กายวิภาคจักรราศี (๒๘)

*************

 

พระคุณเจ้าเป็นพระอรหันต์หรือ ? เรื่องความเป็นอรหันต์ของพระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต เป็นเรื่องถกเถียงกันมาก และมีเหตุการณ์ที่ทำให้คิดไปได้หลายแง่ ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาด้วยตัวท่านเอง

ในกุฏิของพระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ   จะมีโลงศพและกระดูกแขวนไว้ เวลาที่คนสงสัยท่านก็จะอธิบายว่า “โลงศพ คือ สิ่งสุดท้ายที่มนุษย์เราต้องนอน จะต้องการหรือไม่ เมื่อถึงเวลาก็ต้องนอน พ้นไปไม่ได้

โครงกระดูก นั้นคือ คุณหญิงของอาตมา อยู่ด้วยกันมานานเต็มทนไม่เคยบ่นเคยว่า แต่ให้สติแก่อาตมาอยู่เสมอว่า สิ่งที่ว่าสวยงามนั้น ล้วนเป็นเครื่องปรุงแต่งตามธรรมชาติเท่านั้น มันปกปิดความจริง คือ โครงกระดูกของคุณหญิงเสียหมด เมื่อความตายมาถึงแล้ว ก็เหลือเพียงแค่นี้เท่านั้น ความงามทั้งหลายหมดไปสิ้น”

กล่าวอธิบายจบ พระคุณเจ้าก็ยกภาษิตขึ้นมาว่า “บ่อน้อยเท่ารอยโค หรือจะโผข้ามพ้น เป็นมหาเปรียญยังหลงเวียนไปหากัน”

ท่านเจ้าคุณเทพกวีได้เล่าว่า ครั้งหนึ่ง ท่านไปสนทนาธรรมกับพระคุณเจ้า ในเรื่องภูมิธรรมของพระสงฆ์ เมื่อถึงคำว่า อนาคามี พระคุณเจ้าได้กล่าวว่า

“พระอนาคามีไม่มีสุกกะ (น้ำอสุจิ) เพราะตัดราคะได้สิ้น สุกกะจึงไม่จำเป็น ร่างกายก็ทำลายให้แห้งไป พระอนาคามีไม่ต้องการอาหารมากเพื่อไปหล่อเลี้ยงราคะ กระนั้นก็ไม่ทำให้เกิดความผิดปกติ และเสียงก็ไม่แหบแห้งเหมือนคนที่เป็นโรคทางกายและใจที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ”

ท่านเจ้าคุณเทพกวีได้สรุปว่า “อาตมาได้ไปค้นหาเรื่องนี้ จนกระทั่งจบสิ้นพระไตรปิฎก ก็ไม่พบสิ่งที่พระคุณเจ้าได้พูดถึงแม้แต่น้อย แสดงว่า ท่านได้รู้มาด้วยตัวท่านเองด้วยการปฏิบัติ เราไม่อาจรู้ได้ว่าท่านเป็นอรหันต์หรือไม่ แต่สำหรับอาตมานั้นเชื่อว่า แม้จะไม่เป็นอรหันต์ แต่อย่างน้อยอนาคามีท่านก็ต้องบรรลุอย่างแน่นอนที่สุด”

พระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ ได้ชวนพระภิกษุรูปหนึ่งที่บวชเข้ามา แล้วมีนิสัยน้อมนำไปในทางธรรมของการวิปัสสนากรรมฐาน พระคุณเจ้าได้เคยแนะแนวทางให้ แต่พระรูปนั้นก็ปรารภว่าจะสึก พระคุณเจ้าจึงทัดทานว่า

“คุณมีนิสัยทางธรรม คุณจึงเรียนธรรมได้ง่าย คุณจะบวชไม่สึกเลยไม่ได้หรือ คุณบวชมาแล้วหลายชาติ แต่แล้วก็สึกทุกที ทำไม คุณจะไม่สึกไม่ได้หรือ”

“ผมยังสงสัยและวิจิกิจฉาทุกเรื่อง ไม่มั่นใจว่าอะไรคือของจริง อะไรคือความไม่จริง แต่ผมยังคิดเอาเองว่า ต้องเป็นพระพุทธเจ้านั่นแหละจึงจะรู้แจ้งในทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะพระอรหันต์เพียงแต่ระลึกชาติได้เพียงกัลป์เดียว คงจะทำให้หายสงสัยไม่ได้ทั้งหมด”

พระคุณเจ้าได้ยินคำว่า อยากเป็นพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ระลึกชาติได้หนึ่งกัลป์ ท่านก็สวนทันควันออกมาทันที

“คุณคิดเหมือนกับคุณเสถียร โพธินันทะ ไม่มีผิด คุณเสถียรบอกกับอาตมาว่า อยากเป็นพระพุทธเจ้า จึงปรารถนาพุทธภูมิ อาตมาว่าเหลวไหล ได้เกิดมาพบกับพระพุทธเจ้าแล้วยังได้เรียนคำสอนของท่าน จะอยากไปเป็นพระพุทธเจ้าอีกทำไมกัน จะทรมานกันไปถึงไหนเล่า และที่คุณว่าพระอรหันต์เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ คุณรู้แล้วหรือ

คุณจะคิดอย่างไรไม่รู้ได้ แต่สำหรับอาตมา ชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้าย อาตมาไม่ต้องการเกิดอีก อาตมามั่นใจว่าชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้ายที่อาตมาจะเกิด ดีส ไลฟ์ อิส เธอะ ลาสท์” พระคุณเจ้าได้กล่าวเป็นภาษาอังกฤษมีความหมายว่า ชาตินี้ คือ ชาติสุดท้าย

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช กล่าวถึงเรื่องการเป็นพระอรหันต์ของพระคุณเจ้าไว้อีกแง่หนึ่งว่า เมื่อท่านไปนมัสการพระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ ที่เคยเห็นท่านมาตั้งแต่เล็ก ๆ เมื่อยังเป็นเด็กวิ่งเล่นอยู่ในวัง  หลังจากสนทนาปัญหาธรรมแล้ว ก็เลยถือโอกาสถามตรง ๆ ว่า

“กระผมได้ยินเขาเล่าลือกันว่า ท่านสำเร็จพระอรหันต์แล้ว ไม่ทราบว่าท็จจริงขนาดไหนกันแน่”

พระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ เรียก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เข้าไปใกล้ ๆ แล้วกระซิบที่หูท่านพอได้ยินถนัดว่า “อ้ายบ้า”

ประเจียด คงศาสตรา ผู้เรียบเรียงประวัติท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ อีกท่านหนึ่ง ได้ให้ความเห็นในเรื่องของ การเป็นพระอรหันต์ของพระคุณเจ้า ? โดยเขียนเป็นบทความเฉพาะไว้ในหนังสือกรรมกำหนด  เล่มที่ ๑๘  ซึ่งผมจะได้คัดลอกทั้งหมดโดยไม่ตัดตอนมาให้พิจารณากันดังนี้

ตราบใดที่โลกนี้ยังไม่สิ้นสลายไป ตราบใดที่พระพุทธศาสนายังดำรงคงอยู่ ตราบนั้นโลกไม่สิ้นพระอรหันต์ เป็นสัจธรรมอันไม่อาจปฏิเสธได้ ทั้งนี้ เพราะตราบใดที่พระสุปฏิปันโนในพระบวรพุทธศาสนายังคงตั้งหน้าเดินไปในเส้นทางแห่งอรหันต์ อันมีพระนิพพานเป็นเส้นชัยอยู่เบื้องหน้า ย่อมถึงเส้นชัยนั้นในที่สุด

ผู้เขียนเองเมื่อได้รับการขอร้องให้เขียนเรื่องนี้  ก็ต้องคิดแล้วคิดอีกด้วยว่า  ในหลักแห่งความจริงของโลกนั้นมีอยู่ว่า ปราชญ์จึงจะรู้ซึ้งถึงปราชญ์ด้วยกัน  ทั้งนี้ เพราะมีความรู้และภูมิธรรมที่เสมอกัน  ผู้มิใช่ปราชญ์ และผู้มิใช่อรหันต์ ย่อมไม่อาจจะกล่าวยืนยันได้มั่นเหมาะว่า ผู้ใดเป็นปราชญ์ พระสุปฏิปันโนรูปใดเป็นพระอรหันต์

ที่นำมาเขียนครั้งนี้มิใช่เครื่องยืนยันหรือคำตัดสิน  แต่เป็นการประมวลเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระคุณเจ้า  ท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ  มาให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาและช่วยกันขบคิดว่า พระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ ท่านเป็นพระอรหันต์หรือไม่อย่างไร เพราะเครื่องหมายคำถาม (?) ที่อยู่ข้างท้ายหัวเรื่องนี้ ก็ยังคงเป็นปัญหาและคำถามที่รอคอยคำตอบอยู่ต่อไปเช่นเดิม

พระอรหันต์ย่อมชดใช้กรรมของตนแต่ปางก่อนในชาติสุดท้าย  พระโมคคัลลาน์พระอรหันต์สาวกแห่งพระบรมศาสดา  ได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นเลิศด้วยการแสดงฤทธิ์คู่กับพระสารีบุตร ผู้ทรงยกย่องว่า เลิศด้วยปัญญาโวหารในการเทศนา  แต่ก็ต้องชดใช้กรรมในวาระสุดท้ายเพื่อปลดหนี้กรรมเข้าสู่แดนนิพพาน เรื่องมีอยู่ว่า

พระโมคคัลลาน์ ต้องถูกคุกคามโดยพวกเดียรถีย์นอกศาสนาอย่างถี่ยิบ  แต่ด้วยฌานอันล้ำลึก จึงนิรมิตตัวเองรอดพ้นจากการคุกคามทำร้ายได้ทุกครั้งไป  จนในที่สุดก็คิดได้ว่า  กรรมนี้น่าจะติดต่อมาจากชาติก่อน  จึงเข้าสมาบัติสู่อตีตังสญาณ จึงแจ้งในใจว่า

เมื่อเสวยชาติเป็นพราหมณ์หนุ่มผู้ลุ่มหลงพราหมณีผู้เป็นภริยา  ได้นำบิดามารดาอันตาบอดใส่เกวียนไปในป่าเพื่อสังหารให้สิ้นชีวิต  โดยจอดเกวียนทิ้งไว้ แล้วเดินออกไป เอาผ้าคลุมหน้า แกล้งดัดเสียงเป็นพวกโจร เอาไม้กระบองทุบตีผู้เป็นบุพการีอย่างไม่ออมมือ

แทนที่บุพการีจะเรียกให้บุตรของตนช่วย  กลับส่งเสียงร้องก้องไปทั่วป่าว่า บุตรแห่งเราเอ๋ย เจ้าอยู่แห่งใด  พึงหลีกไปเสียจากสถานที่นี้เถิด  เราผู้เป็นปิตุมาตาแห่งเจ้ากำลังจะสิ้นชีวิตเพราะมือโจร เราแก่แล้วอยู่ไปก็เปลืองเวลา เจ้ายังหนุ่มแน่นเป็นกำลังแห่งครอบครัว จงเอาตัวรอดเถิด

ได้ยินเช่นนั้น  จึงกลับใจนำบุพการีกลับมาเลี้ยงดูเหมือนเดิมจนสิ้นอายุขัย  ครั้นทำลายขันธ์กลับมาเกิดชาติใด ก็ถูกกรรมนั้นทำให้มีผู้ทำร้ายหรือทุบตีด้วยกระบอง ให้ถึงแก่กาลแตกดับทุกภพไป  แม้จะสำเร็จอรหันต์แล้ว กรรมนั้นก็ยังไม่ลดละ คงตามล้างผลาญต่อไป หากเอาตัวรอดไปจากกรรมแล้วนิพพานก็ย่อมไม่อาจเข้าได้ เพราะกรรมยังไม่สิ้น

จึงอธิษฐานฤทธิ์ดับกรรมด้วยการชดใช้กรรม  ครั้นเมื่อทราบในข่ายฌานว่า  บัดนี้มือสังหารอันเดียรถีย์ได้จ้างวานมา เข้ามาเกือบถึงกุฏิแล้ว  แทนที่จะหลบหนี ก็นั่งสงบสติสำรวม ปล่อยให้บรรดามือสังหารพังเข้ามาตีด้วยกระบองอย่างไม่เลือกที่ ไม่ยั้งมือ

ในพระบาลีกล่าวว่า  พระโมคคัลลาน์กัดฟันทนความเจ็บปวดจนถึงที่สุด เพื่อรับความทรมานในกรรมที่ตั้งใจทุบตีบิดามารดาในชาติปางก่อน  กระดูกของท่านแตกย่อยเหมือนข้าวสารหัก มือสังหารเห็นร่างของพระโมคคัลลาน์ย่อยยับลงแล้ว ก็พากันผละไป

พระโมคคัลลาน์จึงใช้อำนาจแห่งอรหันต์ฤทธิ์  ประสานกระดูกต่าง ๆ ให้ติดเข้าด้วยกัน เจริญธาตุทั้งสี่เข้าหนุน เหาะไปเฝ้าแทบบาทพระบรมศาสดา และพระสาวกทั้งปวงได้สดับ

สำหรับพระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ นั้น มีเหตุการณ์สองอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการชดใช้กรรมที่รุนแรง

ครั้งแรก ขณะที่พระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ กลับมาจากทำวัตรเย็น จะล้างเท้าเข้าในกุฏิของท่าน  ในขณะที่ท่านเดินผ่านกระถางต้นไม้ที่ปลูกไว้ ท่านก็รู้สึกเสียวแปลบที่หลังเท้าของท่าน จึงก้มมองดู ท่านได้เล่าให้ผู้ใกล้ชิดฟังว่า มีคางคกอยู่ตัวหนึ่งเท่านั้น มันคงเอาคางโขก

พิษแล่นขึ้นจนท่านรู้สึกปวดขาและชาไปหมด  จึงรีบล้างเท้าแล้วขึ้นนั่งสมาธิภาวนาขับพิษ ซึ่งกำลังแล่นขึ้นมา ท่านเล่าว่า  มันปวดและชามากขึ้นทุกที ขาของท่านบวมและทรมานมาก แม้จะสกัดพิษได้  แต่อาการปวดก็ยังคงมีอยู่เป็นพัก ๆ ท่านลงพระอุโบสถทำวัตรไม่ได้เป็นครั้งแรก ท่านได้เขียนจดหมายกราบเรียนสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ) พระอุปัชฌาย์เพื่อขออนุญาตไม่ลงพระอุโบสถ เมื่อหายดีแล้ว ขาข้างนั้นของท่านก็เดินไม่ปกติ คือ เดินลากไปในบางครั้ง

คางคกไฟ ที่ว่านั้น ไม่เคยปรากฏอยู่ในถิ่นอื่น  นอกจากในป่าลึกทางภาคใต้ และทางตะวันตกของประเทศไทย เรียกว่า “จงโคร่ง” ลักษณะตัวใหญ่กว่าคางคกธรรมดา ตามตัวมีสีแดงสลับ และที่คางมีปุ่มแหลมคล้ายเขี้ยว สำหรับถ่ายพิษ เวลาจะทำร้ายใคร ก็เอาคางโขกลงไป พิษจะแล่นเข้าสู่ร่างกาย ผู้รู้กล่าวว่า พิษของคางคกไฟนั้น เหนือกว่างูเห่าหลายเท่า แม้แต่ตัวของมัน ยางของมัน ก็มีพิษ สามารถนำเอามาทำเป็นส่วนผสมของยาสั่งสองชนิด คือ พิฆาตชีวิต (ยาสั่งให้อาหารเป็นพิษตาย) และกล่อมนางนอน (ยาสั่งประเภทกินแล้วหลับไม่ตื่น หรือ ไหลตายได้)

การที่จู่ ๆ คางคกไฟเข้าเมืองมาโขกท่าน แล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอยนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ สันนิษฐานกันว่า เป็นการมาแสดงกรรมให้ท่านต้องชดใช้ เรื่องนี้พระคุณเจ้ามิได้พูดถึง แต่เป็นเรื่องที่น่าคิดอย่างยิ่ง

ครั้งที่สอง เมื่อพระคุณเจ้าเป็นฝีสบายที่ลำคอ ท่านได้เล่าไว้ว่า “อาตมารู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างวิ่งเป็นริ้ว ๆ อยู่ภายในตัวของอาตมา อาตมาจึงอธิษฐานจิตว่า อะไรก็ตามที่กำลังอยู่ภายใน หากเป็นไปเพื่อกรรมแล้ว ขอให้ออกมาปรากฏภายนอกเพื่อให้ได้เห็นกันชัด ๆ และแล้วสิ่งที่วิ่งเป็นริ้ว ๆ นั้น ก็ออกมาวิ่งอยู่ที่ลำคอของอาตมา และจับตัวกันเป็นก้อนแข็ง เรียกว่า ฝีสบาย”

ฝีสบาย หรือ มะเร็งที่ลำคอ ของพระคุณเจ้านี้ แม้พระคุณเจ้าจะไม่ได้กล่าวถึงตรง ๆ แต่ท่านก็เปรย ๆ กับศิษย์ใกล้ชิดว่า “อาตมาทำกรรมโดยไม่ได้ตั้งใจมาครั้งหนึ่ง ตอนนั้นโยมพ่อย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด อาตมาก็ไปด้วย พวกข้าราชการเอาลูกลิงมาให้อาตมาเลี้ยงตัวหนึ่ง อาตมาก็เอาโซ่ล่ามไว้ ไปไหนก็เอาไปด้วย วันนั้น จะไปเล่นกับเพื่อน ๆ ไม่อยากเอาเจ้าลิงนั้นไป จึงเอาโซ่ล่ามไว้กับหัวบันได เจ้าลิงนั่นก็ซน วิ่งวกไปวกมา เลยเอาโซ่ไปพันกับขั้นบันได ตัวมันเองถูกโซ่แขวนคอดิ้นรนจนคอหวะขาดใจตาย อาตมามาถึงมันก็ตายแล้ว น่าจะเป็นเหตุให้อาตมาต้องมาเป็นฝีสบายก็เป็นได้

ฝีสบาย หรือมะเร็งเนื้อร้ายที่พระคุณเจ้าเป็นนั้น เจ็บปวดทรมานมาก นายแพทย์ผู้ถวายการล้างแผลกล่าวว่า อาการปวดของเนื้อร้ายนั้นจะรุนแรงมาก แม้คนที่อดทนถึงที่สุดก็ยังทุรนทุรายส่งเสียงครวญคราง แม้จะได้มีการฉีดยาระงับปวด แต่พระคุณเจ้ากลับไม่แสดงอาการ นับว่าเป็นเรื่องที่ประหลาดมาก


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved