กายวิภาคจักรราศี (๑๐)

*************

 

            สัมพันธภาพระหว่าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ กับ ม.ร.ว.หญิง สิริกิติ์  กิติยากร ซึ่งต่อมาคือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เริ่มต้น ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส  ขณะที่พระองค์ท่านทั้งสอง มีพระชนมพรรษา ๑๙ พรรษา และ ๑๕ พรรรษา ตามลำดับ

                ตามปกติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงประทับพำนักอยู่ในนครโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์  แต่เนื่องจากพระองค์ทรงโปรดดนตรี และการขับรถยนต์อย่างยิ่ง  ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อปรากฎว่า มีวงดนตรีชั้นเลิศ หรือ นักดนตรีฝีมือเอกมาแสดงในปารีส  พระองค์มักจะเสด็จมากรุงปารีส เพื่อทอดพระเนตร และทรงฟังการบรรเลงของวงดนตรีเหล่านั้น ถึงแม้ว่าในการนี้  พระองค์จะต้องขับรถยนต์พระที่นั่งแบบสปอร์ต ไปเป็นระยะทางถึง ๓๕๐ ไมล์ หรือ ๕๖๐ กิโลเมตร ก็ตาม (๑ ไมล์ เท่ากับ ๑.๖ กิโลเมตร)

                หนังสือพิมพ์ในปารีสเคยลงข่าวว่า กษัตริย์ไทยซึ่งประทับอยู่ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ทรงโปรดขับรถยนต์พระที่นั่งมายังกรุงปารีส  เพื่อทอดพระเนตรการแสดงของวงดนตรี ที่มีชื่อเสียงตามสถานมหรสพต่าง ๆ อยู่เสมอ ซึ่งเป็นที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง ในฐานะที่พระองค์เป็นกษัตริย์อันสูงศักดิ์ ย่อมจะทรงเลือกทางพระราชดำเนิน ที่สะดวกสบายได้ดีกว่านั้น แต่พระองค์กลับทรงโปรดการเสด็จพระราชดำเนิน ในแบบบุคคลธรรมดาสามัญทั่วไป ยิ่งกว่านั้นยังทรงอำพรางมิให้ใครล่วงรู้ ในความเป็นกษัตริย์ของพระองค์อีกด้วย ดังปรากฎว่าหลายครั้ง พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาโดยลำพัง ปราศจากผู้ตามเสด็จ ฯ แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งรัฐบาลสวิส ฯ ส่งไปถวายความอารักขา และบ่อยที่สุด ที่พระองค์ทรงขับรถยนต์พระที่นั่ง ผ่านเส้นพรมแดนในตอนดึก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาพรมแดน ต้องติดตามรักษาพระองค์อย่างเข้มแข็ง บางครั้งเกิดความโกลาหลอลเวงขึ้นอย่างน่าขบขัน เนื่องด้วยพระองค์ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งด้วยความเร็วสูง จนรถยนต์เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามไม่ทัน จึงโทรศัพท์แจ้งไปยังกรุงปารีส เพื่อให้ทางราชการจัดส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปถวายความอารักขา ก่อนที่รัฐบาลฝรั่งเศสจะตระเตรียมรับเสด็จ ฯ ได้ทันการ พระองค์ก็เสด็จพระราชดำเนินกลับเข้าสู่พรมแดนสวิส ฯ เสียแล้ว เป็นเหตุให้ต้องเตรียมการรับเสด็จเก้ออยู่บ่อย ๆ

                ตามปกติทุกครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินไปยังกรุงปารีส  ก็ทรงโปรดประทับพำนักที่ สถานเอกอัครราชทูตไทย เช่นเดียวกับนักเรียนไทยอื่น ๆ ทั่วไปโดยมิได้ทรงถือพระองค์แม้แต่น้อย และ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีสนี้เอง หม่อมเจ้านักขัตมงคล เอกอัครราชทูต พร้อมด้วยครอบครัว ได้เฝ้า  ถวายปฏิบัติให้ทรงพระเกษมสำราญ ด้วยความจงรักภักดีโดยตลอดเวลา และเนื่องด้วยเป็นพระญาติวงศ์ อันสืบสายมาจากราชสกุลเดียวกัน  ความใกล้ชิดสนิทสนมจึงมีมากขึ้นเป็นพิเศษ โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตรัสสนทนากับทุกคนในครอบครัวของท่านเอกอัครราชทูตอย่างสนิทสนมยิ่ง  และทรงโปรดโต้เถียงขัดแย้งกับ  ม.ร.ว.หญิง สิริกิติ์   กิติยากร  เกี่ยวด้วยเรื่องดนตรีอยู่บ่อย ๆ

                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเพลงในจังหวะบลู  แต่ ม.ร.ว. หญิงสิริกิติ์  กิติยากร โปรดเพลงประเภทคลาสสิก ด้วยเหตุนี้ เหตุผลของแต่ละฝ่าย จึงถูกยกขึ้นมาโต้เถียงกันบ่อย ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพยายามที่จะให้ ม.ร.ว.หญิง สิริกิติ์   กิติยากร โปรดเพลงจังหวะบลูให้จงได้ หนังสือพิมพ์ในกรุงปารีสฉบับหนึ่ง จึงลงข่าวว่า

                ครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงโต้แย้งกับ ม.ร.ว.หญิง สิริกิติ์  ด้วยเรื่องดนตรีเช่นเคย  และไม่ทรงสามารถหาเหตุผลใด ๆ มาอ้างให้เป็นที่พอพระราชหฤทัยได้  ทรงพระราชดำเนินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องรับแขกนั้น  พระพักตร์เคร่งขรึม  จน ม.ร.ว.หญิง สิริกิติ์ กลั้นแย้มพระสรวลไว้ไม่ได้  ในที่สุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงรับสั่งให้ทุกคนในที่นั้น ติดตามไปยังสถานมหรสพแห่งหนึ่ง  ซึ่งมีวงดนตรีที่พระองค์ทรงโปรด กำลังแสดงอยู่ ทรงตรัสว่า “ไปฟังเพลงดีกว่า วันนี้ยอมแพ้”

                นักเรียนฝรั่งเศสคนหนึ่ง  ได้เขียนลงหนังสือพิมพ์ในกรุงปารีส  เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๐ แสดงความรักดนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ดังนี้

                กษัตริย์ไทยวัยหนุ่ม  พระชนมายุ ๒๐ พรรษาเศษ พำนักอยู่ ณ เมืองโลซานน์  ทรงมีความสามารถในทางดนตรีอย่างน่าพิศวง  และทรงโปรดปรานยิ่งนัก  ในตำหนักที่ประทับ มีเครื่องดนตรีเกือบทุกชนิด  แทบทุกคืนจะมีการร่วมวง ทรงเล่นดนตรีกับพระสหายประมาณ ๖ – ๗ คน  ซึ่งโดยมาก เป็นนักเรียนไทย ณ สวิสเซอร์แลนด์ทั้งสิ้น   กษัตริย์หนุ่มทรงนำวงบรรเลงเพลงไปตามโน๊ตของนักแต่งเพลงเอกเก่า ๆ ได้ทุกเพลงอย่างไพเราะ บางเพลงเป็นเพลงที่ทรงแต่งขึ้นเอง และทรงแยกเสียง เขียนโน๊ตเองเสร็จ ทำนองไพเราะแปลกหูอย่างน่าประหลาด โดยเฉพาะองค์กษัตริย์หนุ่ม ทรงเล่นเครื่องดนตรีได้แทบทุกชนิด บางเพลงที่มีทำนองเร็ว ทรงโปรดเล่นทรัมเป็ต ประทับยืนโยกพระวรกาย หงายพระพักตร์เข้ากับจังหวะเสียงของทรัมเป็ต แหลมกระโชกกระชั้นคล้ายกับนักดนตรีเอกผู้หนึ่ง

                ถึงจังหวะที่โน๊ตบังคับให้ทรัมเป็นต้องเล่นเสียงสูง  พระองค์ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นสู่เบื้องสูง  เอนพระวรกายไปสู่เบื้องหลัง เสียงยิ่งสูง พระองค์ก็ยิ่งเอนหงายมากขึ้น จนเสียงสูงหายไป แล้วกลับลงเสียงต่ำอย่างรวดเร็ว ไปตามทำนองของเพลงตอนนี้  พระองค์ทรงโยกพระวรกายเข้ากับจังหวะเพลงอย่างน่าดู และรู้สึกว่า ทรงสนุกสนานไปกับลีลาของเพลงนั้น ทำให้ผู้ฟังเกิดความครึกครื้นตามไปด้วยอย่างลืมตัว พระอิริยาบถซึ่งแสดงได้โดยไม่ขัดเขินเช่นนี้ ถ้าเป็นบุคคลสามัญ จะต้องเป็นนักดนตรีเอกของโลกในอนาคตได้เป็นแม่นมั่น”

                มาดูตำแหน่งดาวในพื้นดวงพระราชสมภพของพระองค์ ทางด้านซ้ายมือ จะเห็นดาวศุกร์ (๖) ดาวศิลป การแสดง การรื่นเริงบันเทิงใจ ฯลฯ ซึ่งหมายถึง ดนตรี ซึ่งเป็นศิลปการแสดงประเภทหนึ่งด้วย ลอยอยู่กลางฟ้า เหนือพระเศียร ขณะทรงประสูติ ซึ่งศุกร์ (๖) นั้น ได้ตำแหน่งที่ดีเลิศ คือ เป็นเกษตร มีจันทร์ (๒) มหาจักร ที่เป็นดาวเกี่ยวกับอารมณ์เพ้อฝัน จินตนาการ เล็ง มีอังคาร (๓) คู่มิตร กับศุกร์ (๖) และได้ตำแหน่งเกษตร นำหน้า มีอาทิตย์ (๑) และ พุธ (๔) ศุภเคราะห์ นำหน้า จึงทำให้ศุกร์ (๖) เด่นมากในดวงชะตา ส่งผลให้พระองค์ท่าน ทรงอัจฉริยภาพทางดนตรี เด่น ไม่น้อยหน้าใครเลยทีเดียว

                วันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๑  เกิดเหตุร้าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงขัรถยนต์พระที่นั่งออกจากนครโลซานน์ พร้อมด้วยผู้ติดตามเสด็จ ฯ อีกผู้หนึ่ง  เพื่อเสด็จไปยังกรุงปารีส  ได้ทรงประสบอุปัทวเหตุ  รถยนต์พระที่นั่งชนกับรถยนต์บรรทุกคันหนึ่ง ใกล้นครเจนีวา ทรงได้รับบาดเจ็บ พระอาการค่อนข้างสาหัส สำนักแถลงข่าวรอยเตอร์ และวิทยุ บี.บี.ซี ได้กระจายข่าว “ทรงประสบอุปัทวเหตุ” ไปทั่วโลก

ทางด้านกรุงเทพ ฯ หม่อมเจ้านิกรเทวัญ ราชเลขานุการในพระองค์ รับสั่งกับบรรดาหนังสือพิมพ์ว่า ขณะนั้นยังไม่ได้รับข่าว และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานอภิรัฐมนตรี ได้มีพระประสงค์จะวิทยุโทรศัพท์ ทูลถามข้อเท็จจริงไปยังเมืองโลซานน์ในขณะนั้น แต่กรมไปรษณีย์โทรเลข ไม่สามารถจัดถวายได้ทัน เนื่องจากยังไม่ถึงกำหนดเวลาที่ได้มีการตกลงกันไว้ ระหว่างสถานวิทยุโทรศัพท์กรุงเทพฯและโลซานน์  กำหนดเวลาที่จะใช้วิทยุโทรศัพท์ได้ คือ ๒๐.๐๐ น. ถึง  ๒๑.๐๐ น. รุ่งขึ้น วิทยุของรอยเตอร์ก็กระจายข่าวว่า

โลซานน์  ๕ ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กษัตริย์ปัจจุบัน ผู้มีชันษาครบ ๒๐ แห่งประเทศไทย ซึ่งทรงได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัส  เนื่องจากอุปัทวเหตุทางรถยนต์เมื่อคืนวานนี้นั้น ในตอนบ่ายวันนี้ มีข่าวว่า ทรงมีพระอาการดีขึ้น และพ้นเขตอันตรายแล้ว

ทั้งนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ นายอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ พระสวามีพระพี่นางเธอ ซึ่งร่วมโดยเสด็จไปในรถยนต์ที่คว่ำนั้น  ได้ถูกย้ายออกจากสถานที่เกิดอุปัทวเหตุ นำไปส่งโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองโลซานน์  ปรากฎว่า นายอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัสมากกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ

ข่าวในอันดับต่อมา มีว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงได้รับบาดเจ็บมาก อาการค่อนข้างสาหัส พระโลหิตตกมาก แต่ทรงมีพระสติดีอยู่ตลอดเวลา ขณะที่นำพระองค์ไปสู่โรงพยาบาล  ทรงสามารถแจ้งพระนามของพระองค์แก่เจ้าหน้าที่ได้ถูกต้อง  ทรงมีบาดแผลที่พระพักตร์ และพระเศียร พระอัฐิไม่แตกหักหรือเดาะเลย แม้แต่แห่งเดียว ด็อกเตอร์มาเรียว เกรกซ์ แห่งโรงพยาบาลมอร์เซส ซึ่งเป็นผู้รักษาประจำพระองค์รายงานว่า พระอาการร้ายแรงอยู่ที่พระเนตรเบื้องขวา ถูกเศษกระจกรถยนต์พระที่นั่ง ตำทะลุเข้าภายใน ยังไม่ทราบว่า จะใช้ได้ดังเดิมหรือไม่

สำนักแถลงข่าว บี.บี.ซี. กระจายข่าวเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ ๘ ตุลาคม ว่า สถานที่เกิดอุปัทวเหตุนั้น คือ ข้างทะเลสาปเยนีวา เมืองมอนเน ในสวิสเซอร์แลนด์

ในขณะเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ก็ทรงมีกระแสพระราชดำรัส ทางวิทยุกระจายเสียง จากโรงพยาบาลมอร์เซส สวิสฯ ถ่ายทอดออกอากาศมายังประเทศไทย มีความว่า

“ฉันปลอดภัยแล้ว ขอฝากความขอบใจมายังคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ คณะอภิรัฐมนตรี คณะรัฐบาล และประชาชนของฉัน ที่มีความห่วงใยในอาการป่วยของฉัน”

ในวันที่ ๑๗ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๑ มีรายงานเพิ่มเติมจากราชเลขานุการประจำพระองค์ ทางโทรเลข ว่า “วันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ โรงพยาบาล เพื่อทรงรับการผ่าตัดพระเนตร”

ครั้นล่วงมาอีกหนึ่งสัปดาห์ ก็มีรายงานผลการผ่าตัด จากเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเบอร์น สวิส ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินกลับจากโรงพยาบาลแล้ว การผ่าตัดพระเนตร ได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ นายแพทย์ผู้ถวายการผ่าตัด แนะนำให้เสด็จพระราชดำเนิน แปรพระราชฐานไปประทับ ณ เมืองคาร์ล ชั่วคราว ในระหว่างนี้ ยังทรงปิดพระเนตรอยู่ จนกว่านายแพทย์จะถอดผ้าปิดพระเนตรออก ซึ่งกำหนดไว้ในต้นเดือน มกราคม ๒๔๙๒

“ภายหลังกำหนดนั้น นายแพทย์ได้ถอดผ้าปิดพระเนตร แล้วได้ถวายคำแนะนำ ให้ทรงฉลองพระเนตรสีเข้ม ตัดแสงสว่างอันแรงกล้าของธรรมชาติ พระอาการเกือบหายเป็นปกติแล้ว”

ม.ร.ว. หญิง สิริกิติ์  กิติยากร ได้ถวายความจงรักภักดี ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ในครั้งนี้อย่างซาบซึ้ง โดยเฝ้า ฯ ถวายการรักษาพยาบาลอยู่ตลอดเวลาอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ เนื่องจาก หม่อมเจ้านักขัตมงคล กิติยากร  พาครอบครัวเดินทาทงจากฝรั่งเศสมาเฝ้า ฯ เยี่ยมเยียนพระอาการ และได้ฝากฝังพระธิดาไว้ในความดูแลของสมเด็จพระราชชนนี   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ  จึงทรงขออนุญาตต่อท่านบิดาของ  ม.ร.ว.หญิง สิริกิติ์  กิติยากร เป็นกรณีพิเศษ

พระตำหนัก “วิลลาวัฒนา” มีเพียงสมเด็จพระราชชนนี สมเด็จพระพี่นางเธอ และข้าราชบริพารเพียงไม่กี่คน การที่ ม.ร.ว.หญิง สิริกิติ์ กิติยากร อยู่เฝ้า ถวายการพยาบาล จึงเป็นการแบ่งเบาภาระอย่างยิ่ง

พระตำหนัก “วิลลาวัฒนา” อันเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ในสวิส ฯ จึงเป็นที่เริ่มต้นแห่งความสัมพันธ์อันแนบแน่นของทั้งสองพระองค์ จนนำมาสู่ “พระราชพิธีหมั้น” และ “พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมรส” ในกาลต่อมา

เนื้อที่นำเสนอหมดแล้ว ฉบับหน้า จะได้มาพิจารณากันว่า ดาวใด ที่ส่งอิทธิพล ให้พระองค์ทรงพบรัก ในขณะเดียวกัน ก็ทรงนำพระองค์พบกับอุปัทวเหตุอันตราย ถึงกับต้องสูญเสียพระเนตรเบื้องขวา อย่าพลาดการติดตามนะครับ สวัสดี.


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved