กายวิภาคจักรราศี (๒๔)

*************

               

ต่อมาก็มีข่าวเล่าลือว่า เจ้าคุณพี่ปลุกเสกพระเครื่อง มีท่านที่เคารพนับถือเจ้าคุณพี่ส่วนมาก มีความสงสัย เพราะเจ้าคุณพี่ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น  เมื่อทราบว่าท่านปลุกเสกพระ ซึ่งขัดกับความไม่ยึดถือ  ข้าพเจ้าก็ไปนมัสการถามถึงเรื่องนี้  ท่านก็บอกว่า พระที่ปลุกเสกนั้นท่านไม่ได้เป็นผู้ทำขึ้น เพราะท่านเชื่อในหลักธรรม ใครทำกรรมดี ผลของความดีก็คุ้มครองอยู่แล้ว สิ่งอื่นนั้นไม่ใช่เนื้อแท้ของพุทธศาสนา ท่านไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะปลุกเสก แต่มีพระในวัดและฆราวาสไม่น้อย ที่เคารพนับถือเจ้าคุณพี่ มีเจตนาทำขึ้น ได้นำมาขอร้องให้ช่วยใช้พลังปลุกเสก เพื่ออนุชนรุ่นหลังมีไว้เป็นอนุสรณ์ และทั้งจะขายนำเงินไปสร้างโบสถ์ และโรงเรียน เป็นการสร้างกุศล

เมื่อได้ทราบจากเจ้าคุณพี่เช่นนี้แล้ว  ก็นึกว่าหากตัวข้าพเจ้าเองเป็นอย่างเจ้าคุณพี่ มีเหตุการณ์เช่นนี้  ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไร  ข้าพเจ้าก็นึกไม่ออก  เพราะท่านเคยปฏิเสธเรื่องเครื่องรางของขลังเมื่อมีผู้มาขอก่อนแล้ว  ว่าท่านไม่มี ของดีอยู่ที่ตัวที่ใจของเราทุกคน  แต่นี่ท่านไม่ได้ทำเอง  มีผู้ทำมาด้วยความหวังดี  เพราะรู้ว่าระยะนี้ท่านเจ้าคุณพี่รู้สึกจะเบื่อสังขาร หากเมื่อท่านทิ้งสังขารจากโลกนี้ไปแล้ว  ก็ไม่มีอะไรเหลือไว้ให้คนรุ่นหลังได้รู้ ผู้ทำอยากให้มีอนุสรณ์ของท่านอยู่ไว้ในแผ่นดินไทย  ทั้งยังมีประโยชน์แก่ชาติ และแก่ผู้ยังไม่บรรลุทางศาสนา  อยากได้ไว้เคารพบูชา  จึงได้เห็นดีเห็นชอบ  พากันสร้างพระให้ท่านใช้พลังปลุกเสก ทั้งชี้แจงให้เหตุผลว่า ยุคนี้บ้านเมืองคับขัน  ชาวไทยส่วนมากต้องการกำลังใจเพื่อป้องกันรักษาชาติ  พระศาสนา พระมหากษัตริย์ หากมีสิ่งยึดถือเป็นพลังที่จะช่วยชาติได้ทางอ้อม  ทั้งจะเป็นเครื่องคุ้มกันให้กำลังเข้มแข็งขึ้น ด้วยเหตุผลเหล่านี้ พระเจ้าคุณนรรัตน ฯ จึงได้เกิดขึ้น  ถึงแม้ท่านจะจากโลกนี้ไปแล้ว  ก็ยังมีอนุสรณ์แทนตัวท่านตลอดไป  และจะจำหน่ายนำเงินมาสร้างบุญกุศล สร้างโบสถ์ สร้างโรงเรียน นี่เป็นต้นเหตุที่มีข่าวลือว่า ท่านเจ้าคุณพี่สร้างพระ

บุตรชายคนที่สามของข้าพเจ้า ได้ไปหาเจ้าคุณลุง  เพื่อขอพระที่ปลุกเสก  แต่ท่านบอกว่า ไม่ใช่พระของท่าน  ถ้าอยากได้ก็ไปซื้อ  เขาทำขาย ไม่ได้ทำแจก ตกลงลูกชายข้าพเจ้าก็ต้องไปซื้อเช่นเดียวกันกับผู้ที่อยากได้   ส่วนข้าพเจ้าตกหนัก เพราะเป็นน้องชายคนเดียวของท่าน  พบหน้าคนรู้จักก็มักจะขอแต่พระที่เจ้าคุณพี่ปลุกเสก  และคนส่วนมากนิยม เพราะถือว่าท่านบริสุทธิ์ มีพลังจิตสูง คงจะเป็นพระที่ดีต่อไป ผลที่สุด ข้าพเจ้าก็ต้องลงทุนซื้อเช่นเดียวกัน  แต่เพื่อสำหรับไว้แจกเพื่อนที่คอยทวง  ข้าพเจ้าคิดว่าการปลุกเสก  เจ้าคุณพี่คงไม่ยินดียินร้าย  แต่คนส่วนมากคิดว่า เพียงแต่ท่านแตะต้องก็ศักดิ์สิทธิ์ เพราะท่านมีพลังจิตสูง ใจบริสุทธิ์ จึงมีผู้นิยมมาก นับว่าเป็นของขลังในเวลานี้

เมื่อเจ้าคุณพี่เริ่มอาพาธ  โดยเป็นเม็ดที่คอ ก็ส่งอาหารมาถวายตามปกติเรื่อยมา  วันหนึ่งอาหารส่งมาถวายไม่ฉัน ส่งกลับไป ในตอนเย็นข้าพเจ้าจึงไปวัด ทราบว่า เม็ดที่คอแตกเป็นแผล  และมีโกศล และคุณหมอไพบูลย์ปฏิบัติอยู่  เจ้าคุณพี่บอกว่า อาหารแห้งที่เคยฉันอยู่เดิม ฉันไม่สะดวก กลืนยาก  พี่เลื่อนได้จัดทำอาหารน้ำ ๆ เป็นซุป และอาหารอ่อน ๆ ส่งมาถวาย คุณตริ ฯ ทำถวายมานานแล้ว ให้พี่เขาทำถวายเป็นการฉลองศรัทธาเสียบ้างก็ดี จะอยู่ฉันได้อีกไม่กี่วัน ถ้าจะทำถวายก็ให้ทำอาหารอย่างเหลว ๆ ใช้หลอดดูดได้ ข้าพเจ้าก็ยังทำอาหารแบบซุป ถวายไปแทนอาหารเดิม ระยะหลังนี้มีเวลา ๕๐ วันเศษ

คุณตริ  จินตยานนท์ น้องชายร่วมสายโลหิตคนเดียวของท่าน ได้จบบันทึกเท่าที่นึกได้แต่เพียงนี้ บันทึกดังกล่าวข้างต้นทั้งหมด เขียนจบลงในวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ หลังจากที่ท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ มรณภาพเพียง ๑๐ เดือน ๒๐ วัน โดยบันทึกทั้งหมด ได้มอบให้คุณ ท. เลียงพิบูลย์ ผู้รวบรวมเรียบเรียงหนังสือชุด “กฎแห่งกรรม” นำมารวบรวมเรียบเรียงไว้ในหนังสือ “ท่านผู้ให้แสงสว่าง” ซึ่งผมได้คัดลอกในส่วนประวัติของท่านชนิดไม่ตัดตอน มาให้อ่านกันนานหลายสัปดาห์

คุณ ท. เลียงพิบูลย์ ได้เขียนเรื่องราวของท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ ต่อจากบันทึกของคุณตริ จินตยานนท์ ในหนังสือเล่มดังกล่าว เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของเรื่องราวดังนี้

เมื่อจบตอนบันทึกของคุณตริ  จินตยานนท์  เพียงเท่าที่บันทึกแล้ว  ข้าพเจ้ามาคิดดูก็อยากทราบว่า   มีผู้ใดที่ไปรู้เห็นเวลาตอนที่ท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ มรณภาพ อยากจะได้ความรู้เพิ่มเติมในบั้นปลายของเรื่องให้สมบูรณ์เรียบร้อย

ข้าพเจ้าจึงได้ไปนมัสการเรียนถามท่านอาจารย์ พระครูปัญญาภรณ์โศภน วัดเทพศิรินทราวาส ก็ได้ทราบว่า นายแพทย์ไพบูลย์  บุษปธำรง  เป็นนายแพทย์ผู้เดียวที่ท่านยอมให้ทำแผล ได้เข้าไปในกุฏิท่านพระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต กับพระมหาเสริม  และคุณโกศล  ปัทมะสุนทร ในวันที่ท่านมรณภาพ

เมื่อทราบเช่นนั้น  ข้าพเจ้าอยากทราบจากปากของนายแพทย์ไพบูลย์  และได้ไปที่สำนักแพทย์ไพบูลย์คลีนิค  ซึ่งอยู่ที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่  ครั้งแรกข้าพเจ้าไป แต่ไม่พบหมอ และไม่ทราบว่าเมื่อไหร่หมอจะกลับมา  ครั้นจะรอก็ไม่มีเวลา ทั้งไม่แน่ใจว่าจะได้พบหรือไม่

ต่อมาข้าพเจ้าก็ได้ไปที่สำนักงานแพทย์ไพบูลย์คลีนิคอีกครั้งหนึ่ง  เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๔ เวลา ๑๖.๐๐ น . ก็ได้ทราบว่าหมอจะมาประมาณ ๑๗.๐๐ น. หรืออาจช้าไปบ้าง ข้าพเจ้าจึงตกลงใจต้องรอเวลาพบหมอให้ได้  แม้จะต้องคอยนานกว่านั้น

ที่สุดในเย็นวันนั้น  ข้าพเจ้าก้ได้มีโอกาสพล พ.ต. นายแพทย์ไพบูลย์ บุษปธำรง  ตามที่ได้ตั้งใจไว้ เมื่อหมอทราบความตั้งใจที่ข้าพเจ้าขอทราบเรื่องในการมรณภาพของท่านพระภิกษุพระยานรรัตน ฯ แล้ว  หมอก็มีความยินดี และได้กรุณาเล่าแต่เริ่มต้นครั้งแรกว่า  เวลานั้นเป็นหมอประจำอยู่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ฯ และคิดอยากบวช  จึงได้ถามผู้รู้ดีในการบวชเรียนว่า จะบวชวัดไหน เพื่อเล่าเรียนศึกษาหาความรู้ทางธรรม  ฉะนั้นจึงอยากจะหาอาจารย์ผู้ฝึกสอน ให้ความรู้ชี้ทางปฏิบัติที่ถูกต้อง  เพราะการบวชเพียงระยะสั้น  แต่ต้องการศึกษาธรรมให้มาก ให้รู้เท่าที่สามารถจะเรียนได้  ตามปกติส่วนมาก ผู้บวชมักจะนิยมวัดที่รู้จักกับพระดี หรือผู้ใหญ่คุ้นเคยนับถือกับท่านสมภารเจ้าอาวาสวัดนั้น หมอเล่าต่อไปว่า แต่ผมอยากศึกษาเล่าเรียนหลักธรรม จึงอยากหาวัดที่ดี อาจารย์ดี สอนดี เข้าใจดี เมื่อมีผู้ชี้แนะนำว่า ควรบวชวัดโน้นวัดนี้เพื่อศึกษาธรรมที่มีชื่อหลายวัด แต่ผมก็ไม่รู้จักพระตามวัดที่มีผู้แนะนำสักวัดเดียว

ต่อมา พลโทสมุท  ชาตินันท์ อดีตเจ้ากรมแพทย์ทหารบก ได้กรุณาพาผมมาฝาก ท่านพระครูปัญญาภรณ์โศภณ  และผมได้บวชอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นพระนวกะภิกษุ และผมเคารพท่านพระภิกษุพระยานรรัตน ฯ เมื่อทราบถึงประวัติการปฏิบัติธรรมของท่าน มีความสะอาดบริสุทธิ์ มีพลังจิตเข้มแข็ง เช้าเย็นลงโบสถ์ท่านไม่เคยขาด ผมก็เข้าไปกราบท่าน ก็ได้รับศีลรับพรจากท่านทุกครั้ง และผมก็เคารพบูชาท่านด้วยจิตใจเลื่อมใส

ผมสังเกตเห็นท่านเป็นเม็ดริมคอข้างซ้าย  จึงคิดสงสัยว่าคงเป็นเนื้อร้าย แต่ท่านไม่ยอมให้แตะต้อง ไม่ยอมให้รักษา ท่านพูดว่า เมื่อเป็นเองก็หายเอง เม็ดนั้นค่อยโตใหญ่ขึ้น  พอกลางปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ฝีก็แตก ผมรู้ว่าท่านไม่ยอมให้รักษา และให้ทำแผล ท่านกลัวว่าจะไปทำลายเชื้อแบคทีเรีย ก็จะเป็นบาป ผมจึงถวายยาเหลืองให้ท่าน แต่ท่านไม่ยอมรับ ผมต้องอธิบายเรียนให้ทราบว่า  ยานี้ไม่ได้ฆ่าเชื้อ ไม่ได้รักษาให้หาย เพียงแต่ทำให้ทุเลาความเวทนาเท่านั้น

ผมได้พยายามอธิบายให้ท่านทราบถึง ๓ ครั้ง ท่านจึงรับยาเหลืองไว้ สังเกตดูว่า หากเราพยายามขอร้องท่าน จะขอทำแผลให้ท่าน และได้อ้อนวอนท่านครั้งที่ ๓ โดยเรียนให้ท่านทราบว่า การทำแผลไม่ได้ทำให้หาย เพียงแต่บรรเทาความเวทนา และความสังเวชเท่านั้น ท่านก็ยอม ผมได้พบก้อนเนื้อเท่าปลายหัวไม้ขีดไฟ  หลุดออกมาตามขอบริม ๆ ในระหว่างที่ถวายการทำแผลให้ท่าน ผมได้นำมาให้นายแพทย์ภิญโญ  ศิริยพันธ์  ที่สถาบันพยาธิทหารบก  ปรากฏว่าเป็นโรคเนื้อร้าย SQUAMONS CELL CARCINOMA ก่อนที่จะทำแผล ผมได้พบกับคุณจำเนียร ปัทมะสุนทร หลานสะใภ้ท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า บอกผมว่า เวลานี้แผลที่คอพระภิกษุพระยานรรัตน ฯ ใหญ่ขึ้น เย็นวันที่ ๑๘ พฤศิจกายน ๒๕๑๓ ผมรีบไปคอยท่านที่จะลงโบสถ์สวดมนต์เสร็จแล้ว ผมจึงได้ขอทำแผล เพราะรู้สึกจะเป็นเนื้อร้าย ครั้นจะบอกตรง ๆ ว่าเป็นมะเร็ง ก็กลัวพระเณร อุบาสก อุบาสิกา และท่านที่เคารพจะพากันตื่นตกใจ

ท่านได้พูดกับผมว่า อาตมาให้หมอทำเป็นขวัญมือ เป็นคนแรกและให้ทำเป็นคนสุดท้าย จะไม่ให้ใครได้ทำอีก พูดเสร็จท่านก็นอนเอนกายลงกับอาสนสงฆ์ วันนั้นผมได้เห็นแผลที่คอท่านนั้น  หากเป็นบุคคลธรรมดาสามัญแล้ว จะเจ็บปวดสาหัสไม่สามารถจะทนได้  ที่จะไม่ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนทารุณ และต้องล้มหมอนนอนเสื่อ สังขารไม่สามารถจะทนเดินไปไหนได้  แต่ท่านก็ยังมีอาการปกติเหมือนเป็นธรรมดา คล้ายว่า ไม่มีความรู้สึกทรมานในการเจ็บปวดครั้งนี้ เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่ผมได้เห็นได้พบมา เมื่อผมถาม ท่านก็บอกว่า ไม่รู้สึกเจ็บปวด เฉย ๆ เพียงรู้ว่า เป็นเหมือนมีก้อนอะไรมาติดอยู่

เมื่อทำแผลให้ท่านเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ท่านก็สวดมนต์อุทิศแผ่ส่วนกุศล ถวายพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ เสร็จแล้วท่านก็ยังนั่งพูดกับผู้ที่ยังไม่กลับ มีทั้งพระและฆราวาสยังอยู่ในโบสถ์ ท่านยังพูดกับผมว่า “หมอ อันความตายและการพลัดพรากจากกันนั้นเป็นธรรมดา และเป็นไปตามธรรมชาติเขาตายกัน นับแต่ครั้งปู่ย่าตายายแต่โบราณกาลตลอดมา ถ้าเราพิจารณาให้ดีก็จะรู้ว่า การตายไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่าสยดสยองอย่างคนส่วนมากคิด คนเราเกิดมาก็ต้องมีสังขารเป็นที่อาศัย สังขารก็มีเวลาอยู่อย่างจำกัด ย่อมจะมีเสื่อม มีทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ความตายไม่ได้เป็นสิ่งที่หายไปไหน หากเป็นเพียงเปลี่ยนจากภพหนึ่งไปเกิดอีกภพหนึ่ง อุปมาเหมือนหมอกับอาตมา ซึ่งอยู่ในเวลาปัจจุบันเดี๋ยวนี้กำลังสนทนา เวลาดับผ่านไปทุกวินาทีทุกชั่วโมง และหมอได้ทำแผลให้อาตมา ประเดี๋ยวหมอก็จะต้องกลับไปบ้าน และอาตมาก็กลับไปกุฏิ และทุกคนก็กลับไปที่อยู่ของตน”

“นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องจากกัน เราได้พลัดพรากกัน แต่เรามีชีวิตมีสังขารร่างกาย เมื่อเราไปแล้ว แต่ที่นี่ ที่เราได้มาร่วมสนทนา ก็จะว่างเปล่า ไม่มีหมอ ไม่มีอาตมา และไม่มีใคร เพราะต่างแยกกันไป รู้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่ทุกคน อาตมาก็ยังอยู่ที่กุฏิหลังจากที่ได้สนทนากัน แต่เวลานั้นก็ได้ผ่านดับไปตามโมงยาม เวลาไม่กลับมาอีก เป็นอดีต หมอก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องนึกว่า วันนี้ได้ไปทำแผลให้อาตมา และได้สนทนากันในโบสถ์วัดเทพศิรินทราวาส แต่เวลานั้นได้ผ่านไปเป็นอดีต ไม่กลับมาใหม่ เราก็มีแต่ความทรงจำเหลือไว้เท่านั้น แต่เราก็คิดถึงกันได้ทางใจ การตายก็เหมือนกัน เป็นการจากไปไม่ได้สูญไปไหน ยังคงอยู่ หากแต่เปลี่ยนจากสภาวะปัจจุบันไปอยู่อีกสภาวะหนึ่ง ซึ่งยากที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย ๆ และเราก็ยังสามารถระลึกถึงกันได้ อย่าเข้าใจว่าสูญสิ้นไป ความตายความเกิดนั้นมีอยู่ตลอดเวลา”

ผมได้พิจารณาดูแล้ว คำพูดของท่านรู้สึกว่า ท่านกำลังจะเบื่อสังขารที่จะอยู่ต่อไป ต่อมาได้ทราบตอนเช้าวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๔ หลานของท่านได้นำอาหารมาส่งเวลา ๐๘.๐๐ น. ได้เห็นท่านยืนอยู่บนกุฏิตรงหน้าต่างและโบกมือ แล้วท่านสั่งว่า ให้เอาอาหารนั้นกลับไปเถิด วันนี้ท่านไม่ฉันอาหาร และสั่งให้ช่วยบอกพระที่อยู่ใกล้กุฏิของท่านว่า วันนี้ท่านจะไม่ลงโบสถ์ การไม่ลงโบสถ์ของท่านนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้พระเณร และประชาชนที่เลื่อมใสเคารพนับถือบูชาท่านด้วยจิตศรัทธา พากันวิตก ไม่สบายใจ

 


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved