กายวิภาคจักรราศี (๒๗)

*************

เรื่องที่ ๖ เต่าปริศนาธรรม มื่อพระคุณเจ้ายังมีสังขารอยู่นั้น  มักจะมีคนจีนที่ชอบเซ่นไหว้แบบจีน มาขอพรลับหลังพระคุณเจ้าที่กุฏิ  เมื่อได้ผลดังปรารถนาแล้ว ก็พากันเอาป้ายหนังสือจีน และเครื่องเซ่นไหว้แบบจีนมาวางไว้ที่โคนต้นไม้ข้างกุฏิท่าน เขาพูดกันในหมู่คนจีนว่า

“อาท่างเจ้าคุงนอรารักอีเป็งเซียงไม่ใช่ธัมมะลา”

พระคุณเจ้ามักจะกล่าวกับศิษย์ใกล้ชิดว่า “พวกคนจีนเขาถือว่ากุฏิอาตมาเป็นศาลเจ้า มันน่าประหลาดนะ”

วันหนึ่งมีคนจีนเอากระดองเต่าทะเลมาวางไว้ พร้อมกับเครื่องไหว้แบบจีน และตัวหนังสือจีน พระคุณเจ้าเดินมากับศิษย์ พอเห็นเข้าท่านก็ยิ้ม แล้วกล่าวว่า

“เต่าเป็นสัตว์ที่คนจีนเขานับถือเป็นพิเศษ เพราะเป็นสัตว์อดทน แม้เดินช้าก็ไม่ท้อถอย คงเดินไปถึงจุดหมายเสมอ แต่อาตมาขอให้ข้อคิดกับคุณว่า เต่า คือ ปริศนาธรรมประการหนึ่ง ที่ควรจะน้อมนำเข้ามาพิจารณา

เต่ามีส่วนที่ยื่นออกมาพ้นกระดองหกอย่างด้วยกัน คือ ขาสี่ และ หัวกับหาง อีกสอง รวมเป็นหก เหมือนอายตนะหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เต่าเมื่อมีอันตรายมาใกล้ ก็จะหดอวัยวะทั้งหกเข้าไว้ในกระดอง ใช้ความแข็งของกระดองเป็นเกราะกำบังภัย จนภัยผ่านพ้นไปแล้วจึงยื่นออกมาใหม่

คนเรานั้น เมื่ออายตนะทั้งหกต้องถูกกระทบ ด้วยสิ่งที่ทำให้เกิดความพอใจและไม่พอใจ ก็ควรจะสำรวมระมัดระวังอายตนะทั้งหก ไม่ให้เกิดรวนเร และเป็นไปตามอำนาจแห่งกิเลสที่เข้ามากระทบ ไม่วู่วามตัดสินใจทำอะไรไปโดยไม่ได้คิดให้ดีเสียก่อน”

นี่คือความยิ่งใหญ่ในด้านธรรมะของพระคุณเจ้า ที่หยิบเอาธรรมะจากธรรมชาติมาสอนผู้คนได้อย่างประหลาด

เรื่องที่ ๗  อย่าทำเลยมันจะผิดศีล ครั้งหนึ่งมีพระบวชใหม่มาอยู่กับพระที่บวชเก่าในกุฏิที่อยู่ติดกันกับพระคุณเจ้า  เป็นพระที่มีความเป็นนักดนตรีอยู่มาก  เมื่อบวชแล้วก็เอาไวโอลินคันโปรดมาด้วย  และแล้ววันหนึ่งเวลาบ่าย ๆ มีเพื่อนมานมัสการพระบวชใหม่ถึงที่กุฏิพระองค์นั้น  ด้วยความคุ้นเคยจึงเปิดหีบไวโอลิน เอามือหยิบไวโอลินขึ้นมาจะสี

พระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ ซึ่งอยู่กุฏิติดกันได้เปิดหน้าต่างกุฏิออกมาทันที  ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่ค่อยจะเปิดหน้าต่างบ่อยนัก ท่านบอกกับพระบวชเก่าที่นั่งอยู่หน้ากุฏิว่า

“คุณรีบเข้าไปบอกพระนวกะรูปนั้นให้เอาไวโอลินเก็บเข้าหีบเสีย อย่าได้สีเป็นอันขาด เพราะมันจะเป็นบาปผิดศีล จะไม่ดีแก่ตัวเอง”

พระบวชเก่ารีบพรวดพราดเข้าไปข้างในก็พบว่า พระบวชใหม่กำลังแนบไวโอลินกับบ่าและแก้ม เตรียมจะสีอยู่แล้ว จึงได้บอกว่า อย่าครับ สีมันอาบัตินะครับ ไม่ดีแก่ตัวเอง ใครมาเห็นเข้า ก็จะติเตียนได้

กุฏิที่พระนวกะรูปนั้นจะสีไวโอลิน เป็นผนังปูนมิดชิด พระคุณเจ้าไม่มีโอกาสมองเห็นได้เลย และพระองค์นั้นก็ยังไม่ได้สี เรื่องที่ท่านจะได้ยินเสียงก็เป็นไปไม่ได้อีก พระภิกษุบวชเก่ารูปนั้น เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้กับเพื่อนพระด้วยกันฟังแล้ว ให้ความเห็นว่า

“กุฏิเป็นผนังปูน เราเองนั่งอยู่ข้างหน้ายังไม่เห็น ไม่ได้ยินเสียง แต่พระคุณเจ้าอยู่ในห้อง กลับมองเห็น ถ้าท่านไม่ได้ตาทิพย์ แล้วจะเห็นได้อย่างไร และเตือนทันเวลาเสียด้วย แสดงว่าท่านเห็นเหตุการณ์โดยตลอดเลย”

เรื่องที่ ๘ คุณจะมีเคราะห์เพราะบริวารเป็นเหตุ ท่านเจ้าคุณอุดมสารโสภณ อดีตเมื่อยังไม่ได้ลาสิกขาบทนั้น  เป็นผู้ที่พระคุณเจ้าไว้ใจให้สร้างวัตถุมงคลในนามของท่าน เพื่อหาทุนไปสร้างพระอุโบสถ และโรงเรียนวัดวังกระโจม นครนายก ไม่ค่อยจะได้มีเวลาจะได้พบกับพระคุณเจ้าบ่อยนัก เพราะมีกิจต้องขึ้นล่องระหว่างนครนายกกับวัดเทพศิรินทร์อยู่เป็นประจำ  แต่แล้ววันหนึ่งหลังจากทำวัตรเย็นแล้ว พระคุณเจ้ากลับมายืนดักรออยู่ พอท่านเจ้าคุณอุดม ฯ ผ่านมา ก็ออกมายืนดักหน้า ท่านกล่าวกับท่านเจ้าคุณอุดม ฯ ว่า

“อาตมาเป็นห่วงคุณ เพราะคุณกำลังเคราะห์ร้าย และผู้ที่จะทำให้เคราะห์ร้าย ก็คือบริวารของคุณนั่นเอง ให้ระวังตัวด้วย”

ท่านเจ้าคุณอุดม ฯ ก็รับปากว่าจะระวัง พระคุณเจ้าก็เดินจากไป อีกสองอาทิตย์ต่อมา ขณะที่เจ้าคุณอุดม ฯ กำลังเดินทางไปตามเส้นทางสู่นครนายก ก่อนจะเข้าตัวเมืองเป็นทางโค้ง คนขับรถของท่านเจ้าคุณอุดม ฯได้แหกโค้งพารถคว่ำอย่างรุนแรง ท่านเจ้าคุณอุดม ฯ บาดเจ็บ ต้องเข้ารับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเกือบครึ่งเดือน สมกับคำเตือนของพระคุณเจ้าว่า “คุณจะมีเคราะห์เพราะบริวาร”

เรื่องที่ ๙ ทำดี ดีกว่าขอพร หลังจากพิธีเวียนเทียนวิสาขบูชาสิ้นสุดลงแล้ว ได้มีหนุ่มสาวสองคนพากันมาดักรอพระคุณเจ้าตอนที่จะกลับกุฏิ เมื่อเห็นพระคุณเจ้าเดินมา ก็พากันมาดักหน้า แล้วคุกเข่าลงนมัสการพระคุณเจ้าพร้อมกัน

“กระผมกับคู่หมั้นมีความรักกันอย่างแนบแน่น จึงใคร่ขอพรจากพระคุณเจ้าให้เราได้เกิดมาพบกันทุกชาติไป”

พระคุณเจ้ามองดูหนุ่มสาวทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง จึงได้กล่าวขึ้นว่า “คุณสองคนนี่แปลกจริง ๆ มีแต่เขาไม่อยากผุดอยากเกิด อย่างตัวอาตมานี่ ถ้าใครมาแช่ง ขอให้อย่าได้ผุดได้เกิด อาตมาจะขอบใจเขา เพราะทุกข์จากการเกิดนั้นมากเหลือหลาย

คุณต้องระลึกไว้เสมอนะว่า มนุษย์เราต้องมีความเพียรในสิ่งที่ตนเองปรารถนา ไม่มีใครจะขออะไรได้ง่าย ๆ ตามที่ปรารถนา ต้องลงมือทำในสิ่งที่ต้องการจึงจะได้ในสิ่งที่ปรารถนา แต่ก็เอาละนะ เมื่อคุณทั้งสองตั้งใจมาขอพรแล้ว อาตมาก็จะให้พรนั้น ขอให้สมความปรารถนาในสิ่งที่หวัง”

หนุ่มสาวทั้งสองก้มลงกราบแทบเท้าท่าน แล้วพากันเดินคลอเคลียกันหายลับไป หลังจากนั้น สันติวรบทข้อสุดท้ายจึงเกิดขึ้น โดยมีหมายเลขที่ ๙ ทำดีดีกว่าขอพร พระคุณเจ้าสอนว่า

พุทธศาสนาไม่เคยสอนให้สวดอ้อนวอน เพื่อขอพรให้เกิดความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา แต่สมเด็จพระบรมครูทรงสอนให้เชื่อในเรื่องของกรรมอันเป็นการกระทำ หากต้องการพรให้สมความปรารถนาก็ควรจะทำความดี ดีกว่าขอพรแล้วไม่เคยสร้างดีเลย สร้างความดีแล้วความดี ก็คือการให้พรแก่ตัวเอง และพระก็จะให้พรในภายหลัง

เรื่องที่ ๑๐  ผ้าเช็ดเท้าก่ออภินิหาร   มีชายคนหนึ่งได้มานมัสการพระคุณเจ้าที่พระอุโบสถ  ชายคนนั้นเคยบวชอยู่ในวัดเทพศิรินทร์ และคุ้นเคยกับพระคุณเจ้าเป็นอย่างดี ได้ทราบข่าวว่าพระคุณเจ้ามีพระกิตติคุณอันสูงส่ง จึงได้มาขอของดี แต่พระคุณเจ้าบอกว่า ไม่มี มีแต่ธรรมะ

ชายคนนั้นตามไปถึงกุฏิของพระคุณเจ้า  แต่พระคุณเจ้าก็ยังยืนกรานตามเดิมว่า ไม่มีของดีแจก ชายคนนั้นเห็นผ้าเช็ดเท้าของพระคุณเจ้า ทำจากเศษผ้าเหลืองเก่า ๆ ที่พระคุณเจ้าใช้จนไม่สามารถจะใช้ได้อีกแล้วเข้า ก็ฉีกแควกออกมาชิ้นหนึ่ง แล้วนมัสการลากลับ

ผ้าเช็ดเท้าชิ้นนั้น ติดตัวอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งคืนหนึ่ง ได้ไปนั่งคุยกับเพื่อนที่เป็นนายตำรวจอยู่กองปราบปรามสามยอด ทันใดวิทยุแจ้งเหตุก็ดังขึ้นว่า เกิดเหตุอันธพาลคุมซ่องตีกับลูกค้าที่แถบสะพานถ่าน จึงได้ออกไปพร้อมกับนายสิบและพลตำรวจอีกห้านาย ชายคนนั้นขอติดตามไปด้วย

พอไปถึงที่เกิดเหตุปรากฏว่า  พวกอันธพาลมีมากกว่า จึงพากันกลุ้มรุมทำร้ายตำรวจจนต้องสู้พลางถอยพลาง ชายคนนั้นอยู่รั้งท้าย จึงถูกเตะล้มลง แล้วอันธพาลคนหนึ่งก็ขึ้นคร่อมบนหน้าอก เอามีดโกนออกมาปาดกระเดือกจนเป็นแผลฉกรรจ์เลือดไหลออกมาราวกับน้ำพุ ส่งเสียงคร่อก ๆ สำลักเลือด และน้ำลาย หลอดลมถูกคมมีดโกนปาดเข้าไปด้วย

ก่อนที่จะหมดความรู้สึก เขาเห็นผ้าเหลืองโยกผ่านหน้าเขาไป เขาจึงเหลือบตาดูก็พบว่า ร่างของพระคุณเจ้ามาอยู่ที่เบื้องบนศีรษะ แล้วก็หมดสติไป พอใกล้จะฟื้นนั้น รู้สึกอึดอัดและมองเห็นพระคุณเจ้ามายืนที่ข้างเตียง แล้วส่งเสียงบอกว่า “แอมโมเนีย”

ชายคนนั้นจึงพยายามส่งเสียงว่า แอม โม เนีย จนพยาบาลได้ยินเข้า จึงเอาแอมโมเนียมาให้ดม จนฟื้นคืนสติ เมื่อนายแพทย์เจ้าของไข้มาดูอาการ ก็ถึงกับกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า

“ปกติแล้วคนที่ถูกเชือดคอจนถึงหลอดลมนั้น จะสิ้นชีวิตในทันที ไม่อาจจะดิ้นรนต่อไปได้อีก แต่ชายคนนั้นกลับมีลมหายใจระรวย ๆ อยู่ และหัวใจก็เต้นแผ่ว ๆ อยู่ด้วยเมื่อมาถึง จึงช่วยชีวิตทัน หาไม่คงตาย”

รักษาตัวจนหายแล้วจึงกลับมานมัสการพระคุณเจ้าพร้อมด้วยรอยแผลเป็นที่คอ พระคุณเจ้าได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “อาตมาไม่ได้ไปไหน ไม่ได้เหยียบกรายออกไปนอกวัด แล้วจะไปช่วยเขาได้อย่างไร เขาเห็นอาตมาด้วยใจของเขาเอง เขานับถือ ระลึกถึงอาตมา เขาย่อมมองเห็นด้วยใจของเขาเอง อาตมาไม่ได้ออกไปช่วยเขา และอาตมาก็บอกเขาว่า อย่าเข้าไปในที่ต่ำอีก”

เรื่องนี้นักเรียนนอกคนหนึ่งได้เล่าเรื่องประหลาดที่เขาได้พบมาว่า “ผมเองนับถือพระคุณเจ้าอยู่นานแล้ว เมื่อได้ไปเรียนต่อที่อังกฤษจึงได้ไปขอพรท่าน ท่านก็ให้พร สองปีต่อมาผมก็ย้ายจากอังกฤษไปเรียนอเมริกา แต่ที่นั่นผมไม่มีใครรู้จักเลย พอไปถึงท่าอากาศยานจะเข้าไปในเมืองหาที่พักก็จนแต้ม คิดอะไรไม่ออก เพราะคนผิวดำ หรือผิวเหลืองแบบผิวคนไทย พวกฝรั่งอเมริกันไม่ค่อยจะสนใจ

ผมจึงระลึกถึงพระคุณเจ้าขอให้ช่วย  พอผมเดินพ้นออกมาจากอาคารพักผู้โดยสารขาเข้า ก็มองเห็นพระคุณเจ้ามายืนรออยู่ ผมเข้าไปนมัสการท่าน ท่านก็บอกว่า อย่าชักช้า มีเวลาน้อย แล้วท่านก็บอกสถานที่ ตำบลที่อยู่ และเส้นทางที่จะไปหาห้องพัก  เมื่อท่านหายลับไปแล้ว เขาก็ไปตามนั้น และได้เข้าพักสมความปรารถนา

อีกรายหนึ่งเป็นพระอยู่ทางกาญจนบุรี เรียนกรรมฐานแล้วจิตเกิดปั่นป่วนเลยเสียสติ ต้องจับล่ามโซ่กันไว้ แต่แล้วก็กลับบ่นว่า จะไปพบพระคุณเจ้า ท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ ที่วัดเทพศิรินทร์ บิดาเป็นคนพาไปหาพระคุณเจ้า เมื่อได้พบพระคุณเจ้า อาการก็ดีขึ้นเป็นปกติ พระคุณเจ้าสั่งให้กลับวัดไปบำเพ็ญใหม่ จะไม่เป็นอีก

พระองค์นั้นบอกว่า ได้พบพระคุณเจ้ามาช่วยแนะนำและรักษา และบอกด้วยว่า ชื่อพระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต อยู่วัดเทพศิรินทราวาส จึงตามมาถูก

เรื่องที่ ๑๑ ระเบิดราคะ มีผู้สำเร็จการศึกษาต่าง ๆ นมัสการขอคำแนะนำและขอพรจากพระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ ท่านก็ได้ให้โอวาทไปว่า ขอให้เป็นคนดี ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และมอบหนังสือสันติวรบทให้ไปอ่านเพื่อเป็นการประเทืองปัญญาในการดำรงชีวิต

วันหนึ่งมีนักศึกษาแพทย์ จบจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศิริราช มานมัสการและขอพรท่าน เพราะจะไปเป็นแพทย์ฝึกหัดที่เชียงใหม่ พระคุณเจ้าได้อบรมแล้วมอบหนังสือสันติวรบทให้ไป พระคุณเจ้าได้อบรมแบบแปลก ๆ ไปกว่าคนอื่น ท่านได้กล่าวอบรมว่า

“เมื่อคุณมาขอโอวาทจากอาตมา อาตมาก็จะให้ตามที่ต้องการ มนุษย์เราต้องระวังระเบิดสามลูก คือ ราคะ โทสะ โมหะ เป็นรากเง่าของความเลวทั้งปวง โทสะนั้นคงจะระวังได้ง่าย เพราะเป็นของร้อน และนักศึกษาแพทย์ที่จบการศึกษาแล้ว ย่อมไม่ค่อยจะมีโทสะ เพราะได้ฝึกให้มีเมตตาธรรมแก่เพื่อนมนุษย์อยู่แล้ว แต่ราคะนั้นเป็นความเย็น ความน่าพิศมัย เป็นความสุข ถ้ามีโมหะเข้ามาช่วยด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ เพราะมันเป็นความหลงอย่างร้ายแรง”

ก่อนจะนมัสการลากลับ พระคุณเจ้าได้ถามนักศึกษาแพทย์ผู้นั้นว่า “คุณจะไปเป็นแพทย์ฝึกหัดที่ไหนเล่า” “กระผมจะไปอยู่เป็นแพทย์ฝึกหัดที่เชียงใหม่ครับ” พระคุณเจ้าจึงกล่าวว่า

“ดีแล้ว อาตมาขอให้คุณระวังระเบิดเพียงลูกเดียวเท่านั้น คือ ราคะ เพราะมันจะทำให้คุณเดือดร้อนที่สุด”

เพียงหกเดือนต่อมา ระเบิดลูกที่พระคุณเจ้าให้ระวังคือ ราคะ ก็ระเบิดใส่แพทย์ฝึกหัดผู้นั้นจนเสียชื่อเสียง และได้รับความเดือดร้อนสาหัสสากรรจ์ เหมือนคำเตือนของพระคุณเจ้าไม่มีผิด


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved