กายวิภาคจักรราศี (๒๒)

*************

           

เรื่องราวเกี่ยวกับพระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (ธัมมวิตักโก ภิกขุ) ได้นำเสนอติดต่อกันมาอย่างละเอียดหลายสัปดาห์ จากคำบอกเล่าและบันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ของ นายตริ จินตยานนท์ น้องชายร่วมสายโลหิตของท่าน ซึ่ง คุณ ท.เลียงพิบูลย์ ได้รวบรวม เรียบเรียงไว้ ในหนังสือ “ท่านผู้ให้แสงสว่าง” โดยที่ผมได้พิจารณาแล้วเห็นว่า สมควรนำมาเสนออย่างละเอียด โดยไม่ได้ตัดทอนใด ๆ เนื่องจากท่านเจ้าคุณนร ฯ นั้น เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “สำเร็จกิจทั้งทางโลกและทางธรรม” เป็นพระอรหันต์กลางกรุง ที่ไม่บังเกิดขึ้นง่ายนัก และหลังจากจบภาคประวัติเรื่องราวของท่านโดยสมบูรณ์แล้ว ผมจะได้นำเอาดวงชะตาของท่าน มาวิจารณ์ทุกแง่มุม เพื่อประโยชน์ของนักศึกษาโหราศาสตร์ ถือเป็นดวงครูที่สำคัญอีกดวงหนึ่งต่อไป

ความตอนที่แล้วจบลงตรงที่ มีพระฝรั่งมาขอความรู้เรื่องวิธีปฏิบัติ ให้หน่ายจากกามคุณทั้ง ๕ เพื่อให้จิตใจสงบ ท่านได้ให้โอวาทเป็นภาษาอังกฤษ และหลังจากนั้น ท่านได้อนุญาตให้พระครูปัญญาภรณ์โศภน (มหาอำพัน บุญหลง) จดบันทึก ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เพื่อที่จะนำมาตีพิมพ์เผยแพร่ต่อไป รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีหน่ายกามที่ท่านได้ให้โอวาทไว้ มีดังต่อไปนี้

Sensual craving arises through unwise thinking on the agreeable and delightful. กามฉันท์ หรือ กามตัณหา เกิดขึ้นจากความไม่ฉลาด หลงคิดเห็นอารมณ์ต่าง ๆ เป็นที่ถูกใจและน่ายินดี

It may be suppressed by the following 6 methods สามารถข่มไว้ได้ด้วยวิธี ๖ ดังต่อไปนี้

1. Fixing the mind upon an idea that arouses disgust, เพ่งใจให้เห็นเป็นอสุภารมณ์ คือ อารมณ์ปฏิกูล น่าเกลียด ไม่งาม ของสังขารร่างกาย จนให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายความรักใคร่ หายความกำหนัดยินดี

2. Meditation upon the impurity of body. เพ่งพินิจพิจารณาความปฏิกูลของร่างกาย (แยกออกเป็นอาการ ๓๒ ที่เรียกว่า กายคตาสติภาวนา มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น)

3. Watching over the six doors of sense. ใช้สติสำรวมอินทรีย์ เฝ้าระวังทวารทั้ง ๖ (คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เมื่อได้ประสบพบเห็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ อย่าให้ความรักใคร่กำหนัด ยินดี ยินร้ายเกิดขึ้นภายในจิตใจ

4. Moderation in eating. ให้รู้จักประมาณการบริโภคอาหาร อย่าให้อิ่มมากจนเกินไป จนเป็นเหตุให้เกิดความกำหนัดทางกาย และลุกลามเข้าไปถึงจิตใจ ให้เกิดความเศร้าหมองด้วยฉันทราคะ

5. Cultivation friendship with the good. ทำความวิสาสะคบหาสมาคมสนทนาปราศรัย สนิทสนมคุ้นเคยกับกัลยาณมิตรเพื่อนผู้ดีงาม ที่จะชักชวนให้สนทนาไปในทางที่จะให้เสื่อมคลายหายความรักใคร่กำหนัดยินดีและยินร้าย ในรูปเสียงกลิ่นรส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์

6. Right instruction ฝึกฝนปฏิบัติตนในทางที่ถูก ตรงตามไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา คือ

๑. พยายามกำจัดตัดกิเลสเครื่องเศร้าหมองอย่างหยาบ ที่ล่วงออกมาทางกายวาจา ด้วยศีล

๒. พยายามกำจัดตัดกิเลสเครื่องเศร้าหมองอย่างกลาง คือ นิวรณ์ทั้ง ๕ มี กามฉันท์ (ความพอใจในกาม) พยาบาท (ความขึ้งเคียดโกรธเคือง) ถีนะมิทธะ (ความหดหู่ เซื่องซึม ง่วงเหงาหาวนอน) อุทธัจจะกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย ไม่แน่ใจ) ด้วยสมาธิ ย่นย่อนิวรณ์ ๕ ลงมาเป็น ๓ สาย คือ ราคะโลภะ (รักโลภ) ได้แก่ กามฉันทะ, โทสะ (โกรธ) ได้แก่ พยาบาท, โมหะ (หลง)ได้แก่ ถีนะมิทธะ, อุทธัจจะกุกกุจจะ และ วิจิกิจฉา

๓. พยามยามกำจัดตัดกิเลสอย่างละเอียด ที่เกิดทางทิฏฐิความเห็น ด้วยปัญญา ด้วยการพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงของสังขาร ซึ่งมีลักษณะเกิดขึ้น เสื่อมสิ้นดับไป ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา

The sensual craving is forever destroyed upon the entrance into Anagamiship กามฉันท์ หรือ กามตัณหานี้ สลัดกำจัดตัดได้อย่างเด็ดขาด ต่อเมื่อเข้าสู่กระแสพระอนาคามิมรรค บรรลุพระอนาคามิผล

ครับ ทั้งหมดนี้เป็นธรรมโอวาทเรื่อง “หน่ายกาม” ของพระคุณเจ้าธัมมวิตักโกภิกขุ ซึ่งตรงกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ไม่ผิดเพี้ยน ถ้าพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า แตกต่างกับอีกหลายสำนักปฏิบัติธรรมกรรมฐานหลายต่อหลายแห่ง ที่เอาแต่นั่งหลับตาภาวนา เพ่งพินิจ กดดันจิตให้เห็นนั่นเห็นนี่ เห็นนรกสวรรค์ แต่ไม่เคยเห็นแม้กระทั่งพระไตรลักษณ์ อย่างนี้อีกนานครับ กว่าจะเห็นพระนิพพาน หรือไม่ก็ไม่มีโอกาสได้เห็นเลย ใครโชคร้ายเข้าไปยังสำนักที่ว่านี้เข้า ถ้ายังไม่หลงติดเหมือนเสพยาบ้าล่ะก็ น่าจะรีบถอนตัวออกมาซะนะครับ ก่อนที่เข้ารกเข้าพง เข้าดง หลงป่าหิมพานต์ แทนที่จะมุ่งตรงไปนิพพานอย่างที่ต้องการกัน

มาเข้าเรื่องราวของพระคุณเจ้าธัมมวิตักโก จากบันทึกคำบอกเล่าของคุณตริ จินตยานนท์ กันต่อ ท่านได้กล่าวถึงลักษณะอุปนิสัยใจคอเจ้าคุณพี่ของท่าน ในส่วนที่ยังไม่ได้กล่าวถึงไว้ว่า

เจ้าคุณพี่มีนิสัยไม่ชอบทำบาปมาแต่ไหนแต่ไร  เพราะได้เห็นตัวอย่างจากคุณยายและคุณแม่  ซึ่งไม่ประกอบปาณาติบาตเลย  ซื้อปลาที่ยังไม่ตายดีมาก็ต้องแช่น้ำไว้ก่อน  ถ้าไม่ตายก็ปล่อยไปไม่ต้องทำกิน  เมื่อรู้สึกว่าตนได้ประกอบกรรมไว้  กรรมนั้นก็จะเกาะกินจิตใจอยู่  เจ้าคุณพี่เล่าว่า เมื่อเด็ก ๆ ครั้งหนึ่งไปหัวเมืองกับคุณพ่อ  ด้วยความซนทำให้ลิงซึ่งเลี้ยงผูกไว้ที่ชานเรือน ห้อยคอแขวนทิ้งไว้  ลิงไม่สามารถจะช่วยตนเองได้ พอวิ่งไปเล่นเพลิน นึกขึ้นได้ก็รีบวิ่งมาดู ปรากฎว่า ลิงตัวนั้นตาย เพราะหายใจไม่ออกด้วยถูกโซ่รัดหลอดลม เหตุที่ซุกซนจนเป็นเหตุให้ลิงตายโดยไม่เจตนานี้  เป็นนิวรณ์เกาะกินใจอยู่เรื่อย ๆ ประกอบกับเรียนหมอดูลายมือ ทำให้ห่วงว่าจะต้องตายด้วยอุบัติเหตุ เจ้าคุณพี่บอกว่า ไม่ว่าทำบุญอะไร ต้องอุทิศให้ลิงตัวนั้นเสมอไม่มีเวลาลืมได้เลย นี่เป็นบาปเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าทราบมา

เหตุที่เจ้าคุณพี่มาบวชถวายเป็นพระราชกุศลที่วัดเทพศิรินทร์  สำหรับความตั้งใจเดิมที่จะบวชถวายในวันพระราชทานเพลิงนั้น  ข้าพเจ้าไม่ทราบละเอียด  ทราบมาว่าตามปกติการทำบุญถวายพระราชกุศลพระบรมศพล้นเกล้า ฯ นั้น มีการถวายสลากภัต โดยกำหนดให้ข้าราชบริพารชั้นพระยาพานทองสายสะพาย  รับเป็นผู้จับสลากถวายคนละองค์  เจ้าคุณพี่จับสลากถูกสมเด็จพระอุปัชฌาย์ สมัยยังเป็นพระศาสนโศภน  พอใจเกิดศรัทธาในบุคลิกลักษณะของสมเด็จพระอุปัชฌาย์ พอเสร็จพิธีวันนั้น ก็ตามไปวัด และขอบวชในวันถวายพระเพลิงล้นเกล้า ฯ และสั่งทางบ้านให้จัดการเครื่องอัฏฐบริขารในเรื่องอุปสมบทจนเรียบร้อย

เมื่อบวชแล้วมีแขกเหรื่อมารบกวนมาก  บางคนก็นำอาหารและสิ่งของอื่นมาถวาย  บางคนก็มาขอร้องให้ดูดวงชะตา  บางคนก็มาปรับทุกข์เรื่องต่าง ๆ เจ้าคุณพี่ก็บอก ให้นำของที่นำมาถวายท่านนั้น ไปถวายพระข้างกุฏิองค์อื่น  โดยท่านบอกว่า ท่านมีพอแล้ว ถวายองค์อื่นก็ได้บุญพอ ๆ กัน เพราะถือศีล ๒๒๗ ข้อเหมือนกัน  เรื่องนี้เป็นเหตุให้บางคนนำเรื่องที่ไม่ยอมรับแขกนี้ ไปฟ้องสมเด็จพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระอุปัชฌาย์ถึงกับต่อว่าเจ้าคุณพี่ที่ในพระอุโบสถว่า มีคนมาต่อว่า ว่าทำไมไม่รับแขก และไม่รับของถวายที่มีผู้ศรัทธา เจ้าคุณพี่กราบเรียนว่า

การที่มาบวชนี้ก็เพื่อถวายพระราชกุศลล้นเกล้า ฯ และศึกษาหลักธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการส่วนตัว  และยังไม่รู้แจ้งเห็นจริง แตกฉานในธรรมะ ซึ่งเป็นสิ่งละเอียดอ่อน  ต้องการความสงบ เวลาศึกษาพิจารณาให้ถึงแก่นแท้  เพื่อให้เข้าถึง เมื่อได้ปฏิบัติ  ถ้าหากมัวแต่รับแขกมากมาย ก็หาเวลาที่จะทำกิจที่ควรปฏิบัติไม่ได้  เพราะแต่ละคนมีเรื่องยุ่ง ๆ ทั้งนั้น มีทั้งหญิงและชาย ขอให้ดูหมอบ้าง เล่าเรื่องยุ่ง ๆ ให้ฟังบ้าง เป็นเรื่องส่วนตัว ส่วนมากทางโลก ทางมัวเมาตัณหา ที่ช่วยเหลืออะไรไม่ได้  ไม่ใช่กิจของสงฆ์  ทั้งเสียเวลาในการที่จะศึกษาธรรมด้วย  ตนเองก็ยังปฏิบัติไม่ได้ผลอะไร จึงกราบเรียนของดการรับแขก มุ่งปฏิบัติเพื่อส่วนตัว สมกับที่มุ่งเข้ามาบวชเพื่อถวายพระราชกุศลแด่ล้นเกล้า ฯ  สมเด็จพระอุปัชฌาย์ทราบเหตุผลที่กราบเรียนแล้วก็เห็นใจ  จึงไม่ฝืนใจเจ้าคุณพี่ ตอนที่ข้าพเจ้ามาบวชอยู่ด้วย กุฏิโล่งเตียน มีเพียง หนังสือ จีวร ที่จำวัด โลงศพ โครงกระดูกมนุษย์ เท่านั้น

ในกุฏิเจ้าคุณพี่ไม่มีของอะไรมีค่า   ท่านมักจะอยู่แต่ในกุฏิและลงกลอน ไม่รับแขก จะพบท่านได้ก็ตอนลงโบสถ์สวดมนต์เสร็จเรียบร้อย  มีเวลาสนทนาบ้าง หรือบางท่านที่ศรัทธาก็คอยเวลาที่ท่านผ่าน เมื่อมีของมาถวายท่านก็รับไว้อย่างไม่ขัดศรัทธา แล้วท่านก็คืนให้บอกว่า อาตมาฝากให้ไปถวายพระองค์อื่น ฉะนั้นในกุฏิของท่านจึงไม่มีอะไรนอกจากของใช้จำเป็น และไม่ยอมรับสิ่งใดเข้าในกุฏิ

เรื่องโครงกระดูกมนุษย์ ข้าพเจ้าทราบดีจากที่มาว่า ก่อนอุปสมบท เจ้าคุณพี่รู้จักกับนักเรียนแพทย์คนหนึ่ง  เรียนแขนงสรีรวิทยา  จึงสั่งไว้ว่า เมื่อเรียนสำเร็จแล้ว ขอให้จัดทำโครงกระดูกให้สักโครงหนึ่ง เพื่อเป็นการทดลองความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมา เมื่อเสร็จแล้วขอให้แจ้งให้ทราบ ต่อมาราวปี ๒๔๗๓ ข้าพเจ้าสึกแล้ว และออกมารับราชการ  นักเรียนแพทย์ผู้นั้นเรียนสำเร็จ ทำงานอยู่โรงพยาบาล  ศิริราช นมัสการไปให้เจ้าคุณพี่ทราบว่า ได้ประกอบโครงกระดูกให้เรียบร้อยแล้ว นัดให้ไปรับได้ที่โรงพยาบาลศิริราช  ข้าพเจ้าก็ไปตามนัด ขึ้นไปตึกชั้น ๓ ผ่านห้องเรียนสรีรวิทยา มีเครื่องมือการทดลอง ผ่ากระโหลก เลื่อยกระดูก มีอ่างน้ำประจำเป็นที่ ๆ สำหรับนักเรียน  ขณะที่ข้าพเจ้าไปเป็นเวลาเที่ยงวัน จึงไม่มีนักเรียน คงพบแต่แพทย์ผู้นั้น และโครงกระดูกส่วนต่าง ๆ เต็มไปหมด 

แพทย์ผู้นั้นพาไปห้องทำงาน และเปิดม่านสีดำออก ก็เห็นโครงกระดูกสำเร็จ ร่างทั้งตัวห้อยอยู่กับไม้แขวนแกว่งดังก๊อกแก๊ก แพทย์ผู้นั้นชี้แจงให้มานมัสการเจ้าคุณพี่ทราบว่า เหตุที่ล่าช้าเพราะหาคนรูปร่างใหญ่ ๆ อุทิศร่างบริจาคให้โรงพยาบาลยากเต็มที กว่าจะได้ศพที่ต้องการก็กินเวลาเป็นปี เมื่อได้แล้วกว่าจะประกอบเสร็จก็เสียเวลามาก  เพราะสมัยนั้นยังจะต้องเอาศพหมกทรายไว้จนเน่าเปื่อย และหมั่นคุ้ยพลิกกลับไปกลับมาเป็นเวลานาน จนกว่าเนื้อจะร่อนเหลือแต่กระดูก  แล้วยังต้องเอามาต้มด้วยน้ำยาให้สะอาด ขัดถูให้เรียบร้อย จึงเอามาประกอบเป็นโครง และจัดทำส่วนที่ขาดหายไปด้วยไม้ก๊อกจนครบทุกชิ้น โดยเฉพาะกระดูกนิ้วมือนิ้วเท้า และกระดูกซี่โครง ต้องทำเพิ่มเติมหลายชิ้น ถึงกระนั้นก็ยังไม่ดีเท่าของนอก เพราะเขามีเครื่องมือดี และมีโรงงานประกอบกระดูกโดยเฉพาะของเขา สะอาดเป็นเงาเลยทีเดียว ส่วนของเราสีเทา ๆ น้ำยากัดก็ไม่มีอย่างดี ข้าพเจ้าจำได้ว่า ดูเหมือนทางโรงพยาบาลจะคิดราคา ๓๐๐ บาท เวลาเอามาก็ถอดจากขอแขวนกองลงใส่ไปในกล่อง ปิดฝากล่องผูกเรียบร้อย ส่วนไม้แขวนก็ถือมาต่างหาก นำไปถวายเจ้าคุณพี่เป็นเสร็จการ และแขวนอยู่กุฏิชั้นล่าง เป็นอศุภกรรมฐานของเจ้าคุณพี่ตลอดมา

พูดถึงโครงกระดูก ก็เลยพูดถึงเรื่อง หัวกะโหลก  ตามปกติเจ้าคุณพี่มีหัวกระโหลกคนไว้ที่กุฏิ ๑ หัว ไม่ทราบที่มา เมื่อข้าพเจ้าบวช เจ้าคุณพี่อยากได้อีก จึงสั่งให้หา ลูกชายน้าขนบริรักษ์ ฯ ชื่อสมัย ไปหามาได้จากวัดที่เผาศพของโรงพยาบาลศิริราช ๓ หัว เอามาถวาย เจ้าคุณพี่ให้ใส่ปี๊บไว้ในตู้หลังกุฎิ เอาน้ำใส่จนท่วมทั้ง ๓ หัว เอาโซดาใส่ลงไป เมื่อฉันเพลแล้วก็ให้ข้าพเจ้าและพระพรช่วยกันติดไฟต้ม เพื่อให้เนื้อหนังหลุด ปรากฎว่าน้ำที่ต้มกระดูกกระเด็นถูกมือ สบง อังสะ และตามตัว เพราะต้มไปต้องเขี่ยพลิกกลับ เมื่อน้ำกระเด็นมาติดก็เหม็น อาบน้ำถูสบู่อย่างไรก็ไม่หมดกลิ่น เล่นเอาข้าพเจ้าฉันอาหารไม่ลงไปหลายวัน ถึงกับคุณโยมทางบ้านทักว่า ทำไมผอมหน้าตาซีดเซียว ข้าพเจ้าก็บอกว่า ฉันอาหารไม่ลง เหม็นกลิ่นหัวกะโหลกอยู่เรื่อย เจ้าคุณพี่รู้เข้าจึงให้เลิกต้ม ให้สมัยเอากลับไปไว้ที่เดิม แต่ปรากฎว่า สมัยเอาไปไว้ที่โคนต้นโพธิ์ข้างโบสถ์วัดแคนางเลิ้ง เด็ก ๆ แถวนั้นที่ซน ๆ เอาก้อนอิฐขว้างปาล้อเลียน ถึงกับลือกันว่า ผีหัวกะโหลกหลอกหลอนคนอยู่เป็นเวลานาน


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved