กายวิภาคจักรราศี (๒๑)

*************

            เจ้าคุณพี่มีนิสัยมัธยัสถ์  โดยเฉพาะสำหรับตนเองแล้วไม่ยอมให้สิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์  เคยสอนว่า การกินข้าวต้องกินให้หมด  ไม่ให้เหลือติดช้อนชามแม้แต่เมล็ดเดียว  สำหรับมื้อหนึ่งถ้าทุกคนเห็นว่าเล็กน้อย  ถ้ามากคนลองคิดดู  อาหารก็เหมือนกัน ทำให้เหมาะกับคนกิน อย่ามาก อย่าน้อย อย่าต้องให้สิ้นหมดเปลืองไปเพราะเรากินทิ้งกินขว้าง ต้องทำพอกินให้หมด อย่าเหลือทิ้งเป็นเศษอาหาร อย่างน้อยก็ให้เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้อื่น  แม้แต่สัตว์ก็ยังดี  หากคนทั้งชาติไม่ประหยัด ทำอย่างเดียวกันนานเข้าเป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี จะเพิ่มปริมาณเป็นทวีคูณ  ลองคิดดูว่าจะเป็นจำนวนเท่าใด

                เจ้าคุณพี่เมื่อบวชแล้วก็ทำตัวอย่างให้ญาติพี่น้องเห็นการปฏิบัติในเรื่องประหยัด  เช่น ของที่ส่งไปกับอาหารมี ไม้กลัด ใบตอง เชือกกล้วย เป็นต้น ไม้กลัดก็ส่งกลับไปและชี้แจงว่า ไม้กลัดมีปลายแหลมใช้กลัดได้ ๒ ทาง ถ้ายังไม่ทู่ ก็ขอให้ใช้เรื่อยไปจนกว่าจะแทงไม่เข้า ส่วนเชือกกล้วยนั้น ถ้ากรอบ ชุบน้ำก็จะเหนียวขึ้น ใช้ผูกต่อไปจนกว่าจะเปื่อย  สำหรับใบตองที่ล้างส่งกลับไป ถ้ายังไม่แตกถึงกับแห้งกรอบ ก็ให้ใช้ห่อส่งกลับมาได้อีก สิ่งเหล่านี้จะเห็นว่า ท่านปฏิบัติอย่างเห็นประโยชน์ของความประหยัด  ไม่ควรเสียก็อย่าเสีย  ของขบฉันที่ส่งไปถวายก็กำหนดไปให้พอดี ไม่ให้เหลือทิ้ง ท่านบอกว่า อาหารที่ท่านฉันบางอย่าง เหลือให้หมายังไม่กิน เพราะฉะนั้นให้ทำไปเท่าที่สั่งไปพอดี อย่าต้องให้เหลือทิ้งสิ้นเปลืองไปโดยเปล่าประโยชน์  ตัวอย่างนี้ ข้าพเจ้าคิดว่า ถ้าทุกคนได้ปฏิบัติก็จะมีคุณค่า  ช่วยประเทศชาติได้มากมาย ซึ่งมนุษย์ในยุคนี้การกินอยู่อย่างสุรุ่ยสุร่าย ใช้จ่ายในสิ่งไม่จำเป็น เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของชาติ

                นิสัยมานะอดทน ของเจ้าคุณพี่มีมาก ทำอะไรทำจริงไม่ท้อถอย  ร่างกายอ่อนแอก็พยายามปรับปรุงให้แข็งแรงตามต้องการ  ไม่เคยเป็นหมอนวดก็หัดนวดจนเก่ง สามารถถวายการนวดแก่ล้นเกล้า ฯ จนเป็นที่โปรดปราน หัดเป็นหมอดูจนเก่ง เป็นที่เลื่องลือกันทั่วไปในสมัยนั้น เว้นแต่บวชแล้วก็งดไม่ดูให้ใครเลย ตอนข้าพเจ้าบวช เจ้าคุณพี่ให้ท่องปาฏิโมกข์  ข้าพเจ้าท่องไปได้หน่อยเดียวไม่ทันจบก็สึก  ต่อมาระยะหนึ่งข้าพเจ้าไปฟังเทศน์วันอาทิตย์ที่โบสถ์วัดเทพศิรินทราวาส ได้พบเจ้าคุณพี่ ท่านบอกว่า ฉันท่องแทนแกให้เรียบร้อยแล้ว  สมเด็จพระอุปัชฌาย์ประทานไตรแพรให้ ๑ ไตร ถวายพระอื่นไปแล้ว สำหรับการท่องมนต์จนแตกฉาน (สวดมนต์ ๑๒ ตำนาน) ประกอบการเพ่งจิต ซึ่งเจ้าคุณพี่ฝึกจากตำราโยคี 

เมื่อเจ้าคุณพี่ไปเผาศพคุณยายที่วัดมกุฎกษัตริยาราม  ในงานศพคราวนี้ ได้ถวายเงินวัดไป ๕๐๐ บาท ท่านเจ้าคุณพระศาสนโสภณ (แจ่ม) เจ้าอาวาสถวายหนังสือสวดมนต์แปล ซึ่งท่านจัดแปลและพิมพ์ขึ้นเองให้มา ๑ เล่ม เจ้าคุณพี่เริ่มท่องจนจบ  เมื่อจบแล้วก็ส่งหนังสือไปเก็บที่บ้าน โดยบอกว่า “หนังสือสวดมนต์ที่เจ้าคุณศาสนโสภณประทานมา ได้พยายามท่องบ่นจนจบทุกตัวอักษรเก็บไว้ในสมองแล้ว จึงส่งมาเก็บไว้ในตู้พระไตรปิฎก” การท่องทบทวนในเวลากลางคืน โดยที่กุฏิไม่ได้ใช้ไฟฟ้า ถ้าเกิดท่องติดตอนใดก็จุดเทียนดู เมื่อดูแล้วก็ดับเทียนท่องทบทวนต่อไป นับว่าเป็นความพยายามที่ทำได้ไม่ง่ายนัก แต่เจ้าคุณพี่ท่านเก่ง จำแม่น และลืมยาก

การฉันอาหารซ้ำซากไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากงดอาหารเจต่อมา ๒๕ ปี เท่าที่ข้าพเจ้านำไปถวายตลอดมา เจ้าคุณพี่บอกว่า ต้องใช้ความพยายามถึง ๓ เดือน จึงทำสำเร็จ เพราะร่างกายกับจิตใจทะเลาะกัน ใจจะกลืน แต่ความรู้สึกทางร่างกายไม่ยอมรับ ต้องพยายามทำใจให้เข้มแข็งตลอดเวลา ไม่ยอมอ่อนแอ ให้ความรู้สึกเอาชนะทางร่างกายภายใน โดยการพิจารณาตามหลักพระพุทธศาสนา จนร่างกายกับจิตใจเข้ากันได้สำเร็จ จึงฉันได้เป็นปกติเรื่อยตลอดมา  จากนั้นมาท่านได้ถวายพระราชกุศล คือ ในวันสำคัญทางพุทธศาสนา ท่านจะงดเว้นไม่ฉันอาหารตลอดวัน คือ ในวันมาฆบูชา วิสาขบูชา และวันถวายเพลิงพระพุทธสรีระ ตัดกังวลในเรื่องกินในวันนั้น มุ่งจิตให้บริสุทธิ์และนั่งฟังเทศน์อยู่ในอุโบสถตลอดคืน โดยนั่งอยู่ท่าเดียวไม่เปลี่ยนอิริยาบถ จนรุ่งแจ้งวันใหม่จึงฉันอาหาร สำหรับวันพระต่อมา ท่านฉันแต่กล้วยน้ำว้าสุกอย่างเดียว ไม่ฉันอาหารอื่น บอกว่า ต้องการล้างท่องในระยะ ๗ วันต่อครั้ง

ระยะหนึ่งที่กรามข้างแก้มบวมเป็นแผลในปาก  เจ้าคุณพี่บอกว่าอาจเป็นมะเร็ง เพราะคุณย่าเป็น มะเร็งกรามช้าง เป็นกรรมพันธุ์ แต่ก็ไม่ขาดลงโบสถ์ไหว้พระสวดมนต์เลย ระหว่างกลัดหนองยังไม่แตก มีอาการทรมานมาก พูดสวดมนต์ลำบาก อ้าปากไม่ขึ้น  เวลาสวดมนต์กว่าจะอ้าปากเปล่งเสียงออกมาได้ก็กินเวลานาน  แต่พยายามโดยไม่ขาดลงโบสถ์เลย  เมื่อแผลแตกมีหนองออก อาหารที่ส่งไปถวายก็ให้เอากลับ ไม่ฉันหลายวัน ๕-๗ วัน โดยสั่งว่า หนองแตกแล้ว ถ้าฉันอาหารก็จะพาเอาหนองลงไปในกระเพาะ อาจเกิดโทษ ต้องงดฉัน แต่ก็ให้นำเอาอาหารไปทุกวัน เพราะไม่รู้ว่าหนองจะแห้งเมื่อใด ในระยะที่แผลแตกมีหนองไหลนี้ นอนไม่ได้ ต้องนั่งหลับโดยเอาหมอนกองสูงถึงอก ก้มหน้าหนุนบนหมอน อ้าปากให้หนองไหลลงกระโถน พอรีดดูหนองแห้ง จึงรับอาหารไว้ฉัน บอกว่าหนองแห้งหมดแล้ว เมื่อหายแล้ว ยังปรากฏแผลเป็นที่แก้มเป็นรอยบุ๋มเห็นชัด เจ้าคุณพี่มีความอดทนต่อเวทนาที่เจ็บปวดแสนสาหัส  แม้อดอาหารก็ไม่ยอมขาดการลงโบสถ์ไหว้พระสวดมนต์เลย ไม่ได้อาศัยหยูกยาเป็นเครื่องช่วย

เมื่อพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับปากและฟันแล้ว  ก็ขอเล่าเรื่องฟันไว้ด้วย คือ ฟันที่เจ้าคุณพี่ส่งกลับไปบ้านทุกซี่ ไม่มีรอยผุเป็นแมงเลย หลุดออกมาเฉย ๆ   เข้าใจว่า เหงือกไม่ดี เพราะผลจากการเล่นมวยวัยหนุ่ม ถูกนวมต่อยจนเหงือกกับฟันเกาะกันไม่แน่น  เมื่อฟันหลุดออกมาเมื่อใด    เจ้าคุณพี่จะใส่กลักไม้ขีดไฟส่งไปบ้าน  โดยเขียนหนังสือกำกับไปว่า ฟันซี่นี้ได้หลุดออกมา เมื่อเวลา............น. วันที่.......เดือน......พ.ศ.............. ส่งมาให้ดู เพื่อระลึกปลงสังขารว่า ร่างกายนี้ไม่เที่ยง ชำรุดทรุดโทรม  และดับไปในที่สุด

สำหรับเรื่องถูกงูกัด สมเด็จพระอุปัชฌาย์อนุญาตให้งดการลงโบสถ์ ๑ วัน ในวันนั้นท่านเล่าว่า ค่ำวันหนึ่ง ท่านไปสรงน้ำหลังกุฏิ  เพราะมืดแลไม่เห็น จึงไปเหยียบงู ๆ กัดท่าน เรื่องคางคกโขก รายละเอียดในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าได้ทราบจากท่านอาจารย์พระครูปัญญาภรณ์โศภน (พระมหาอำพัน บุญหลง) ท่านเจ้าคุณพี่เล่าให้ท่านอาจารย์ฟังว่า เย็นวันหนึ่ง ท่านเดินจะไปลงโบสถ์ ได้เห็นต้นไม้ในกระถางต้นหนึ่ง รู้สึกว่าเฉาเหี่ยว ท่านนึกว่า ก่อนจะสรงน้ำ ภายหลังลงโบสถ์แล้ว ท่านจะเอาน้ำมารดต้นไม้ในกระถางนั้น เมื่อถึงเวลาจะสรงน้ำ ท่านได้นำเอาน้ำมารดต้นไม้ในกระถางนั้น ในขณะที่รด รู้สึกว่า ถูกสัตว์กัดบนหลังเท้าซ้าย ๔ เขี้ยว ท่านนึกว่า คงเป็นงู เมื่อผู้ที่อยู่ข้างเคียงกับท่านเอาไฟฉายมาส่อง เห็นมีคางคกอยู่ข้างกระถางตัวหนึ่ง ท่านนึกว่า “คางคกกัดคนได้” เมื่อถูกกัดมีอาการปวดมาก ท่านได้ไปเรียนให้ท่านเจ้าคุณธรรมไตรโลกาจารย์ ทราบว่า ท่านถูกคางคกกัด ท่านเจ้าคุณธรรมโลกาจารย์เรียนท่านว่า จะบอกให้อาตมา (พระมหาอำพัน) ทราบ ท่านห้ามไม่ให้บอก เพราะเกรงว่าอาตมาจะเอาหมอมาฉีดยาท่าน ท่านได้ไปถามนายชิต คนรักษาโบสถ์ว่า คางคกกัดเป็นอย่างไร นายชิตตอบว่า ตายครับ ท่านเลยบอกนายชิตว่า ถ้าพรุ่งนี้ท่านไม่ลงมาจากกุฏิ ท่านก็ตายนะ ภายหลังนั้น ท่านก็สรงน้ำขึ้นไปข้างบนกุฏิ เอาผ้ารัดเข่าซ้ายแน่น แล้วก็ใช้วิธี Inhibiting Pain ขับไล่ความปวด ท่านได้ปฏิบัติต่อสู้จนรุ่งสว่างจึงหายปวด ส่วนขาข้างซ้ายใต้เข่าลงมายังบวมอยู่ ท่านคงปฏิบัติต่อไป อาการบวมปวดค่อย ๆ ลดลงมาทางปลายเท้า จนยุบหายเป็นปกติ วิธีบำบัดทางโยคะ Inhibiting Pain นี้แจ้งอยู่ในตำรา The Hindu-Yogi “Science of Breath”  by Yogi Ramacharka. หน้า ๕๗

อีกครั้งหนึ่ง ท่านอาจารย์เล่าว่า วันหนึ่งท่านพระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต เล่าให้ท่านฟังว่า หลังจากฟังพระเทศน์ในวันพระ เมื่อท่านเดินกลับกุฏิ กำลังจะก้าวขึ้นบันไดไปห้องชั้นบน รู้สึกว่าร่างกายซีกซ้ายของท่านหมดแรง คล้ายจะเป็นอัมพาตไปแถบหนึ่ง ทรงตัวต่อไปไม่ได้ ท่านมีสติดี จึงทรุดลงนั่ง ท่านเอามือข้างขวาคลำตรงหัวใจ และตรวจดูชีพจร ก็ยังเต้นดี ท่านจึงใช้ Directing the Circulation มายังซีกซ้าย ต่อมารู้สึกค่อย ๆ ร้อนขึ้นจากปลายนิ้ว และร่างกายทางซีกซ้ายก็ค่อย ๆ อบอุ่นขึ้นเป็นปกติ แล้วก็ขึ้นไปห้องชั้นบนได้ ท่านบอกว่า ตอนบ่ายกลับลงจากโบสถ์ก็มีอาการอย่างเดียวกันอีกครั้งหนึ่ง และตอนค่ำอีกครั้งหนึ่ง แต่ท่านใช้วิธีเดียวกันก็หายได้ผลเป็นปกติ นับแต่นั้นมาก็ไม่ปรากฏว่าเป็นอีก วิธี “Directing the Circulation” มีแจ้งอยู่ใน “Science of Breath” หน้า ๕๗

ในยุคนี้มีฝรั่งชาวต่างประเทศสนใจในพระพุทธศาสนา  และบางท่านก็ได้เข้าบรรพชาอุปสมบทเป็นพระสงฆ์ในพุทธศาสนา  ส่วนมากเป็นชั้นปัญญาชน  บางท่านก็มีปริญญา และเป็นผู้ดีมีฐาะมั่งคั่ง และได้พิจารณาเกิดเลื่อมใสในหลักธรรมทางพุทธศาสนา  เพราะมีหลักปฏิบัติทางจิตใจไปสู่ความสงบสุขอันแท้จริง ห่างไกลจากกิเลสตัณหา ส่วนมากท่านได้ปฏิบัติ ไปอยู่ห่างไกลจากชุมชน ไปหาความวิเวกตามป่า เพื่อหาความสงบทำสมาธิ หากมีเรื่องขัดข้องยังไม่รู้จะปฏิบัติอย่างใด ท่านก็มักจะนึกถึง “ท่านธัมมวิตักโก ภิกขุ” มาขอความเห็นความรู้ เพื่อแก้ไขเหตุการณ์ทางปฏิบัติให้ปลอดโปร่ง เพราะรู้ว่าท่านเป็นผู้ปราดเปรื่องในทางภาษาตะวันตกให้เข้าใจได้ดี ทั้งท่านก็เป็นพระฝรั่งรู้ภาษาไทยไม่มากนัก จึงจำเป็นที่จะต้องหาผู้ชำนาญทางภาษาตะวันตก และมีความรู้ปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น มีความสามารถแก้ปัญหาธรรมได้ ได้ทราบจากท่านอาจารย์ พระครูปัญญาภรณ์โศภน (มหาอำพัน บุญหลง) ท่านเล่าว่า

ครั้งหนึ่ง ท่านพระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิตทำวัตรในโบสถ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มีพระฝรั่งรูปหนึ่งคอยเวลาหาโอกาส ที่จะเข้าพบสนทนากับท่าน  เมื่อเห็นว่าท่านได้สวดมนต์ไหว้พระ ทำวัตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระฝรั่งรูปนั้นคอยเวลาอยู่แล้ว ก็เข้าไปก้มลงกราบท่านพระภิกษุพระยานรรัตน ฯ แล้วพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า “ท่านอยากจะได้ความรู้ในการปฏิบัติระงับกามวิตก เพื่อจิตสงบ ท่านเองได้เข้าไปบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าหาความสงบแล้ว แต่ก็ยังมีกามวิตกเข้าไปรบกวน ก่อความไม่สงบเป็นนิวรณ์แก่สมาธิ จึงได้มาขอความกรุณา ขอให้ท่านพระภิกษุเจ้าคุณนรรัตน ฯ บอกวิธีกำจัด เพื่อระงับการก่อกวนของกามวิตกนั้น เพื่อจะได้ปฏิบัติธรรมด้วยความสงบต่อไป”

ท่านธัมมวิตักโก ภิกขุ ก็ได้ให้โอวาทในเรื่อง “หน่ายกาม” และได้อธิบายบอกวิธีปฏิบัติเป็นภาษาอังกฤษ จนเป็นที่เข้าใจของพระฝรั่งองค์นั้นแล้ว พระฝรั่งองค์นั้นก็กราบนมัสการลาท่านไปด้วยความปีติ

เมื่อท่านอาจารย์พระครูปัญญาภรณ์โศภน (มหาอำพัน บุญหลง) ได้ฟัง ท่านชอบเรื่องหน่ายกามนี้มาก จึงขอร้องให้ท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ เป็นผู้บอก ท่านอาจารย์เป็นผู้เขียน จดเป็นภาษาอังกฤษ และขอให้ท่านบอกเป็นภาษาไทยด้วย เพื่อบันทึกไว้ควบคู่กันไป จะได้เป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนิกชน ท่านอาจารย์บอกว่า เป็นครั้งแรกที่ท่านได้ให้โอวาทเรื่องหน่ายกามแก่พระฝรั่ง ท่านบอกให้จด แล้วก็ขอร้องกำชับให้ท่านอาจารย์ นำข้อความภาษาไทยนี้ ไปให้ท่านเจ้าคุณพระธรรมไตรโลกาจารย์ตรวจก่อน หากจะมีการจัดพิมพ์ขึ้นภายหลัง ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับหลักธรรมเรื่องหน่ายกามนี้ จะได้นำมาเสนอให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกันในตอนหน้า เนื่องจากเนื้อที่นำเสนอหมดแล้ว ถึงแม้บางท่านอาจจะไม่สนใจที่จะนำไปประพฤติปฏิบัติ ก็ขอให้อ่านผ่าน ๆ ไป รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม แต่เชื่อแน่ว่า มีหลายท่านที่สนใจ โดยเฉพาะชาวต่างประเทศ  โดยท่านสามารถนำเอาไปเผยแพร่ต่อเพื่อสร้างอานิสงส์ผลบุญได้


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved