ตรีทศเคราะห์เทวา (๘๖)

พลูโต  เทพเจ้าแห่งขุมนรก (๑๕)

******************** 

 

วันหนึ่ง หลวงพ่อจรัญมีกิจไปที่อำเภออินทร์บุรี  พบกับ คุณป้าหมากดิบ  ภรรยาอดีตปลัดอำเภอเมืองสิงห์บุรี บวชเป็นชี  ท่านผู้นี้หลวงพ่อถือว่าเป็นผู้มีพระคุณ  เนื่องจากสมัยที่ท่านเป็นเด็กไปเรียนหนังสือชั้นมัธยม ที่จังหวัดสิงห์บุรี  ก็ได้พักอาศัยบ้านท่านปลัดอำเภอ  คุณป้าหมากดิบท่านเมตตาหุงหาอาหารให้รับประทานเรื่อยมา  ตั้งแต่หลวงพ่ออุปสมบทแล้ว ไม่เคยพบปะรู้ข่าวคราวคุณป้าหมากดิบอีกเลย  มาพบคราวนี้ คุณป้าบวชเป็นชีแล้ว  หลวงพ่อจรัญพบแม่ชีคุณป้าหมากดิบ  จึงเข้าไปทักทายไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ  ได้ความว่า คุณป้าถูกเขาโกงสิ้นเนื้อประดาตัว  ไม่เหลือบ้านช่องห้องหอไว้อาศัยยามแก่ชราอีกแล้ว  หลวงพ่อจรัญจึงบอกแม่ชีคุณป้าหมากดิบว่า  “มาอยู่ด้วยกันเถอะ อาตมาจะรับเลี้ยงจนกว่าชีวิตจะหาไม่” แม่ชีคุณป้าหมากดิบ ก็ตามหลวงพ่อมาอยู่วัดอัมพวันตั้งแต่นั้น

แม่ชีหมากดิบ จึงเป็นแม่ชีคนแรกที่มาพำนักกุฏิโรงครัวหลังใหม่ โดยไม่มีสิ่งใดมารบกวนให้ท่านเกิดตระหนกตกใจแม้แต่ครั้งเดียว แต่แม่ชีหมากดิบมีลูกหลานมาก  และท่านก็ยังผูกพันห่วงใย ลูก หลานอยู่  เลยไม่ค่อยอยู่ติดวัด

เวลาผ่านไปพระภิกษุสามเณรวัดอัมพวันได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ศรัทธาญาติโยมก็มาวัดอัมพวันจำนวนมาก  หลวงพ่อจรัญอาศัยโรงครัวซึ่งปลูกสร้างไว้แล้ว เป็นที่หุงข้าว ทำกับข้าวถวายพระเณร และเลี้ยงดูผู้มาเยือน ผู้มาช่วยหุงข้าวทำกับข้าวถวายพระสงฆ์องค์เณรตลอดจนเลี้ยงคน  ก็คือญาติโยมบ้านเหนือบ้านใต้ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ วัด ผลัดเปลี่ยนวนเวียนกันมาช่วยหลวงพ่อทุกวัน  พอถึงเวลาเย็นก็จะพากันกลับบ้านใครบ้านมัน  ไม่มีใครนอนค้างอ้างแรมอยู่ดูแลโรงครัวเลย  สำหรับหลวงพ่อนั้น  เมื่อมอบหน้าที่ให้ฝ่ายใดไปจัดการแล้ว  ท่านก็ไม่จู้จี้จุกจิก ปล่อยให้เป็นหน้าที่รับผิดชอบของแต่ละคน แต่ละฝายไป

เวลานั้น  ไม่มีใครนึกถึงแม่กาหลงกันแล้ว  แทบจะลืมไปเลยว่า  โรงครัวนี้เป็นบ้านเก่าของแม่กาหลงที่หลวงพ่อจรัญซื้อมาปลูกขึ้นใหม่  ขณะนั้น  โรงเรียนประชาบาลวัดอัมพวันได้รับการก่อสร้างขึ้นแล้วเช่นกัน  และเปิดทำการสอนแก่เด็ก ๆ ที่อยู่อาศัยในละแวกตำบลนั้นเป็นส่วนใหญ่

นายสงวน  ศรีพวงวงษ์  เป็นภารโรงประจำโรงเรียนวัดอัมพวัน  มีภรรยาชื่อ บุญชู หลวงพ่อจรัญเห็นว่านางบุญชูอยู่บ้านเฉย ๆ ลูก ๆ ไปเรียนหนังสือกันหมด  ท่านจึงขอแรงนางบุญชูมาช่วยงานวัด  ทำหน้าที่เป็นแม่ครัวที่โรงครัวร่วมกับคนอื่น ๆ  ช่วยกันหุงข้าวทำกับข้าว เลี้ยงพระและเลี้ยงคนทุกวัน

นางบุญชูมาช่วยโรงครัวตั้งแต่เช้า  และกลับบ้านช่วงเวลาบ่าย ๆ  ก่อนลูกผัวจะกลับจากโรงเรียน  เพื่อเตรียมหุงหาอาหารมื้อเย็นไว้ให้คนในครอบครัวกลับมากิน  สำหรับแม่ครัววัดอัมพวันทุกคน  หลวงพ่ออนุญาตให้เอาข้าวกลับไปบ้านได้  ส่วนกับข้าว หากมีเหลือจะนำไปกินก็ได้  เป็นการผ่อนคลายภาระเรื่องอาหารการกินในครอบครัวของทุกคน

นางบุญชูก็หิ้วปิ่นโต ใส่ข้าว ใส่กับ กลับบ้านเหมือนกับทุกคน  แต่บางวันถือวิสาสะ หยิบหอม กระเทียม  พริกแห้ง  ใส่ไปด้วย  หรือวันไหนมีหมู มีปลาเหลือจากทำอาหารถวายพระเณร  ก็จัดแจงยัดใส่ปิ่นโตโดยพลการ  มิได้บอกกล่าวขออนุญาตต่อหลวงพ่อเสียก่อน  คงคิดว่า เป็นของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่สำคัญอะไร คนที่อยู่ใกล้วัด  ใกล้พระ จำนวนไม่น้อย มักจะหาบาปเวรกรรมใส่ตัวเองเพราะความมักง่าย  และรู้เท่าไม่ถึงการณ์  พอใจสิ่งของในวัดวาอารามอย่างไหน ถ้าหยิบฉวยไปง่าย ๆ ก็จะคว้าไปเลย หารู้ไม่ว่า แม้จะเป็นสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือไม่มีราคาค่างวดอะไรนัก  แต่ก็เป็นของสงฆ์  ถ้าพระสงฆ์ไม่อนุญาต  จะนำไปเป็นของตนไม่ได้  เพราะเท่ากับ ลักขโมยของสงฆ์ โดยเจตนา เป็นอกุศลกรรมอันหนักหนาสาหัสทีเดียว

นางบุญชูคงจะหยิบฉวยของในครัววัดอัมพวันไปเป็นอาจิณ  ด้วยความมักง่าย และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ได้  และไม่เพียงแต่นางบุญชูเท่านั้นที่ประพฤติเช่นนี้  คนอื่น ๆ ที่มาช่วยงานโรงครัวก็พลอยกระทำตามไปด้วย  คราวนี้วิญญาณแม่กาหลงซึ่งเงียบเชียบประหนึ่งสูญหายสลายไปนานแล้ว  ก็พลันแสดงฤทธิ์ให้ขนพองสยองเกล้ากันทั่วหน้า

บ่ายวันนั้น.... ที่โรงครัววัดอัมพวัน

ขณะที่นางบุญชูกำลังอยู่ที่โรงครัว  จู่ ๆ  ก็หงายหลังล้มตึง  มีอาการผิดปกติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน  เล่นเอาคนที่อยู่ตรงนั้นตื่นตระหนกตกใจ  พอนางบุญชูยกตัวขึ้นมานั่ง  ลักษณะท่าทางได้ผิดไปเป็นคนละคน  พวกที่อยู่โรงครัวถามกันขรมว่า “แม่ชูเป็นอะไร แม่ชูเป็นอะไร”

นางบุญชูก็พูดเสียงดังฟังชัดว่า  “ฉันไม่ใช่บุญชู ฉันคือกาหลง เป็นวิญญาณอยู่ที่โรงครัวนี่” พอรู้ว่านางบุญชูถูกผีเข้า แต่ละคนก็ถอยกรูดไปคนละทาง ไม่กล้าเข้าไปจับต้องประคองตัวนางบุญชูเช่นตอนแรก คนหนึ่งถามผีแม่กาหลงที่แฝงร่างนางบุญชูว่า

 “นี่.... มาเข้าแม่ชูทำไม เป็นผีแล้วมาอยู่กุฏิโรงครัวได้ยังไง ที่นี่เป็นวัดนะ”

วิญญาณก็ตอบผ่านร่างนางบุญชูเป็นเรื่องเป็นราวชัดเจนว่า  “หลวงพ่อวัดอัมพวัน เชิญให้เรามาเจริญวิปัสสนากรรมฐานที่วัดนี้ เราก็ตามมา ติดมากับบ้านที่หลวงพ่อไปซื้อแล้วรื้อมาปลูกโรงครัวนี่แหละ เรายังช่วยรื้อบ้าน ปลูกโรงครัวให้ท่านด้วย”

“เป็นอะไรตาย ทำไมถึงตาย” มีคนถามอีก

“เราเป็นไข้ตาย ตอนจะตายยังห่วงสมบัติห่วงผัว ผัวเราเจ้าชู้ มีผู้หญิงมากหน้าหลายตา สิ้นใจตายไปแล้วก็ไปไหนไม่รอด เพราะห่วงสมบัติ ห่วงผัว เลยเป็นเปรตสิงอยู่ที่บ้าน ด้วยอำนาจ โลภะ โทสะ โมหะ หลวงพ่อวัดอัมพวันไปที่บ้าน เราก็นั่งใกล้ ๆ ท่านไม่รู้”

 “แล้วมาที่นี่ทำไม มารบกวนแม่ชูเขาทำไม” แม่ครัวคนหนึ่งเจรจาขึ้นบ้าง

“เรามาช่วยหลวงพ่อท่านดูแลโรงครัว ก็เห็นมานานแล้ว เห็นหลายวันแล้ว พวกเธอที่มาทำครัวนี่แหละ เม้มเอาของวัดไป ลักกะปิ หอม กระเทียมไป หมู ปลาก็ไม่เว้น ลักไปบ้านกันบ่อย ๆ เราทนดูไม่ไหวถึงต้องมาเตือน อย่าลักขโมยของวัดไปอีก ตายเมื่อไหร่จะกลายเป็นเปรตด้วยอำนาจโลภะ เป็นบาปกรรมเพราะโลภ เป็นเปรตเหมือนอย่างเรา”

คราวนี้ พวกที่แอบหยิบฉวยของในโรงครัววัดติดมือกลับบ้าน มองหน้ากันล่อกแล่ก เกิดกลัวบาปเวรขึ้นมาทันที

ระหว่างที่วิญญาณแม่กาหลงเข้าสิงนางบุญชู  มีญาติโยม  พระเณร พากันมามุงดูเป็นกลุ่ม  พระรูปหนึ่งเห็นนางบุญชูถูกผีเข้าสิงไม่ยอมออกง่าย ๆ  ก็รีบไปหาหลวงพ่อ  บอกกล่าวเรื่องราวว่า นางบุญชูถูกผีเข้า  นิมนต์ไปเจรจากับผีให้ออกไปเสีย  หลวงพ่อจริญหัวเราะบอกว่า ไม่ไปหรอก ให้เขาพูดกันเองก็แล้วกัน

ทางฝ่ายวิญญาณแม่กาหลงที่สิงนางบุญชู  ก็สอนให้พวกแม่ครัววัด  ควรปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐานกันเสียบ้าง  ไปใช่ทำแค่หุงข้าวต้มแกงไปวัน ๆ ก็ได้กุศลแค่ทำครัว ไม่ทำกรรมฐานก็ปิดประตูอบายไม่ได้  วิญญาณแม่กาหลงเตือนสติบรรดาแม่ครัววัดพอสมควรแล้ว ก็ออกจากร่างนางบุญชู

เมื่อนางบุญชูรู้สึกตัวเป็นปกติ  เห็นคนรายล้อมรอบตัวเป็นกลุ่ม ก็มองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่ก  เพราะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ  เพื่อน ๆ จึงเล่าให้ฟังว่ามีอะไรเกิดขึ้น  นางบุญชูก็เกิดความหวาดเสียวในการกระทำของตัวเองเป็นกำลัง

ตั้งแต่วันนั้น  พวกที่เป็นแม่ครัววัด  ไม่มีใครกล้ามักง่ายหยิบฉวยของในครัวกลับบ้านอีกเลย  เพราะกลัววิญญาณแม่กาหลงจับจิตจับใจ

หลวงพ่อจรัญ  ฐิตธัมโม  ไม่เคยรู้เรื่องแม่กาหลงแม้แต่น้อย  เนื่องจากไม่มีใครเล่าให้ท่านฟัง  กระทั่งถึงวันธรรมสวนะ  ผู้ใหญ่กลีบกับคุณป้ายุพิน  ก็นั่งเรือยนต์มาปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวัน  เมื่อเจริญกรรมฐานแล้ว  หลวงพ่อจรัญได้ถามคุณป้ายุพินว่า

                “โยมพิน เจ้าของบ้านที่อาตมาซื้อมาทำโรงครัวนี่ ชื่อ กาหลง จริงไหม เป็นผี เคยแสดงอะไรไหม” คุณป้ายุพินกับผู้ใหญ่กลีบ ก็หัวเราะ นมัสการกราบเรียนถวายท่านว่า “เขาชื่อกาหลง จริง ๆ เจ้าค่ะ อยู่ที่บ้านนั้นแล้วเป็นไข้ตาย กาฬดำผุดขึ้นเต็มตัวเลย แต่ฉันไม่บอกหลวงพ่อเองแหละ เดี๋ยวท่านจะไม่ซื้อบ้าน เขาก็แสดงให้เห็นเหมือนกัน คนอื่น ๆ ถึงไม่ซื้อบ้านไป”

วิญญาณแม่กาหลงที่วัดอัมพวัน  ไม่เพียงแต่ปรากฎเข้าสิงร่างนางบุญชู  ภรรยาภารโรงซึ่งมาช่วยงานครัวให้วัดเท่านั้น  ยังแสดงฤทธิ์อภินิหารปรากฎไว้อีกหลายครั้ง  ดังจะนำมาถ่ายทอดให้ได้รับรู้ต่อไปนี้

ครั้งนั้น มีแม่ฉาบ แม่เขียว อยู่บ้านโคกล้วง  แม่ฉาบเป็นอุบาสิกาช่วยงานบุญวัดดาวดึงส์  แม่เขียวเป็นอุบาสิกาช่วยงานบุญวัดประสิทธิ์  ต่อมาได้มาเจริญธรรมวิปัสสนากรรมฐานที่วัดอัมพวัน

วัดอัมพวันสมัยแรก ๆ ยังไม่มีกุฏิกรรมฐาน หรือศาลาปฏิบัติธรรม  แยกเป็นสัดส่วนเช่นปัจจุบัน  ผู้มาเจริญวิปัสสนากรรมฐาน หลวงพ่อจรัญจะให้ปฏิบัติและพักผ่อนหลับนอนที่ศาลาการเปรียญ  อาหารการกินของผู้ปฏิบัติ ธรรม  ต้องหุงหากินกันเอง  ไม่สะดวกสบายเช่นทุกวันนี้  ซึ่งทางวัดอนุเคราะห์ให้ทุกอย่าง

 ตรงนี้.... ขอแทรกเอาไว้...เมื่อแรกเริ่ม ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อจรัญ  ฐิตธัมโม  อบรมสั่งสอนธรรม ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แก่สาธุชนทั่วไปที่ใฝ่ธรรม กล่าวได้ว่าผู้ที่จะมาปฏิบัติธรรมกรรมฐาน  นับว่าเป็นผู้มีจิตใจฝักใฝ่ในธรรมปฏิบัติอย่างมุ่งมั่นเอาจริง

หลวงพ่อจรัญสอนวิปัสสนากรรมฐานเป็นปฐมที่วัดพรหมบุรีก่อน  แล้วจึงมาสอนที่วัดอัมพวัน  ขอกล่าวถึงเฉพาะที่วัดอัมพวัน  ในสมัยเริ่มแรกที่มีการสอนและปฏิบัติกรรมฐาน  สมัยนั้นถนนหนทางลาดยาง  ลาดคอนกรีตยังไม่มี  การคมนาคมที่สะดวกที่สุดต้องใช้เรือพายเรือแจว  พายตามน้ำ ทวนน้ำกันไป  สถานที่ปฏิบัติธรรม คือ ศาลาการเปรียญ  ไม่มีไฟฟ้าน้ำประปาใช้  อาหารการกินต้องเตรียมไปเอง  และหุงหากินกันตามอัธยาศัย  หากกำหนดเวลาปฏิบัติหลายวัน  ก็ต้องกักตุนข้าวสาร อาหารแห้งให้พอเพียงไปหลายวัน  ภูมิประเทศรอบวัดอัมพวัน ยังเป็นป่ารกรุงรัง   มีแอ่งน้ำ ลำรางน้ำขังไปทั่ว  จึงเป็นที่เพาะพันธุ์ยุง  ผู้มาปฏิบัติธรรม จำเป็นต้องมีความอดทน อดกลั้น ตลอดเวลา

แต่ผู้ปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐาน  ลูกศิษย์หลวงพ่อจรัญ  ฐิตธัมโม  รุ่นแรก ๆ ทุกคน  มิได้ระย่อท้อถอย  ทุ่มกายถวายชีวิตมานะบากบั่นบำเพ็ญเพียร  เพื่อจะได้เห็นธรรมอันสว่างไสวขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพื่อจะได้รู้สำนึกตรึกในกรรมของตน  และเพื่อก่อกรรมดี เป็นพื้นฐานสืบไปในชาติปัจจุบัน และชาติภพเบื้องหน้า (อ่านต่อฉบับหน้า)

 


ตอนต่อไป

 ตอนที่

1

2

 3

4

5 

6

7  8 10 11  12  13 14 15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28 29 30 31  32  33 34 35  36  37 38 39 40 41 42
43 44 45 46  47  48 49 50   51  52 53 54 55 56 57   58 59  60 61 62 63
64   65 66 67 68 69 70 71  72  73 74  75 76   77 78  79 80  81 82  83 84
85   86  87 88 89   90 91  92 93 94  95  96 97 98   99 100 101        

 

กลับไปหน้าสารบัญ

 

Copyright © 2002 - 2005 All Rights Reserved