กายวิภาคจักรราศี (๑๒)

*************

 

                หากนับเวลาย้อนหลังไปเมื่อ ๓๐ – ๔๐ ปี ที่แล้ว คอหนังไทยทั้งหลาย ไม่มีใครหรอกครับ ที่จะไม่เคยได้ยินชื่อของ เพชรา เชาวราษฎร์ นางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง คู่ขวัญของพระเอก มิตร ชัยบัญชา ผู้ล่วงลับ เธอผู้นี้นับว่าเป็นดาราภาพยนตร์อาชีพที่แท้จริง เพราะไม่เคยรับงานแสดงอื่น ๆ เช่น ละครวิทยุ ละครเวที นักร้อง ฯลฯ เลยสักครั้งเดียว เธอมีผลงานการแสดงภาพยนตร์ในฐานะนางเอก ตั้งแต่ยุคสมัย ๑๖ มม.ถึง ๓๕ ม.ม. คือ ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๑ รวมแล้วมากกว่า ๓๐๐ เรื่อง จะนับเนื่องให้เธอเป็นราชินีจอเงิน คนแรกของวงการภาพยนตร์ไทย ก็คงไม่ผิดความจริงนัก

                เพชรา  เป็นชาวระยองโดยกำเนิด เข้ามากรุงเทพ ฯ เมื่ออายุประมาณ ๑๕ ปี โดยพักกับพี่สาวและพี่เขย เธอเรียนกวดวิชาจนจบชั้นมัยยมศึกษาปีที่ ๓ พร้อมทั้งช่วยงานร้านเสริมสวยวรรณา ของน้องสาวพี่เขย จนเป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าประกวดธิดาเมษาฮาวาย ได้รางวัลชนะเลิศ จนคุณศิริ  ศิริจินดา เห็นเข้าในวันถ่ายทอดสดทางทีวี จึงได้รับการทาบทามให้มาเล่นหนังเรื่องแรก คือ บันทึกรักพิมพ์ฉวี คู่กับพระเอก มิตร ชัยบัญชา ในขณะที่เธอมีอายุได้ ๑๙ ปี

                จะสังเกตเห็นว่า ในพื้นดวงของเธอนั้น ดาวพฤหัสบดี (๕) เจ้าเรือนพันธุ หมายถึง บ้านที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ การเดินทาง ฯลฯ เป็นประ หรือ เสื่อมสภาพ และยังถูกจันทร์ (๒) คู่ศัตรูกุม โดนอังคาร (๓) ดาวฆาต หรือ ดาวมรณะ ที่เบียนอยู่ในภพพันธุ เล็ง ดาวเนปจูน (น) ที่กุมลัคนา ทำมุมกากบาท โดยมีดาวพลูโต (พ) เจ้าเรือนมรณะ นำหน้า ด้วยเหตุนี้ จึงส่งผลให้เธอ ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ จากบ้านเกิดเมืองนอนที่ระยอง มาอยู่กรุงเทพ ฯ และต้องรอนแรมเดินทางไปไหนมาไหน ทั่วทุกภูมิภาคของไทย อยู่ไม่ติดที่ ไม่ติดบ้าน ด้วยการไปถ่ายทำภาพยนตร์ และโชว์ตัวตามสถานที่ต่าง ๆ แม้กระทั่งต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง เธอก็เคยไป

                ดวงเธอถือว่าเป็นดวงที่มีวาสนาดวงหนึ่ง เป็นดาราภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ลูกเด็กเล็กแดง ถึงกับมีผู้นำเรื่องราวชีวิตจริงของเธอ มาสร้างเป็นละครให้ได้ดูได้ชมกันมาแล้ว ทั้งนี้เนื่องจาก ดวงเธอนั้น ได้เกณฑ์ดวงมาตรฐานที่เรียกว่า “ดวงตรีโกณ” คือ มีเนปจูน (น) กุมลัคน์ และมีดาวในภพปุตตะ และ ภพศุภะ ทั้งสองภพ ซึ่งทำมุมตรีโกณกับลัคนา คือ มีอาทิตย์ (๑) และ ศุกร์ (๖) อยู่ในภพปุตตะ และ มีเสาร์ (๗) กับ มฤตยู (๐) อยู่ในภพศุภะ

                ลัคนาที่ราศีกันย์นั้น ได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์เกือบทุกดวง คือ มีอาทิตย์ (๑) กับ ศุกร์ (๖) ตรีโกณ มีจันทร์ (๒) กับ พฤหัสบดี (๕) ลอยเหนือศีรษะขณะเกิด และมีแบคคัส (บ) โยคหลัง อีกทั้งดาวพุธ (๔) เจ้าเรือนลัคน์เอง ก็ได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์ไม่น้อยไปกว่ากัน คือ มีอาทิตย์ (๑) กับศุกร์ (๖) นำหน้า มีจันทร์ (๒) กับ พฤหัสบดี (๕) เล็ง ซึ่งลักษณะดวงชะตาผู้ใด หากลัคนา และ ดาวเจ้าเรือนลัคน์ ได้รับกระแสที่ดี ในมุมที่ให้คุณจากดาวศุภเคราะห์มากเพียงใด ย่อมให้คุณแก่เจ้าชะตา ในการพบพานสิ่งที่ดี ทำสิ่งใดมักก้าวหน้า ประสบความสำเร็จมากเท่านั้น

                คนที่เป็นดารา นักร้อง นักแสดง จะต้องมีดาวศุกร์ (๖) เด่น และทำมุมสัมพันธ์ที่ดีกับลัคนา ในดวงของเธอนั้น จะเห็นว่า ศุกร์ (๖) อยู่ในภพปุตตะ ตรีโกณถึงลัคนา นำหน้าดาวพุธ (๔) ที่เป็นดาวเจ้าเรือนลัคน์ จึงส่งผลชักนำให้เธอเข้าสู่วงการแสดง เป็นดาราภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงในที่สุด

                ดาวอีกดวงหนึ่งที่ใช้ในการพิจารณาดวงดารา นักร้อง นักแสดง ก็คือ ดาวเนปจูน (น) ซึ่งเป็นดาวเกี่ยวกับมหาชน หรือ ดาวสังคม หากในดวงผู้ใด ดาวเนปจูน สัมพันธ์ดีกับลัคนา มักจะต้องทำงานข้องแวะกับสังคม หรือคนหมู่มาก ไม่ว่างานนั้นจะอยู่เบื้องหน้า หรือ อยู่เบื้องหลังก็ตาม ในดวงของเธอนั้น ดาวเนปจูน (น) กุมลัคน์ และทำมุมตรีโกณกับดาวศุกร์ (๖) ดาวศิลป การบันเทิง

                ราหู (๘) กับ เกตุ (๙) คือ เงา  ภาพยนตร์หรือหนังนั้น ต้องใช้แสง ฉายผ่านแผ่นฟิล์ม ก่อให้เกิดเงาบนจอภาพยนตร์ ดังนั้น อาชีพนักแสดงภาพยนตร์ จึงต้องมีดาวใดดาวหนึ่ง หรือ ทั้งสองดวง สัมพันธ์กับลัคนา หรือดาวเจ้าเรือนลัคน์ หรือ ดาวเจ้าเรือนกัมมะ

                ในพื้นดวงของเธอนั้น ราหู (๘) และเกตุ (๙) เป็นดาวเจ้าเรือนกัมมะ ราหู (๘) นั้นอยู่ภพวินาศนะ ที่แปลว่า เร้นลับ ห่างไกล อยู่เบื้องหลัง ฯลฯ งานแสดงภาพยนตร์นั้น เป็นงานที่ต้องถ่ายทำทั้งในกองถ่าย ซึ่งเป็นที่ลับเฉพาะ ไม่ให้บุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป และบางทีก็ต้องเดินทางรอนแรมไปถ่ายตามสถานที่ต่าง ๆ ในต่างจังหวัด หรือที่ห่างไกลผู้คน เพื่อให้ได้โลเคชั่นที่ดี อาชีพพวกดารา นักร้อง นักแสดงส่วนมาก มักจะมีดาวเจ้าเรือนกัมมะ สัมพันธ์กับดาวเจ้าเรือนวินาศนะ หรือ ไม่ก็อยู่ในภพวินาศนะ พวกนี้มักจะไม่เปิดเผยตัวเอง ยิ่งเรื่องส่วนตัวด้วยแล้ว ต้องปกปิดกันสุดชีวิตเลยทีเดียว จึงเหมาะสมกับคำว่า กัมมะ – วินาศนะ โดยแท้

                ราหู (๘) เจ้าเรือนกัมมะ ที่อยู่ภพวินาศนะ ในพื้นดวงของเธอนั้น ทำมุมถึงดาวพุธ (๔) เจ้าเรือนลัคน์ ส่วนเกตุ (๙) ดาวเจ้าเรือนกัมมะอีกดวงหนึ่ง โยคหน้าลัคนา คือ อยู่ภพสหัชชะ ที่แปลว่า เพื่อนฝูง วงสังคม ซึ่งก็แน่นอนเหลือเกินว่า อาชีพนักแสดงภาพยนตร์นั้น เป็นอาชีพที่ต้องทำงานร่วมกับคนอื่น ๆ ทั้งดารานักแสดงด้วยกัน และผู้ที่อยู่เบื้องหลังการถ่ายทำ หรือ อยู่ในกองถ่ายทุกคน

                อาชีพนักแสดง โดยเฉพาะนักแสดงที่มีชื่อเสียง ไม่ว่ายุคสมัยใด มักจะมีรายได้ หรือ ค่าตอบแทนในการทำงานสูง บางคนเลิกอาชีพนักแสดงแล้วถึงกับร่ำรวยเป็นเศรษฐี  มหาเศรษฐีก็มี  ในช่วงที่ดวงของเธอกำลังพุ่งอยู่ คือ  ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๖  ถึง พ.ศ. ๒๕๑๕ บางเดือนเธอต้องรับเล่นหนังถึง ๒๐ เรื่อง รวมหนังที่เธอแสดงมาทั้งหมด ๓๐๐ กว่าเรื่อง ถ้าคิดเป็นเงินเรื่อง เอาแบบต่ำสุด เรื่องละ ๓ หมื่นบาท เธอก็จะมีรายได้จากการเล่นหนังทั้งหมด ๙ ล้านกว่าบาท จึงเป็นที่เพ่งเล็งของกรมสรรพากร คิดคำนวณให้เธอต้องจ่ายภาษีนับล้านบาท ปรากฎว่า เธอต้องทำเรื่องล้มละลาย เหมือนกับนักร้อง นักแสดงหลายคน ที่ถูกกรมสรรพากรเช็คบิลในภายหลัง

                ในพื้นดวงของเธอนั้น ดาวศุกร์ (๖) เจ้าเรือนการเงิน อยู่ในภพปุตตะ สัมพันธ์ดีกับลัคนา โดยมีดาวแบคคัส (บ) มหาลาภทางการเงิน และเจ้าเรือนภพศุภะ ที่อยู่ในภพลาภะ ทำมุมเล็ง ก็อย่างที่บอกเอาไว้ หากดวงใดมีดาวแบคคัส (บ) สัมพันธ์ดีกับดาวการเงิน ผู้นั้นมักจะมีเศรษฐกิจรายได้ดี ทำงานมีผลตอบแทนสูง

                ดาวศุกร์ (๖) กุมอาทิตย์ (๑) วินาศนะ แม้อาทิตย์จะให้คุณ ด้วยเป็นศุภเคราะห์ แต่ให้โทษเนื่องด้วยมาจากเรือนวินาศนะ ทำให้การเงินของเธอรั่วไหล บางทีก็ได้เงินไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากที่ตกลงกันไว้ หรือบางทีก็อาจจะไม่ได้เลย หนังเจ๊ง ขาดทุน ถ่ายทำไม่เสร็จ หาโรงฉาย หรือ ขายสายหนังไม่ได้ ฯลฯ ยิ่งในระยะที่เธอตาบอดทั้งสองข้าง ไม่มีรายได้จากการแสดง และต้องตระเวณเที่ยวหาหมอรักษา ต้องหมดค่ารักษาพยาบาลไปไม่น้อย แทบจะไม่เหลือเงินเลยก็ว่าได้ ดูให้ดี จะเห็นว่า ศุกร์ (๖) นอกจากจะกุมอาทิตย์ (๑) วินาศนะแล้ว ยังถูกพลูโต (พ) เจ้าเรือนมรณะเล็ง ถูกเนปจูน (น) มฤตยู (๐) และเสาร์ (๗) คู่ศัตรู ตรีโกณให้โทษในภายหลัง (ปกติ มุมตรีโกณ เป็นมุมที่ให้คุณ แต่ถ้าบาปเคราะห์ไปอยู่ มักให้โทษภายหลังเสมอ)

                โบราณว่า ดูรูป ดูจริต ให้ดูจันทร์ (๒) ดวงเธอก็เป็นอีกดวงหนึ่ง ที่พิสูจน์หลักการข้อนี้ ดาวจันทร์ (๒) ในพื้นดวงของเธอนั้น เป็นดาวเจ้าเรือนลาภะ ที่อยู่ในภพกัมมะ หรือ ลอยเหนือศีรษะขณะเกิด ให้คุณแก่เจ้าชะตาโดยตรง จันทร์ (๒) กุมพฤหัสบดี (๕) ดาวแห่งความสำเร็จสมหวัง ความอุดมสมบูรณ์ มีพุธ (๔) เจ้าเรือนลัคน์ และ เป็นดาวคู่มิตร เล็ง มีแบคคัส (บ) มหาลาภทางการเงิน และดาวเจ้าเรือนศุภะ นำหน้า ทำให้เธอเกิดมามีรูปสวย และรวยทรัพย์เพราะรูปสมบัติที่ติดตัวมา แต่เนื่องจาก จันทร์ (๒) กุมพฤหัสบดี (๕) คู่ศัตรู และเป็นประในภพกัมมะ ที่หมายถึง การงาน จึงทำให้เธอมีปัญหาเรื่องสุขภาพอันเกิดมาจากการตรากตรำทำงานหนัก โดยเฉพาะต้องสูญเสียตาที่หยาดเยิ้มปานน้ำผึ้ง คือ มืดลง บอดสนิททั้งสองข้าง อันสืบเนื่องมาจากการถ่ายทำภาพยนตร์ และพักผ่อนไม่เพียงพอ

                เทคโนโลยี่ในการถ่ายทำภาพยนตร์ในยุคสมัยก่อนนั้น ไม่เหมือนสมัยนี้ สมัยนั้นเครื่องมือในการถ่ายทำ หรือ กล้องนั้น ไม่ล้ำยุคล้ำสมัย ไม่สามารถปรับแสงในตัวของมันเองได้เหมือนยุคสมัยนี้ จึงต้องใช้อุปกรณ์ในการปรับแสงเข้าช่วย นั้นก็คือ แผ่นอลูมิเนียมสะท้อนแสง หรือที่เรียกกันว่า แผ่นรีเฟล็กซ์ สะท้อนแสงแดดเข้าสู่ตัวดารานักแสดง ร้อน วูบวาบไปหมด (ถ่ายกลางแจ้ง) หากกลางคืน ต้องถ่ายในโรงถ่าย ก็จะมีแสงไฟส่องสว่าง ให้เหมือนกับเป็นฉากตอนกลางวัน คุณเพชราเอง โดนทั้งแสงรีเฟล็กซ์ และ แสงไฟจากสปอร์ตไลท์ที่สาดส่องเข้ามายังเรือนร่าง และดวงตาของเธอ นานเป็นสิบปี ไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนครั้ง อย่างนี้นี่เอง จึงส่งผลให้ดวงตาของเธอพร่ามัว มองไม่เห็น และบอดสนิท รักษาไม่หายขาดในที่สุดมาจนทุกวันนี้

                อาทิตย์ (๑) หมายถึง ดวงตา แม้จะอยู่ในตำแหน่งดี แต่ก็ถูกดาวพลูโต (พ) บาปเคราะห์ เจ้าเรือนมรณะ เล็งเบียน โดยมี มฤตยู (๐) เสาร์ (๗) และ เนปจูน (น) เสริมแรงให้โทษในมุมตรีโกณทุกจุด

                ดาวมฤตยู (๐) ที่หมายถึง การมองเห็นภาพ ถูกเบียนอย่างหนักหน่วงที่สุด คือ ถูกเสาร์ (๗) กุม เกตุ (๙) เล็ง ราหู (๘) กากบาท โดยมี อาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนวินาศนะ และ เนปจูน (น) ดาวเจ้าเรือนวินาศนะ ของลัคนาโลกธรรม ทำมุมตรีโกณเสริมแรงให้โทษ อันคำว่า วินาศนะ นั้น แปลได้อีกนัยหนึ่งว่า ค่อย ๆ สูญสิ้น ค่อย ๆ แทรกซึม บ่อนทำลาย ก่อให้เกิดหายนะอย่างช้า ๆ อย่างลับ ๆ ไม่เปิดเผย ไม่คาดคิด ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ฯลฯ ท่านอาจารย์พลูหลวง ท่านเรียกดาววินาศนะ หรือ ดาวเนปจูน (น) ว่า ดาวคอมมูนิสต์ เพราะมีลักษณะปิดบังซ่อนเร้น แทรกซึม บ่อนทำลาย นั่นเอง

                ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่เธอแสดงคือ ไอ้ขุนทอง รับบทเป็นแม่ของขุนทอง พระเอกในเรื่องซึ่งแสดงโดย สรพงศ์  ชาตรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑  หลังจากนั้นเธอก็ทุ่มเทเวลาทั้งหมดกับการรักษาตา เธอเล่าว่า

“เมื่อรักษาไปรักษามาก็มีโรคอื่น ๆ แทรกเข้ามา ก็ต้องมานั่งรักษาโรคที่ไม่ได้เป็น แต่หามาเป็น 10  กว่าปีเต็ม ๆ ที่เจ็บหนักมาตลอด  เจ็บจนกระทั่งยกแขนไม่ขึ้น  มือก็กำไม่ได้  ขยับตัวก็เจ็บไปหมด ตัวบวมจนเนื้อแตก และด้วยความที่เราตัวเล็กพอตัวเราบวม เวลาหายใจก็จะไม่ค่อยออก กลืนน้ำก็ต้องค่อย ๆ ตาก็ฝ้าลง จนมืดไปหมด ตัวเราเองก็ยังงงว่าทำไมรอดมาได้…

ตอนนั้นใครบอกว่าที่ไหนดีก็ไปรักษาหมด ไปหาหมอจนหมดกำลังใจในการรักษา พอมีกำลังใจใหม่ ก็ไปรักษาใหม่ ตอนนี่ก็เหลือซากที่เราเคยป่วยเอาไว้ จนถึงวันนี้ก็ 20 กว่าปีมาแล้ว…

เดี๋ยวนี้ทำใจได้แล้ว ก่อนนี้ที่ยังไม่ยอมให้ใครพบเลย เพราะยอมรับไม่ได้ ยังมีความหวังว่าฉันจะต้องเห็น ฉันจะต้องหาย อย่างไรก็รับไม่ได้ ทุกวันนี้ก็ค่อย ๆ อ่อนลง จะเห็นหรือไม่เห็น ก็ช่างเถอะ ต้องทำใจอย่างนี้ เพราะถ้าเราหวังมาก และคิดมาก บางครั้งก็อยากจะควักลูกตาออกมาโยนทิ้งไปเลย โมโหนะ ทำไม ทำไมถึงมองไม่เห็น แรก ๆ มันร้อนรนมาก ฟุ้งซ่านมาก ฉันจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ฉันจะอยู่ได้ยังไง แล้วใครจะคิดอย่างไร มันทำใจไม่ได้ ใช้เวลาปรับตัวนานมาก ทุกแห่งที่ไป ไปด้วยศรัทธา ไปจนเกินกว่าที่เขาจะพูด ใครว่าที่ไหนดีก็ไป บางครั้งเราก็ได้รับกำลังใจว่าเราจะเห็น บางครั้งก็บั่นทอนกำลังใจว่าไม่มีทาง”

บทสรุปของเรื่องก็คือ ตอนนี้หากย้อนเวลากลับคืนได้ คุณเพชรา คงเลือกที่จะดำเนินชีวิตแบบสามัญชนคนธรรมดาดีกว่า การเป็นดารามีชื่อเสียง มีเงินทองแล้วต้องหมดไป พร้อมกับดวงตาที่มืดมิด รักษาไม่หาย หากเอาเงินที่หามาได้นับสิบล้านบาทคืนไป เพื่อแลกกับการมองเห็นเหมือนเดิมได้ล่ะก็ ผมเชื่อว่า คุณเพชรา พร้อมที่จะแลกอย่างแน่นอน พบกันใหม่สัปดาห์หน้า สวัสดี.


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved