กายวิภาคจักรราศี (๑๑)

*************

 

                หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ คณะรัฐมนตรีได้มีมติกราบบังคมทูล อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์สืบต่อ และในวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อทรงศึกษาต่อ ขณะนั้นพระองค์ทรงมีพระชนมายุ ๑๘ พรรษา ย่าง ๑๙ พรรษา

                และในขณะที่พระองค์ท่านทรงมีพระชนมายุได้ ๑๙ พรรษา  พระองค์ก็ได้ทรงพบรักกับ ม.ร.ว. หญิง สิริกิติ์  กิติยากร ธิดาของหม่อมเจ้านักขัตมงคล เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีสในขณะนั้น เมื่อเราวางพระราชลัคนาจรของพระองค์ ลงในพื้นดวงพระราชสมภพ ในปีที่มีพระชนมพรรษา ๑๙ พรรษา เราจะเห็นว่า พระราชลัคนาจรของพระองค์นั้น สถิตอยู่ในภพปัตนิ ซึ่งหมายถึง คู่ครอง พอดิบพอดี

                เมื่อพิจารณาดวงของพระองค์เกี่ยวกับคู่ครอง จะเห็นว่า ดาวจันทร์ (๒) ที่เป็นดาวเจ้าเรือนปัตนินั้น เป็นมหาจักร ในภพพันธุ คำว่า ปัตนิ – พันธุ มีความหมายว่า จะทรงได้คู่ที่มีเชื้อสายเผ่าพันธุ์เดียวกัน ซึ่งก็เป็นความจริง เพราะทั้งสองพระองค์ สืบสายราชสกุลมาจากล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๕ โดยตรง สำหรับในหลวง ฯ นั้น ทุกท่านทราบดีแล้วว่า เป็น พระราชนัดดา หรือ “หลานปู่ของ ร.๕” โดยตรง โดยสมเด็จพระราชชนก คือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์นั้น เป็นพระราชโอรสสายตรง ที่ประสูติจากสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี ส่วน ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร นั้น มีศักดิ์เป็น พระราชปนัดดา หรือ “เหลนปู่ของ ร.๕” โดยท่านพ่อของพระองค์นั้น เป็นโอรสของพระองค์เจ้าชายกิติยากรวรลักษณ์ หรือ กรมพระจันทบุรีนฤนาท พระราชโอรสของล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๕

                ดาวแบคคัส (บ) เจ้าเรือนปุตตะ ที่อยู่ในภพปัตนิ   บ่งบอกว่า   พระองค์จะทรงได้คู่ที่มีพระชันษาอ่อนกว่ากัน   อย่างน้อย ๕ ปี  ซึ่ง  ม.ร.ว.หญิง สิริกิติ์   กิติยากร  ขณะนั้น ทรงมีพระชันษาอ่อนกว่าพระองค์ ประมาณ ๕ ปี พอดิบพอดี

                ราหู (๘) เจ้าเรือนอริ ที่นำหน้าดาวจันทร์ (๒) เจ้าเรือนปัตนิ ก็เป็นจุดพิจารณาอีกจุดหนึ่ง ที่พระองค์จะได้คู่ที่พบกันในต่างแดน เพราะ ราหู หมายถึง ต่างประเทศ ต่างแดน   คู่ของพระองค์นั้นพบกันในงานสมาคม หรืองานสังสรรค์ เนื่องจากราหูนั้น เป็นเจ้าเรือนสหัชชะ ของลัคนาโลกธรรมที่ราศีเมษ ซึ่งสหัชชะนั้น หมายถึง สังคม งานเลี้ยง เพื่อนฝูงญาติมิตร หรือ ลูกพี่ลูกน้องกัน

                อิทธิพลของราหู (๘) เจ้าเรือนอริ ที่นำหน้าดาวจันทร์ (๒) เจ้าเรือนปัตนิ ส่งผลให้พระองค์ท่าน ต้องขับรถไกลถึง ๓๕๐ ไมล์ เพื่อไปพบปะกับ ม.ร.ว.หญิง สิริกิติ์ จนถึงกับต้องประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อหม่อมเจ้านักขัตมงคล ทรงย้ายไปเป็นเอกอัครราชทูตสำนักเซนต์เจมส์ ประเทศอังกฤษ พระองค์ต้องทรงเดินทางมากกว่า ๓๕๐ ไมล์ เพื่อไปพบหญิงสาวที่พระองค์ทรงหลงรัก โดยทรงขับรถยนต์พระที่นั่งไปสุดทางที่คาเล่ย์ แล้วเสด็จไปทางชลมารค (ทางน้ำ) ข้ามไปยังโดเวอร์ และเสด็จไปยังลอนดอนด้วยรถยนต์อีกต่อหนึ่ง หรือไม่ก็เสด็จโดยทางเครื่องบิน จากสวิส ฯ ข้ามไปยังเกาะอังกฤษ เรียกว่า กว่าจะสมหวังลงเอยกันได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งข้ามน้ำ ข้ามทะเล ข้ามฟ้า ข้ามขุนเขา ทั้งขาไป และ ขากลับ หลายต่อหลายเที่ยว เป็นระยะทางรวมกันหลายหมื่นไมล์เลยเชียว

                วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นวันครบรอบปีที่ ๑๖ แห่งวันชาตะของ ม.ร.ว.หญิง สิริกิติ์  กิติยากร  บริเวณสถานเอกอัครราชทูต จึงคับคั่งไปด้วยผู้ร่วมชุมนุมอวยพร  ซึ่งส่วนมากเป็นข้าราชการไทยแห่งสถานทูต นักเรียนไทยในอังกฤษ และฝรั่งเศส รวมทั้งพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ และพระนางเจ้าสุวัฒนา ฯ พระมเหสีของล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๖

                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์มายังกรุงลอนดอน ในฐานะราชอาคันตุกะอย่างเงียบ ๆ เพื่อร่วมในงานวันเกิดของ ม.ร.ว.หญิง สิริกิติ์  กิติยากร  โดยทรงปกปิดไม่ให้ทางอังกฤษรับทราบการเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้

                พระองค์ทรงฉลองพระองค์ชุดสีเทาเข้ม เนคไทสีน้ำเงินแก่ หลังจากทรงเสวยเรียบร้อยแล้ว ก็ตรัสชวนนักเรียนไทยร่วมวงดนตรีเป็นการเฉลิมฉลองงาน และคืนนี้เอง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเดี่ยวเปียโน และ แซ็กโซโฟน ให้บรรดาแขกเหรื่อทั้งหลายฟัง รวมทั้งสิ้นหลายเพลงด้วยกัน

                และในคืนนี้ด้วยเหมือนกัน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงพระราชทานแหวนเพชรล้ำค่า เป็นของขวัญแด่ ม.ร.ว.หญิง สิริกิติ์ ขณะทรงมอบแหวนนั้น รับสั่งว่า “สิ่งนี้เป็นของมีค่ายิ่ง และเป็นของที่ระลึกด้วย”

                แหวนเพชรวงนี้ เป็นเพชรน้ำใสแจ๋วบริสุทธิ์ เกาะไว้ด้วยหนามเตย สลักเป็นรูปหัวใจ แต่เดิมสมเด็จพระราชบิดา กรมหลวงสงขลานครินทร์ ได้ทรงประทานแด่สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ เพื่อเป็นเครื่องแสดงความเสน่หา และหลังจากนั้นไม่นาน ในวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ.๒๔๙๒ พระองค์ทรงหมั้น ม.ร.ว.หญิง สิริกิติ์  กิติยากร อย่างเป็นทางการ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงลอนดอน

                ย้อนกลับมาพิจารณาดวงอุบัติเหตุของในหลวง ฯ อันเป็นเหตุให้ต้องทรงสูญเสียพระเนตรเบื้องขวากันบ้าง เมื่อพิจารณาดาวในพื้นดวงพระราชสมภพทางซ้ายมือ จะเห็นว่า อาทิตย์ (๑) ซึ่งหมายถึง ดวงตา ถูกเสาร์ (๗) อังคาร (๓) กุม ราหู (๘) เล็ง เนปจูน (น) กากบาท

                ดาวมฤตยู (๐) ดาวแห่งการมองเห็นภาพ หรือ สุขภาพสายตา ถูกพฤหัสบดี (๕) เจ้าเรือนวินาศนะ กุม พลูโต (พ) กากบาท โดยมีอาทิตย์ (๑) ดาวเจ้าเรือนมรณะ ดาวเสาร์ (๗) ตัวทุกข์โทษ และอังคาร (๓) ดาวฆาต ทำมุมตรีโกณส่งกระแสชั่วร้ายให้ ยังดีที่มฤตยู (๐) ยังได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์หลายดวง คือ พฤหัสบดี (๕) กุม แบคคัส (บ) อาทิตย์ (๑) พุธ (๔) ตรีโกณ จันทร์ (๒) นำหน้า จึงทำให้ทรงสูญเสียพระเนตรเพียงข้างเดียว อีกทั้งยังไม่ได้ถูกบาปเคราะห์เบียนในมุมที่ให้โทษร้ายแรง อย่างจัง ๆ หรือ เบียนครบทุกมุม เช่น กุม, เล็ง  , กากบาท และ มุมปลายหอก เลยทำให้เคราะห์ร้ายที่เข้ามา บรรเทาเบาบางลงไปได้มาก

                อาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนมรณะ อังคาร (๓) ดาวฆาต ทั้งสองดวงนี้ เป็นดาวคู่อุบัติเหตุ หรือ การผ่าตัดใหญ่ หากกุมกันในดวงชะตาของผู้ใด และสัมพันธ์กับลัคนา และดาวเจ้าเรือนลัคน์แล้วล่ะก็ เจ้าชะตา มักจะต้องเจออุบัติเหตุใหญ่ ร้ายแรง ชนิดต้องผ่าตัด หรือ เข้าเฝือก นอนโรงพยาบาลหลายวัน หรือ ไม่ก็ต้องมีเกณฑ์ผ่าตัดใหญ่ คือ มีการวางยาสลบ อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต

                ดวงในหลวงของเรานั้น อาทิตย์ (๑) กับ อังคาร (๓) กุมเสาร์ (๗) เจ้าเรือนลัคนา โดยมีมฤตยู (๐) คู่อุบัติเหตุร้ายแรงอีกดวงหนึ่ง ส่งกระแสตรีโกณชั่วร้ายเสริมแรงส่ง เป็นเหตุให้ในหลวงของเรานั้น ต้องประสบอุบัติเหตุร้ายแรง ถึงกับสูญเสียพระเนตรไปข้างหนึ่ง

                ในวันที่ประสบอุบัติเหตุนั้น พระองค์ทรงมีพระชนมายุได้ ๒๐ พรรษา เมื่อวางพระราชลัคนาจรในพื้นดวงพระราชสมภพ พระราชลัคนาจรตกอยู่ที่ราศีสิงห์ ภพมรณะ กุมกับดาวเนปจูน (น) บาปเคราะห์ร้าย โดยมี เกตุ (๙ ) และ มฤตยู (๐) ทำมุมปลายหอกทิ่มแทงลัคนาจรอย่างยับเยิน และมีราหู (๘), อาทิตย์ (๑) มรณะ, เสาร์ (๗) อังคาร (๓) ทำมุมกากบาททั้งสองด้าน บ่งบอกว่า ในปีที่ทรงมีพระชนมพรรษา ๒๐ พรรษา จะต้องประสบอุบัติเหตุร้ายแรง ประเหมาะเคราะห์ร้ายหนัก อาจถึงแก่พระชนม์ชีพได้

                ยังดีที่ในพื้นดวงพระราชสมภพของพระองค์นั้น มีเกตุ (๙) กุมพระราชลัคนา และเท่าที่พบเห็นมา บุคคลใดก็ตาม ที่มีเกตุ (๙) กุมลัคน์ในพื้นดวงกำเนิด มักจะมีอายุยืนยาว เว้นเสียแต่ ฆ่าตัวตายเอง เจ้าชะตาหากพบกับอุบัติเหตุหนักหนาเพียงไร มีโรคภัยเบียนมากอย่างไรก็ตาม ก็มักจะไม่ตายโดยง่าย เพราะโบราณถือว่า เกตุ (๙) เป็นดาวอายุ คือ ท่านว่า ดูอายุให้ดูเกตุ ในดวงของพระองค์นั้น นอกจากเกตุจะกุมพระราชลัคนาแล้ว ยังได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์หลายดวง อีกด้วย คือ มีแบคคัส (บ) เล็ง พฤหัสบดี (๕) โยคหน้า และ มีอาทิตย์ (๑) กับ พุธ (๔) โยคหลัง โดยมี จันทร์ (๒) มหาจักร และ ศุกร์ (๖) เกษตร ตั้งอยู่ในมุมกากบาท เป็นเหตุให้เกตุ (๙) และ พระราชลัคนา ได้เกณฑ์ที่ดี ที่เรียกว่า เกณฑ์จตุสดัย ยิ่งอยู่ในราศีทวาร หรือ ราศีต้นธาตุ และเป็นศุภเคราะห์ล้วน ๆ เป็นดาวมีศักดิ์ให้คุณด้วยแล้ว ยิ่งส่งผลดีมากยิ่งขึ้น บ่งบอกถึงวาสนาบารมีอันสูงสุด ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้พระองค์ ได้รับการพิจารณาให้ขึ้นเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ ๙ แห่งราชวงศ์จักรี ด้วยเกตุ (๙) คือ เลข ๙ เป็นเลขประจำรัชกาลนั่นเอง

                ในวันที่ประสบอุบัติเหตุ หากเราพิจารณาดาวจรทางขวามือ ที่มากระทบดาวในพื้นดวงพระราชสมภพ จะเห็นว่า พระราชลัคนาของพระองค์ท่านที่ราศีมังกรนั้น ถูกบาปเคราะห์เบียนอย่างหนักมาก คือ มีพลูโต (พ) เล็ง ราหู (๘) อังคาร (๓) เกตุ (๙) ทำมุมกากบาทครบทุกมุม และยังถูก มฤตยู (๐) เสาร์ (๗) เบียนในมุมปลายหอกทิ่มแทงอีกด้วย ข้อสำคัญก็คือ เสาร์ (๗) เจ้าเรือนพระราชลัคนา จรเข้าภพมรณะ ถูกบาปเคราะห์พาดผ่านหลายดวง โดยมีเนปจูน (น) นำหน้า พลูโต (พ) ตามหลัง อังคาร (๓) เกตุ (๙) โยคหน้า และ มฤตยู (๐) โยคหลัง เป็นเหตุทำให้พระองค์ต้องประสบอุบัติเหตุร้ายแรงในที่สุด

                สำหรับอุบัติเหตุรถยนต์ หรือ ยานพาหนะนั้น พิจารณาได้จาก มีราหู (๘) คราสร้าย เจ้าเรือนอริ จรเข้าภพพันธุ และ พลูโต (พ) เจ้าเรือนพันธุ ในพื้นดวงพระราชสมภพ ก็ถูกมฤตยู (๐) จรทับ โดยมี เนปจูน (น) บาปเคราะห์ร้าย และ อาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนมรณะ ที่จรเข้าภพศุภะ หมายถึง สุขภาพ พระพลานามัย ทำมุมกากบาท ด้วยเหตุนี้ จึงต้องประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ หรือ ยานพาหนะ รถยนต์พระที่นั่งสปอร์ตคันงาม ชนกับรถบรรทุกขนาดใหญ่อย่างจัง ยับเยินขนาดไหน นึกภาพเอาเอง

                มาพิจารณาดาวเสวยอายุ เสวยแทรกกันบ้าง ปีที่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง พระชนมายุ ๒๐ พรรษา นอกจากพระราชลัคนาจร จะจรเข้าภพมรณะแล้ว เสาร์ (๗) เจ้าเรือนพระราชลัคนา ก็จรเข้าภพมรณะด้วย โดยมี ดาวพุธ (๔) เจ้าเรือนศุภะ เข้าเสวยอายุ และ ดาวอาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนมรณะ เข้าเสวยแทรก โดยที่ทั้งพุธ (๔) และอาทิตย์ (๑) ในพื้นดวงพระราชสมภพนั้น ต่างก็กุมกับดาวอังคาร (๓) ดาวฆาต ดาวอุบัติเหตุ และการผ่าตัด จึงทำให้พระองค์ยากที่จะหลีกเลี่ยงเคราะห์กรรมครั้งนี้ได้

                ในทัศนะของข้าพเจ้า เมื่อเห็นรูปดวงของพระองค์ท่าน ในคราวที่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงในครั้งนี้ บอกกันตรง ๆ เลยครับว่า ถ้าเป็นดวงสามัญชนคนธรรมดาล่ะก็ ป่านนี้ไม่ตาย ก็เลี้ยงไม่โต ดีไม่ดี บางคนถึงกับกลายเป็นเจ้าชายนิทรา คือ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี และในที่สุดก็หนีไม่พ้นความตาย ร่างกายที่มีแต่ลมหายใจ ทำอะไรไม่ได้ปกติเหมือนคนทั่วไป ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ตายไปแล้ว แต่นี่ด้วยเดชะบุญญาธิการส่วนพระองค์ และพระสยามเทวาธิราช ยังทรงติดตามปกปักรักษาพระองค์ทุกหนทุกแห่ง แม้จะทรงเคราะห์ร้ายถึงกับพระชนม์ชีพ ก็จะทรงได้รับการผ่อนหนักเป็นเบา หากพระองค์ทรงเป็นอะไรไปในขณะนั้น อย่าคิดนะครับว่า ประเทศชาติของเราจะสงบสุขร่มเย็นมาจนถึงทุกวันนี้

                ดาวเกตุ (๙) หรือ เลข ๙ ประจำรัชกาล กุมพระราชลัคนา แม้จะได้กระแสที่ดีจากศุภเคราะห์ แต่ก็ถูกบาปเคราะห์เบียนไม่น้อย ที่เห็นจะจะ ก็คือ โดนพลูโต (พ) กับ เนปจูน (น) ทำมุมปลายหอกทิ่มแทง เกตุเป็นดาวเจ้าเรือนอริ ดังนั้น พระองค์จึงทรงลำบากตรากตรำพระวรกายอย่างมาก  ทรงเสด็จไปทุกหนทุกแห่ง แม้ในถิ่นทุรกันดาร เพื่อเยี่ยมเยียน ดูแลทุกข์สุขพสกนิกร ซึ่งเปรียบเสมือนลูกหลานของพระองค์ ยิ่งต่างประเทศต่างแดน ยิ่งแล้วกันใหญ่ อยากรู้ว่าพระองค์ทรงลำบากแค่ไหน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงเล่าไว้ในความทรงจำ เมื่อคราวเสด็จต่างประเทศ ว่า

                “เผอิญพระเจ้าอยู่หัวเริ่มประชวรหวัด ตอนเสด็จถึงเบลเยี่ยม ถ้าได้บรรทมพักผ่อนเสียสักวันหรือ ๒ วัน พระอาการคงจะไม่กำเริบ นี่ต้องเสด็จออกงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำไม่เว้นว่าง เสด็จเดินทางไปตามเมืองต่าง ๆ อากาศค่อนข้างเย็น ฝนตกทุกวัน ทำให้ทรงโดนละอองฝนที่หนาวเย็นอยู่ตลอดเวลา....

                “....ข้าพเจ้าสงสารเห็นพระทัยท่านยิ่งนัก ถ้าข้าพเจ้าเจ็บถึงขนาดนั้น ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะทนสู้ไหวหรือไม่ ยิ่งเห็นพระพักตร์พระเจ้าอยู่หัวซีดเซียว พระเนตรปรือเพราะพิษไข้ ข้าพเจ้าก็ยิ่งกลุ้มใจ แต่สุดปัญญามิรู้จะแก้ไขอย่างไร

                “.....ข้าพเจ้าทราบดีว่า ท่านจะทรงอดทนจนถึงที่สุดทีเดียว ไม่มีวันที่จะทรงยอมแพ้เป็นอันขาด นึกถึงประโยคที่พวกฝรั่งชอบพูด คง Happy as a King แล้ว ครั้งนั้น ข้าพเจ้าอยากจะหัวเราะก๊ากออกมา อย่างเยาะเย้ย และขมขื่น”

                อ่านแล้ว นึกรักในหลวงของเรามากขึ้นไหม ? ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้า ฯ ด้วยกระหม่อม ขอเดชะฯ

 


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved