การมองเห็น (visual center ซึ่งอ่านว่า วิ-ช่วล-เซ็น-เต้อ) ซึ่งจะเป็นที่แปลสัญญาณแสงที่มองเห็นว่าสิ่งนั้นคืออะไร

ปริมาณของแสงที่ผ่านเข้าสู่ดวงตาจะควบคุมโดย " ม่านตา" (Iris) ซึ่งทำหน้าที่ร่วมช่วยโฟกัสลำแสง เมื่อขนาดของรูม่านตา (pupil ซึ่งอ่านว่า พิว-พิ้ล) เล็ก การโฟกัสแสงก็จะมาก ซึ่งหมายความว่าวัตถุทั้งใกล้และไกลจะถูกโฟกัสในเวลาเดียวกัน แต่ถ้ารูม่านตากว้าง วัตถุที่อยู่ไกลก็จะยังไม่โฟกัสดีนัก หลักการนี้คล้ายกับกล้องถ่ายรูป ซึ่งสามารถปรับขนาดของไดอะแฟรม เพื่อเปลี่ยนความลึกของโฟกัสได้ ขนาดของรูม่านตาจะถูกควบคุมโดยใยกล้ามเนื้อพิเศษที่อยู่ในม่านตา ภายใต้การสั่งการของระบบประสาทอัตโนมัติ

ด้านหน้าของดวงตาจะแบ่งออกเป็น 2 ช่องใหญ่ ช่องหน้า (Anterior chamber ซึ่งอ่านว่า แอน-ที-เรีย-เชม-เบ้อ) ประกอบด้วยช่องทั้งหมดที่อยู่หน้าต่อม่านตา ในขณะที่ช่องหลัง (posterior chamber ซึ่งอ่านว่า โพส-ที-เรีย-เชม-เบ้อ) ประกอบด้วยพื้นที่ที่อยู่ระหว่างม่านตากับเลนส์

ด้านหน้าของตาจะบรรจุด้วยน้ำวุ้นใส เรียกว่า aqueous humour (อ่านว่า แอ๊ค-เควียส-ฮิว-เม่อ) ซึ่งเปรียบเสมือนน้ำเหลืองของดวงตาที่ผลิตขึ้นโดยเซลล์พิเศษจากโครงสร้างที่เรียกว่า ciliary body (อ่านว่า ซิ-ลิ-อา-รี่-บอ-ดี้) ซึ่งช่วยยึดเลนส์เอาไว้

น้ำวุ้นใสจะไหลเวียนอยู่ที่ช่องหน้าอย่างต่อเนื่อง และสามารถดูดซับกลับเข้าสู่กระแสโลหิตในพื้นที่เล็ก ๆ ที่อยู่ระหว่างแก้วตาและม่านตา (เรียกว่า มุมกรองน้ำ หรือ filtration angle) ภาวะต้อหินจะเกิดขึ้นถ้าหากการดูดซึมของน้ำวุ้น เกิดเสียหายจนคั่ง ทำให้แรงดันสูงขึ้น

ที่ช่องหลังเลนส์ยังมีน้ำวุ้นอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า "วิเตรียส ฮิวเมอร์" (vitreous humor)

" ตาขาว" (sclera ซึ่งอ่านว่า สะ-เคลอ-ร่า) เป็นเนื้อเยื่อประสานที่เหนียวและแข็งแรงเพื่อปกคลุมดวงตา ส่วนนี้เองที่เรามองเห็นเป็นสีขาวเมื่อมองผ่านเปลือกตา โดยจะต่อเนื่องกับแก้วตา

เยื่อหุ้มตา (conjunctiva ซึ่งอ่านว่า คอน-จัง-ไต-ว่า) เป็นแผ่นเนื้อเยื่อบอบบางที่ปกคลุมพื้นที่ด้านในของเปลือกตา แล้วยึดต่อเนื่องไปปิดตาขาว

ใต้ต่อมตาขาวจะเป็นเปลือกชั้นกลางของลูกตา เพื่อช่วยปกป้องและห่อหุ้มลูกตาให้เป็นทรงกลมอยู่ได้ โดยเป็นส่วนที่ต่อมาจาก ซิลิอารี บอดี และม่านตา แล้วรวมเรียกโครงสร้างทั้งสามนี้ว่า ยูเวีย หรือ ยูเวียลแทร็ค (uvea หรือ uveal tract) ส่วนคอรอย์ (choroid) จะเป็นที่อยู่ของเส้นเลือดกลุ่มใหญ่ และเซลล์ที่ทำให้แลเห็นเป็นสีม่วง

โรคของตาที่พบบ่อย ๆ

ตาเพลีย (eyestrain)

ในยามที่ตาอ่อนเปลี้ยเพลียกำลังลง จะทำให้เราไม่สามารถตั้งสมาธิ ในการอ่านหนังสือต่อไปได้เพราะจะมีอาการปวดรอบ ๆ ตาและหน้าผาก เราเรียกว่า " ตาเพลีย "ซึ่งมักเกิดจากการใช้สายตามากในการอ่านเพื่อการทำงาน หรืออ่านตำราเพื่อการศึกษาหรือสอบก็ตาม ซึ่งถ้าแหล่งของแสงไม่เพียงพอ หรือมีความผิดปกติในการนำภาพเป็นลำแสงให้ตกลงพอดีที่จอรับภาพด้วยแล้ว ก็จะยิ่งเกิดง่ายขึ้น สาเหตุที่ทำให้ตาเพลียได้บ่อยคือ คนที่มีสายตายาว ทำให้กล้ามเนื้อบังคับการเคลื่อนไหวของลูกตาต้องทำงานหนักในความพยายาม ที่จะเปลี่ยนรูปร่างของเลนส์จนแสงตกที่จอรับภาพให้ได้ นาน ๆ เข้ากล้ามเนื้อก็ล้า รวมทั้งกล้ามเนื้อหน้าผาก และก่อให้เกิดอาการปวดดังกล่าว

ภาวะนี้จะลดลงได้ถ้าจัดแสงให้เหมาะสม โดยให้ส่องมาจากด้านหลังไหล่ หรือใช้ตาอ่านหนังสือแล้วพักเป็นระยะ ๆ และถ้าจำเป็นก็ให้ใช้แว่นที่ตัดมาอย่างเหมาะสม

ความผิดปกติของกระจกตา

เนื่องจากเป็นส่วนนอกสุดทางด้านหน้าของดวงตา กระจกตา (cornea) จึงเสี่ยงอันตรายที่สุด แม้แต่การบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเวลาเราใช้มือขยี้ตาแรง ๆ ความผิดปกติหรือโรคที่อาจพบได้มีอาทิเช่น

แผลที่กระจกตา (corneal ulcers) เกิดขึ้นเวลาพื้นผิวนอกสุดของกระจกหลุดลอก หรือถลอกปอกเปิก จากการสัมผัสสิ่งแปลกปลอม เช่น ฝุ่นละอองหรือการติดเชื้อไวรัสบางอย่าง เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีทุกขกรณีที่อำเภอบ้านแพ้ว เมื่อแม่บ้านรายหนึ่งติดเชื้อราที่ตา จนเป็นแผลที่กระจกตา อย่างรุนแรงและรวดเร็วจนกระจกตาฝ้าไปภายใน 2-3 วัน มีผลทำให้เธอตาบอด และกำลังรอการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาอยู่

กระจกตาอักเสบ (Keratitis อ่านว่า เคอ-รา-ไต-ติส) เป็นการอักเสบอย่างกว้างขวาง ของกระจกตาทุกชั้น ซึ่งอาจเป็นแผลจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เวลามีแผลที่กระจกตาอยู่แล้ว ส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ด้วยการหยอดยา หรือป้ายยาปฏิชีวนะ ร่วมกับการใช้ความร้อนประคบ

เยื่อตาอักเสบ (conjunctivitis อ่านว่า คอน-จัง-ติ-ไว-ติส) เป็นการอักเสบของเยื่อตา ทำให้ตาแดง น้ำตาไหลมาก อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัส มีสิ่งแปลกปลอม และบ่อยครั้งจะเกิดร่วมกับภาวะภูมิแพ้

ริดสีดวงตา (trachoma อ่านว่า ทรา-โค-ม่า) เป็นการอักเสบ ของเยื่อตาจากการติดเชื้อไวรัส มักจะเกิดในภูมิภาคที่มีอากาศร้อน และเป็นสาเหตุสำคัญของการทำให้ตาบอด สำหรับคนที่อยู่ในภูมิภาคดังกล่าว หากทิ้งไว้ไม่รักษาก็จะเกิดแผลเป็นที่เปลือกตา

จากบทความข้างต้น จะเห็นได้ว่า ดวงตาของเรานั้น มีโครงสร้างที่ละเอียดอ่อน และสลับซับซ้อนมาก ขบวนการมองเห็นภาพเป็นไปในลักษณะต่อเนื่อง และสัมพันธ์กันเป็นส่วน ๆ ดังนั้น หากเราท่านมีปัญหาเรื่องการมองเห็น หรือ สุขภาพสายตาไม่ค่อยดี มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตาแล้วล่ะก็ ไม่ควรนิ่งนอนใจ ปล่อยปละละเลยทิ้งเอาไว้โดยไม่แยแส ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ เพื่อทำการบำบัดรักษาโดยด่วน อย่าได้รักษาด้วยตนเอง หรือ ทำอะไรกับดวงตาโดยพละการ เพราะท่านอาจจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว

โบราณท่านว่า ดวงตา คือ หน้าต่างของดวงใจ ข้อนี้เห็นจะจริงแท้แน่นอน ในทางโหราศาสตร์ได้ใช้ ดาวอาทิตย์ (๑) เป็นดาวที่ใช้พิจารณาอวัยวะเกี่ยวกับ ดวงตา และ หัวใจ และคนเราก็มักจะกล่าวเปรียบเทียบอวัยวะทั้งสองอยู่เสมอ ว่ามีความสำคัญอยู่ในระดับเดียวกัน หรือ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ในทางโหราศาสตร์ที่เกี่ยวกับการพิจารณาลักษณะต่าง ๆ ของร่างกาย (นรลักษณ์ศาสตร์ หรือ โหงวเฮ้ง) ถึงกับกล่าวถึงลักษณะของดวงตาบุคคลแบบต่าง ๆ เช่น ตาปลาดุก ตาพอง มีตาขาวมากกว่าตาดำ ตาชั้นเดียว ตาเข ตาเหล่ ตากลม ตายาวรี ตาเจ้าชู้หลุกหลิก ฯลฯ ว่า คนเรานั้น ถ้ามีลักษณะตาเช่นนั้น เช่นนี้ จะมีบุคลิกลักษณะนิสัยใจคอเป็นไปในทางไหน มีการดำเนินชีวิตข้างหน้าไปอย่างไร ฯลฯ ซึ่งรายละเอียดเรื่องนี้ ผมไม่ขอนำมากล่าว สนใจลองไปหาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้อ่านกันเองก็แล้วกัน

คำพังเพยที่ว่า คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ ท่านสอนให้พิจารณาการคบหาสมาคมกับคน ไม่ว่าคนนั้นจะอยู่ในระดับใดก็ตาม ต้องพิถีพิถันในการคบหาสักหน่อย เปรียบเสมือนการเลือกซื้อเสื้อผ้า หรือ ซื้อผ้ามาตัดเย็บ ต้องดูเนื้อผ้าให้ดี การคบคน ต้องดูเนื้อแท้ให้ถึงแก่นใจของคนคนนั้นให้ดี อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคนโดยง่าย แม้เราจะพิจารณาแล้วพิจารณาอีกก็เถอะ ใช่ว่าจะไม่เกิดการผิดพลาดในภายหลัง มีบ่อยครั้งที่เพื่อนเรามักเผาเรือน หรือ นำความเดือดร้อนมาให้ในภายหลัง ดังนั้นเรื่องของจิตใจคน จึงเป็นสิ่งที่ยากยิ่งนักที่จะหยั่งถึง ท่านถึงเปรียบการหยั่งใจคนนั้น ยากยิ่งกว่าหยั่งความลึกของทะเลมหาสมุทร หรือ ความสูงของขุนเขาเสียอีก

การพิจารณาคนจากดวงดาวในพื้นดวง เราอาจสามารถพิจารณาได้ อย่างที่ผมเคยนำเอาดวงตัวอย่างของพระสงฆ์ที่บวชไม่สึก และมีวัตรปฏิบัติที่ดีงามมาให้พิจารณากัน และในตอนต่อ ๆ ไป หลังจากจบเรื่องของโรคหัวใจ และ โรคตา แล้ว ผมอาจจะนำเอาหลักการพิจารณาจิตใจของบุคคล จากดวงดาว โดยเฉพาะดวงของนักโทษประหาร ดวงฆาตกร ฯลฯ ที่มีบันทึกไว้ในปูมโหร มาลงให้ศึกษากัน อย่างน้อยก็จะเป็นการป้องกันในระดับหนึ่งในการคบหาสมาคมกับคนที่เรารู้แต่หน้า แต่ไม่รู้ใจ

สำหรับกฎเกณฑ์การพิจารณาดวงชะตาของบุคคล ที่เป็นโรคตา หรือ มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพสายตา ซึ่งบางรายอาจทำให้ถึงกับตาบอด มองไม่เห็นไปเลย เราก็ใช้หลักการพิจารณาเช่นเดียวกับการพิจารณาบุคคลที่เป็นโรคหัวใจ หรือมีจุดเปราะที่หัวใจ โดยเฉพาะราศีสิงห์ และ อาทิตย์ (๑) ที่เป็นเกษตร ราศีสิงห์ เป็นจุดที่เราต้องนำมาพิจารณาก่อนเพื่อน แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันกับการพิจารณาโรคหัวใจก็คือ เราใช้ราศีกุมภ์ หรือ ดาวมฤตยู (๐) เกษตรราศีกุมภ์ มาร่วมพิจารณาแทนราศีมังกร หรือ เสาร์ (๗) ทั้งนี้ เนื่องจาก ราศีกุมภ์ และ ดาวมฤตยู (๐) คือ จุดที่ตั้งของการมองเห็นภาพ ในกายวิภาคจักรราศี ที่ได้นำมาเสนอไว้ในตอนก่อนหน้านี้แล้ว โดยในสัปดาห์หน้า ผมจะนำเสนอดวงตัวอย่างของบุคคล ที่ประสบปัญหาเรื่องของดวงตามาให้พิจารณากัน อย่าพลาดการติดตามนะครับ สวัสดี.


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

                   

 

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved