กายวิภาคจักรราศี (๒๐)

*************

 

                คุณตริ  จินตยานนท์  น้องชายร่วมสายโลหิตของท่านเจ้าคุณนร ฯ ได้เล่าเรื่องราวจากความทรงจำ ด้วยการบันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร  เพื่อให้คุณ ท.เลียงพิบูลย์ นำมารวบรวมเรียบเรียงเอาไว้ในหนังสือที่ชื่อว่า “ท่านผู้ให้แสงสว่าง” ซึ่งผมได้คัดลอกนำมาเผยแพร่อีกต่อหนึ่ง เรามาติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจของท่านกันต่อ

                ต่อไปนี้เป็นเรื่องทางบ้านต่อเรื่อยไปจนถึงระยะที่บวชอยู่  เขียนตามความนึกคิด และสติปัญญาของข้าพเจ้านึกได้

                ก่อนอื่นเพื่อกันลืม ขอเขียนเกร็ดเล็กน้อยที่จำได้ตั้งแต่เด็ก ๆ ไว้เสียก่อน ๒ เรื่อง  เรื่องแรกคือ  ปกติตอนเด็ก ๆ  เจ้าคุณพี่เคารพนับถือคุณยายมาก  เพราะคลุกคลีอยู่กับคุณยาย  คุณพ่อรับราชการอยู่หัวเมือง  คุณแม่ติดตามไปอยู่หัวเมืองด้วย  ความคุ้นเคยอย่างใกล้ชิดนี้ ทำให้เจ้าคุณพี่รักเคารพคุณยายมาก  ตอนเข้าทำงานใหม่ ๆ  ในหลวงประทับที่พระที่นั่งอัมพร  เย็นวันหนึ่งออกเวรกลับมาบ้าน และเล่าว่า เมื่อวันออกเวรกลับมาบ้านครั้งที่แล้ว  ขากลับพบยายแก่นั่งขอทานอยู่ ที่ข้างสะพานมัฆวานรังสรรค์  รูปร่างท่าทางเหมือนคุณยายไม่ผิดเพี้ยน  ระลึกถึงพระคุณของคุณยายแล้ว  จิตก็เกิดความสงสารมาก  เงินที่มีติดตัวอยู่เพียง ๕ บาท ให้ไปหมด  เมื่อเดินเลยคุณยายนั้นไปเล็กน้อย  หยุดเหลียวมองดูยังได้ยินคำให้ศีลให้พรไม่หยุดปากว่า “ขอให้พ่อเจริญเป็นเจ้าคนนายคนเถิดพ่อคุณ” คงเป็นเพราะว่าการให้ทานด้วยเงินเพียง ๕ บาท สมัยนั้นจะเป็นของยากสักหน่อยในความนึกคิดของคุณยายผู้นั้น

                อีกเรื่องหนึ่ง  ขณะในหลวงประทับอยู่พระราชวังพญาไท  เจ้าคุณพี่เล่าว่า เมื่อวันออกเวรมากินข้าวที่บ้านครั้งที่แล้ว  ตามปกติเจ้าคุณพี่ไม่เคยค้างที่บ้านเลย  ค้างวังตลอดมา  ครั้งนั้นขากลับดึกไปหน่อย  นั่งรถเจ๊ก (รถลากสมัยก่อน) พอมาถึงแถวสะพานยมราช สมัยก่อนถนนแถวนั้นขนาดทุ่มสองทุ่มก็หาคนเดินยาก  จึงนึกสนุกขึ้นมา บอกให้เจ๊กวางคานลง  ส่วนเจ้าคุณพี่ก็ถอดเสื้อนอกสีขี้ม้าออก ถกผ้านุ่งสีกรมท่าขึ้นในลักษณะถกเขมร  แล้วสั่งให้เจ๊กขึ้นไปนั่งแทน  ตอนแรกเจ๊กตกใจ  เจ้าคุณพี่จึงบอกว่า  อั๊วลองดูว่า ความรู้สึกขณะลากรถจะเป็นอย่างไร  ผลที่สุดเจ๊กก็ต้องยอมขึ้นนั่ง  ให้เจ้าคุณพี่ลากรถไปจนเกือบถึงวังพญาไท  ก็วางรถ จัดผ้านุ่งใหม่  แล้วขอเสื้อนอกจากเจ๊กซึ่งฝากถือไว้มาสวม  ให้เจ๊กลากต่อจนถึงที่  แล้วให้รางวัลเจ๊กไป ๕ บาท  เล่นเอาเจ๊กตะลึงงงนึกสงสัย คงแปลกใจ เกิดมายังไม่เคยพบคนเช่นนี้เลย  เข้าใจว่าคงจะเอาไปเล่าให้พรรคพวกฟัง เป็นของแปลกไม่ค่อยเคยปรากฏ สองเรื่องนี้แสดงอัธยาศัยอย่างหนึ่งของเจ้าคุณพี่

                เจ้าคุณพี่เป็นคนที่มีความกตัญญูกตเวทีสูงมาก  โดยเฉพาะกับคุณยายและคุณแม่  เท่าที่ข้าพเจ้าจำได้  เจ้าคุณพี่เคารพเคารพบูชาอย่างยิ่ง  ทุกคราวกลับมาถึงบ้านและกลับไปเข้าวัง  จะต้องกราบที่เท้าคุณแม่และคุณยายทั้งขามา และขากลับไม่ขาดเลย  ปกติราชการที่ปฏิบัติอยู่ ก็มักอยู่เวร ๑ วัน ออกเวร ๑ วัน ฉะนั้นโดยมากก็มาบ้านเย็นหนึ่งเว้นเย็นหนึ่งเป็นนิจ  เมื่อมาถึงบ้านก็ถอดเครื่องแต่งกาย อาบน้ำและรับประทานอาหารแบบชาวบ้านธรรมดา  เมื่อเจอหมูเห็ดเป็ดไก่ กับข้าวฝรั่ง ของหวานแบบฝรั่ง ลูกไม้ของเมืองนอกก็ไม่ถูกปาก  การไม่นิยมของนอกนี้ จนกระทั่งมาบวชแล้วก็ไม่ชอบฉัน  บอกว่าลูกไม้ของเมืองไทยเราดีกว่าของนอกมากนัก  ราคาก็ถูกกว่า ส่วนมากชอบมะละกอและส้มโอ 

ตอนเด็ก ๆ เมื่ออยู่บ้านก็อยู่กับคุณยายและคุณน้าชุ่ม (น้าผู้หญิงน้องสาวคุณแม่)  ซึ่งเป็นคนสมัยเก่า  อาหารที่รับประทานก็มีแต่อาหารธรรมดา ไม่วิจิตรพิสดาร  เมื่อมาถึงบ้านจึงมาหาของชอบรับประทาน เป็นต้นว่า แกงเผ็ดไม่ใส่กะทิ  น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกมะขามเปียกมะขามอ่อน ต้มยำปลากรอบ ต้มโคล้งปลาสลิดกับใบมะขามอ่อน น้ำปลาหวาน ต้มยำปลากรอบ ต้มโคล้งปลาสลิดกับใบมะขามอ่อน น้ำปลาหวาน ผักชี พังพวย ปลาดุกย่าง น้ำปลาแมงดา ยำใบบัวบก ยำกะทือ แกงขี้เหล็ก (ที่เรียกว่าแกงต้มเปอะ) แกงเรียงผักต่าง ๆ อย่างดีที่สุดก็ไข่ปลาจารเม็ดใส่น้ำปลาหอมซอย และมังคุด สำหรับอาหารที่เจ้าคุณพี่ชอบเหล่านี้  บางคราวที่เสด็จประพาสพักแรมตามหัวเมือง เช่น พระราชวังบางปะอิน ถึงกับต้องหาคนแก่ จำได้ว่าชื่อลุงสิทธิ์ ติดตามไปเป็นคนครัว มีเตาหุงต้มหม้อแกง ครก สาก พร้อมเพื่อทำอาหารให้รับประทาน เพราะการไปพักแรมนานวัน ไม่ได้มารับประทานอาหารที่บ้าน ทำให้ต้องขวนขวายจัดหาอาหารที่ถูกปากรับประทาน

                การแต่งกายก็แต่งอย่างมัธยัสถ์ธรรมดา  ปกติทำงานในวังก็นุ่งกางเกงผ้าขาว เหน็บผ้าเช็ดหน้าสีขาว เสื้อผ้าขาวเป็นประจำ  เมื่อออกจากวังกลับบ้านก็นุ่งผ้าสีกรมท่า เสื้อนอกสีขี้ม้า (สีทหารรุ่นเก่า) ถ้าสวมหมวกก็สวมหมวกฟางนักเรียน รองเท้าหนีบอย่างรองเท้าพระ โดยมากใช้รองเท้าพม่า ทำด้วยหนังแพะ ไม่มีเชือกเย็บ ใช้หนังเย็บไปในตัว  แม้จะมีผ้าม่วงหางกระรอกและเสื้อแพรสำรองไว้ ก็ไม่ค่อยได้ใช้เลย  เพราะตามปกติไม่ยอมทิ้งงานไปไหน  มีหน้าที่แต่งองค์และถอดเครื่องถวาย อยู่งานนวด และมารับประทานอาหารเย็นที่บ้าน  ไม่เคยเห็นเจ้าคุณพี่ไปงานรับเชิญเลี้ยงที่ใด ๆ เลย  แม้แต่ตามเสด็จในพิธีต่าง ๆ ก็ไม่เคยเห็น นอกจากตามเสด็จเวลาไปประทับต่างจังหวัด  ซึ่งจะต้องเป็นผู้ถวายการปฏบัติในหลวงเท่านั้น  จำได้แน่นอนว่าเคยเห็นนุ่งผ้าม่วงหางกระรอกสีชมพู สวมเสื้อนอกแพร ถุงน่องรองเท้าขาว เมื่อไปทอดกฐินที่วัดสุนทรธรรมทาน (วัดแค นางเลิ้ง)

                วันหนึ่งเจ้าคุณพี่เล่าว่า  กำลังเดินจากวังหลวงจะมาบ้าน  ระหว่างทางถนนราชดำเนิน เลยสะพานพิภพมาทาทงสี่แยกตึกดิน  ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่ง แต่งตัวภูมิฐาน นุ่งผ้าม่วง สวมถุงน่องรองเท้า นั่งรถยนต์ผ่านมาพบ  ก็หยุดรถทันที ลงมายกมือไหว้ถามว่า ท่านเจ้าคุณจะไปไหน  เจ้าคุณพี่ตกใจ บอกว่า เวลาพบผมนอกเวลาราชการในลักษณะเช่นนี้ คราวหลังอย่าได้ทักทายเลย  ดูสารรูปคุณกับผมแตกต่างกันมากมาย  ใครที่เขาได้เห็นเข้าคุณจะอายเขา  เวลาที่อยู่ในวังจึงค่อยเป็นนายเป็นบ่าว เป็นพระเป็นพระยากัน  ขอแต่ในหน้าที่ราชการเถิด  ขอตัวเวลานอกหน้าที่ราชการ ผมแต่งตัวอย่างนี้ คุณแต่งตัวโก้ นั่งรถยนต์ คราวหน้าขอเสียที

                สำหรับเครื่องยศที่ได้รับมานั้น ไม่เคยเห็นเคยแต่งเลย  นอกจากเครื่องเสือป่าที่ตามเสด็จหัวเมืองบางคราว และถ่ายรูปมาให้เก็บไว้ที่บ้าน  โดยมากเท่าที่เห็นก็เป็นรูปหมู่  สำหรับเครื่องยศตามปกติเมื่อได้รับพระราชทาน  ทางห้างผู้ตัดเครื่องแบบก็ตัดใส่หีบมาให้  เพราะข้าราชการในราชสำนัก วัดตัวไว้แล้วทุกคน ใครได้ยศอะไรใหม่ก็ตัดส่งมาให้  เท่าที่จำได้ก็มี ห้างอารี แบดแมน แอนด์โก (กรมประชาสัมพันธ์เดี๋ยวนี้) ห้างยอนต์ แซมสัน แอนด์ซัน (ต่อมาเป็นที่ตั้งกรมโยธาเทศบาล)  ห้างไวท์  อะเวย์ เล็ดลอ และสุนทรภัณฑ์วิกิยะสถาน  เมื่อรับมอบมาก็เอาเก็บไว้บ้าน  ไม่เคยเห็นเคยแต่งเลย คุณแม่ก็เป็นผู้เก็บรักษา ขยายออกมาตากเดือนละครั้ง

                ในคราวได้รับสายสพายและทำพิธีรับพระราชทานที่วัดพระแก้ว  เจ้าคุณพี่เล่าว่า มีข้าราชการผู้ใหญ่สูงอายุเดินคุยกันมาข้างหลัง  แต่เสียงดังมากไปหน่อย บอกว่า ดูซิ ในหลวงทำไมจึงโปรดเกล้า ฯ พระราชทานยศถึงสายสพาย ให้เด็ก ๆ วานซืนนี้ได้  เจ้าคุณพี่ได้ยินเข้า จึงหันกลับไปยกมือไหว้ท่านข้าราชการผู้นั้น และบอกว่า กระผมเองไม่ได้ดิ้นรนขอร้องให้ในหลวงพระราชทานดอกขอรับ แต่เมื่อท่านโปรดเกล้า ก็ไม่ทราบว่าจะทัดทานประการใด กระผมเพียงรับราชการสนองพระเดชพระคุณ และจงรักภักดีโดยเต็มความสามารถเท่านั้น โปรดอภัยแก่กระผมด้วย เพราะมิได้ตั้งใจทะเยอทะยาน ทำให้ข้าราชการสูงอายุ ๒ ท่านนั้นเห็นใจ  เย็นวันเดียวกันนั้น เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ก็ถอดเครื่องลงหีบที่ในวัง ขนมาบ้านในตอนเย็น พอเปลื้องเครื่องผ้าพื้นสีกรมท่าและเสื้อนอกสีขี้ม้าออก นุ่งผ้าขาวม้าแล้ว ก็เปิดหีบเครื่องยศที่ได้รับพระราชทานใหม่ในวันนั้นออก หยิบสายสพายออกมาคล้องให้คุณแม่ดู  และบอกว่า สายสพายนี้ได้รับพระราชทานวันนี้  ถ้าผมคล้องอย่างนี้ออกไปข้างนอก ตำรวจคงจับฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแน่ เป็นอันว่า ทางบ้านไม่เคยเห็นเจ้าคุณพี่แต่งเครื่องยศที่ได้รับพระราชทานเลย เห็นก็แต่รูปถ่ายแต่งเสือป่าธรรมดา และแต่งเครื่องสากล และเอามาให้เก็บไว้ที่บ้าน ไม่เคยเห็นที่แต่งตัวจริง ๆ เลย หรือจะมีงานสำคัญ นาน ๆ แต่งครั้งก็ได้ที่ข้าพเจ้าไม่เห็น

                โดยที่เจ้าคุณพี่ถือว่าคุณแม่เป็นที่เคารพสูงสุด  ตั้งแต่เริ่มทำงาน เงินเดือนที่ได้รับจะนำมามอบให้คุณแม่ครบจำนวนทุกเดือน  แล้วขอไปใช้ส่วนตัวเท่าที่จำเป็น  จะทำบุญทานอะไรก็มอบภาระความเป็นใหญ่ในเรื่องการเงินทั้งหมดไว้กับคุณแม่แต่จะเห็นสมควร  ตลอดระยะเวลาที่รับราชการจนออกจากราชการ กระทั่งบวช

                สำหรับผู้มีอุปการะคุณแต่เด็ก ๆ มี คุณยาย คุณน้าชุ่ม (น้าผู้หญิง) คุณน้าขุนบริรักษ์พิมาน เมื่อทำงานมีเงินเดือน ก็อุปการะโดยสม่ำเสมอผ่านทางคุณแม่ มีอยู่รายหนึ่งชื่อ หม่อมปราง (ดูเหมือนจะเป็นหม่อมละครเจ้าพระยามหินทร์ ฯ) เรียกกันตามปกติทั่วไปที่บ้านข้าพเจ้าว่า หม่อมยาย บวชเป็นชีอยู่ข้างบ้าน เคยเลี้ยงดูเจ้าคุณพี่มาแต่เล็ก ตลอดมาจนถึงข้าพเจ้า โดยมาช่วยคุณแม่เลี้ยงทุกวันจนเย็นค่ำ พอเจ้าคุณพี่เริ่มทำงานได้เงินเดือน ก็ขอให้คุณแม่จ่ายเงินเดือนให้หม่อมยายเดือนละ ๔ บาทตลอดมา จำได้ว่า เช้า ๆ ข้าพเจ้าจะต้องเป็นคนเอากับข้าวไปให้หม่อมยายทุกวัน เป็นประจำจนกระทั่งท่านถึงแก่กรรมด้วยความชรา นี่เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีส่วนหนึ่งของเจ้าคุณพี่

                เรื่องเกี่ยวกับของหลวง  ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นของหลวง มีในบ้านแม้แต่ชิ้นเดียว  เจ้าคุณพี่กำชับเด็กรับใช้ที่อยู่ด้วยในวังเป็นหนักหนา มิให้นำอะไรติดมือมาบ้านเลย  ตอนหลังเมื่อในหลวงสวรรคตแล้ว พบช้อนกาแฟมีตรา ร.๖ อยู่ที่บ้าน ๑ คัน เจ้าคุณพี่ถึงกับสอบสวนหาคนที่เอามา และให้รีบนำเอาไปคืนทันที

                นึกขึ้นได้อีก  เจ้าคุณพี่ติดบุหรี่มาเต่เด็ก  เพราะได้รับการควบคุมน้อย  ห่างพ่อห่างแม่ก็ถลำสูบจนติด  สมัยนั้นสูบบุหรี่ตรานกอินทรี สูบเรื่อยมา จนกระทั่งไปทำงานในวัง  จึงได้พยายามอด แต่ก็อดยากเพราะสูบมานาน  ต้องใช้วิธีชบเม็ดแตงโมแข่งกัน  คือ ซื้อเม็ดแตงโมมาไว้มาก ๆ พออยากสูบบุหรี่ก็เรียกเด็ก ๆ คนใช้ในวังของตนเองบ้าง  ของคนอื่นบ้าง มาขบเม็ดแตงโมแข่งกันว่า ใครจะขบได้กองโต กว่ากัน  พอให้ลืมอยากบุหรี่ ทำอย่างนี้อยู่ไม่นานก็อดบุหรี่ได้  เรื่องการอดบุหรี่นี้ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ไม่ต้องการให้ขึ้นชื่อว่า ทำงานในวัง สูบบุหรี่ของหลวง เพราะบุหรี่ที่ในหลวงทรงนั้น มีมากมายหลายอย่าง มีบริษัทบุหรี่ชื่อ ซีปาปายาโนบูโร๊ส ตั้งอยู่ที่ถนนสี่พระยาเป็นผู้สั่งผ่านเข้ามา  บุหรี่ซิกาแรต ตัวแบน ๆ ก้นหุ้มแพรสีแดง จำชื่อได้ชนิดหนึ่ง ชื่อ “ชวนชื่น” ส่วนบุหรี่ซิก้าก็มีปลอกตราครุฑ ตรามงกุฎ และตราคิงยอร์ช เคยเห็นเด็กเก็บปลอกมาให้ดู โดยเป็นผู้อยู่ใกล้ชิดพระยุคลบาท ถ้าจะซื้อสูบของตนเองตามชนิดที่ชอบในท้องตลาด ก็คงป้องกันการครหานินทาไม่ได้ว่า สูบบุหรี่ของหลวง เจ้าคุณพี่จึงเลิกสูบบุหรี่แต่นั้นมา

                เจ้าคุณพี่เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์มั่นคง  ไม่ยอมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว  อุทิศชีวิตเพื่อราชการ ภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ เกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดมา มิได้หาความสุขส่วนตัวเป็นใหญ่  ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ขึ้นเสวยราชสมบัติ ทรงพิจารณาเห็นว่า พระยานรรัตนราชมานิตเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์มั่นคง ทั้งสูงด้วยความกตัญญูกตเวที  ทั้งมีความรู้สูงสมควรเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย  จึงได้ทรงแต่งตั้งให้เข้ารับราชการ ดังที่ข้าพเจ้าได้อัญเชิญบางตอนในสัญญาบัตรตอนหนึ่ง มีใจความว่า เราได้ตั้งใจให้จางวางตรี พระยานรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์) ป.ม., ท.จ., ว.ม.ล., ว.ป.ร. ๓ ซึ่งเป็นที่รักใคร่ไว้วางใจของเรา เป็นองคมนตรี รับปรึกษาราชการในตัวเรา เพิ่มศักดินาขึ้นอีก ๑,๐๐๐ เพื่อจะได้ช่วยเราคิดทำนุบำรุงแผ่นดินให้เป็นคุณประโยชน์มีความเจริญสมบูรณ์ ฯลฯ

                แต่เจ้าคุณพี่ยึดมั่นในทางหลักสัจธรรมพุทธศาสนา อุทิศกายถวายตัวถวายชีวิตแก่ทางศาสนาเสียแล้ว จึงไม่ได้ยินดีลาภยศสรรเสริญในทางโลก แม้จะใหญ่โตเพียงใด ก็ยังอยู่ในกองทุกข์ หนีไม่พ้น นอกจากทางหลักสัจธรรม มีศีล สมาธิ ปัญญา ที่สามารถจะหลุดพ้นความทุกข์ไปได้ เพราะตัดขาดทางโลก ไม่ยินดียินร้ายในสิ่งใด จึงไม่ได้รับตำแหน่งตามพระราชประสงค์ที่ทรงพระกรุณาแต่งตั้งให้ตามสัญญาบัตร


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved