กายวิภาคจักรราศี (๒๖)

*************

            จะขอนำเรื่องราวเกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์ของพระคุณเจ้า ท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ จากการเรียบเรียงของ ประเจียด คงศาสตรา นักเขียนชื่อดังในวงการพระเครื่องมาให้อ่านกัน เป็นเรื่องที่คุณ ท. เลียงพิบูลย์ ไม่ได้เรียบเรียงไว้ เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ แต่ผมกลับเห็นว่า เป็นสิ่งที่ควรรับฟังหรือรับรู้ได้  และสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวของผู้ประพฤติปฏิบัติเอง หรือรู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเอง ท่านที่ไม่ได้ปฏิบัติ ได้แต่รับฟังเรื่องราวต่าง ๆ แล้ว จะเชื่อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้อ่าน ผมเป็นสื่อมวลชนที่มีหน้าที่นำเสนอเท่านั้น

                ในความเชื่อของผมเห็นว่า เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์นั้น ไม่ใช่เรื่องงมงายหรือไร้สาระ เพราะมีมานานก่อนครั้งพุทธกาลเสียอีก พวกนักบวชเดียรถีย์ หรือ นักบวชนอกพระพุทธศาสนา ฤาษีชีไพร นักพรต โยคี ฯลฯ ที่สำเร็จฌานสมาบัติ ล้วนแต่แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้ด้วยกันทั้งนั้น พระพุทธองค์ และเหล่าพระอรหันต์สาวกหลายรูปในสมัยพุทธกาล ก็ยังแสดงปาฏิหาริย์ปรากฏต่อหน้าสาธารณชนมาแล้ว ดังได้มีการบันทึกไว้ในพระพุทธประวัติและพระสูตรต่าง ๆ แต่ก็นั่นแหละ การแสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ไม่ใช่ทางแห่งการหลุดพ้น ไม่ใช่แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์จึงไม่สนับสนุนให้พระภิกษุแสดงปาฏิหาริย์เพื่อเรียกศรัทธาจากประชาชน แต่ให้พระภิกษุมุ่งแสดงธรรมเพื่อสร้างศรัทธาจะเป็นการดีกว่า เรามาเข้าเรื่องปาฏิหาริย์บางประการของพระคุณเจ้ากันดีกว่า จะว่ากันเป็นเรื่อง ๆ ไป

                เรื่องที่ ๑ พลังน้ำล้างเท้า  ปกติพระคุณเจ้าจะเข้าในกุฏิทางประตูด้านข้าง  ท่านจะต้องตักน้ำจากตุ่มน้ำเล็ก ๆ ที่ตั้งไว้เป็นตุ่มน้ำล้างเท้าเป็นประจำ  วันหนึ่ง มีท่านนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง  ได้มาดักรอพระคุณเจ้าอยู่ที่หน้ากุฏิ  พอพระคุณเจ้าเดินเข้าไปในเขตกุฏิ ก็ตามเข้าไปคุกเข่าลง แล้วกราบเรียนท่านไปว่า

                “ลูกสะใภ้ของกระผมป่วยนอนอยู่โรงพยาบาล แกเพ้อเห็นภูติผีปีศาจอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้เป็นอันหลับนอนพักผ่อน กระผมสงสารจึงได้มาหาพระคุณเจ้า เพราะเพื่อน ๆ นายตำรวจด้วยกันบอกว่า พระคุณเจ้าทำน้ำมนต์เก่ง”

                พระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ มองดูหน้านายตำรวจผู้นั้นแล้ว กล่าวตอบว่า “อาตมาไม่เคยทำน้ำมนต์ และอาตมาไม่ใช่หมอผีด้วย”

                “กระผมนับถือองค์เดียว ถ้าพระคุณเจ้าไม่ทำให้ก็เห็นจะไม่ไปเอาที่อื่น”

                “อาตมาไม่เคยทำน้ำมนต์จริง ๆ ขอให้กลับไปเถอะ อาตมาไม่ใช่หมอผี”

                กล่าวจบพระคุณเจ้าก็ขอตัวเข้าไปในกุฏิเพื่อพักผ่อน แต่หลังจากพระคุณเจ้าเข้ากุฏิไปแล้ว  นายตำรวจผู้นั้นก็เอาขวดน้ำที่เตรียมมา ตักน้ำในตุ่มล้างเท้าของพระคุณเจ้าใส่ลงไปค่อนขวด แล้วพนมมือระลึกถึงบารมีของท่าน จากนั้นก็กลับออกไป

นายตำรวจผู้นั้นเอาน้ำล้างเท้าของพระคุณเจ้า ไปให้ลูกสะใภ้กิน และพรมศีรษะ ปรากฏว่า ไม่นอนฝันร้าย กลับหายเป็นปกติ กลับบ้านได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ข่าวนี้เล่าลือกันออกไปมาก ๆ เข้า พอพระคุณเจ้าไม่อยู่ในกุฏิ  คนก็แอบไปตักน้ำล้างเท้าของท่านไปกิน รักษาโรค และป้องกันผีกันเป็นการใหญ่  ต่อมาพระคุณเจ้าสังเกตเห็นน้ำในตุ่มพร่องลงไปทุกวัน จึงได้สอบถามพระที่อยู่ข้างกุฏิดู ก็ได้ความว่า มีคนมาตักเอาไปกินทุกวัน พระคุณเจ้าจึงยกตุ่มนั้นเข้าไปไว้ในกุฏิเพื่อเป็นการป้องกัน ท่านบอกกับพระที่อยู่ข้างกุฏิว่า

“ไม่น่าเลย น้ำสกปรกออก เดี๋ยวเกิดเป็นบิด เป็นอหิวาตกโรคเข้า ก็จะเป็นบาปเปล่า ๆ คนเรานี่ อะไรก็ไม่รู้ เชื่อถือกันแปลก ๆ”

เรื่องที่ ๒ กายทิพย์ปรากฏช่วยคนเผลอเรอ  ดึกมากแล้ว ขณะที่พระคุณเจ้ากำลังเดินจงกรมอยู่รอบกุฏิของท่าน  ชายคนหนึ่งก็ถือดอกไม้ธูปเทียนเข้ามา แล้วก็ร้องตะโกนเรียกท่านเสียงดังลั่น พระคุณเจ้าจึงเดินมาดู พอเขาเห็นก็ก้มลงกราบแทบเท้า ละล่ำละลักบอกว่า

“ท่านศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ ถ้าท่านไม่ช่วยผม ผมคงไม่ต้องมีเงินเหลือติดตัวเลยสักแดง”

“อะไรกัน ไหนลองเล่าไปซิ อาตมาไปช่วยคุณได้อย่างไรกัน”

แท๊กซี่คนนั้นจึงเล่าว่า เขาขับรถออกกะกลางคืน คืนนั้นเขาหาคนโดยสารได้น้อย จึงพยายามขับวนไปวนมาเพื่อให้ได้ค่าเช่าและค่าน้ำมัน  ดังนั้นใจจึงจดจ่ออยู่กับการสอดส่ายสายตามองหาผู้โดยสาร  จึงทำให้ขับรถฝ่าสัญญาณไฟแดงไปอย่างขาดสติ  พอนึกได้ มอเตอร์ไซด์ของจ่าตำรวจก็แล่นตามมาประกบด้านข้างรถ แล้วเอามือเคาะกระจกรถ

“ขอดูใบขับขี่ นายขับรถฝ่าไฟแดงต่อหน้าต่อตา เอาใบขับขี่มาเร็ว จะได้ไปโรงพัก”

ชายคนขับแท๊กซี่รายนั้นล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อ ล้วงเอาใบขับขี่ออกมาส่งให้จ่าตำรวจอย่างว่าง่าย จ่ารับใบขับขี่ไปแล้วก็มองไปด้านหลังรถ พลันก็สะดุ้งแล้วร้องว่า

“นายนี่มันไม่เอาไหนเลย มีพระมีเจ้านั่งมาด้วยแกยังขับรถฝ่าไฟแดง เอ้านี่ใบขับขี่เอาคืนไป แล้วรีบไปส่งท่านเร็ว ๆ เข้า เสียเวลา ขอโทษครับพระคุณท่าน กระผมนมัสการลา”

นายคนขับแท๊กซี่หันขวับไปดูด้านหลัง ก็เห็นพระภิกษุผิวขาว ครองผ้าจีวรเหลืองดอกบวบ นั่งอย่างสำรวมอยู่ด้านหลัง เขาแทบไม่เชื่อสายตา เพราะเขาไม่ได้รับใครมาด้วย พอเห็นได้ถนัดตา ภาพนั้นก็อันตรธานหายไป

เขาเอื้อมมือไปดึงที่บังแดดลงมา แล้วหยิบภาพของพระภิกษุที่เขาตัดมาจากหนังสือพิมพ์บางกอกไทม์มาดู แล้วก็ขนลุก เป็นพระรูปเดียวกัน ด้านล่างของภาพมีคำบรรยายว่า “พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต ธัมมะวิตักโก วัดเทพศิรินทราวาส”

เขารีบซื้อดอกไม้ธูปเทียนมาที่วัดเทพศิรินทร์ แล้วถามทางเขาเรื่อยมา จนได้นมัสการพระคุณเจ้าในที่สุด เมื่อเขาทำการถวายดอกไม้ธูปเทียนแก่พระคุณเจ้าให้ท่านนำไปบูชาพระแล้ว พระคุณเจ้าก็กล่าวกับเขาว่า

“อาตมาขอเตือน คุณทำไม่ถูก ที่ขับรถฝ่าไฟแดงเป็นการประมาท อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต และตำรวจจราจรก็ทำไม่ถูกด้วยที่ปล่อยคุณมา อาตมาหวังว่าต่อไป คุณคงไม่ทำอะไรอย่างนี้อีก เพราะเป็นความผิดอย่างไม่น่าให้อภัย”

เรื่องนี้มีพระภิกษุในวัดเทพศิรินทร์หลายรูปเป็นพยาน เพราะแท๊กซี่ถามทางมาตลอด และพูดกับพระคุณเจ้าด้วยเสียงอันดัง

เรื่องที่ ๓ อาตมาพูดจาตรง ๆ แบบขวานผ่าซาก  จอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์  ได้เดินทางมาขอพบพระคุณเจ้าอย่างไม่เป็นทางการ ในคืนหนึ่งที่ท่านได้เสร็จภารกิจ ในการตรวจตราความสงบเรียบร้อยของที่ตั้งทางทหารใน กทม.แล้ว ท่านได้อยู่ที่สุสานหลวงวัดเทพศิรินทร์ ได้ให้พลโทเฉลิมชัย  จารุวัสต์  เข้ามานมัสการเรียนขอเข้าพบพระคุณเจ้าเป็นการส่วนตัว  พระคุณเจ้าได้ทราบวัตถุประสงค์แล้ว ก็ตอบผ่านทางพลโทเฉลิมชัย ว่า

“ช่วยไปเรียนท่านจอมพลด้วยว่า อาตมาขออย่ามาพบเลย มิใช่จะถือดี แต่ขอให้ไปเรียนท่านจอมพลว่า อาตมากับท่านอยู่กันคนละโลกแล้ว เดินกันคนละทาง อาตมาเป็นคนพูดจาตรง ๆ แบบขวานผ่าซาก ไม่ค่อยเกรงใจใคร เพราะอาตมาชอบความจริง ถ้าพบกัน อาตมาก็ต้องสอนและให้ธรรมะ ถ้าถูกใจก็ดีไป ถ้าไม่ถูกใจก็จะไม่ดีทั้งสองฝ่าย ไม่สบายใจไปด้วยกัน อาตมาขอให้พร ให้ท่านมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงยิ่ง ๆ ขึ้นไป”

เป็นที่น่าแปลกว่า พระคุณเจ้าให้พรให้สุขภาพของจอมพลสฤษดิ์แข็งแรง เหมือนจะบอกใบ้อะไรสักอย่าง เพราะไม่นานนัก ท่านจอมพลสฤษดิ์ ก็ถึงแก่กรรมด้วยโรคม้ามอักเสบ สุดปัญญาที่จะแก้ไขได้ นับเป็นเรื่องประหลาดอีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องที่ ๔ ปรจิตข้ามทวีป  คุณบรรจง  มีแสงพราว  บรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ ได้ตีพิมพ์ข่าวการสัมภาษณ์ฝรั่งจากสหรัฐอเมริกา  ที่ได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล มานมัสการพระคุณเจ้า ท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ ถึงวัดเทพศิรินทร์ เขาได้เล่าว่า

                เป็นโรคปวดหัวข้างเดียวมาเป็นเวลานาน  เป็นอาการอันทรมานมาก  แม้จะทุ่มเทรักษาไปสักเท่าใด ก็ไม่ดีขึ้น  คืนหนึ่ง ขณะที่เขากำลังนอนหลับสนิทนั้น  ก็พลันนิมิตเห็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา มาปรากฏร่างที่ข้างเตียงเขา แล้วกล่าวกับเขาเป็นภาษาอังกฤษว่า จะรักษาอาการปวดหัวให้  จากนั้นได้เอามือลูบศีรษะให้หลายครั้ง แล้วเป่าลมซ้ำ ทำให้เขาหายปวด

                พอตื่นขึ้น อาการปวดหัวก็ค่อยบรรเทาลง  จึงอธิษฐานให้มารักษาอีก ปรากฏว่า ฝันเห็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาอีก มาเอามือลูบหัว และเป่าหัวให้อีกหลายครั้งติดต่อกัน จนครั้งสุดท้าย ได้บอกกับเขาว่า ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย หายแน่นอน ท่านอยู่เมืองไทย

                ฝรั่งนายนั้นเมื่อหายดีแล้ว ก็ลงทุนมาตามหาถึงประเทศไทย เดินทางไปจนถึงภาคเหนือ จนไปพบภาพของท่านที่ร้านขายอาหารแห่งหนึ่ง จึงสอบถามได้ความว่า อยู่วัดเทพศิรินทราวาส จึงตามมาหาจนพบ

                เมื่อมีผู้ใกล้ชิดไปนมัสการเรียนถามท่าน ท่านก็ตอบว่า “อาตมาจะรักษาเขาจริงหรือไม่นั้น อาตมาไม่ยืนยัน แต่เขามาเล่าอย่างนั้น คุณเคยได้ยินเรื่องเครื่องส่งวิทยุ ส่งคลื่นออกไปยังเครื่องรับได้ไหมล่ะ เครื่องรับอยู่ที่ไหนคลื่นก็ไปถึงได้ ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าเครื่องรับอยู่ที่ไหนกันบ้าง อาตมาแผ่เมตตาเป็นประจำวัน และฝรั่งคนนั้นเมื่ออาตมาสอบถามเขา ก็พบว่า เขาก็เป็นผู้ปฏิบัติทางจิตอยู่เป็นประจำเหมือนกัน”

                มิใช่แต่ฝรั่งที่พบพระคุณเจ้าในนิมิต   อุบาสิกาท่านหนึ่งเป็นนักวิปัสสนา ได้ไปนั่งวิปัสสนาในสำนักวิปัสสนาสำนักหนึ่งทางอยุธยา แต่แล้วก็ติดอยู่ในนิมิตอย่างหนึ่ง ข้ามพ้นไปไม่ได้ ต้องออกจากสมาธิทุกครั้ง

                คืนหนึ่งขณะเข้าสมาธิ ก็ปรากฏร่างของพระคุณเจ้าขึ้นในนิมิต  พระคุณเจ้าได้แนะนำข้อปฏิบัติกรรมฐานให้หลุดจากนิมิตที่ทำให้ติดขัด ต้องออกจากสมาธิทุกครั้ง ทำให้อุบาสิกาผู้นั้น สามารถพ้นจากข้อขัดข้องไปได้

                เมื่อมีโอกาสจึงมากราบนมัสการพระคุณเจ้าถึงที่วัด แล้วเล่าให้ฟัง พระคุณเจ้าฟังด้วยอาการสงบ ไม่ออกความเห็น นอกจากกล่าวว่า “ดีแล้วละที่ก้าวหน้าไปได้ ต่อไปไม่ต้องมาหาอาตมาอีก ทำตามทางที่ได้ทำมาแล้ว ขอให้ก้าวหน้าไปจนถึงที่สุด”

                เรื่องที่ ๕ อย่าติดในกามจะลำบาก  อุบาสิกาคนหนึ่ง เป็นคนที่พระคุณเจ้ารู้จักดีเมื่อสมัยยังไม่ได้อุปสมบท เป็นคนที่ไม่ยอมแก่ เขียนหน้าทาปากให้ดูอ่อนวัยอยู่เป็นประจำ แม้อายุจะสูงแล้วก็ตาม วันหนึ่งได้มานมัสการพระคุณเจ้า แล้วเล่าให้ฟังว่า ได้ไปเรียนวิปัสสนากรรมฐานมา แต่ยังไม่ค่อยจะแตกฉาน ขอได้โปรดแนะนำด้วยจะเป็นพระคุณ

                พระคุณเจ้าจึงได้ตอบไปในทันทีนั้นว่า “กามคุณนั้นแหละเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง ตราบใดที่กามคุณยังไม่ถูกกำจัดให้สิ้นไป ยังคงเหลือร่องรอยไว้ล่ะก็ อย่าหวังจะได้สมาธิในวิปัสสนาเลย”

                อุบาสิกาผู้นั้นได้ฟังก็หน้าแดงด้วยความโกรธว่า พระคุณเจ้าตำหนิที่ตนทำตัวกระตุ้งกระติ้งเกินวัย จึงกราบนมัสการลาไปด้วยความโกรธ พระคุณเจ้าได้พูดกับศิษย์ใกล้ชิดตามหลังไปว่า “อุบาสิกาคนนั้นคงโกรธอาตมามาก แต่ที่พูดไปนั้นไม่ได้ตั้งใจจะให้แกเสียใจ แต่กามคุณนั้นมันมีอำนาจมากจริง ๆ”

                เป็นที่น่าประหลาดว่า หลังจากพระคุณเจ้าทักได้ไม่นานนัก อุบาสิกาผู้นั้นก็ถูกกามคุณเล่นงานเอาจริง ๆ โดยไปถูกผู้ชายรุ่นลูกรุ่นหลานปอกลอกด้วยกลกาม จนหมดเนื้อหมดตัว ทั้งนี้หากอุบาสิกาผู้นั้นคิดตามคำพูดของพระคุณเจ้าแล้วหมั่นระวัง คงจะไม่เดือดร้อนถึงปานนั้นเป็นแน่


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved