กายวิภาคจักรราศี (๒๓)

*************

 

                อีกเรื่องหนึ่ง  ก็เรื่องโลงใส่ศพ ใบที่บรรจุเจ้าคุณพี่เมื่อมรณภาพแล้ว  เพราะเดิมเมื่อต่อโลงนี้เสร็จแล้ว เจ้าคุณพี่สั่งว่า  ถ้าฉันตาย ไม่ต้องมีพิธีรีตรองอะไร ไม่ต้องอาบน้ำศพ ไม่ต้องมัด เพียงแต่ยกวางลงในโลง ปิดฝา แล้วก็ยกโลงเข้าไปที่ฮวงซุ้ยข้างกุฏินี่  เพราะฉันขอเจ้าของฮวงซุ้ยไว้แล้ว  ต่อจากนั้นจะคิดอะไรกันต่อไปก็ว่ากันใหม่ อย่าให้ยุ่งยากโกลาหลเพราะคนตายอย่างที่ทำกันทั่วไป แต่ครั้นมรณภาพจริง ๆ เข้า ทางวัดและญาติทำอย่างท่านสั่งไม่ได้  เพราะอย่างน้อยก็มีผู้คนเคารพนับถือมากมาย  ทั้งสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ  ก็ได้ทรงพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนิน มาทรงเยี่ยมเมื่ออาพาธถึง ๒ ครั้ง  นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้า ฯ

                โลงศพนี้ต่อในระยะที่พระครูวรวงศ์ (จรูญ) ยังบวชอยู่  ได้จ้างเจ๊ก (ดูเหมือนชื่อจุ่น) ช่างไม้มาทำการก่อสร้างในวัด เจ้าคุณพี่เห็นว่ามีฝีมือดี จึงว่าจ้างขอให้ต่อโลงศพขนาดเท่าใส่ท่าน ๑ โลง โดยให้ตากไม้ให้แห้ง ไม่มีการหดตัวอีกแล้ว  เจ๊กผู้นั้นก็ต่อให้ ดูเหมือนราคา ๒๕ บาท  เสร็จแล้วเอามาตั้งไว้ในกุฏิชั้นล่าง  บนขาไม้ ๒ ตัว ห้องเดียวกับโครงกระดูก

                วันหนึ่งเจ้าคุณพี่มารับบิณฑบาตที่บ้านเล่าว่า  เมื่อวานนี้ทดลองลงในโลงที่ต่อไว้ว่า จะเข้าได้ดี ฝาปิดสนิทหรือไม่  จึงครองผ้าพาดสังฆาฏิ ลงนอนปิดฝาโลง  ให้พระบังสุกุลแบบศพจริง ๆ เรียบร้อยแล้วจึงค่อยเปิดฝา  ปรากฎว่า พอเปิดออกมากระดิกตัวไม่ได้ เพราะหายใจไม่ออก หมดความรู้สึก อากาศในโลงหมดด้วย โลงปิดสนิทมาก เล่นเอาพระที่ชักบังสุกุลตกอกตกใจกันอยู่พักหนึ่ง จึงฟื้นขึ้นมา นี่เป็นเครื่องพิจารณามรณานุสสติของเจ้าคุณพี่

                เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จสวรรคต  มีข้าราชบริพารผู้จงรักภักดีบวชถวายเป็นพระราชกุศลองค์หนึ่ง  บวชอยู่วัดราชบพิธจนตลอดชีวิต (ดูเหมือนจะชื่อพระยาสีหราชฤทธิไกร เป็นนายทหาร แต่ก็ไม่แน่นัก สืบดูที่วัดราชบพิธอีกก็จะดี)  แต่ท่านผู้นี้มีบุตรภรรยาแล้วสละครอบครัวออกบวช  เจ้าคุณพี่เห็นว่า ท่านเจ้าคุณองค์นั้นบวชอุทิศพระราชกุศลถวายพระพุทธเจ้าหลวง (พ่อ) และท่านบวชอุทิศพระราชกุศลถวายพระมงกุฎเกล้า ฯ (ลูก) จึงอยากได้ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก  ให้ข้าพเจ้าติดต่อกับร้านถ่ายรูปฉายานรสิงห์  พาช่างไปถ่ายที่วัดราชบพิธ (รูปปรากฏอยู่ในหนังสือประวัติ ซึ่งยุวพุทธิกสมาคมชลบุรีพิมพจำหน่าย) ท่านเจ้าคุณผู้นั้นได้รับความยกย่องให้เป็นพระชั้นฐานานุกรม ได้รับพระราชทานพัดยศสมถะ (พัดยอด)  เข้าใจว่า ได้รับในรัชสมัยล้นเกล้า ฯ พระมงกุฎ ฯ  ต่อมาเมื่อเจ้าคุณผู้นั้นมรณภาพแล้ว ทางราชการได้นำพัดยศสมถะมาถวายเจ้าคุณพี่ แต่ท่านสละสิทธิ์ไม่ขอรับ เพราะท่านต้องการจะปลดเปลื้องภาระให้หมดสิ้นไป ขอในทางปฏิบัติอย่างเดียว  คงจะมีความแน่วแน่ใจว่าจะปฏิบัติในทางสัจธรรม โดยไม่ออกจากเขตวัดไปแห่งใดตลอดเวลาต่อมา และไม่ต้องการให้มีอะไรในกุฏิ มีสมบัติอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเป็นข้อผูกพัน ท่านตั้งใจไว้ว่า จะไม่รับนิมนต์ทั้งงานหลวง งานราษฎร์ และท่านก็ได้ปฏิบัติมาแล้ว

                ตอนข้าพเจ้าสึกแล้วถวายนาฬิกาไว้ให้ดูเวลา ๑ เรือน  เจ้าคุณพี่เอาไว้ใช้อยู่พักหนึ่ง  ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าท่านส่งนาฬิกานั้นกลับคืนมาเมื่อใด  จำได้แต่ท่านบอกว่า ไม่ต้องใช้ต่อไปแล้ว ความรู้สึกจะบอกตัวเอง  คือ เช้ามืดรู้สึกตัวตื่นขึ้นจะเป็นเวลานั้น เมื่อรู้สึกจะไปห้องน้ำหรือปัสสาวะ เป็นเวลานั้น รู้สึกง่วงจะจำวัดจะเป็นเวลานั้น  ความรู้สึกของร่างกายที่ฝึกดีแล้วนี้ จะบอกได้ไม่ผิด นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในการพยายามฝึกความรู้สึกของร่างกาย จนไม่ต้องอาศัยนาฬิกา

                ในระยะบวชใหม่ ๆ เจ้าคุณพี่ไปรับบิณฑบาตที่บ้านทุกวัน  โดยเดินออกทางหน้าวัด ผ่านยศเส มหานาค สะพานขาว สะพานเทวกรรม ผ่านหน้าวัดโสมนัส ฯ เข้าบ้านทางตรอกข้างวัด ขากลับมาทางถนนจักรพรรดิ์ ผ่านหน้าวัดสระเกศ เลี้ยวซ้ายสี่แยกแม้นศรี ผ่านโรงเลี้ยงเด็ก เลี้ยวถนนพลับพลาไชย เข้าถนนหลังวัดเทพศิรินทร์ การไปรับบิณฑบาตที่บ้านนี้จำได้ไม่แน่นัก  แต่เข้าใจว่าหยุดไปภายหลังเมื่อคุณยายถึงแก่กรรมและเผาแล้ว

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ซึ่งเป็นปีที่ข้าพเจ้าบวช ก็ไปบิณฑบาตด้วยกันทุกวัน เวลามีคนจะใส่บาตร ท่านก็ชี้ให้ใส่พระองค์ที่มาข้างหลัง คือ ข้าพเจ้า และพระพร เพราะถึงแม้จะรับมาเองก็ไม่ได้ฉัน เพราะฉันเฉพาะอาหารเจ ไม่มีเนื้อสัตว์ ซึ่งทางบ้านทำถวาย  ตอนที่เลิกบิณฑบาตก็เนื่องจากความไม่สะดวก เพราะบวชอยู่นานก็มีผู้สนใจเกิดศรัทธาท่านมากขึ้น เขาเจตนาจะถวายท่าน จัดไว้โดยเฉพาะท่านองค์เดียว  แต่พระองค์อื่นที่ท่านไม่ทราบก็แย่งตัดหน้าไปรับ  ทำให้ผู้ตั้งใจศรัทธาต่อท่านก็ไม่พอใจ  แต่จำใจต้องใส่เพราะพระมาเปิดฝาบาตรตรงหน้า ทั้งที่ใจไม่เลื่อมใสในพระองค์นั้น  ท่านก็เกิดสังเวชขึ้นมา ทั้งอาหารที่รับมามากก็ฉันไม่ได้  ถึงเป็นอาหารที่พอฉันได้ก็มากเกินความจำเป็น คิดว่าควรจะให้พระภิกษุอื่นรับไปดีกว่า  เพราะอาหารที่บ้านถวายมาพอดีกับความต้องการแล้ว อย่าให้มากเกินไป ต่อจากนั้นท่านก็เลิกออกบิณฑบาต จึงให้ทางบ้านจัดอาหารตามสั่งมาถวายที่วัดเท่าที่จำเป็นไม่มากไม่น้อย

อีกประการหนึ่ง  การถึ่งแก่กรรมของคุณยาย เป็นการพลัดพรากจากไปของผู้ที่เจ้าคุณพี่เคารพบูชาอย่างสูงอีกครั้งหนึ่ง (ครั้งแรกล้นเกล้า ฯ) ถึงกับปรารภว่า อยากจะออกธุดงค์ไปตามป่า ทางบ้านได้ทำกลดธุดงค์ แต่ไม่ได้ออกธุดงค์ ซึ่งขณะนี้ยังมีบางส่วนเก็บไว้ที่บ้าน เพราะหลังจากเผาศพคุณยายแล้ว เจ้าคุณพี่ก็เริ่มไม่ยอมออกจากวัดเลย คุณพ่ออาพาธ พระราชทานเพลิงศพคุณพ่อ คุณแม่เจ็บเผาศุณแม่ก็ไม่ไป ระหว่างอาพาธและเจ็บ ก็เขียนข้อธรรมไปให้ข้าพเจ้า และญาติผู้ปฏิบัติพยาบาลไข้ ขอให้ช่วยอ่านให้ฟัง  เวลาพระราชทานเพลิง และเผา ก็สั่งการให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ดำเนินการ

คุณพ่อพระราชทานเพลิงที่วัดโสมนัส ฯ คุณแม่เผาที่วัดมงกุฎ ฯ โดยที่วัดโสมนัส ฯ ยังไม่มีเมรุเผาศพถาวร เจ้าคุณพี่จึงสั่งการให้จัดสร้างเมรุ ใช้วางบนที่ลานหินหน้าวัด โดยทำเป็นเมรุสำเร็จถอดได้ประกอบตั้งขึ้น  ไม่มีการขุดดินเลย เป็นการไม่เบียดเบียนสัตว์ซึ่งไม่รู้ไม่เห็น ก็จะต้องตายไปเนื่องจากขุดดินเป็นเวรกรรมผูกพันกันต่อไป เมรุชุดนี้เมื่อถอดเก็บไว้ที่วัดโสมนัส ฯ แล้ว ต่อมาทางวัดได้ขอไปจัดสร้างเป็นเมรุถาวรในวัดต่างจังหวัด  การไม่ไปเยี่ยมไข้คุณพ่อ คุณแม่ ตลอดจนไม่ไปในงานพระราชทานเพลิง และเผาศพคุณพ่อคุณแม่นี้  เข้าใจว่า เนื่องจากการเริ่มจะปฏิบัติไม่ออกจากวัด และไม่รับนิมนต์ต่อไป ผู้นิมนต์ก็คงจะเกรง เห็นแล้วว่า โยมคุณพ่อคุณแม่ของท่านเองก็ยังไม่ไป เพราะท่านรู้แจ้งว่า การพลัดพรากจากกันเป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชน จากนั้นแม้ใครจะนิมนต์ไปไหน เรื่องใดก็ตาม เจ้าคุณพี่จะไม่รับนิมนต์

เจ้าคุณพี่ประกอบการกุศลเพื่อให้คุณยาย คุณพ่อ คุณแม่ เกิดความปีติปราโมทย์ในผลบุญ ซึ่งเกิดจากการบริจาค เสียสละ เป็นผลดีแก่จิตใจ ก่อให้เกิดความเมตตา เผื่อแผ่บรรเทาความโลภสืบต่อไปภายหน้า ข้าพเจ้าไม่อยากจะเขียนจนกลายเป็นเรื่องโอ้อวดเกินไป จะเขียนไว้พอสังเขป

ตอนก่อนอุปสมบท ทอดกฐินวัดสุนทรธรรมทาน (วัดแค นางเลิ้ง) เมื่อถึงเวลา ก็อ่านหนังสือธรรมะ ให้คุณยาย คุณแม่ ฟังทุกวัน ได้จัดให้คุณแม่ตักบาตรในพรรษา วันละ ๑๐๐ องค์ หลังจากออกพรรษาแล้ว จำนวนพระที่มารับบาตรน้อยลง (ปกติ ตอนข้าพเจ้าเด็ก ๆ คุณแม่ตักบาตรวันละ ๑๕ องค์)วันโกนให้ทานชี ตั้งแต่เช้าถึงเพล บ่ายให้เรื่อยไป คอยจนไม่มีชีผู้มารับอีก

ตอนคุณแม่ร่างกายไม่แข็งแรงตามวัยชรา บางเวลาถึงวันพระไม่สามารถเดินทางไปฟังเทศน์ที่วัดได้  เจ้าคุณพี่ก็ให้สร้างพระพุทธรูปไว้บูชาไหว้กราบที่บ้าน ๓ องค์ เท่าตัวเจ้าคุณพี่องค์หนึ่ง เท่าคุณแม่องค์หนึ่ง เท่าคุณพ่อองค์หนึ่ง จารึกชื่อประจำไว้ทุกองค์ (จำได้ว่าสร้างที่บ้านนายอู๊ด บ้านช่างหล่อ องค์ละ ๕๐๐ บาท) และสร้างองค์เล็ก ๆ เป็นพระขัด จารึกชื่อ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย อีกด้วย (ดูเหมือนองค์ละ ๘๐ บาท ) ทั้งนี้ เพื่อให้คุณแม่ทำวัตร ไหว้พระแทนไปไหว้ในโบสถ์ที่วัด

ทำบุญอายุ ๕ รอบ ๖๐ ปี คุณพ่อ เป็นการกุศลครั้งใหญ่ มีหนังสือแจก เป็นเทศนาของสมเด็จพระสังฆราชวัดราชบพิธ ซึ่งเป็นสมเด็จพระอุปัชฌาย์คุณพ่อ กับเทศนาของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ และเทศนาของพระพุทธวิริยา เจ้าอาวาสวัดโสมนัสวิหาร คู่สวดของคุณพ่อ กับมีประวัติของคุณพ่อ ซึ่งเจ้าคุณพี่เป็นผู้เขียนเอง

ในระยะที่ข้าพเจ้าบวชในราวปี ๒๔๗๑ คุณพ่อได้อุปสมบทที่วัดโสมนัสวิหาร ในปีนี้ถึงกับมีข่าวลงในหนังสือพิมพ์ว่า บวชทั้งสกุล (จำได้ว่า นายฉอ้อน อำพล หนังสือเดลิเมล์ เป็นผู้มีถ่ายรูปที่หน้าโบสถ์วัดโสมนัส ฯ เสียดายไม่ได้เก็บรูปนั้นไว้ ไม่นึกว่าจะได้มาคุ้ยเขี่ยเขียนขึ้น) เจ้าคุณพี่ได้จัดสร้างพระไตรปิฎก (พระธรรม)  ๙ ผูก ๙ ตู้ ถวายพระอารามต่าง ๆ รวม ๙ พระอารามเป็นที่ระลึก ที่บานประตูแทนที่จะใช้กระจก กลับใช้ไม้ทึบลงรักสีดำ ติดพระบรมรูปล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๑ ตรงกลางในกรอบกระจก ขอบล้อมไม้แกะเป็นพญานาค ๒ ตัว ทรงเครื่องแบบจอมทัพเรือ ในปกพระไตรปิฎกทุกเล่ม มีกระดาษพิมพ์ที่เจ้าคุณพี่ออกแบบเอง เป็นรูปโพธิ์ทอง ตรงกลางมีแก้ว ๓ ดวง หมายถึง พระรัตนตรัย ลอยอยู่ มีรัศมีรอบ สีเหลืองแท่นฐานโพธิ์เขียนว่า “จินตยานนท์อุทิศ” ข้างแท่นเป็นรูปต้นและดอกพุทธรักษา และต้นดอกบานไม่รู้โรย มีความหมายว่า ร่มโพธิ์พระพุทธเจ้าปกปักรักษาตลอดไปไม่รู้ร่วงโรย ใต้ต้นโพธิ์ลงมา เป็นกรอบเขียนชื่อผู้บวชในคราวนั้น แบ่งเป็น ๒ แถบ แถบซ้ายเป็นฝ่ายชาย แถบขวาเป็นฝ่ายหญิง ฝ่ายชายมี สัทธัมมวิจาโร ภิกขุ (พระนรราชภักดี) ตรอง, ธัมมวิตักโก ภิกขุ (พระยานรรัตนราชมานิต) ตรึก, ภูริธัมมตักโก ภิกขุ (ตริ), สุธัมมวโร ภิกขุ (พร) ฝ่ายหญิงมี อุบาสิกา นางชีนรราชภักดี (พุก) นางชีชุ่ม นางสาวชีชุบ

ถวายที่ดิน ๒ แปลง แปลงหนึ่งรับจำนำไว้หลุด เนื้อที่ ๗ ไร่ อยู่ข้างวัดเสน่หา จังหวัดนครปฐม ถวายวัดเสน่หา อีกแปลงหนึ่งที่พระราชทาน อยู่สี่แยกราชเทวี ซ้ายมือที่จะไปสะพานหัวช้าง เนื้อที่ ๕ ไร่ เวลานี้มีป้ายชื่อว่า “ซอยนรรัตน” ถวายวัดเทพศิรินทร์ พร้อมด้วยเงินพระราชทานเพื่อปลูกบ้าน ๑๕,๐๐๐ บาท (พระราชทานไว้ ๑๒,๐๐๐ บาท ได้ดอกเบี้ยจากแบงค์ที่ฝากไว้ ๓,๐๐๐ บาท รวมเป็น ๑๕,๐๐๐ บาท) ขอเขียนรายละเอียดเพิ่มอีกเล็กน้อย เมื่อได้รับพระราชทานที่ดินแล้ว ก็ให้เจ๊กเช่าทำสวนผักอยู่เช่นเดิม ที่ดินเป็นร่องผักขวาง – ที่เรียงลึกเข้าไป เจ้าคุณพี่กะว่า จะปลูกบ้านโดยที่มีนิสัยชอบต้นผลไม้ จึงให้คุณพ่อเพาะมะม่วงพันธุ์ดี ๆ แล้วเอาไปปลูกไว้ตอนหน้าที่ดินเป็นระยะ ๆ เว้นห่างเพื่อเป็นถนนผ่านกลางที่เข้าไป ส่วนตอนในทิ้งที่ว่างไว้เพื่อปลูกบ้าน ต้นมะม่วงที่ปลูกไว้โตจนมีผล ซิ้มหลีเช่าที่ดินเคยเก็บมาฝากเป็นกำนัล พร้อมกับขอผลัดส่งค่าเช่าที่ดินที่ถูกที่สุดตามที่หลวงเคยเก็บอยู่แล้ว ขณะนี้ผู้เช่าที่ดินของวัดก็คงเก็บผลมะม่วงที่คุณพ่อกับข้าพเจ้า และคุณพรช่วยกันเพาะและปลูกไว้ นอกจากต้นที่กีดขวางการปลูกสร้างอาหาร ที่ต้องถูกตัดทิ้งไป


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved