บทที่ ๔

กฎเกณฑ์การพิจารณาดวงชะตา (๑)

***************

                เนื้อหาสาระในบทนี้  ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งยวดในการพยากรณ์ดวงชะตา   ที่นักศึกษาควรจะเรียนรู้ และทำความเข้าใจในทุกเรื่อง หากติดขัดตรงไหน อย่าปล่อยให้ข้ามไป รีบทำความเข้าใจ ถ้ายังไม่เข้าใจ ให้รีบเขียนถามมา  เพราะจะทำให้เกิดปัญหาในการอ่านดวงชะตาอย่างแน่นอน

                การพิจารณาดวงชะตา หรือ การอ่านดวงชะตา  เพื่อทำนายทายทักออกมานั้น  จัดเป็น ศิลปะ สำคัญ เป็นการนำ ศาสตร์ ที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ราศี ภพหรือเรือน ความหมายของดวงดาว ธาตุ ฯลฯ มาใช้ให้เป็น หลายท่านทีเดียวอ่านเรื่องราวดังกล่าวจากตำรับตำราหลายเล่ม อ่านจนหัวผุสมองพัง แต่แล้วพอให้ทำนายดวงชะตากลับทำนายไม่ได้ ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน จับต้นชนปลายไม่ถูก เสียเงินเสียทองเป็นค่าหนังสือ ค่าครูอาจารย์ไปไม่น้อย ก็ยังดูดวงให้ใครไม่ได้ แม้กระทั่งดวงตัวเองก็ยังดูไม่ออก เกิดความเบื่อหน่ายพาลให้เลิกเรียนไปอย่างน่าเสียดาย

                ถ้าจะเปรียบ การอ่านดวงชะตา ในบทนี้ ก็เปรียบได้กับ การพิจารณาความในศาล หรือ กรรมวีธีการรักษาโรคของแพทย์ ซึ่งทั้งนิติศาสตร์ และ แพทย์ศาสตร์ ล้วนเป็นศิลปศาสตร์ที่ต้องใช้ศิลปะในการประกอบอาชีพ ดังนั้น คนที่จะเป็นทนายความ (หมอความ) หรือแพทย์ (หมอรักษาคนไข้) เมื่อเรียนศาตร์แล้วต้องเรียนศิลป์ควบคู่ไปด้วย และเมื่อจบออกมาแล้ว จะต้องไปสอบเอาใบประกอบอาชีพทนายความ หรือ ใบประกอบโรคศิลป์ จากหน่วยงานหรือสมาคมที่รับผิดชอบเสียก่อน จึงจะประกอบอาชีพนี้ได้ หากทำผิดจรรยาบรรณ หรือประพฤติตนทำให้เสื่อมเสียแก่วิชาชีพแล้ว ก็อาจจะถูกยึดใบอนุญาต ทำให้ไม่สามารถประกอบวิชาชีพนั้น ๆ ได้อีกต่อไป

                ดังนั้น  หากนักศึกษาท่านใดอ่านบทเรียนบทนี้ และได้รู้วิธีการอ่านดวงชะตาแล้ว หากยังพยากรณ์ออกมาไม่ได้หรือไม่ได้ดีดังใจ ก็ต้องกลับไปอ่านทบทวนในส่วนที่เป็น ศาสตร์ ให้มีภูมิรู้แน่นเสียก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านบทนี้ใหม่ การเรียนรู้วิธีการอ่านดวงที่ดีและใช้ได้ผล ขอแนะนำให้อ่าน ดวงตัวเอง น่ะแหละ เป็น ดวงครูดวงแรก นอกเหนือจาก ดวงครูในตำรา ที่จะต้องอ่านให้ออก ตีดวงให้แตก หากท่านอ่านดวงตัวเองออกเมื่อไร เท่ากับท่านสำเร็จวิชาการอ่านดวงไปแล้วครึ่งหนึ่ง แล้วจึงหาประสบการณ์ด้วยการอ่านดวงคนใกล้เคียง เมื่ออ่านและทำนายออกไปแล้วต้อง ติดตามผล ด้วยว่า เป็นไปตามตำรา หรือที่ทำนายไว้หรือเปล่า ผิดถูกอย่างไร หากผิดพลาดไปจากตำราก็ต้องดูด้วยว่า เกิดมาจากอะไร อย่าไปกลัวว่าทำนายแล้วผลออกมาผิด คนจะหัวเราะเยาะ เลยไม่กล้าทำนาย ขอให้จำไว้ว่า การทำนายนั้นต้องยึดหลักเกณฑ์และวิธีการตามศาสตร์และศิลป์ที่ได้เรียนมาอย่างเคร่งครัด ผิดถูกไม่ว่า ยึดหลักตำราไว้ก่อน อย่าได้ทำนาย นอกเหนือหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในตำรา เป็นอันขาด เราเป็น หมอดู คือ ดูเสียก่อนแล้วค่อยทาย ไม่ใช่ หมอเดา คือ ทายมั่ว ๆ ไป ไม่ต้องดู ใช้หลักจิตวิทยาเออออห่อหมกไปกับปัญหาของผู้มาขอรับการพยากรณ์ หรือดูแบบขอไปที รู้แบบงู ๆ ปลา ๆ ก็เลยทำนายสุ่มสี่สุ่มห้า อย่างนั้นศาสตร์และศิลป์ที่เรียนมาก็ถือว่าสูญเปล่า

 

ลักษณะของการพยากรณ์

            การพยากรณ์ หรือ การทำนายทายทักนั้น แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ

๑.      การพยากรณ์พื้นดวง หรือ ดวงชะตากำเนิดของบุคคล ที่เราได้ผูกขึ้นมาจากข้อมูลรายการเกิด ตามที่ได้ศึกษาและฝึกหัดไปแล้วในบทก่อน  นอกจากดวงกำเนิดของบุคคลแล้ว ยังมีดวงอีกชนิดหนึ่งที่ผูกขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการต่าง ๆ เราเรียกดวงชนิดว่า ดวงทำการ ได้แก่ ดวงที่ผูกขึ้นมาเพื่อใช้ในการสร้างบ้าน แปลงเมือง เช่น ดวงเมือง, ดวงสร้างอาคารบ้านเรือน สถานประกอบการ, ดวงเปิดกิจการ, ดวงกระทำการต่าง ๆ ในงานมงคล เช่น แต่งงาน, ดวงลาสิกขาบท (สึกหาลาเพศจากสมณะสู่สามัญชน) ,ดวงขึ้นบ้านใหม่,  ฯลฯ ดวงเดินทางไปในกิจการสำคัญ เช่น รบทัพจับศึก, เจรจาทางการค้า,ประมูลงาน ฯลฯ ซึ่งการผูกดวงทำการเหล่านี้ ผู้ผูกควรมีความรู้ความเข้าใจในโหราศาสตร์อย่างลึกซึ้ง มีความเข้าใจในเรื่องของ ฤกษ์ยาม อย่างแตกฉาน เมื่อผูกแล้วต้องพยากรณ์ให้กับเจ้าของหรือเจ้าชะตาที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับดวงทำการนั้น ๆ ทราบ ก่อนที่จะนำดวงทำการนั้นไปใช้ต่อไป

๒.    การพยากรณ์ดาวจร  หรือ การพยากรณ์เรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน (หมายถึง อนาคตอันใกล้) และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอนาคต เป็นการพยากรณ์ที่ต่อเนื่องมาจากการพยากรณ์พื้นดวง  ยกตัวอย่างเช่น ในพื้นดวงทำนายว่า จะแต่งงาน ๒ หน มีคู่อย่างน้อย ๒ คน ทีนี้ หากเขาถามมา เมื่อไร ก็ต้องดูดาวเสวยอายุ เสวยแทรก และลัคนาจร ในเกณฑ์อายุต่าง ๆ ประกอบกับการโคจรของดวงดาวในช่วงนั้น ๆ ว่า สัมพันธ์กับพื้นดวงมากน้อยแค่ไหน ฯลฯ การพยากรณ์ดาวจร ต้องอาศัยพื้นดวงเดิมเป็นหลัก คือ จะต้องดูดาวในปัจจุบัน หรือตำแหน่งดาวในวันที่เราต้องการจะดู ว่าเข้ามาสัมพันธ์กับเรือน ,ลัคนา หรือดาวเจ้าเรือน ที่เราต้องการจะรู้อย่างไร เช่น พื้นดวงเราไม่ค่อยดี มักมีเรื่องเสียเงินเสมอ ดูเกณฑ์อายุแล้วก็รู้ว่าต้องเสียเงินแน่ หากมีบาปเคราะห์มาทับดาวการเงินในพื้นดวง หรือเข้ามาในเรือนการเงิน หรือดาวการเงินถูกเบียนในมุมให้โทษอย่างมาก อย่างนี้ร้อยทั้งร้อยทำนายไปเถอะครับ เสียเงินแน่ ไม่เคยพลาดสักรายเดียว

              สำหรับเนื้อหาสาระในบทเรียนนี้ จะเน้นหนักไปที่การพิจารณาดวงชะตาของบุคคล หรือดวงกำเนิดเป็นหลัก หากนักศึกษาอ่านดวงกำเนิด และพยากรณ์เหตุที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้อย่างแม่นยำแล้ว การพยากรณ์ในเรื่องอื่น ๆ ที่กล่าวมาแล้ว ก็ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการเดียวกัน หากจะแตกต่างออกไป ก็เป็นส่วนปลีกย่อย ซึ่งจำต้องค่อย ๆ เรียน ค่อยศึกษากันไป แล้วประสบการณ์ในการดูดวง จะทำให้นักศึกษาเกิดหัวพลิกแพลงนำไปใช้ได้เอง อย่าได้วิตกกังวลไปใยให้ป่วยการ

 

หนังสือที่ต้องใช้อ่านประกอบ

            นอกเหนือจากหนังสือปฐมภาคโหราศาสตร์ และ ปัจฉิมภาคโหราศาสตร์ ของท่าน อ.พลูหลวง ที่แนะนำให้นักศึกษาซื้อมาอ่านประกอบแล้ว  ยังมีหนังสืออีก ๓ เล่ม ที่นักศึกษาควรมีไว้อย่างยิ่ง คือ

๑.  วิจารณ์ดวงชะตา ๒๐๐ ดวง เป็นหนังสือที่รวบรวมดวงบุคคลต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ตั้งแต่ชนชั้นสูง มาถึงคนระดับกลาง มากมายหลายสาขาอาชีพ เหมาะอย่างยิ่งที่จะได้นำมาอ่านเพิ่มเติม เพื่อใช้เป็นประสบการณ์ในการวินิจฉัยพื้นดวงชะตา หนังสือเล่มนี้ของท่าน อ.พลูหลวง เขียนมานานหลายปี ก่อนที่จะนำเรื่องราวของดาวแบคคัสมาใช้  ดังนั้น จึงไม่มีดาวแบคคัสในดวงต่าง ๆ ที่ได้นำมาวิจารณ์ แต่ไม่เป็นปัญหาอะไร เพราะผมได้นำดาวแบคคัสมาใส่ให้ในดวงตัวอย่างที่จะนำมาสอน   และได้ทำปฏิทินดาวแบคคัส อย่างย่อไว้ให้ด้วย ให้นักศึกษาใส่ไปในหนังสือเล่มนี้ และหัดพยากรณ์ได้ สำหรับเรื่องของดาวแบคคัส หากทางเขษมบรรณกิจ ไม่มีหนังสือเล่มนี้ออกมาจำหน่าย เห็นทีผมจะต้องนำเรื่องราวของแบคคัสอย่างละเอียดมาไว้ในเวปให้อ่านกัน หากนักศึกษาไปซื้อหนังสือที่ร้านนี้ และต้องการอ่านเรื่องดาวแบคคัส ก็ลองถามหาหนังสือ แบคคัส (ดาวโสม) จากทางร้านดู ว่ายังมีจำหน่ายหรือไม่ หากไม่มีถามว่า มีโครงการที่จะพิมพ์หรือไม่ ได้เรื่องอย่างไร ช่วยแจ้งมาให้ผมทราบด้วย เพื่อจะได้พิจารณาดำเนินการในทางที่เหมาะสมต่อไป

๒.พยากรณ์จรโดยพิสดาร ผมถือว่าหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือเล่มที่ดีที่สุดของท่านอาจารย์ บอกตรง ๆ นะครับ ว่าผมดูดวงเป็นก็เพราะหนังสือเล่มนี้แหละ ท่านได้นำดวงตัวอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นดวงคนตายโหง, ดวงคนถูกล็อตเตอรี่ ,ดวงคนเดินทางไปต่างประเทศ ฯลฯ มาบรรจุไว้อย่างมากมาย และสอนวิธีการดูเรื่องราว ต่าง ๆ ทุกเรื่อง ตั้งแต่ภพที่ ๑ ถึง ๑๒ ทั้งพื้นดวง และดาวจร ชนิดที่เรียกว่า หายสงสัยกันไปเลย แต่หนังสือเล่มนี้ก็มีข้อจำกัดอยู่ที่ ท่านยังไม่ได้ใช้เกษตรใหม่อย่างสมบูรณ์อย่างที่ผมได้นำเสนอเสียทีเดียว มีการปะปน อาจทำให้นักศึกษาสับสนกันบ้างในเรื่องของเกษตรในราศีพฤษภ กับเมถุน คือ ท่านจัดให้ราหู (๘) เป็นเกษตรในราศีพฤษภ และเกตุ (๙) เป็นเกษตรในราศีเมถุน และหลายดวงท่านยังคงใช้เกษตรเดิม คือ พุธ (๔) เป็นเกษตรในราศีเมถุน และศุกร์ (๖) เป็น เกษตรในราศีพฤษภ ควบคู่ไปกับราหู (๘) และเกตุ (๙) เนื่องจากยังไม่ได้นำแบคคัส (บ) มาใช้ แต่พอท่านนำมาใช้แล้ว ผมได้นำไปทดลองใส่ในดวงตัวอย่างของท่านดู ปรากฎว่า ใช้แทนได้ดี และพยากรณ์ออกมาได้ผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ สรุปแล้ว หนังสือนี้ยังมีผลดีอยู่มากในเรื่องของเทคนิคการพยากรณ์ ไม่ว่าจะเป็นพื้นดวง หรือดาวจร ใครที่ดูดาวจรไม่เป็น อ่านเล่มนี้แล้ว และได้รับการแนะนำเพิ่มเติมจากผม รับรองว่า ไม่เป็นก็ต้องเป็น ไม่ได้โฆษณานะครับ ไปถามเจ๊ร้านเขษมบรรณกิจดูได้ว่า ผมไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในการขายหนังสื้อของเจ๊สักเล่มเดียว

๓. ทวาทศเคราะห์  เป็นหนังสือที่ท่าน อ.พลูหลวง ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับพระเคราะห์ต่าง ๆ ไว้ อย่างละเอียดทุกแง่มุม อยากให้อ่านเล่มนี้ เพื่อที่จะได้มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของดวงดาวมากขึ้น และอีกเช่นกัน หนังสือเล่มนี้ ยังไม่มีเรื่องของแบคคัส หากหาเรื่องของแบคคัสอ่านไม่ได้จริง ๆ ก็เห็นที่จะต้องนำมาลงไว้ในเวปอย่างละเอียด แต่ไม่ใช่ว่าผมจะลอกตำราของ อ.พลูหลวงมานะครับ ทำอย่างนั้น เจ๊ร้านเขษมบรรณกิจ ฟ้องผมล้มละลายแน่ แต่ผมจะนำความรู้จากในหนังสือนั้น  มาเรียบเรียงขึ้นใหม่ในหลักการเดิมของท่าน และจะได้นำดวงตัวอย่างที่ไม่มีในหนังสือเล่มนี้มาให้อ่านกันด้วย ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป ช้า เร็ว แค่ไหน อย่าว่ากันนะ

สำหรับที่อยู่และเบอร์โทร.ร้านเขษมบรรณกิจ มีดังนี้

                232 234 เวิ้งนครเขษม กทม.โทร. 02-2211339

 


ตอนต่อไป