กายวิภาคจักรราศี (๓๐)

*************

            สิทธะมัตถุ สิทธะมัตถุ สิทธะมัตถุ อิทังพลัง เอตัสสะหมิง รัตตะนัตตะ ยัสสะหมิง สัมปะสาทะ นะโจตะโส นะโม นะมัสสะกาโร ธัมมะวิตักโก ภิกขุสังโฆ สุขัง เสติ ฯ

 ณ โอกาสบัดนี้ ข้าพเจ้าผู้ใช้นามปากกาว่า อ.เล็ก พลูโต ขอประทานอนุญาตต่อดวงพระวิญญาณของพระภิกษุพระยา นรรัตนราชมานิต (ตรึก จินตยานนท์) หรือ ท่านธัมมวิตักโก ภิกขุ แห่งวัดเทพศิริน ทราวาส กรุงเทพมหานคร ในการที่ข้าพเจ้าจะนำดวงชะตากำเนิดของพระคุณเจ้า มาวิเคราะห์วิจารณ์เทียบเคียงกับชีวประวัติ ปฏิปทาของท่าน ทั้งทางโลกและทางธรรม ตามหลักวิชาโหราศาสตร์ระบบพลูหลวง เพื่อเป็นวิทยาทานความรู้แก่นักศึกษาวิชาโหราศาสตร์ และท่านที่สนใจ หากมีสิ่งใดบกพร่อง ผิดพลาด ล่วงเกิน จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม ขอได้โปรดประทานอภัยแก่ข้าพเจ้าด้วย หากมีสิ่งใดที่เป็นบุญกุศลแล้วไซร้ ข้าพเจ้าขอน้อมถวายกุศลผลบุญนั้น สักการะบูชาแด่พระคุณเจ้าธัมมะวิตักโก ภิกขุ และครอบครัว “จินตยานนท์” ทุกท่าน เทอญ ฯ

พระคุณเจ้าได้บันทึกชีวประวัติของท่านเองไว้ว่า

“ธัมมะวิตักโก พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต ตรึก จินตยานนท์ เกิดที่บ้านหลังวัดโสมนัสวิหาร ณ วันเสาร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีระกา เวลา ๐๗.๔๐ น. ตรงกับวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๔๐”

 

 

เมื่อเฉลิมรูปดวงชะตาแล้ว  ลัคนาของท่านนั้นสถิตอยู่ใน ราศีกุมภ์ ธาตุลม เกาะนวนวางค์พุธ (๔) ตติยตรียางค์ ศุกร์ (๖) เสวยบุรพภัทรบท นักษัตร์ฤกษ์ที่ ๒๕ ประกอบด้วย เพชฌฆาตฤกษ์

พระคุณเจ้าถือกำเนิดในวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ อันตรงกับวันมาฆบูชา วันสำคัญทางพุทธศาสนา ถือเป็นวันนักขัตฤกษ์ อันเป็นมงคลยิ่ง ถือว่าเป็นผู้มีบุญบารมีมากำเนิด วิถีชีวิตของท่านจึงเจริญรุ่งเรืองทั้งทางโลก และทางธรรม ดุจพระจันทร์วันเพ็ญที่ส่องแสงอยู่ในราศีกรกฎ อันเป็นราศีของตน หรือ เป็นเกษตร ที่แปลว่า อุดมสมบูรณ์

วันที่ท่านถือกำเนิดนั้น จันทร์ (๒) ที่เป็นเกษตร เสวยฤกษ์ที่ ๘ ดาวปุษยะ หรือ ดาวสมอสำเภา ซึ่งคำทำนายของโหรโบราณ ทำนายผู้ที่จันทร์เสวยฤกษ์ปุษยะไว้ว่า จะเป็นที่รักของคนทั้งปวง จะมีชื่อเสียง ทรัพย์มรดกเป็นอันมาก ซึ่งก็ตรงกับความเป็นจริงทุกประการ

จันทร์ (๒) ที่เสวยราชาฤกษ์นั้น ส่งผลให้วิถีชีวิตของพระคุณเจ้า ต้องข้องแวะ เกี่ยวพันกับพระราชา หรือ พระเจ้าแผ่นดินตลอดชีวิต ด้วยการเป็นข้ารองพระบาท รับใช้ใกล้ชิดล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๖ ในขณะที่มีอายุเพียง ๑๗ ปี เรียกว่า ยังอยู่ในวัยรุ่น วัยที่ยังต้องการความสนุกสนาน และหาความสุขใส่ตัว มากกว่าที่จะต้องมาแบกภาระหน้าที่ รับผิดชอบงานสำคัญ ๆ และด้วยอิทธิพลของดาวจันทร์ (๒) ในราชาฤกษ์นี้เช่นกัน ทำให้พระคุณเจ้าเจริญรุ่งเรืองในตำแหน่งหน้าที่ราชการ จนได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย มีตำแหน่งสูงสุดเป็นถึง จางวางตรี เจ้ากรมมหาดเล็ก และองคมนตรี ได้รับบรรดาศักดิ์สูงสุด เป็นพระยาพานทองในราชทินนาม พระยานรรัตนราชมานิต ในขณะที่มีอายุเพียง ๒๕ ปีเท่านั้น นับว่า เป็นพระยาที่หนุ่มที่สุด อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยก็ว่าได้

สมัยก่อนมีคำเปรียบเทียบว่า สิบพ่อค้า ไม่เท่ากับหนึ่งพระยาเลี้ยง ดังนั้น การที่ท่านมียศถาบรรดาศักดิ์เป็นถึงพระยา หรือ ท่านเจ้าคุณ ในสมัยก่อนนั้น จึงสูงส่งและมีอำนาจวาสนาบารมีมาก ยิ่งอายุท่านยังน้อย หากรับราชการต่อไป อาจมีโอกาสได้เป็นถึงเจ้าพระยา หรือ สมเด็จเจ้าพระยา ก็ได้ แต่ก็นั่นแหละ จะเป็นด้วยกรรมที่เขากำหนดมา ว่า ท่านเจ้าคุณนร ฯ จะต้องออกบวช และปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้ เป็นชาติภพสุดท้าย จึงมีเหตุทำให้วิถีชีวิตหักเหจากทางโลกสู่ทางธรรม ด้วยการบวชถวายอุทิศเป็นพระราชกุศลแด่ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๖ ที่เสด็จสวรรคตด้วยพระโรคร้ายอย่างกระทันหัน

เท่าที่ผมได้ศึกษาวิเคราะห์ดวงชะตา และกรรมของบุคคลมามากต่อมาก ทำให้ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า ทุกคนที่เกิดมาและต้องเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เนื่องด้วยเพราะกรรมที่เขากำหนดมาให้ก่อนทั้งนั้น เขากำหนดไว้ในไหน ทราบได้อย่างไร ก็เขากำหนดไว้ในดวงชะตาของแต่ละบุคคลที่ถือกำเนิดมาน่ะแหละ ที่นี้อาจมีผู้สงสัยว่า แล้วดวงดาวบนท้องฟ้า มันลิขิตชีวิตดวงชะตาของบุคคลได้อย่างไร อันนี้ผมเห็นทีจะไม่อธิบายในที่นี้ เพราะได้เขียนบทความเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียดแล้ว หากใครที่เข้ามาอ่านบทความในคอลัมน์โหราปริทรรศน์ในภายหลัง ไม่มีโอกาสได้อ่านบทความดังกล่าว ก็ต้องเข้าไปหาอ่านในเวปไซด์ของสำนักโหร ตามที่อยู่หัวคอลัมน์ ผมได้เขียนบทความดังกล่าวไว้ในหัวข้อเรื่อง “กฎแห่งกรรมภายใต้อิทธิพลของดวงดาว”

ผมเชื่อว่า กรรมที่เขากำหนดมาให้นั้น หากเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไป ที่ยังไม่ได้บรรลุธรรมขั้นอรหันต์ในชาตินี้ หรือ เกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ผลกรรมที่จะต้องได้รับ หรือต้องเป็นไปตามที่เขากำหนดตั้งแต่เกิดจนตายนั้น กรรมแต่อดีตมีโอกาสส่งผลให้ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือนั้น อาจมีการพลิกผัน หันเห ผ่อนหนักเป็นเบา หรือ อาจไม่ได้รับกรรมนั้นก็ได้ อันเป็นผลเนื่องมาจากกรรมปัจจุบันที่เราทำ

ดวงชะตาของพระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต หรือ ท่านธัมมะวิตักโก ภิกขุ จะเป็นดวงตัวอย่างดวงหนึ่ง ที่จะชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เขากำหนดมาให้ไว้ในดวงชะตา จะเรียกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ เพราะท่านเอง ยังเชื่อว่า ชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้ายของท่าน ดังนั้น กรรมต่าง ๆ ที่ส่งผลมาแต่อดีต ที่ท่านจะต้องชดใช้ เพราะยังไม่ได้รับการอโหสิกรรมจากเจ้ากรรมนายเวร ท่านจึงต้องชดใช้ให้หมดในชาตินี้ ไม่อย่างนั้น ไม่อาจละสังขารเข้าสู่แดนนิพพานได้ แม้จะสำเร็จภูมิธรรมขั้นอรหันต์ก็ตาม

เมื่อกล่าวถึงดาวจันทร์ (๒) เสวยฤกษ์แล้ว หากจะไม่กล่าวถึงลัคนาเสวยฤกษ์ ก็ดูจะกระไรอยู่ เพราะปกติโหรทั่วไปในยุคปัจจุบัน แม้กระทั่งผมเอง มักจะไม่นำฤกษ์ดาวจันทร์ (๒) มาพยากรณ์ ทั้งที่โหรโบราณนั้น ท่านนิยมและให้ความเชื่อถือในฤกษ์ดาวจันทร์เป็นอย่างยิ่ง หากไม่รู้เวลาเกิด ท่านยังนำเอาจันทร์ (๒) มาแทนลัคนาด้วยซ้ำไป

ลัคนาดวงกำเนิดของท่านนั้น อยู่ในราศีกุมภ์ ธาตุลม อันปกติบุคคลธาตุลม  หรือ  มีลัคนาอยู่ในราศีธาตุลม  อันได้แก่ ราศีตุล ราศีกุมภ์ และราศีเมถุน มักมีอารมณ์อ่อนไหว สุนทรี คล้อยตาม หักห้ามใจตนเองไม่ได้ หรือบางขณะอาจจะเอาแน่นอนอะไรไม่ได้ คือ อารมณ์อาจวิปริตแปรปรวนง่ายในบางคน แต่สำหรับท่านเจ้าคุณนร ฯ นั้น แม้ลัคนาจะอยู่ธาตุลม ดาวมฤตยู (๐) เจ้าเรือนลัคน์ จะอยู่ธาตุลมในราศีตุลย์ก็ตาม แต่อุปนิสัยใจคอของท่านที่พบเห็น ไม่ได้เป็นไปตามธาตุลมเลยสักนิด ท่านกลับเป็นคนใจคอหนักแน่น เยือกเย็น สุขุม รอบคอบ อ่อนน้อมถ่อมตน อันเป็นลักษณะนิสัยของธาตุดิน หรือ ธาตุน้ำ

ทั้งนี้เนื่องจาก ดาวเสาร์ (๗) ดาวต้นธาตุดิน นำหน้าดาวมฤตยู (๐) ธาตุลม เจ้าเรือนลัคน์ และ ยังมีแบคคัส (บ) ธาตุดินกลางธาตุ ตรีโกณถึงลัคนา และมฤตยู (๐) อีกทั้งบรรดาดาวธาตุลมทั้งหลายที่เหลืออยู่ คือ ศุกร์ (๖) ต้นธาตุลม ราหู (๘) และเกตุ (๙) ปลายธาตุลม ต่างก็ล้วนอยู่ในราศีมังกร เรือนของดาวเสาร์ (๗) ต้นธาตุดิน แถมยังมีพุธ (๔) ดาวธาตุดินปลายธาตุ เกาะกุมอยู่ อย่างนี้ถือว่า ธาตุลมในดวงชะตาของท่าน ถูกกำหราบด้วยดาวธาตุดิน หรือ ราศีธาตุดินจนหมดสิ้นทุกดวง ทำให้ธาตุลม ซึ่งเป็นปรปักษ์ธาตุกับธาตุดิน ไม่อาจสำแดงเดชได้ และถูกธาตุดินครอบงำแทน

ลัคนาเสวยฤกษ์ที่ ๒๕ ปุรพภัทรบท คือ ดาวหัวเนื้อทราย หรือ ดาวราชสีห์ตัวผู้ ตามตำราท่านทำนายไว้ว่า “จะกำพร้าบิดามารดาแต่น้อย แล้วจะเป็นใหญ่ในเรือนของผู้อื่น จะมีทรัพย์เป็นอันมาก บุตรคนแรกจะเป็นหญิง จะเสียเงินทองเพราะหลงเชื่อคนลวงด้วยถ้อยคำอันหวาน”

ท่านเจ้าคุณนร ฯ ท่านไม่ได้กำพร้าบิดามารดา ก็เหมือนกับกำพร้า เพราะชีวิตท่านตั้งแต่เยาว์วัย จำความได้ ก็อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของคุณยายมาแต่อ้อนแต่ออก ไม่ได้อยู่กับบิดามารดา ด้วยเหตุที่บิดาของท่าน รับราชการอยู่หัวเมือง และมารดาของท่านก็ต้องติดตามไปคอยปรนนิบัติรับใช้

แล้วจะเป็นใหญ่ในเรือนของผู้อื่น ข้อนี้จริงแท้แน่นอน แม่นยำมาก เพราะท่านเป็นใหญ่เป็นโต มียศถาบรรดาศักดิ์ ควบคุมดูแลมหาดเล็กทั้งหลาย นับร้อยนับพัน อยู่ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน ท่านเองไม่มีเรือนเป็นของตน แม้จะได้รับพระราชทานในภายหลัง ก็ไม่ได้ปลูก เมื่ออยู่ในบ้านยายเมื่อออกเวร ก็ไม่ได้วางท่าใหญ่โต หรือ มีข้าทาสบริวารรับใช้มากมายเหมือนกับเจ้าคุณท่านอื่น ๆ

จะมีทรัพย์เป็นอันมาก เงินเดือนของท่านที่ได้รับในตำแหน่งพระยานั้น ตกเดือนละ ๗๐๐ บาท ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ ๖ นั้น เงินจำนวนนี้ถือว่ามากโข พอเลี้ยงดูข้าทาสบริวารได้นับร้อย ไหนจะที่ดินพระราชทาน เงินที่พระราชทานสำหรับปลูกบ้าน ๑๕,๐๐๐ บาท เงินพระราชพินัยกรรม ฯลฯ และท่านเองก็เป็นคนนิสัยมัธยัสถ์ ไม่ฟุ่มเฟือย เงินที่ได้มาแต่ละเดือนแทบจะไม่ได้ใช้เลย คำทำนายข้อนี้ก็ตรงเผงอีก ใครที่ดูแคลนโหรโบราณ คิดผิด คิดใหม่ได้นะครับ

บุตรคนแรกจะเป็นหญิง อันนี้คำทำนายไม่ส่งผล เพราะท่านออกบวช ไม่มีลูกเมียในทางโลก ถือเพศพรหมจรรย์ตลอดอายุขัย เลยบอกไม่ได้ว่า แม่นหรือเปล่า ผมเองก็ไม่เคยจับสถิติดูซะด้วย เพราะปกติ ไม่ค่อยได้ใช้ฤกษ์กำเนิดในการพยากรณ์กับเขาเหมือนกัน

จะเสียเงินทองเพราะหลงเชื่อคนลวงด้วยถ้อยคำอันหวาน หรือ เสียเงินเพราะหลงคารมน่ะแหละ อันนี้ไม่ทราบเหมือนกันนะครับ ว่าท่านได้เสียเงินทองเพราะถูกคนลวงด้วยลมลิ้นหรือเปล่า แต่ด้วยอุปนิสัยใจคอของท่าน ที่มีจิตใจดีงาม มีเมตตาต่อทุกคน หากท่านจะเสียเงินมาก ๆ คงไม่ใช่เกิดจากเพราะหลงคารมคนเป็นแน่ อย่างเช่น ท่านให้เงินคุณยายท่านหนึ่งที่นั่งขอทานอยู่เป็นจำนวนมากถึง ๕ บาท และเคยให้เจ๊กถีบสามล้อ เป็นรางวัลที่ยอมให้ท่านลองลากรถเจ๊กดูบ้าง โดยให้เจ๊กขึ้นไปนั่งแทน เป็นจำนวนเงินถึง ๕ บาท เช่นกัน ซึ่งเงินจำนวน ๕ บาท ในสมัยก่อนนั้น ไม่น้อยเลยนะครับ สำหรับคนทั่วไป อย่าว่าแต่ขอทาน หรือ คนหาเช้ากินค่ำเลย

เป็นอันว่า คำทำนายข้อสุดท้ายนี้ ถือว่าถูก และเข้าเค้า ต้องทำนายว่า จะเสียเงินทองจำนวนมากโดยง่าย ดูจะเข้าท่ากว่า ส่วนจะเสียไปด้วยความเต็มใจ หรือไม่เต็มใจนั่นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างท่านเจ้าคุณนร ฯ นั้น ท่านไม่ยึดติดในทรัพย์สินเงินทอง หรือยศถาบรรดาศักดิ์แต่อย่างใด มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ท่านมีท่านให้ แต่ท่านคงไม่ให้ใครโดยไม่พินิจพิจารณาให้ดีถึงบุคคลที่จะให้เสียก่อน ท่านมองคนออก ดูคนเป็น เพราะท่านเองก็มีวิชาโหราศาสตร์ ด้านหัตถศาสตร์ หรือ ดูลายมือติดตัว ชนิดที่เรียกว่า ถ้าใครให้ท่านดูลายมือแล้วล่ะก็ โอกาสที่จะปิดบังท่านนั้น เป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้เลย

ลัคนาของท่าน อยู่ในหมวดฤกษ์ที่ชื่อว่า เพชฌฆาตฤกษ์ อันประกอบด้วย กลุ่มดาวฤกษ์ที่ ๗ ปุนัพพสุ (ดาวสำเภาทอง) , กลุ่มดาวฤกษ์ที่ ๑๖ วิสาขา (ดาวคันฉัตร) และกลุ่มดาวฤกษ์ที่ ๒๕ ปุรพภัทรบท (ดาวหัวเนื้อทราย หรือ ดาวราชสีห์ตัวผู้) ฟังดูชื่อหมวดฤกษ์แล้ว น่ากลัวนะครับ เพราะคำว่า เพชฌฆาต แปลว่า ผู้ฆ่า ผู้ทำลายล้าง ซึ่งไม่ได้ตรงกับชีวประวัติ หรือปฏิปทาของท่านเลย ดังนั้น การที่มีคนเข้าว่า เกิดราชาฤกษ์ แล้วจะได้เป็นราชา เกิดมหัธโนฤกษ์แล้ว จะได้เป็นเศรษฐี เกิดโจโรฤกษ์แล้ว จะต้องเป็นโจร เหมือนองคุลีมาล ฯลฯ จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดอย่างมหันต์ แหม ไม่งั้น อ.เล็ก พลูโต ที่มีลัคนาสถิตในมหัธโนฤกษ์ คือ ฤกษ์เศรษฐี คงรวยไปนานแล้ว ไม่ต้องมาแบกจ๊อบหาบ่ายยันค่ำ ดึกดื่น เที่ยงคืน ยันรุ่งเช้า จนตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน็อต อย่างทุกวันนี้หรอกครับ

เนื้อที่นำเสนอหมดแล้ว สัปดาห์หน้า จะมาเฉลยให้ทราบว่า ลัคนาฤกษ์ของท่านสถิตในเพชฌฆาตฤกษ์นั้น ส่งผลอะไรกับท่านบ้าง และจะได้นำเอาเรื่องราวของท่านจากชีวประวัติ ปฏิปทา มาวิเคราะห์วิจารณ์เทียบเคียงกับดวงชะตาในแง่มุมต่าง ๆ อย่างละเอียดทุกแง่ทุกมุม ชนิดที่ผมเองไม่เคยทำมาก่อน และเชื่อว่า ยังไม่มีโหราจารย์ท่านใดวิเคราะห์ดวงชะตาของท่านได้ละเอียดเช่นนี้มาก่อนเช่นกัน เชือหรือไม่ ? ลองติดตามกันดู


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30

31

32

33

34

35

36

37

38

39

40

 

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved