กายวิภาคจักรราศี (๑๙)

*************

 

                มาฟังเรื่องราวที่ คุณตริ  จินตยานนท์ น้องชายร่วมสายโลหิตของท่านได้บันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรกันต่อ

มีเรื่องชวนขันเรื่องหนึ่ง  คราวหนึ่งต้องเสด็จไปในงานพระราชพิธี ซึ่งจะต้องทรงเครื่องแบบจอมทัพเรือ  ในการนี้เจ้าคุณพี่ก็ได้จัดเครื่องทรง ติดเหรียญตรากับหุ่น และถวายการตกแต่งจนเสร็จ คงเหลือแต่การเกาะขอกระบี่กับเข็มขัดอย่างเดียว  ซึ่งกระบี่ทหารเรือนี้ก็มีอยู่องค์เดียว ซึ่งเคยทรงอยู่เป็นประจำ เจ้าคุณพี่เห็นว่า ส่วนสำคัญอื่น  ได้จัดถวายเรียบร้อยแล้ว จึงถอยออกจากที่นั่นไปมอบภาระการติดกระบี่ให้แก่มหาดเล็กรองลงมา  พอจะพ้นห้องก็ได้ยินเสียงทรงกริ้วตวาดมหาดเล็กว่า “ทำไม สั้นเต่อขึ้นมาอย่างนี้” เจ้าคุณพี่หันกลับเข้าไปด้วยความตกใจ ก้มลงกราบ เพ่งจิตวิงวอนเช่นเคยปฏิบัติ แล้วก็เอามือจับสายกระบี่ ดึงขึ้นดึงลงพอเป็นพิธี ซึ่งไม่ได้ทำให้สายกระบี่ยาวลงมาเลย ล้นเกล้า ฯ ก้มดู แล้วรับสั่งว่า “เออ เอาละ ค่อยยาวลงไปหน่อย ใช้ได้แล้ว” เรื่องเช่นนี้ ภาษาชาวบ้านก็คงจะว่า เพราะชะตาตรงกัน หรืออย่างไรแน่

ข้าราชการในราชสำนัก ซึ่งอยู่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ส่วนมากได้รับพระราชทานพระราชพินัยกรรม  เจ้าคุณพี่ก็ได้รับเช่นเดียวกัน  ในพระราชพินัยกรรมพระราชทานไว้เดือนละ ๑,๐๐๐ บาท บำนาญต่างหาก  แต่เมื่อสวรรคตแล้ว  อภิรัฐมนตรีรัชกาลที่ ๗  พิจารณาตัดทอนให้เหลือรวมทั้งบำนาญด้วย เดือนละ ๗๐๐ บาท  เท่าเงินเดือนที่ได้รับอยู่  แต่ต่อมาเงินบำนาญซึ่งได้รับทางสำนักพระราชวัง ๘๔ บาท ๖๖ ๒/๓ สตางค์ ก็มีอานิสงส์เพิ่มขึ้นเป็น ๗๘๕ บาท ส่วนพระราชพินัยกรรมซึ่งได้รับทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ได้เพิ่ม คงเดิม

                ข้าพเจ้าจำได้ว่าเมื่อตอนเด็ก ๆ เคยไปค้างในวังกับเจ้าคุณพี่ ๒ ครั้ง  ครั้งแรกตอนรับราชการใหม่ ๆ  ไปค้างที่พระที่นั่งอัมพร ฯ ตอนเช้าในหลวงยังไม่ตื่นบรรทม  ได้ลงไปเดินดูดุสิตธานี  ส่วนรายละเอียดห้องพักของเจ้าคุณพี่ จำไม่ได้ว่าอยู่ใกล้ชิดกับในหลวงเพียงใด  ส่วนในคราวที่ประทับอยู่วังพญาไท  เคยไปกลางวัน ดูดุสิตธานีซึ่งขนย้ายไปจากพระที่นั่งอัมพร ฯ ครั้งสุดท้ายจำได้แน่นอนเพราะโตมากแล้ว จำได้ว่าโรงเรียนปิดเทอมตรงกับงานเฉลิมพระชนมพรรษา หยุดอยู่บ้านหลายวัน  เจ้าคุณพี่เห็นว่ารบกวนคุณแม่มาก  จึงพาไปค้างด้วย และให้อ่านภาษาอังกฤษให้ฟัง จำได้ว่าหนังสือแบบหัดอ่านภาษาอังกฤษบีโอคาร์ดไร๊ท  เจ้าคุณพี่พาไปค้างในวังหลวงพระที่นั่งบรมพิมาน ซึ่งเป็นที่ประทับในหลวง  ห้องเจ้าคุณพี่อยู่ติดห้องพระบรรทม  ตรงเฉลียงมีประตูเปิดถึงห้องพระบรรทมและห้องทรงพระอักษร  เจ้าคุณพี่สั่งกำชับเป็นหนักหนาว่า อย่าเปิดประตูนี้เป็นอันขาด  เคราะห์หามยามร้ายเปิดไปพบในหลวงเข้าพูดจาไม่เป็นจะยุ่ง  ข้าพเจ้าก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ประตูนั้นเลย 

ปีนั้นเป็นระยะที่พระวรกัญญาประธาน พระองค์เจ้าวัลภาเทวี  ทรงดำรงตำแหน่งพระอัครราชเทวี  งานเฉลิมพระชนมพรรษาปีนั้น โปรดเกล้า ฯ ให้ข้าราชการแต่งแฟนซี  ส่วนมากแต่งแขกอินเดียแบบมหาราชา  เพราะในหลวงและพระอัครราชเทวีทรงเครื่องมหาราชาและมหารานี  การประกวดแฟนซีนี้จัดทำกันที่โรงโขนหลังพระที่นั่งบรมพิมาน  สลับฉากกับการแสดงละครพระราชนิพนธ์เรื่อง “สกุนตลา” แสดงโดยข้าราชการกรมมหรสพ จำได้ว่าหลวงยงเยี่ยม ครูแสดงเป็นท้าวทุษยันต์

การแต่งกายแฟนซีคราวนี้ เจ้าคุณพี่แต่งงิ้ว เป็นตัวเต๊กเช็ง ขุนนางฝ่ายบุ๋นผู้ซื่อสัตย์ของเจ้ากรุงจีน ไปเช่าเครื่องและแต่งตัวที่ท่าน้ำราชวงศ์  การแต่งงิ้วนี้เรื่องมาก  ใส่หมวกหน้ากระจังมังกร ๒ ตัวชูลูกแก้ว มีหางนกยูงยาว ๆ ติดอยู่บนหมวกสองข้างโค้งลงมา  ดูรุ่มร่ามไปหมด  ระหว่างเข้าเครื่องขุนนางจีนรอการเข้าประกวดนั้น  หน้ากระจังซึ่งสวมศีรษะคับ มีบางส่วนบีบขมับอยู่จนทนปวดไม่ไหว  เจ้าคุณพี่ถึงกับเป็นลมเหงื่อแตก  คุณน้าขุนบริรักษ์พิมาน (สาหร่าย  กระแศร์เสวต) ซึ่งขณะนั้นรับราชการอยู่กรมชาวที่ ต้องช่วยถอดกระจังออกให้ดมยาดม ตากพัดลมอยู่พักใหญ่จึงทุเลา  และสวมหมวกกระจังใหม่เมื่อใกล้เวลาจะเข้าเดินผ่านถวายตัว  จำได้ว่าเวลาเข้าไปถึงหน้าที่ประทับตรงไปคุกเข่า  ใช้สองมือจับไม้งาโบกโค้งไปข้างหน้า ๓ หน้า ถวายบังคมแบบขุนนางจีน แล้วกราบบังคมทูลเป็นภาษาจีนว่า “หวาจู๊บ้วนส่วย บ้วน บ้วน ส่วย” จะแปลเป็นไทยว่าอย่างไรไม่ทราบ เพราะเจ้าของเครื่องงิ้วสอนมาอย่างนั้น ดูเหมือนเจ้าคุณพี่ได้รับการตัดสินเป็นที่ ๒ ที่ ๓ ไม่แน่นัก เท่าที่เล่ามานี้เพียงเพื่อให้ทราบความใกล้ชิด ซึ่งคนสามัญธรรมดาไม่มีพวกมีพ้องสนับสนุนอย่างเจ้าคุณพี่ ได้เข้ามาใกล้ชิดพระยุคลบาทล้นเกล้า ฯ ตลอดถึงการแต่งแฟนซี ซึ่งมีจุดประสงค์แสดงถึงการเป็นขุนนางฝ่ายพลเรือนตงฉิน ซึ่งมีความจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์

อีกเรื่องหนึ่งที่ทราบมาก็คือ  เรื่องที่ล้นเกล้า ฯ ทรงมีพระชายาและพระราชินี  ระยะนี้ข้าราชการในราชสำนักส่วนมาก  ก็ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตแต่งงานกันเป็นส่วนมาก  สำหรับเจ้าคุณพี่ยังเป็นโสด ไม่ขวนขวายในเรื่องการหาคู่ครองแต่อย่างใด จนล้นเกล้า ฯ ทรงปรารภว่า ใคร ๆ เขาก็มีเมียกันทั้งนั้น พระยานรรัตน ฯ ไม่คิดบ้างหรือ เจ้าคุณพี่ก็กราบบังคมทูลว่า ะขอถวายการปฏิบัติล้นเกล้า ฯ แต่พระองค์เดียว โดยไม่ให้มีเรื่องกังวลใจทางครอบครัว ไม่อยากห่างล้นเกล้า ฯ เท่าที่อยู่ใกล้ชิดพระยุคลบาทก็มีความสุขมากเพียงพอแล้ว

เรื่องนี้ถึงกับล้นเกล้า ฯ มีพระราชหัตถ์เลขาชี้แจงเหตุผล ในการที่เห็นสมควรให้เจ้าคุณพี่มีครอบครัว และเจ้าคุณพี่ก็มีหนังสือกราบบังคมทูลเหตุผลที่ไม่สมควรจะมี  เพราะเป็นการตัดทอนความสุขที่จะถวายแก่ล้นเกล้า ฯ การโต้ตอบโดยจดหมายนี้มีจำนวนหลายฉบับ ไม่ทราบว่าเจ้าคุณพี่เก็บไว้ที่ใดหรือทำลายแล้ว ข้าพเจ้าไม่ทราบ ทราบเพียงแต่ว่าตอนจบ ล้นเกล้า ฯ รับสั่งว่า ฉันตั้งใจจะให้แกมีความสุขอย่างฉันและคนอื่นบ้าง แต่เมื่อแกไม่เห็นด้วยก็ตามใจ เรื่องนี้ก็เป็นอันยุติลง ที่เจ้าคุณพี่ไม่ยอมแต่งงาน

เมื่อตอนที่ล้นเกล้า ฯ ทรงพระประชวรหนัก  เจ้าคุณพี่มีความเป็นห่วงในพระอาการทรงประชวรมาก  ต้องถวายการพยาบาลประจำตลอดเวลา  นอกจากเช้าพอมีเวลาก็รีบปลีกตัวออกมาเข้าห้องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรีบร้อน  แล้วก็รีบกลับขึ้นไปถวายการพยาบาลล้นเกล้า ฯ ไม่จำเป็นไม่ยอมห่าง โดยมีกล้วยหอมหิ้วติดมือไปวันละ ๑ หวี เพื่อกินเมื่อหิว  โดยให้ทางบ้านจัดหาส่งไปให้เช่นนี้ทุกวัน  เมื่อล้นเกล้า ฯ ประชวรใกล้สวรรคต  เจ้าคุณพี่ทุกข์ร้อนหนักหน่วงกังวลในพระอาการประชวรมาก  แทบไม่เป็นอันกินอันนอน 

ในระยะนี้มีข้าราชบริพารไปชุมนุมกันอยู่มาก  บางคนก็สูบบุหรี่ควันฟุ้งห้องพระแท่นบรรทม  ทั้ง ๆ ที่แพทย์ต้องการให้ห้องมีอากาศบริสุทธิ์  เพราะล้นเกล้าประชวรถึงต้องเจาะพระนาภี มีกลิ่นหนองไหลออกมา ต้องใช้น้ำหอมดับกลิ่น ต้องใช้สำลีน้ำหอมโอเดอโคโลน ค่อย ๆ เช็ดบริเวณรอบ ๆ แผลที่เจาะพระนาภี  เมื่อในห้องเหม็นควันบุหรี่ ทำให้อากาศในห้องไม่บริสุทธิ์  บางคนก็ลงไปหาความสนุกเฮฮาเล่นไพ่กันแถวโรงโขนข้างพระที่นั่ง  แทนที่จะมาคอยเฝ้าดูพระอาการ แสดงความวิตกห่วงใย ทำให้เจ้าคุณพี่อารมณ์เสีย  คิดว่า ล้นเกล้า ฯ ประชวรหนัก ไม่ได้ถวายความจงรักภักดีแล้ว ยังมาแสดงความสนุกสนาน ทำเสียงดังได้ยินขึ้นมาถึงห้องทรงประชวร  ทั้งบางคนก็ยังเข้ามาสูบบุหรี่ในห้อง  เจ้าคุณพี่โกรธมากทนไม่ไหว  ถึงกับเที่ยวไล่ด่าเตะต่อยข้าราชบริพารบางคนกระจัดกระจายไป

ในเย็นวันเกิดเหตุนี้  คุณท้าวอินทร์ได้รีบมาหาคุณแม่ที่บ้าน และขอให้รีบเข้าไปในวังด่วน  เพื่อปลอบใจเจ้าคุณพี่ที่กำลังเสียใจจนป็นบ้าแล้ว  คุณแม่ก็ตกใจรีบไปด่วน พอไปถึงในวัง เจ้าคุณพี่เห็นคุณแม่ไปหาก็เข้าไปกราบเท้าและบอกว่า “ลูกไม่ได้เป็นบ้าเป็นหลังอย่างที่เล่าลือกัน เท่าที่ทำไปเพราะทนการกระทำของคนบางคนไม่ได้ ที่ชั่วก็มีที่ดีก็มาก เวลาในหลวงดี ๆ ก็จะประจบสอพลอหาประโยชน์ส่วนตัวกัน เวลาประชวรหนักแทนที่จะแสดงความจงรักภักดีห่วงใย กลับสนุนสนานเฮฮากัน ทนไม่ไหวจึงต้องว่ากล่าวเอะอะเสียบ้างเพื่อให้สำนึกผิด ลูกรู้สึกตัวดีทุกอย่างเท่าที่กระทำไป”มื่อคุณแม่ทราบเช่นนั้นก็กลับบ้านมาเล่าให้ทางบ้านฟัง

ในเรื่องความจงรักภักดีและห่วงใยในล้นเกล้า ฯ นี้  ในระยะที่ล้นเกล้า ฯ สลบไปจนมีข่าวลือออกมาภายนอกว่าสวรรคต  ต่อมาก็ทรงฟื้นขึ้นและทรงพระชนม์ต่อมาได้อีกระยะหนึ่ง ตอนฟื้นจากสลบครั้งนี้ รุ่งเช้าเจ้าคุณพี่รีบปลีกเวลาด่วนมาบ้าน  และให้ทางบ้านกว้านซื้อพวงมาลัยเปียดอกมะลิสดร้อยพวงขนาดกลาง ๆ ไม่ใช่อย่างที่เล็กจิ๋วที่ขายกันในท้องตลาด เป็นจำนวน ๓๐๐ พวง เพื่อนำไปแก้บนพระแก้วมรกต  เพราะบนไว้ตอนในหลวงสลบ เจ้าคุณพี่บนขอให้ในหลวงฟื้นขึ้นมา อย่าเพิ่งจากไปเลย จะแก้บนด้วยพวงมาลัย ทางบ้านต้องให้คนช่วยเที่ยวกว้านซื้อหลายตลาด เพราะต้องการด่วน เวลามีน้อย แต่ก็ได้ครบ ๓๐๐ พวง แล้วเจ้าคุณพี่ก็นำไปถวายพระแก้วมรกต  โดยผูกเป็นราวยาว ร้อยพวงมาลัยแขวนถวายหน้าพระอุโบสถวัดพระแก้วในเย็นวันนั้น

ข่าวเรื่องเจ้าคุณพี่เป็นบ้ายังมีเรื่อยมาอีก  แม้หลังในหลวงสวรรคตแล้ว  เจ้าคุณพี่ให้คนเก็บหญ้าแพรกมาล้างน้ำสะอาดแล้วใส่ถาดเอามาเคี้ยวกิน และบอกกับผู้ที่มาพบเห็นว่า เมื่อสิ้นในหลวงแล้วจะไม่ง้อใคร กินหญ้าก็ไม่ตาย  ช้างม้าวัวควายกินหญ้าก็มีชีวิตอยู่ได้อย่างแข็งแรง  จากนั้นมา  เจ้าคุณพี่ก็เริ่มไม่รับประทานอาหารที่ต้องปรุงแต่งด้วยเนื้อสัตว์   เริ่มทดลองกินถั่วงาและผัก ให้เห็นว่าเมื่อสิ้นบุญล้นเกล้า ฯ แล้ว เจ้าคุณพี่ก็ยังนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ  ไม่ยอมกินดีอยู่ดีเพื่อจะได้ระลึกถึงล้นเกล้า ฯ ตลอดเวลา จึงกินอยู่อย่างง่าย ๆ ไม่ต้องรบกวนผู้ใด  ก่อนบวชไปลาเจ้าคุณราม ฯ ท่านยังถามว่า “เจ้าคุณจิตใจปกติหายดีแล้วหรือ”

ส่วนเรื่องการหมั้น คุณครูชุบ  เมนะเศวต  เกิดขึ้นภายหลังเมื่อล้นเกล้า ฯ สวรรคตแล้ว  เนื่องจากเวลานั้นเจ้าคุณพี่กำลังมีความเสียใจมาก ในการพลัดพรากจากไปของล้นเกล้า ฯ โดยทางผู้ใหญ่เห็นว่า หากให้เจ้าคุณพี่มีครอบครัวแล้ว คงจะค่อย ๆ คลายความโศกเศร้าเสียใจ ที่ล้นเกล้า ฯ เสด็จสวรรคตลงได้  ทั้งบ้านคุณครูชุบอยู่ใกล้กับบ้านข้าพเจ้า  เจ้าคุณพี่และคุณครูได้พบปะคุ้นเคยสนิทสนมกันมาก่อน ผู้ใหญ่จึงได้ตกลงจัดการหมั้นหมายกันไว้  ยังไม่กำหนดจะแต่ง  แต่เจ้าคุณพี่ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะบวชถวายพระราชกุศลก่อน  ผู้ใหญ่คิดว่าสึกออกมาแล้วก็ตั้งใจจะจัดการให้แต่งงานกัน  แต่ผลสุดท้ายเมื่อบวชแล้ว เจ้าคุณพี่ก็ผลัดการสึกเรื่อยมา จาก ๑ พรรษา เป็น ๓ พรรษา และจาก ๓ พรรษา เป็นไม่มีกำหนด ซ้ำยังอบรมสั่งสอนธรรมชักจูง จนคุณครูชุบได้บวชชีเป็นอุบาสิกาอยู่ในบวรพุทธศาสนาระยะหนึ่ง เป็นเวลาหลายปี แต่โดยความจำเป็นของชีวิต เกิดความไม่สะดวกในการที่จะครองความเป็นชีได้โดยตลอด จึงสึกออกมาผจญกรรมในโลกต่อไป แต่ก็ยังครองชีวิตเป็นโสด เป็นแม่พิมพ์ของชาติ มีอาชีพเป็นครูสอนเด็กตลอดมา คงเคารพบูชาซื่อสัตย์สุจริตเด็ดเดี่ยวต่อเจ้าคุณพี่ตลอดมาไม่เสื่อมคลาย นับว่าเป็นสตรีที่น่าเคารพนับถือผู้หนึ่ง

ครับ เรื่องราวเกี่ยวกับท่านเจ้าคุณนร ฯ ที่เข้าไปอยู่ในรั้วในวัง รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๖   เท่าที่คุณตริ  จินตยานนท์ นึกขึ้นได้จากความทรงจำ และได้เขียนบันทึกเอาไว้ ได้ยุติลงตรงนี้ก่อน แต่เรื่องราวอื่น ๆ จากความทรงจำในตัวท่านเจ้าคุณนร ฯ ยังมีต่ออีก ซึ่งในตอนหน้า ผมจะได้นำมาเสนอให้อ่านกัน อย่าพลาดการติดตาม  สวัสดี.


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved