กายวิภาคจักรราศี (๑๕)

*************

โรคมะเร็ง

ก่อนที่จะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับดวงชะตาของผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ขอนำเสนอบทความเกี่ยวกับโรคมะเร็ง ดังนี้

โรคมะเร็ง (Cancer) เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากสาเหตุต่าง ๆ ด้วยกัน โดยร้อยละ ๕ ของคนเป็นโรคมะเร็งจะเกิดจากเชื้อไวรัส และอีกร้อยละ ๕ เกิดขึ้นจากการได้รับสารกัมมันตภาพรังสี และสาเหตุใหญ่ที่สำคัญที่สุด ซึ่งทำให้คนเป็นโรคมะเร็งกันมาก การป้องกันโรคมะเร็งที่ดีที่สุดก็คือ การหลีกเลี่ยงสารเคมีต่าง ๆ เหล่านั้น

มะเร็งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ คือ

๑. มะเร็งจากสารไนโตรซามีน และดินประสิวในอาหาร ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่พบได้ในธรรมชาติ สารพิษไนโตรซามีนสามารถทำให้สัตว์เป็นมะเร็งในหลายอวัยวะ แต่ส่วนใหญ่มักพบว่าสารไนโตรซามีนเกิดจากการรวมตัวของสารเคมีบางชนิด คือ เกลือไนไตรต์กับสารเอมีน ซึ่งสารคู่นี้เกิดปฏิกิริยาได้ดีในสภาพความเป็นกรดสูง ถ้าเรารับประทานอาหารที่มีเกลือไนไตรต์ หรือดินประสิวนี้ จะทำให้สารพิษนี้ถูกดูดซึมเข้าไปทั่วร่างกายได้

๒. มะเร็งจากสีผสมอาหารผิดประเภท การใช้สีผสมอาหารผิดประเภท โดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ได้แก่ ลูกกวาด ขนมลูกชุบ หมูแดง กุ้งแห้ง ไส้กรอก ปลาเค็ม และผลไม้ดอง จะทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

การใช้สีธรรมชาติเป็นสีที่ปลอดภัยที่สุดในการใช้ผสมอาหาร เช่น สีดำจากถ่าน สีแดงจากน้ำครั่ง สีเหลืองจากขมิ้น สีเขียวจากใบเตย และสีน้ำเงินจากดอกอัญชัน และถ้าจำเป็นต้องใช้สีสังเคราะห์ ควรเลือกใช้สีที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ใช้ผสมอาหารได้

๓. มะเร็งจากยาฆ่าแมลง ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีการใช้ยาฆ่าแมลงกันอย่างแพร่หลายในการ การเกษตร ผู้ใช้บางรายปฏิบัติไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เช่น เก็บพืชผลก่อนเวลาที่สารพิษเหล่านี้จะสลายตัวไป ทำให้มีสารพิษตกค้างอยู่ในพืช ผัก ผลไม้ ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้ จากการสำรวจของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่า ผัก และผลไม้ในประเทศไทย มียาฆ่าแมลงหลายชนิดตกค้างอยู่ เช่น ดีดีที ดีลดริน เอนดริน ลินเดน แอลดริน บีเอชซี พาราไทออน เป็นต้น ซึ่งสารเหล่านี้บางชนิดมีฤทธิ์ทำให้เกิดโรคมะเร็งในสัตว์ทดลอง

๔. มะเร็งจากอะฟลาทอกซิน เป็นโรคที่มีความน่าเชื่อว่าจะเกี่ยวข้องกับการได้รับอะฟลาทอกซิน คือ โรคตับอักเสบ ,โรคตับแข็ง และ มะเร็งตับ

๕.  มะเร็งจากสารให้ความหวานแทนน้ำตาล

๖.  มะเร็งจากสารตะกั่ว

ที่มา . จักรพันธุ์ ปัญจะสุวรรณ. พิษภัยในอาหาร. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2542

 

การแพทย์แผนไทย ทางออกในการรักษาโรคมะเร็ง

มะเร็งเป็นปัญหาที่ทั่วโลก กำลังแสวงหาทางเลือกในการดูแลรักษา เป็นสาเหตุการตายอันดับ ๓ รองจากโรคหัวใจและอุบัติเหตุ นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ต้องรีบแก้ไข มีงานวิจัยมากมายที่แสดงว่าร้อยละ ๙๐ ของมะเร็งสามารถป้องกันและรักษาได้

                ข้อสรุปที่ว่า ร่างกายคนเรามีเซลล์มะเร็งเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่เราเอาชนะและไม่ป่วย เป็นมะเร็งเพราะร่างกายมีความต้านทานที่แข็งแกร่ง ด้วยระบบภูมิคุ้มกันที่สามารถต่อสู้ได้ ดั้งนั้นระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกทำลายด้วยวิธีต่าง ๆ ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อมะเร็ง ได้แก่ การกินอาหารที่ไม่ครบถ้วน ไม่สะอาด และเต็มไปด้วยสารพิษ สารก่อมะเร็ง การไม่ออกกำลังกาย การอยู่ในสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ

                ฉะนั้นถ้ามีพฤติกรรมสุขภาพ โดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหาร ก็จะช่วยป้องกันโรคนี้ได้บ้าง เช่น รับประทานอาหารที่มีเส้นใย (Fiber) มาก และมีข้อสรุป สำหรับเลือกบริโภคอาหารโดยหลัก ๔ ล. คือ

                ๑. ลด อาหารไขมันจากสัตว์

                ๒. เลิก อาหารกระป๋อง อาหารที่มีสีสังเคราะห์และสารเคมี เช่น สารกันบูดเจือปน สีที่ไม่ใช่สีผสมอาหาร

                ๓. เลี่ยง อาหารปิ้ง ย่าง อบ รมควัน

                ๔. ลุ้น อาหารสด ผัก ผลไม้ อาหารสมุนไพร ที่ปลอดสารพิษ

 

ทางเลือกในการรักษาโรคมะเร็ง

การรักษาโรคมะเร็งควรควรใช้หลายวิธีร่วมกัน ทั้งแผนปัจจุบัน และแผนไทย รวมทั้งคำนึงถึงสภาพจิตใจของผู้ป่วยและญาติด้วย เมื่อทราบแน่ชัดจากการตรวจของแพทย์แผนปัจจุบัน ว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งแล้ว ไม่ควรปิดกั้นการรักษาของผู้ป่วย หากจะเลือกแผนปัจจุบันร่วมกับแผนไทย แต่วิธีที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดกับผู้ป่วย คือ เมื่อตรวจร่างกายแน่ชัดว่าเป็นมะเร็งแล้ว ควรรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันก่อน เพราะการเป็นมะเร็งระยะแรก ๆ รักษาหายขาดได้ ส่วนการจะเลือกรักษาโดยแผนไทยนั้นไม่ควรตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ควรรักษาควบคู่กันกับแผนปัจจุบัน และควรให้แพทย์แผนปัจจุบันตรวจรักษาอย่างสม่ำเสมอ การใช้สมุนไพรและการใช้ทางเลือกอื่นนั้น จะเป็นการประคับประคองด้านภูมิต้านทาน และด้านจิตใจ เช่นการใช้สมาธิ เป็นต้น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การพักผ่อนเพียงพอ จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง เป็นการป้องกันโรคได้ทางหนึ่ง

 

 

การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง

การดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งมีความสำคัญยิ่ง เพราะภาวะทางกาย จิตใจ และอารมณ์ของผู้ป่วยจะถูกกระทบกระเทือนมาก ภาวะทุกข์ทรมาน ได้แก่ อาการเจ็บปวด อาการกระสับกระส่าย กลืนอาหารลำบาก คลื่นไส้อาเจียน ซึมเศร้า นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร เป็นต้น

                องค์ความรู้ด้านแพทย์แผนไทย สามารถนำมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ตั้งแต่การเลือกรับประทานอาหารตามธาตุ การใช้ยาสมุนไพร บำบัดอาการข้างต้น ตลอดจนการนวดแผนไทยและการทำสมาธิ เพื่อบำบัดอาการปวด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ เป็นต้น หลักการดังกล่าวถ่ายทอดให้ผู้ป่วยนำไปประพฤติปฏิบัติที่บ้านได้

สมุนไพรต้านมะเร็ง

                ผู้ป่วยโรคมะเร็งควรรับประทานผักผลไม้ให้ได้ เพราะผักผลไม้หลายชนิดจะมีคุณสมบัติเป็นตัวกำจัดอนุมูลอิสระ (แอนตี้ออกซิแดนท์)  แล ะสารที่ฆ่าเซลล์มะเร็งได้ ในวันหนึ่ง ๆ ควรได้ผัก ๒๕–๓๐% ผลไม้ ๑๐% เนื้อปลาหรือถั่ว ๑๐% อีก ๕๐% ควรเป็นข้าวกล้อง หรือเผือกมัน ผักและผลไม้ ควรปรุงรูปแบบธรรมดา เช่น ต้ม ลวก แกง หรือรับประทานดิบ ไม่ควรเติมน้ำตาล น้ำผึ้ง เกินความจำเป็น เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไป

รายชื่อ ผัก ผลไม้ ที่ควรบริโภค เพราะเป็นสมุนไพรที่มีสารต้านเซลล์มะเร็ง ได้แก่ มะกรูด ผักแขยง ขึ้นฉ่าย บัวบก ผักชีฝรั่ง กระชาย ข่าใหญ่ มันเทศ ใบมะม่วง มะกอก เบญจมาศ แขนงกะหล่ำ แตงกวา พริกไทย ดีปลี โหระพา กะเพรา ใบตะไคร้ ถั่ว ผักแว่น ผักขวง เพกา ช้าพลู ลูกผักชี เร่ว เหงือกปลาหมอ ขมิ้นอ้อย หัวหอมแดง หอมหัวใหญ่ กระเทียม ฯลฯ

สมุนไพรที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์  (วิตามิน เอ ซี อี) วิตามินเอสูง ได้แก่ ใบยอ ใบย่านาง ตำลึง ผักกูด มะระ กระสัง ผักแพว ผักชีลาว ผักแว่น ผักบุ้ง เหลียง กระเจี๊ยบแดง แมงลัก ชะอม พริกชี้ฟ้าแดง แพงพวย ขี้เหล็ก ฯลฯ วิตามินซีสูง ได้แก่ มะขามป้อม ฝรั่ง มะปราง ขนุน ละมุด มะละกอ มะกอก ส้ม มะขาม ลูกหว้า พุทรา ฯลฯ วิตามินอีสูง ได้แก่ พวกธัญพืชต่าง ๆ เช่น งาดำ ข้าวซ้อมมือ จมูกข้าว ข้าวโพด ฯลฯ เบ้ต้าแคโรทีนสูง ได้แก่  แครอท ฟักทอง แค กะเพรา แพชั่นฟรุต ขี้เหล็ก ผักเชียงดา ยอดฟักข้าว ผักแซ่ว ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาของสถาบันวิจัยมะเร็งของสหรัฐอเมริกา พบว่า ผู้ที่ไม่ได้รับประทานกระเทียมเลย มีโอกาสเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหาร มากกว่าผู้ที่รับประทานปริมาณมากกว่าผู้ที่รับประทานในปริมาณมากอยู่เสมอถึง ๑,๐๐๐ เท่า เนื่องจากในกระเทียม มีสารสำคัญที่จะไปยับยั้งกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปเป็นสารก่อมะเร็งของไนเตรต ซึ่งคนได้รับจากอาหารและผักบางชนิด

                ภาวะผิดปกติของธาตุในร่างกาย    

                จากการที่นักวิชาการค้นพบว่า ตัวการที่ทำให้ร่างกายมนุษย์ทรุดโทรม แก่ และความต้านทานบกพร่อง เกิดโรคต่าง ๆ รวมทั้งมะเร็ง ล้วนแต่เกิดจากการประพฤติปฏิบัติของมนุษย์เอง ที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระมากขึ้น เกิดกระบวนการออกซิเดชั่นในร่างกายจนเสื่อมในที่สุด        

              คนไทยแต่โบราณมิได้รู้รายละเอียดปฎิกริยาภายในเหล่านี้ เขารู้เพียงว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และนำสมุนไพรมาปรุงแต่งรับประทานในรูปอาหาร และยา แล้วอาการดีขึ้น ลองผิดลองถูก จนสรุปเป็น ทฤษฎีการปรับธาตุทั้ง ๔ คือ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ  โดยนำสมุนไพร ๙ ชนิด ได้แก่ ดีปลี ช้าพลู สะค้าน เจตมูลเพลิงแดง ขิง พริกไทย สมอไทย สมอพิเภก และมะขามป้อม มาปรุงเป็นยาปรับธาตุทั้ง ๔ ใช้รักษา เมื่อธาตุนั้น ๆ มีอาการพิการ (ผิดปกติ) กำเริบ (มากเกินไป) หย่อน (น้อยไปหรือไม่สมบูรณ์) และ ยาปรับธาตุตามฤดูกาล ตัวอย่างเช่น

ดินพิการ หมายถึง สภาพผิดปกติของอวัยวะที่แสดงออก เช่น ผิวหนังมีผื่น ตุ่ม เน่า เปื่อย เป็นแผล อวัยวะภายใน เช่น ตับ เป็นฝีอักเสบ                                  

น้ำกำเริบ คือ การมีน้ำมากเกินไป น้ำมูกไหลทั้งวัน ท้องเดิน บวม ความดัโลหิตขึ้นสูง มีน้ำในกระแสเลือดมาก

ไฟหย่อน คือ ภาวะที่ความร้อนในตัวน้อย รู้สึกเยือกเย็น หนาวสั่น ถ้าไฟย่อยอาหารน้อยไป ก็จะท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย

ลมหย่อน คือ ภาวะพลังแห่งการเคลื่อนไหวน้อยไป

ตัวอย่าง ยาแก้ธาตุไฟหย่อน มีส่วนของตัวยาดังนี้ รากเจตมูลเพลิง หนัก ๑๖ ส่วน เหง้าขิงแห้งหนัก ๘           ส่วน ลูกเสมอพิเภก หนัก ๔ ส่วน  เถาสะค้านหนัก ๓ ส่วน รากช้าพลู        หนัก ๒ ส่วน ดอกดีปลีหนัก  ๑        ส่วน

สำหรับยาปรับธาตุตามฤดูกาล มีดังนี้

๑. ตรีผลา ได้แก่   ลูกเสมอพิเภก ลูกเสมอไทย ลูกมะขามป้อม ยาประจำฤดูร้อน สมุนไพร ๓ ชนิดนี้ มีวิตามินสูงมากและปลอดภัย และมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์

                ๒. ตรีกฏุก ได้แก่ เหง้าขิงแห้ง เมล็ดพริกไทย ดอกดีปลี ยาประจำฤดูฝน สมุนไพร ๓ ชนิดนี้ปลอดภัยเช่นกัน และแต่ละชนิดเป็นพืชผักสวนครัวอยู่แล้ว

                ๓. ตรีสาร ได้แก่   รากเจตมูลเพลิง เถาสะค้าน รากช้าพลู ยาประจำฤดูหนาว ช้าพลู มีฤทธิ์เป็นแอนตี้ออกซิเดชั่น ส่วนสะค้านและเจตมูลเพลิงแดง เป็นยารสร้อน เมื่อนำ ๓ ชนิดมารวมกันก็ไม่เป็นอันตราย เจตมูลเพลิงแดงยังมีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งด้วย

ยาเบญจกูล ดอกดีปลี รากช้าพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิงแดง เหง้าขิงแห้ง ในยาเบญจกูล มีช้าพลู ขิง เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ คือ ตัวยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นในร่างกาย เจตมูลเพลิงแดงมีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็ง

                จะเห็นได้ว่า ทั้งยาเบญจกูล ตรีผลา ตรีกฏุก ตรีสาร เป็นยาที่จัดหมวดไว้สำหรับหมอแผนโบราณ ใช้ประกอบกระสายยาอื่นๆ มีสูตรยาเป็นจำนวนมาก จะมียาเหล่านี้ประกอบด้วยเสมอ ยาเหล่านี้สามารถใช้ได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยเรื้อรังที่สิ้นหวัง เช่น มะเร็งระยะท้าย ๆ

                หากท่านผู้สนใดสนใจควรปรึกษาหมอโบราณ หรือสถาบันการแพทย์แผนไทยในการจัดเตรียมยาเหล่านี้ให้ถูกขนาด ถูกวิธี

                สรุปแล้วการใช้ยาสมุนไพรทั้ง ๙ ชนิดนี้ ล้วนมีคุณประโยชน์ในการป้องกันการเกิด และการขยายตัวของมะเร็ง และยังฆ่าเซลล์ได้บางชนิด สมควรที่จะได้นำไปวิจัยเพิ่มเติมต่อไป

สมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ที่แสดงฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง ได้แก่ บวบขม จำปีป่า ปลาไหลเผือก ทองพันชั่ง เจตมูลเพลิงแดง ราชดัด ฝาง แสมสาร ติงตัง ขมิ้นต้น ฟ้าทะลายโจร กระเทียม ประยงค์ รงทอง ข่อย ขมิ้นชัน แกแล สมอไทย ขันทองพยาบาท เครือเถาวัลย์ ดองดึง โล่ติ้น เจตมูลเพลิงขาว มังคุด โทงเทง ทับทิม จำปา ไพล ปรู จำปีหลวง พลับพลึง สบู่ดำ แพงพวยฝรั่ง สีเสียด กะเม็ง สมอพิเภก

ที่มา: ชุมนุมแพทย์แผนไทยและสมุนไพรแห่งชาติ


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved