กายวิภาคจักรราศี ()

*************

 

                พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรส ร่วมพระชนกชนนีเดียวกันกับพระบาทสมเด็จพระเจ้ามงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แต่เป็นองค์เล็กสุด  พระองค์เองก็ไม่ทรงนึกฝัน ไม่ได้เตรียมพระองค์สำหรับการที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์ ครั้งแรกที่ทรงได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมพระบรมวงศ์และเสนาบดี โดยมีสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในข่ายที่จะได้รับราชสมบัติ เป็นประธาน พระองค์ท่านได้ทรงปฏิเสธ แต่เมื่อได้รับการรับรองอย่างแข็งขัน เชื่อมั่นว่าพระองค์จะทรงนำพาประเทศชาติได้เป็นอย่างดี พระองค์จึงต้องทรงรับราชสมบัตินั้นโดยดี จะเรียกว่า โชคชะตาฟ้าลิขิตก็ได้ เพราะพระองค์ถือได้ว่า เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยคณะราษฎร์ ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ต้องทรงลดพระราชอำนาจของพระองค์เองมาเป็น กษัตริย์พระองค์แรก ภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย

                ในดวงพระราชชะตาของพระองค์นั้น อาทิตย์ (๑) หมายถึง ยศศักดิ์อัครฐาน เป็นนิจ และ อยู่ในภพอริของพระราชลัคนา ส่งผลให้พระองค์ต้องทรงลดพระราชอำนาจของพระองค์เอง มาอยู่ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย และท้ายสุด พระองค์ถึงกับต้องทรงสละราชสมบัติ

ในดวงพระราชชะตาของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๔ ก็มีอาทิตย์ (๑) เป็นนิจ นำหน้าพระราชลัคนา ทำให้พระองค์ต้องทรงผนวชอยู่ถึง ๒๗ พรรษา ตลอดรัชกาลที่ ๓ เลยทีเดียว จะสึกหาลาเพศไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะพระองค์นั้นทรงอยู่ในข่ายที่จะได้รับราชสมบัติขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ด้วยเป็นเจ้าฟ้าพระองค์โต ที่ประสูติจากพระราชินี แต่ช่วงจังหวะดวงชะตาในขณะนั้น พระองค์ทรงผนวชตามโบราณราชประเพณี แล้วล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๒ ทรงเสด็จสวรรคตกระทันหัน ไม่ได้ยกราชสมบัติให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด จึงเป็นโอกาสทองที่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงชิงขึ้นเสวยราชสมบัติขึ้นเป็นกษัตริย์ รัชกาลที่ ๓ โดยได้รับการสนับสนุนจากเหล่าเสนาบดี และพระบรมวงศานุวงศ์เป็นจำนวนมาก และส่งทหารมาล้อมวัดที่พระองค์ทรงผนวชอยู่ เพื่อควบคุมสถานการณ์ เมื่อทุกอย่างสงบเรียบร้อย พระองค์ก็ต้องปล่อยเลยตามเลย จนสิ้นรัชกาลที่ ๓ น่ะแหละ ถึงได้มีโอกาสได้ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อไป

ลักษณะของอาทิตย์ (๑) ที่เป็นนิจในดวงชะตา ไม่ว่าจะเป็นของใครก็ตาม มักจะส่งผลให้ตกจากอำนาจของตนที่เคยมี หรือ ที่ตนควรได้ ซึ่งเรื่องของอาทิตย์นั้น ผมได้นำเสนออย่างละเอียดในบทความเรื่อง ตรีทศเคราะห์เทวาแล้ว จึงไม่ขอนำรายละเอียดมากล่าวซ้ำในที่นี้อีก

ในดวงของล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๗ นั้น อาทิตย์ (๑) เสียหายอย่างมาก คือ อยู่ในตำแหน่งนิจ และ อยู่ในภพอริ ซึ่งเป็นภพทุสถานะ คือ ให้โทษ และยังถูกบาปเคราะห์เบียนอย่างหนัก โดยมีอังคาร (๓) คู่ศัตรู กุม มี มฤตยู (๐) บาปเคราะห์ร้าย คู่อุบัติเหตุ และ การผ่าตัด กุมร่วมกับอังคาร (๓) ซึ่งในดวงใดก็ตาม หากมีดาวคู่นี้กุมกัน ทำมุมกากบาท หรือ เล็งกัน มักจะส่งผลให้เจ้าชะตาต้องประสบอุบัติเหตุร้ายแรง หรือ ต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต

ดวงของล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๗ นั้น อังคาร (๓) มฤตยู (๐) กุมกับอาทิตย์ (๑) ทำให้พระองค์ต้องทรงเข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาพระเนตร ที่ประเทศอังกฤษ คราวเมื่อเสด็จไปทรงเจริญพระราชไมตรีกับนานาประเทศในยุโรป เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๗๖ หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ในระหว่างนั้น การเจรจาความเมืองกับรัฐบาลทางกรุงเทพ ฯ ก็ยังดำเนินอยู่อย่างสืบเนื่อง แต่แล้วก็มีความคิดเห็นขัดแย้งกัน ระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กับรัฐบาลในเรื่องหลักการสำคัญ ๆ เช่น รัฐบาลได้แต่งตั้งพรรคพวก เข้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่สอง และ รัฐบาลไม่ได้ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนอย่างเพียงพอ ไม่ตรงกับพระราชปณิธานอย่างแน่วแน่ของพระองค์ ที่ทรงสละพระราชอำนาจ อันเป็นของพระองค์เองมาแต่เดิม ให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป และจะไม่ทรงยินยอมที่จะให้ผู้ใด คณะใด โดยเฉพาะ ใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร

การเจรจาดำเนินอยู่เป็นเวลานาน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ในที่สุดทรงเห็นว่า ไม่อาจทรงขอร้อง หรือ ทักท้วงให้รัฐบาลแก้ไขนโยบาย โดยกระแสพระราชดำริอย่างหนึ่งอย่างใดได้แล้ว ก็เสมือนกับพระองค์ไม่ทรงสามารถช่วยเหลือคุ้มครองประชาชน ตามสิทธิของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยได้เลย ดังนั้น ในวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ขณะที่ยังประทับอยู่ในประเทศอังกฤษ จึงทรงเลือกโอกาสสุดท้าย ที่จะแสดงความไม่เห็นพ้องกับคณะผู้บริหารประเทศ ด้วยการตัดสินพระราชหฤทัยว่า

“บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ความประสงค์ของข้าพเจ้า ที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่า บัดนี้ เป็นอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติ ออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป”

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติแล้ว  พระองค์และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี พร้อมด้วยพระประยูรญาติสนิทบางพระองค์ ได้ประทับอยู่ในชนบทใกล้กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทรงวางพระองค์เยี่ยงคหบดีชนบท ทรงจัดสวน เลี้ยงนก เลี้ยงปลา เสด็จประพาสทัศนศึกษาตามโบราณสถาน ทรงติดต่อกับผู้ที่ทรงคุ้นเคย และทรงไปเยี่ยมพบปะนักศึกษาไทย ในการประชุมประจำปีของสามัคคีสมาคม ตามคำกราบบังคมทูลเชิญของคณะกรรมการสามัคคีสมาคมในประเทศอังกฤษ

ในเวลาที่ประทับอยู่ในประเทศอังกฤษนั้น พระองค์ทรงพระประชวรอยู่เนือง ๆ เนื่องเพราะพระพลานามัยของพระองค์ไม่ใคร่จะสมบูรณ์ แต่ก็ทรงมีสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี คอยเฝ้าถวายการรักษาพยาบาล สนองพระเดชพระคุณอย่างใกล้ชิดโดยตลอด ครั้นถึงวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ขณะประทับ ณ พระตำหนักคอมพ์ตัน ตำบลเวอร์จิเนียวอเตอร์ ประเทศอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จสวรรคตโดยฉับพลัน ด้วยพระหทัยวาย ขณะนั้น  ทรงมีพระชนมพรรษา ๔๘ พรรษา

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงจัดการเรื่องพระบรมศพ และถวายพระเพลิง พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นการภายใน ในวันที่ ๓ มิถุนายน ศกนั้น นับเป็นงานพระบรมศพที่เรียบ และง่ายที่สุดตั้งแต่มีชาติไทยมา ไม่มีพระเมรุมาศ ไม่มีเสียงประโคมย่ำยาม ไม่มีแม้แต่พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม นับว่า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงอาภัพมากพระองค์หนึ่ง ในประวัติศาสตร์ชาติไทยก็ว่าได้

ย้อนกลับมาพิจารณาดาวอาทิตย์ (๑) ในพื้นดวงชะตาอีกครั้ง นอกจากอาทิตย์ (๑) ที่เป็นนิจ  จะถูกอังคาร (๓) กับ มฤตยู (๐) กุม ในภพอริแล้ว ยังถูก เนปจูน (น) พลูโต (พ) เกตุ (๙) และ ราหู (๘) บาปเคราะห์ร้าย ทำมุมปลายหอกทิ่มแทงอย่างยับเยิน พระองค์ไม่ใช่ประชวรด้วยโรคเกี่ยวกับพระเนตรเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงสวรรคต ด้วยโรคพระหทัยวาย อันตรงกับความหมายของอาทิตย์อีกด้วย

อาจมีบางท่านตั้งข้อสงสัยว่า เมื่ออาทิตย์ (๑) ที่หมายถึง ยศศักดิ์อัครฐาน เป็นนิจ อยู่ภพอริ และถูกเบียนยับเยินเช่นนี้ ทำไม ? พระองค์ท่าน ถึงมีวาสนาสูงส่ง ได้เป็นถึงพระเจ้าแผ่นดินแห่งสยามประเทศ

ก็อย่างที่ผมได้บอกเอาไว้หลายครั้งหลายครา ว่า กฎเกณฑ์การพิจารณาดวงชะตานั้น จะพิจารณาเพียงแง่มุมใดมุมหนึ่งหาได้ไม่ จะพิจารณาจากจุดร้ายอย่างเดียว หรือ จุดดีอย่างเดียว ไม่เป็นการถูกต้อง หรือ พิจารณาทั้งดีและร้าย แล้วเอามาหักกลบลบล้างกัน ยิ่งไปกันใหญ่ เราต้องพิจารณาหลายแง่ หลายมุม ทั้งจุดดี จุดเสีย แยกแยะให้ออกจากกัน ดีก็ว่าไปตามดี เสียก็ว่าไปตามเสีย ห้ามหักกลบลบล้างกันเป็นอันขาด

อย่างการพิจารณาวาสนาบารมีของเจ้าชะตานั้น ใช่ว่าจะใช้จุดพิจารณาเพียงแค่อาทิตย์ (๑) ดวงเดียว แต่มีสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาอย่างมากมาย เช่น โยคเกณฑ์ของดวงชะตา ตำแหน่งของลัคนา และเจ้าเรือนลัคนา ดาวเจ้าเรือนศุภะ ดาวพฤหัสบดี (๕) ฯลฯ เป็นต้น

อย่างดวงของล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๗ นี้ ถือเป็นดวงครูอีกดวงหนึ่ง ที่ใช้ในการพิจารณาวาสนาของบุคคลได้เป็นอย่างดี เพราะดวงของพระองค์ท่านนั้น หากมองกันเผิน ๆ หรือ อย่างหยาบ ๆ แทบจะมองไม่เห็นเลยว่า เป็นดวงชะตาที่เข้าเกณฑ์ดวงมาตรฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง จะเป็นดวงที่ได้เกณฑ์เขาพระสุเมรุ จำนวนดาวที่กุมลัคน์ และเล็งลัคน์ ก็มีไม่ถึง ๖ ดวง  มีเพียง ๕ ดวง ก็มีบางคน อาจจะนับลัคนาเข้าไปด้วย ถือว่า ลัคนาเป็นดาว อันนั้นก็เป็นเรื่องของเขาที่จะถือเกณฑ์อนุโลม แต่สำหรับผมนั้น ดวงของพระองค์นั้น ถ้าพิจารณาจากพระราชลัคนา ไม่ได้เกณฑ์ดวงมาตรฐานใด ๆ แต่ถ้าพิจารณาจากดาวแบคคัส (บ) เจ้าเรือนพระราชลัคนาที่นำหน้าพระราชลัคนาแล้วล่ะก็ จะร้องอ๋อทันที เพราะจะทำให้ดวงของพระองค์ ได้เกณฑ์จตุโกณ หรือ ดวงจตุสดัย ทันที

พระราชลัคนาของพระองค์ที่อยู่ในราศีพฤษภ (ธาตุดิน) นั้น มีดาวพฤหัสบดี (๕) ธาตุไฟ, ดาวพลูโต (พ) ธาตุไฟ ดาวเนปจูน (น) ธาตุน้ำ, เกตุ (๙) ธาตุลม โดยมี แบคคัส (บ) เจ้าเรือนลัคน์ ธาตุดิน นำหน้า จะเห็นว่า พระราชลัคนาของพระองค์นั้น สมบูรณ์ด้วยธาตุทั้งสี่ ได้มหาภูติรูป ซึ่งจัดได้ว่า เป็นดวงชะตาที่เข้มแข็ง และมีวาสนาอย่างหนึ่ง

พระราชลัคนา (ลั) ได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์ คือ พฤหัสบดี (๕) กุม พุธ (๔) เล็ง แบคคัส (บ) นำหน้า, สำหรับแบคคัส (บ) เจ้าเรือนพระราชลัคนานั้น ได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์ที่เหลือ กล่าวคือ อาทิตย์ (๑) จันทร์ (๒) ตรีโกณ ศุกร์ (๖) เล็ง จะเห็นได้ว่า ทั้งพระราชลัคนา และดาวเจ้าเรือนพระราชลัคนา ต่างก็ได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์ทุกดวง นี่ก็เข้าข่ายสำหรับดวงบุคคลที่มีวาสนาอย่างหนึ่ง

ดาวเสาร์ (๗) เจ้าเรือนศุภะ อยู่ในภพปุตตะ ตรีโกณกับพระราชลัคนา มีราหู (๘) คู่มิตร เล็ง มีอาทิตย์ (๑) จันทร์ (๒) นำหน้า พุธ (๔) โยคหน้า ศุกร์ (๖) จตุโกณ สรุปง่าย  ๆ คือ มีดาวศุภเคราะห์ถึง ๔ ดวง เดินนำขบวน ให้คุณ และยังมี พฤหัสบดี (๕) ทำมุมตรีโกณเสริมกำลัง ทำให้ดาวเสาร์ (๗) เจ้าเรือนศุภะในพื้นดวงพระชะตา เด่นมาก จึงได้รับการพิจารณาให้เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๗ ซึ่งเป็นเลขของดาวเสาร์ (๗) ในที่สุด นี่ก็เป็นเกณฑ์อีกอย่างหนึ่ง ที่ใช้ในการพิจารณาวาสนาบุคคล

พฤหัสบดี (๕) ดาวที่มีความหมายถึง วาสนา บารมี ความสำเร็จ สมหวัง ความดีงาม อุดมสมบูรณ์ ฯลฯ ด้วยเป็นดาวเจ้าเรือนศุภะ ของลัคนาโลกธรรมที่ราศีเมษ กุมพระราชลัคนา ดังนั้น จึงได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์ไปพร้อมกับพระราชลัคนาด้วย นี่ก็เป็นเกณฑ์หนึ่งที่ดีของพระองค์เช่นกัน

อาทิตย์ (๑) หมายถึง ยศศักดิ์อัครฐาน ในพื้นดวงพระชะตานั้น ถ้าพิจารณาในแง่มุมที่ดี จะเห็นว่า อาทิตย์ (๑) ได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์ หลายดวง  คือ มีจันทร์ (๒) กุม แบคคัส (บ) ตรีโกณ โดยมี พุธ (๔) และ ศุกร์ (๖) นำหน้า เป็นขบวน ข้อสำคัญ อาทิตย์ (๑) นั้น อยู่ในแวดวงของดาวต่าง ๆ ถึง ๖ ดวง ถือเป็นเกณฑ์ที่ดีอย่างหนึ่งในการพิจารณาดวงชะตา โดยเฉพาะดาวส่วนใหญ่ที่ห้อมล้อม และทำมุมตรีโกณ ล้วนเป็นดาวศุภเคราะห์มากกว่าบาปเคราะห์ ก็ถือเป็นการดีอย่างยิ่ง

ทั้งหมดที่วิสัชนามานี้ คงเห็นแล้วว่า ทำไม ? ดวงของพระองค์ จึงสูงส่ง ดีเด่น เพียงพอที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินได้ จึงขอให้นักศึกษาและท่านที่สนใจศาสตร์แห่งโหร ได้จดจำวิธีพิจารณาวาสนาของบุคคล ตามหลักเกณฑ์และวิธีการข้างต้น โดยจดจำดวงของพระองค์ไว้เป็นดวงครู เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับดวงชะตาอื่น ๆ ต่อไป  พบกันใหม่ในตอนหน้า สวัสดี.


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved