กายวิภาคจักรราศี (๒๙)

*************

 

                พระอรหันต์ย่อมละสักกายทิษฐิลงได้อย่างสิ้นเชิง สักกายทิฏฐิ แปลความง่าย ๆ ก็คือ “การถือเขาถือเรา และยึดติดในร่างกายและความเป็นคน” ปุถุชนธรรมดา หรือ พระสมมติสงฆ์ ย่อมไม่อาจละสักกายทิฏฐินี้ได้ ยังคงเห็นว่า นั่นของเรา โน่นของเขา เราต้องเป็นใหญ่ ใครจะมาเก่งกว่าเรา เราจักต้องเหนือกว่าคนอื่น นั่นเศรษฐี นั่นยาจก โน่นขุนนาง

                แต่พระอรหันต์ย่อมละจากความถือเขาถือเราได้อย่างสิ้นเชิง มองเห็นมนุษย์และสัตว์ทั่วไป เป็นเพียงเพื่อนร่วมทุกข์ ที่จะต้องเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน ไม่ใส่ใจในความเป็นไปของคนที่อยู่โดยรอบ มองเห็นแต่เพียเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่เป็นเพียงรูปสมมติที่รองรับวิญญาณ รอการแตกสลายเท่านั้น ใครจะพูด จะส่อเสียด หรือสรรเสริญจะเยินยอ หรือติฉินนินทา ก็วางเฉยเสีย ไม่ติดในสรรพสิ่งทั้งหลายที่ทำให้เกิดสักกายทิฏฐิเช่นนี้ เรียกว่า เป็นเส้นทางหนึ่งของพระอรหันต์

                เมื่อมองเห็นสรรพสิ่งว่า ไม่มีตัวตนแท้จริง มีแต่สิ่งสมมติแล้ว ย่อมละความโลภ โกรธ หลง ถอนออกเสียจนหมดสิ้น ไม่ถือตัวตนอีกต่อไป มองเห็นมนุษย์ทุกคนเป็นเพียงโครงกระดูกโครงหนึ่ง กามฉันทะจีงดับลงไปด้วยเหตุดังกล่าว (ขอแทรกนิดหนึ่ง ที่แท้แล้ว ผู้ที่บรรลุพระอริยบุคคลขั้นที่หนึ่ง คือ พระโสดาบัน อันเป็นต้นทางนำพาไปสู่กระแสพระนิพพาน หรือ สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ก็สามารถละสักกายทิฏฐิลงได้อย่างสิ้นเชิงแล้ว และต้องละ ไม่ยึดติดอีกสองประการ ได้แก่ วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัย  กับ สีลัพพตปรามาส คือ ความยึดถือว่าบุคคลจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยศีลและวัตร โดยไม่ต้องอาศัยสมาธิและปัญญา – อ.เล็ก)

                ท่านเจ้าคุณพระเทพกวี (ประยูร สันตังกโต) ได้เปิดเผยว่า ในการสนทนาธรรมตอนหนึ่ง พระคุณเจ้า ท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ ได้กล่าวว่า

                “คุณรู้ไหมว่า พระอริยบุคคลผู้มีภูมิธรรมขั้นอนาคามีนั้น จะไม่มีสุกกะ (อสุจิ) เพราะราคะได้ถูกถอนรากเง่าออกไปแล้ว ไม่ต้องการอาหารมากมาย ผู้ที่ต้องการอาหารมากมายนั้น เพราะต้องเอาไปหล่อเลี้ยงกาม ปกติแล้วคนธรรมดาหากสุกกะแห้งไปแล้ว จะเกิดอาการเสียงแหบแห้งเพราะเกิดเป็นโรคทางเพศ แต่พระอนาคามีจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางเสียงแต่อย่างไร”

                หลังจากนั้นแล้ว ท่านเจ้าคุณพระเทพกวี ได้ไปค้นพระไตรปิฎก เพื่อสอบกับเรื่องที่พระคุณเจ้าได้อธิบายให้ฟังถึงพระอนาคามี แต่ไม่พบข้อความที่พระคุณเจ้าได้กล่าวไว้ ท่านเจ้าคุณพระเทพกวี ได้กล่าวกับศิษย์หลังพระคุณเจ้าได้มรณภาพไปแล้วว่า

                “ฉันเข้าใจเอาเองว่า ถ้าพระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ มิได้ภูมิธรรมถึงอรหันต์ ก็น่าจะเป็นพระอนาคามีอย่างแน่นอนที่สุด”

                สำหรับพระอนาคามีนั้น  ย่อมส่งผลไม่ต้องมาเกิดอีก เพราะสามารถบำเพ็ญบารมีเข้าสู่นิพพานได้ในที่สุดแห่งกาล  ความคิดของท่านเจ้าคุณพระเทพกวีนั้น  ตรงกันกับสิ่งที่พระคุณเจ้าได้กล่าวไว้กับพระบวชใหม่รูปหนึ่ง ที่กำลังตกอยู่ในความวิจิกิจฉาว่า

                “คุณว่าคุณสงสัยทุกเรื่อง ไม่มั่นใจว่าอะไรคือสิ่งที่แน่นอน ไม่มั่นใจว่าอะไรคืออะไร คิดเอาเองว่า จะสิ้นสงสัยได้ต้องอธิษฐานาจิตขอเป็นพระพุทธเจ้าเอง เพราะเท่าที่ทราบมา พระอรหันต์ระลึกชาติได้เพียงกัลป์เดียว คงไม่สิ้นสงสัย

                อาตมาว่า คุณคิดเหมือนกับคุณเสถียร โพธินันทะ คุณเสถียรบอกกับอาตมาว่า อยากจะเป็นพระพุทธเจ้า อาตมาแย้งว่า เหลวไหล เกิดมาพบพระพุทธองค์ แล้วได้เรียนธรรมะของท่าน จะอยากเป็นพระพุทธเจ้าอีก ต้องทรมานต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด

                คุณว่าพระอรหันต์ยังไม่สั้นสงสัย คุณรู้ดีแล้วหรือว่าพระอรหันต์เป็นอย่างไร รู้ดีก่อนจุติทั้งนั้น สำหรับอาตมาต้องการให้ชาติภพนี้เป็นชาติสุดท้าย อาตมาไม่อยากจะเกิดอีก อาตมามั่นใจว่า ชาตินี้ จะเป็นชาติสุดท้ายของอาตมา”

                คำว่า “ชาติสุดท้าย” นั้น มีความหมายสองแง่ คือ ก. ไม่ต้องมาเกิดอีก ก็คือ เข้านิพพาน ข. เป็นมนุษย์เพียงชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ไม่มาเป็นมนุษย์อีก เพราะไปอยู่ในภพอื่น เส้นทางอื่นที่นอกวัฏฏสงสารทั้งปวง ซึ่งตรงกันกับเรื่องของพระอนาคามีว่า จะสามารถไปทำให้แจ้งสู่นิพพานได้ในภพภูมิอื่น

                ประการสุดท้ายของการแสดงออกของการละสักกายทิฏฐิอย่างชัดแจ้ง ของพระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ ก็คือ เมื่อมีผู้ถามพระคุณเจ้าว่า วันหนึ่ง ๆ ท่านต้องรับแขกที่มานมัสการแต่ละคน ล้วนมีเรื่องมากมายมารบกวนให้ท่านต้องพลอยมาหวั่นไหวไปกับเรื่องของทางโลกไปด้วย ท่านคงจะต้องเพิ่มการทำความเพียร เพื่อขับไล่สิ่งทั้งหลายทางโลกที่เข้ามาสู่ท่านโดยไม่ตั้งใจ พระคุณเจ้าได้ตอบบุคคลผู้นั้นว่า

                “นี่แน่ะคุณ คนทั้งหลายที่มาพบอาตมาที่นี่นั้น เมื่ออาตมากลับกุฏิแล้ว อาตมาทิ้งไว้ที่นี่หมด ไม่หอบกลับไป ไม่ได้นึกถึงเลย ไม่ว่าใคร ผีทั้งนั้น”

                ครับ คำว่า ผีทั้งนั้น แสดงออกอย่างชัดเจนว่า พระคุณเจ้ามองเห็นคนทุกคนที่มาอยู่เบื้องหน้าท่าน เป็นเพียงสิ่งสมมติ ที่เป็นที่อาศัยของวิญญาณที่รอความตายด้วยกันทุกคน เพราะจุดจบของทุกคนก็คือ ความตาย หรือกลายเป็นผีด้วยกันทุกคน

ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นอรหันต์ คือ เป็นผู้ไกลจากกิเลส และบาปธรรม ทรงความบริสุทธิ์, หรือเป็นผู้กำจัดข้าศึก คือ กิเลสสิ้นแล้ว, หรือเป็นผู้หักกรรมแห่งสังสารจักร อันได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม, หรือเป็นผู้ควรแนะนำสั่งสอน เป็นผู้ควรรับความเคารพควรแก่ทักษิณา และการบูชาพิเศษ, หรือเป็นผู้ไม่มีข้อลับ คือไม่มีข้อเสียหายอันควรปกปิด (ข้อ ๑ ในพุทธคุณ ๙)   เมื่อได้กล่าวถึงพระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณนรรัตนฯ ในแง่ของความเป็นอรหันต์หรือไม่ ? มาแล้ว นั่นก็สมควรจะได้รู้ถึงหลักแห่งความเป็นอรหันต์ และพระอริยบุคคลขั้นต่าง ๆ อันเป็นไม้บรรทัด วัดถึงความเป็นผู้มีภูมิธรรมชั้นต่าง ๆ

พระอรหันต์ ย่อมละกิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์ทั้งหลาย ที่เรียกว่า สังโยชน์ ๑๐ อันได้แก่

๑. สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน ถือว่า ร่างกายเป็นของตนด้วยแรงอุปาทาน ๒. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย และการทำความดื ความชั่ว ว่าไม่มีผลอย่างใดเลย ๓. สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต ด้วยการคิดเห็นผิดว่า การรักษาศีลบำเพ็ญพรต ไม่ใช่เพื่อความพ้นจากกิเลส ๔. กามราคะ ความติดใจในกามคุณ คือ ติดอยู่ในกามคุณ ๕ อันได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ (สัมผัส) ๕. ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ คือ ความรู้สึกไม่พอใจ ขุ่นเคืองใจ ความโกรธ

๖. รูปราคะ ความติดใจในรูปธรรมอันประณีต หรือ ความรักใคร่พอใจในความสุขอันเกิดจากรูปสมาบัติ ๗. อรูปราคะ ความติดใจในอรูปธรรม หรือ ความรักใคร่พอใจในความสุขอันเกิดจากอรูปสมาบัติ ๘.มานะ ความถือว่าตัวเป็นนั่นเป็นนี่ หรือมีความรู้สึกว่า ตัวเองสำคัญ รู้สึกว่าตนเองมีความเลวกว่าผู้อื่นแล้วเสียใจ รู้สึกว่าตัวเองดีกว่าผู้อื่นแล้วทนง หยิ่ง หวั่นไหวในโลกธรรม ๙. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน ไม่สงบ อยากมี อยากเป็น อยากได้ มีวิตกกังวล ระแวง ๑๐. อวิชชา ความไม่รู้จริง หรือความไม่รู้ในทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

พระโสดาบันละสังโยชน์ ๓ ข้อต้นได้อย่างสิ้นเชิง, พระสกิทาคามี ละกิเลสข้อ ๑ – ๓ ลงอย่างสิ้นเชิง และทำสังโยชน์ข้อ ๔ และ ๕ ให้เบาบางลงได้, พระอนาคามีละสังโยชน์ ๕ ข้อต้นได้หมดสิ้น, พระอรหันต์ละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ข้อ

ในพระอภิธรรม ท่านแสดงสังโยชน์อีกหมวดหนึ่ง คือ ๑. กามราคะ ๒. ปฏิฆะ ๓. มานะ ๔. ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) ๕. วิจิกิจฉา ๖.สีลัพพตปรามาส ๗. ภวราคะ (ความติดใจในภพ) ๘. อิสสา (ความริษยา) ๙.มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ๑๐.อวิชชา

พระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ หรือ ธัมมวิตักโก ภิกขุ มีภูมิธรรมข้อใดบ้างนั้น ก็ขอเชิญท่านผู้อ่าน ได้ย้อนกลับไปอ่านประวัติของพระคุณเจ้าในทุกแง่ทุกมุม แล้วลองคิดตรึกตรองดูว่า พระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ เป็นพระอรหันต์หรือไม่ ?

น้ำมนต์พระพิรุณ  น้ำฝนนั้น คนโบราณถือว่า เป็นน้ำจากฟ้า เป็นน้ำบริสุทธิ์ คนโบราณมักจะหาภาชนะปากกว้างไปตั้งไว้กลางแจ้งเพื่อรองรับน้ำฝน แล้วนำมาอาบมากิน มาผสมยารักษาโรค เรียกกันว่า “น้ำฝนกลางหาว”

พันเอกจิต  ธนะโชติ อดีตรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงการรดน้ำมนต์ของพระคุณเจ้าในพระอุโบสถว่า เมื่อมีผู้ต้องการให้พระคุณเจ้ารดน้ำมนต์ให้  ก็จะต้องไปเอาแก้วที่มีอยู่ข้างตุ่มน้ำมนต์ลายมังกร ที่อยู่ข้างรูปสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) ในพระอุโบสถวัดเทพศิรินทร์ มาถวายท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ ท่านจะรับไปแล้ว ท่านจะสั่งให้นั่งคุกเข่ารออยู่เบื้องหน้าท่าน ท่านจะภาวนาด้วยคาถาสิทธะมัตถุจนจบบท

ท่านจะให้เข้าไปใกล้ ๆ ท่าน แล้วคุกเข่าแหงนหน้าขึ้นดูเพดานพระอุโบสถ แล้วอธิษฐานขอพร อ้าปากให้กว้าง ๆ พระคุณเจ้าจะเทน้ำมนต์จากแก้วลงไปในปากของผู้นั้นจนหมด แล้วให้กลืนกินเข้าไป  ท่านเคยบอกกับบางคนว่า รดน้ำมนต์แบบของท่าน เป็นของใช้กันในพรหมโลก

นอกจากการรดน้ำมนต์จากพระคุณเจ้าโดยตรงแล้ว ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ได้เล่าสืบกันมาว่า พระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ ได้เคยกล่าวว่า

หากต้องการจะรดน้ำมนต์ให้ตัวเองได้เหมือนกับที่ท่านได้รดให้ เวลาฝนตกพรำ ๆ ให้เดินออกไปกลางแจ้ง รับน้ำฝนนั้น แล้วพนมมือบริกรรมด้วยหัวใจนามฉายาของท่าน อย่าให้ขาดปากว่า “ธัมมะวิตักโก” บริกรรมจนน้ำฝนชุ่มโชกตัวและชื่นใจ แล้วจึงกลับเข้าร่มเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้สะอาด

ท่านอธิบายว่า คำว่า ธัมมะวิตักโก หมายถึง ผู้ตรึกธรรม ผู้ระลึกถึงธรรมะ คือ ผู้เจริญ และย่อมได้รับการคุ้มครองจากธรรมะในกาลทุกเมื่อ และคาถานี้ยังบริกรรมหนุนพระเครื่องที่พระคุณเจ้าได้อธิษฐานไว้ได้ดีอีกด้วย

ครับ เรื่องราวชีวประวัติ ปฏิปทา และอภินิหารบางประการ ของพระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต หรือ ธัมมะวิตักโก ภิกขุ แห่งวัดเทพศิรินทราวาส ก็คงจะต้องยุติลงแต่เพียงเท่านี้ อันที่จริงยังมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวท่านอีกมากมาย ทั้งในเรื่องของธรรมะ (สันติ วรบท) ,การบริหารร่างกายเพื่อสุขภาพ ที่ท่านได้แสดง และมีการบันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ตลอดจนวัตถุมงคลต่าง ๆ ในนามของท่าน ที่ท่านได้อธิษฐานจิตเอาไว้ ปัจจุบันหาได้ยาก ใครมีไว้ในครอบครอง ต่างก็หวงแหน ไม่ให้ใครง่าย ๆ เพราะมีประสบการณ์อภินิหารมาก ซึ่งผมเห็นว่า เป็นส่วนปลีกย่อย ที่ไม่เกี่ยวกับประวัติ และปฏิปทาของท่าน ที่ผมจะได้นำเอามาวิจารณ์ตามหลักวิชาโหราศาสตร์ จึงขอละไว้ไม่นำมาลง ณ ที่นี้ หากผมมีเวลาและโอกาสเพียงพอเมื่อไร ก็อาจจะนำเอาส่วนที่ยังไม่ได้นำเสนอนี้ เผยแพร่ในเวปไซด์ของสำนักโหรพลูโต ตามที่อยู่ของเวปไซด์บนหัวคอลัมน์ ท่านใดที่ยังไม่เคยเข้าไปแวะชม ลองแวะเข้าไปสักนิด แล้วจะติดใจ เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอกกัน

สัปดาห์นี้ เนื้อที่นำเสนอหมดลงแล้ว อย่าพลาดการติดตามอ่านในตอนหน้า ผมจะนำดวงชะตาของท่านมาวิเคราะห์วิจารณ์ทุกแง่ทุกมุม เพื่อเป็นวิทยาทานด้านโหราศาสตร์แก่ผู้สนใจโดยทั่วกัน สวัสดี


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved