กายวิภาคจักรราศี (๑๗)

*************

           

สัปดาห์นี้ใคร่ขอนำเสนอชีวประวัติของท่าน “ธัมมวิตักโก ภิกขุ” หรือที่วงการพระเครื่องเรียกขานท่านจนติดปากว่า “ท่านเจ้าคุณนร ฯ” ซึ่งถ้าคนที่ไม่เคยรู้ประวัติของท่านมาก่อน ก็จะพากันเข้าใจผิดคิดว่า ท่านคงมีสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ เป็นเจ้าคุณสมภารเจ้าอาวาส แต่แท้ที่จริงแล้ว ท่านมิได้มีสมณศักดิ์ใด ๆ หรือ เป็นเจ้าอาวาสวัดไหนเลย คงเป็นเพียงพระลูกวัดธรรมดาที่วัดเทพศิรินทราวาส ใกล้หัวลำโพง กรุงเทพ ฯ และที่ผู้คนทั่วไปเรียกท่านว่าเจ้าคุณนร ฯ นั้น เพราะในสมัยที่ท่านเป็นฆราวาส ท่านมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาพานทอง ในราชทินนาม “พระยานรรัตนราชมานิต” เจ้ากรมมหาดเล็ก และ องคมนตรีในรัชกาลที่ ๖

เหตุที่ผมต้องนำประวัติของท่านมาลงอย่างละเอียด เนื่องจากตัวท่านนั้นอาพาธด้วยโรคมะเร็งที่ลำคอ ซึ่งตรงกับบทความที่ผมกำลังนำเสนออยู่ อีกทั้งดวงชะตาของท่านนั้น เป็นดวงชะตาที่น่าศึกษา สมควรที่จะนำมาเป็นดวงครูอย่างยิ่ง ซึ่งผมเองก็เคยนำดวงชะตาของท่านนั้นมาเป็นดวงครูในบทความเรื่องอื่น ๆ บ้างแล้ว แต่ไม่เคยได้นำเสนอประวัติ และเรื่องราวในแง่มุมอื่นอย่างละเอียดสักที จึงตัดสินใจนำมาเสนอในคราวนี้อย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว

พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต นามเดิมชื่อ ตรึก  จินตยานนท์  โยมบิดาชื่อ พระนรราชภักดี (ตรอง  จินตยานนท์) โยมมารดาชื่อ นางนรราชภักดี (พุก จินตยานนท์) เกิดวันเสาร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๔๐ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีระกา จุลศักราช ๑๒๕๙ วันนั้นเป็นวันมาฆปุณณมี เกิดหลังจากโยมมารดาได้ทำบุญใส่บาตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว เวลาประมาณ ๐๗.๔๐ น. เกิดที่บ้านเลขที่ ๙๒ ตรอกโสมนัส ๒ ต.โสมนัส อ.ป้อมปราบ ฯ จ.พระนคร

ทราบว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ที่จะรับบุคคลเข้าไปอยู่ในวัง  จึงมีข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นผู้มักคุ้นกับพระนรราชภักดีโยมบิดา กราบบังคมทูลเสนอเลือกท่านเข้าไปอยู่ในวัง ขณะนั้นมีอายุเพียง ๑๘ ปี ได้ศึกษาเล่าเรียนสำเร็จมัธยมศึกษาจากโรงเรียนวัดเบญจมบพิตร สำเร็จรัฐประศาสนศาสตร์ จากจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ท่านเข้าร่วมการซ้อมรบเสือป่าที่ค่ายหลวงบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นกิจกรรมของนิสิตปีสุดท้ายในการเรียน ในคราวนั้น พระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ดำรงตำแหน่งเป็นายกองใหญ่แห่งกองเสือป่า ทอดพระเนตรเห็นความแคล่วคล่องว่องไว ตลอดจนความสุภาพเรียบร้อยของท่าน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เข้ารับราชการสนองพระเดชพระคุณ เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๗ ในตำแหน่ง มหาดเล็กวิเศษกองเครื่องตั้ง รับพระราชทานเงินเดือน ๔๐ บาท และต่อนั้นมา ได้เป็นที่โปรดปรานไว้วางพระราชหฤทัย ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ ยิ่งขึ้น จึงได้พระราชทานเงินเดือนตามลำดับ ดังนี้

เมษายน ๒๔๕๙ ย้ายมาเป็นมหาดเล็กห้องที่พระบรรทม และในเดือนกันยายน ปีเดียวกัน ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๑๐๐ บาท, มกราคม ๒๔๖๐ รับพระราชทานเงินเดือน ๒๐๐ บาท, มกราคม ๒๔๖๑ รับพระราชทานเงินเดือน ๓๐๐ บาท, เมษายน ๒๔๖๓ รับพระราชทานเงินเดือน ๓๔๐ บาท, เมษายน ๒๔๖๕ รับพระราชทานเงินเดือน ๕๐๐ บาท, เมษายน ๒๔๖๘ รับพระราชทานเงินเดือน ๗๐๐ บาท และทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์ ตามลำดับ ดังนี้

๒๔ กันยายน ๒๔๕๗ รับราชการกองเครื่องตั้ง กรมมหาดเล็ก, ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๕๘ รับพระราชทานตำหน่ง รองหุ้มแพร บรรดาศักดิ์ นายรองสนองงานประภาษ, ๓๑ ธันวาคม ๒๔๖๐ ดำรงตำแหน่งจ่า บรรดาศักดิ์นายจ่ายง,  ๓๑ ธันวาคม ๒๔๖๑ ดำรงตำแหน่งรองหัวหมื่น บรรดาศักดิ์ เจ้าหมื่นสรรเพธภักดี, ๑ ธันวาคม ๒๔๖๕ ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมมหาเล็ก ห้องที่พระบรรทม, ๓๐ ธันวาคม ๒๔๖๕ รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยานรรัตนราชมานิต,  ๔ เมษายน ๒๔๖๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งเป็นองคมนตรี , ๑ ธันวาคม ๒๔๖๗ รับพระราชทานยศ จางวางตรี

ท่านเจ้าคุณนร ฯ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประถมาภรณ์มงกุฎไทย และทุติยจุลจอมเกล้า โดยประวัติแสดงให้เห็นว่า ท่านตั้งใจอุทิศชีวิตจิตใจฉลองพระเดชพระคุณอย่างแท้จริง ในระหว่างรับราชการ ท่านไม่ได้มีเวลาหาความสุขส่วนตัว ตั้งใจปฏิบัติราชการสนองพระเดชพระคุณอย่างเต็มที่ แม้แต่บ้านพักก็มิได้กลับมาค้างแรม คงอยู่ปฏิบัติรับใช้ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ อย่างใกล้ชิด จนเป็นที่โปรดปรานไว้วางพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพิเศษ เป็นพระยาพานทอง ในขณะที่มีอายุเพียง ๒๕ ปี นับว่าเป็นพระยาที่หนุ่มที่สุดในสมัยนั้น และดำรงตำแหน่งองคมนตรี ในขณะที่มีอายุเพียง ๒๗ ปี แสดงให้เห็นถึงความปรีชาสามารถของท่านได้เป็นอย่างยิ่ง

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้โปรดเกล้า ฯ พระราชทานถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์เป็นประจำทุกสัปดาห์  ท่านเป็นมหาดเล็กที่ใกล้ชิด  จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติพระสงฆ์ที่เข้ารับพระราชทานฉันทุกครั้ง  ทำให้มีโอกาสพบปะคุ้นเคยกับท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ญาณวรเถร) ขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์ที่พระสาสนโสภณ และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทศกาลเข้าพรรษา  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้มหาดเล็กใกล้ชิดจัดเครื่องไทยธรรมของแต่ละคน เป็นสลากภัตถวายพระ  บังเอิญสลากภัตรของท่านจับได้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์  ซึ่งได้ยังความยินดีแก่ท่านเป็นพิเศษ เพราะสลากภัตของตนได้ถวายกับพระเถระที่ตนมีความเคารพนับถืออย่างจริงใจ

ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต  ได้ยังความเศร้าสลดจิตแก่ท่านเป็นอย่างยิ่ง  ท่านจึงตั้งจิตแน่วแน่ อุทิศชีวิตสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงตัดสินใจบรรพชาอุปสมบท อุทิศถวายเป็นพระราชกุศล ในงานพระเมรุพระบรมศพ เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๔๖๘ เป็นสัทธิวิหาริก ที่ ๑๗๔๐ ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ   การตัดสินใจบรรพชาอุปสมบทวัดเทพศิรินทราวาส  เป็นการตัดสินใจเพียงระยะเวลากระทันหันวันเดียว โยมบิดา มารดาไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อน  แม้บ้านจะอยู่ใกล้วัดโสมนัสวรวิหารก็ตาม   ก็ไม่สามารถจะทัดทนความประสงค์ของท่าน ที่จะบวชที่วัดเทพศิรินทราวาสได้ เพราะผู้บวชนั้น มีศรัทธาเลื่อมใสในท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ อย่างแท้จริง

ในการตัดสินใจบรรพชาอุปสมบทในชั้นต้นนั้น ท่านเจ้าคุณนร ฯ คิดแต่เพียงว่า จะบวชถวายเป็นพระราชกุศลสัก ๓ เดือน เมื่อได้รับการบรรพชาอุปสมบทแล้ว จึงเห็นว่า ระยะเวลา ๓ เดือนนั้น น้อยเกินไปสำหรับการศึกษาหาความรู้ทางพุทธศาสนา  จึงขออนุญาตโยมบิดามารดา อุปสมบทต่ออีก ๑ ปี เพื่อที่จะได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ยิ่งขึ้น  โยมบิดามารดาแม้จะมีความปรารถนาที่จะให้ลาสิกขามารับราชการสนองพระเดชพระคุณในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  แต่ก็ไม่กล้าทัดทาน จึงปล่อยตามอัธยาศัย  แม้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ ก็มีพระราชประสงค์ที่จะให้ท่านเข้ารับราชการแผ่นดินเหมือนเดิม ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาไพชยนต์เทพ (ทองเจือ ทองใหญ่) มาเกลี้ยกล่อมหลายครั้ง ก็ไม่สำเร็จผล  ที่สุดพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ ทรงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต ดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อวันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๙ ทั้ง ๆ ที่ขณะนั้นดำรงสมณเพศอยู่ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นที่เบาใจ มั่นใจว่า พระองค์จะทรงชุบเลี้ยงเช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทราบว่า พระภิกษุพระยา นรรัตนราชมานิต ได้ตอบแก่ท่านเจ้าคุณไพชยนต์เทพว่า “ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๖ ชุบเลี้ยงมา เปรียบประดุจแปรธาตุตะกั่ว จนเป็นทองคำ โดยเฉพาะรัชกาลที่ ๗ แม้จะทรงชุบเลี้ยงอย่างไร ก็เท่ากับเอาทองคำไปลงยาฝังเพชรเท่านั้น” ท่านจึงไม่ยินดีในตำแหน่งองคมนตรีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ กลับยินดีที่จะแสวงหาความสุขใจพรตพรหมจรรย์มากกว่า จึงบรรพชาอุปสมบทบำเพ็ญพรหมจรรย์ จนถึงที่สุดของชีวิต

ในระหว่างที่เป็นพระนวกภิกขุนั้น ท่านได้ปฏิบัติตนเยี่ยงพระภิกษุบวชใหม่ทั้งหลาย คือ ออกรับบิณฑบาต  ออกนอกวัดไปไหนมาไหน แต่ฉันภัตตาหารวันละหนึ่งเวลา เป็นอาหารมังสะวิรัติ ต่อมา เห็นว่า การออกบิณฑบาตนั้น ไม่สู้จะมีประโยชน์นัก จะเป็นการไปตัดลาภพระภิกษุรูปอื่น เพราะทราบว่า มีหลายคนตั้งใจใส่บาตรเฉพาะท่าน และภัตตาหารที่ได้จากการบิณฑบาตนั้นก็ไม่ได้ขบฉัน จึงงดออกบิณฑบาต ให้ทางบ้านจัดทำและนำอาหารส่งถวายแห่งเดียว พอย่างเข้าพรรษาที่ ๕ ที่ ๖ ก็เปลี่ยนจากมังสะวิรัติ มาเป็นอาหารที่คิดตำรับขึ้นเอง ตามตำรับที่ว่านี้ ท่านเห็นว่า อาหารนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ร่างกายจริง ๆ และก็ฉันอาหารนั้น จำเจอยู่ชนิดเดียวจนตลอดชีวิต อาหารที่ฉันนั้น นายตริ  จินตยานนท์ (น้องชาย) และครอบครัวเป็นผู้ปรุงถวาย เสร็จแล้วได้ให้ลูกชายนำมาถวายที่วัดเวลา ๐๘.๐๐ น. ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ท่านจะลงทำวัตรเช้า

อาหารที่ท่านฉันในระยะเวลา ๓๕ พรรษาหลังนี้ มีผู้โจษขานกันไปต่าง ๆ นา ๆ บ้างก็ว่า เป็นอาหารจากสำนักพระราชวังส่ง บ้างก็ว่า อาหารนั้นเป็นข้าวคั่วบ้าง เป็นรำบ้าง ซึ่งเป็นการกล่าว และโจษจันกันโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แท้ที่จริงแล้ว อาหารที่ท่านฉันนั้น ประกอบด้วย

๑. มะนาว ผลขนาดกลาง แกะเอาแต่เนื้อเป็นกลีบ ๆ ๖ – ๙ กลีบ เพิ่มจำนวนตามขนาดผลเล็ก ผลใหญ่ของมะนาว

๒. ใบไม้สีเขียว ใช้ใบไม้ที่รับประทานได้ ตำละเอียดขนาดก้อนเท่าหัวแม่มือ โดยปกติใช้ใบฝรั่ง เพราะที่บ้านปลูกต้นฝรั่งไว้ และบางคราวก็ใช้ใบไม้อื่น ๆ เช่น ใบสะเดา ใบกระถิน ใบมะม่วง ใบมะเฟือง ใบมะยม ใบมะดัน ใบก้ามปู

๓. อาหารกวน ใช้แทนเป็นกับข้าว

๔. ถั่วเขียวและข้าวสาร ผสมส่วนเท่ากัน โม่ละเอียด ใบแทนเป็นข้าว

๕. มันเทศนึ่ง

๖. กล้วยน้ำละว้า

๗. ของหวาน คือ ขนมกวนแห้ง ๆ เช่น ถั่วกวน เผือกกวน มันกวน ข้าวตู

อาหารกวนในข้อ ๓. ที่ใช้เป็นกับข้าวนั้น ประกอบด้วย ถั่วดำ ถั่วขาว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ๕ อย่าง ส่วนละเท่า ๆ กัน รวมต้มให้เปื่อย โม่ละเอียด ใสกระทะกวน ผสมเกลือ น้ำตาลทรายแดง น้ำส้มมะขามเปียก ปรุงชิมให้รสกลมกล่อม กวนจนแห้ง กวนคราวหนึ่ง ๆ เก็บไว้ใช้ได้ ๑ อาทิตย์

ภาชนะใส่อาหาร เป็นกล่องอลูมิเนียม มีฝาปิด รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกล่องสูง ๑ นิ้ว กว้าง ๖ นิ้ว ยาว ๑๐ นิ้ว เตรียมอาหารเพื่อจัดลงกล่องดังนี้ มันเทศ ล้างสะอาดไม่ปลอกเปลือก ตัดเป็นชิ้น ๆ พอใส่กล่องได้ ๙ ชิ้น ใสรังถึงนึ่ง ตวงถั่วเขียวผสมข้าวสารที่โม่ละเอียดไว้ตามข้อ ๔. ประมาณ ๓ ถ้วยตะไล ผสมน้ำพอควร ใส่กระทะกวนจนสุก ตักใส่ปิ่นโตอะลูมิเนียม วางลงในรังถึงรวมกับมันเทศ ปิดฝานึ่งจนมันเทศสุก

กล่องอาหารแบ่งจัดตามส่วนดังนี้ ใช้ใบตองรองกล่องก่อน แบ่งกล่องเป็น ๓ ช่องเท่ากัน แล้วจัดใส่กล่องดังนี้ ช่องซ้าย วางมันเทศนึ่ง ๙ ชิ้น , ช่องกลาง วางมะนาวลงตรงกลาง กลบด้วยใบไม้ตำ กลบด้วยอาหารกวนตามข้อ ๕ กลบด้วยถั่วเขียวผสมข้าวสาร ตามข้อ ๔ ซึ่งนึ่งสุกแล้ว, ช่องขวาตอนบน วางกล้วยน้ำละว้าปอกเปลือก แล้วตัดแบ่งไม่ให้ขาด ผลละ ๓ ท่อน รวม ๒ ผล ตอนล่าง วางขนมหวาน ๙ คำ เสร็จแล้วตัดใบตองปิดอาหารที่จัดทำ ปิดฝากล่อง ฝากล่องจะสูงกว่ากล่องราวครึ่งนิ้ว แล้วห่อด้วยผ้าเหลืองชั้นหนึ่ง ห่อด้วยผ้าพลาสติกสีขาวอีกชั้นหนึ่ง ใส่ลงถุงพลาสติก รัดด้วยยางให้เรียบร้อย ส่งถวายให้ทันเวลา ๐๘.๐๐ น. ทุกวัน ฉันเวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. ช้อนที่ฉันนั้น เป็นช้อนที่ทำด้วยกะลา

จากอาหารที่ ฉันจำเจ ตลอดระยะเวลา ๓๕ พรรษา เศษนี้ จะแสดงให้เห็นได้ว่า ท่านฉันเพื่อความอยู่ของสังขารเท่านั้น ไม่ได้ปรารถนาในรสชาติความเอร็ดอร่อยของอาหาร ซึ่งผิดกับสามัญชนโดยทั่วไป ที่พยายามสรรหาอาหารมาบำรุงบำเรอความอยากที่เรียกร้องให้เปลี่ยนรสชาติอยู่เสมอ หากท่านเจ้าคุณนร ฯ ไม่ใช่พระภิกษุที่มีคุณธรรมวิเศษแล้ว จะสามารถฉันภัตตาหารชนิดนี้อยู่ได้ตลอด ๓๐ – ๔๐ ปี ได้หรือ


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved