บทที่ ๕

ดวงมาตรฐาน

******************

                ท่านที่ศึกษาโหราศาสตร์ ระบบอื่นมาก่อน หรือแม้แต่เคยอ่านตำรับตำราของท่าน อ.พลูหลวง มาก่อนก็ตามที  รับรองว่าไม่เคยได้ยินคำว่า "ดวงมาตรฐาน" แน่ ไอ้ที่เคยได้ยินน่ะ "ดาวมาตรฐาน อันได้แก่ ตำแหน่งดาวที่โบราณจัดไว้ว่า ให้คุณ ให้โทษ ได้แก่ เกษตร, ประ, อุจจ์, นิจ ฯลฯ อ้าว แล้วไอ้คำนี้มันมาจากไหนล่ะ ก็มาจากผมน่ะสิครับ ผมตั้งมันขึ้นมาเองน่ะแหละ เหอะน่า อ่านตำราเรียนที่ผมบรรยายไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวจะเข้าใจเองแหละ

                ดวงมาตรฐาน  คือ รูปร่างลักษณะของดวงดาวที่เรียงรายอยู่ในจักรราศี มีรูปร่างต่าง ๆ หลายรูปแบบ ที่ผิดแผกแตกต่างไปจากดวงธรรมดาโดยทั่วไป จัดได้ว่า เป็นดวงที่มี วาสนา แม้จะเกิดมาอาภัพ ลำบากยากจนอย่างไร ก็จะส่งผลให้เจ้าชะตา มีวาสนา บารมี ร่ำรวยเงินทอง หรือมีเกียรติยศ ชื่อเสียงปรากฎแก่สาธารณชนทั่วไป เท่าที่ผมเห็น และมีประสบการณ์ ขอยกย่องตำแหน่งดาวที่มีรูปร่างต่าง ๆ กัน ที่ให้ผลและให้คุณจริง ๆ เพียง ๖ รูปแบบ คือ ดวงพระจันทร์ครึ่งซีก, ดวงเสาพระสุเมรุ, ดวงดอกพิกุล, ดวงสามเหลี่ยม, ดวงตรีโกณ และดวงจตุโกณ หรือ จตุสดัยเกณฑ์

                พออ่านตรงนี้ คงถึงบางอ้อกันแล้วสิครับ ตำราเล่มต่าง ๆ เขาก็บอกกล่าวถึงดวงลักษณะที่ผมว่าไว้เหมือนกัน แต่อาจจะมีการตั้งหมวดหมู่ หรือบทเรียนต่างกันไป แต่ขอให้เข้าใจเถอะว่า หากผู้ใดเกิดมามีรูปดวงลักษณะดังกล่าว ขอรับรองและยืนยันว่า มีวาสนา แน่ ถ้าไม่ม่องเท่ง ไปเสียก่อน (มีครับ บางดวง มีกรรมมาตัดรอน อย่างเช่น ดวงสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เป็นต้น ไม่มีโอกาสได้ขึ้นครองราชย์ ทั้ง ๆ ที่ดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมาร หรือรัชทายาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว)

                อันที่จริงในโหราศาสตร์ไทย ยังมีเกณฑ์ปลีกย่อยอีกมากมาย ซึ่งผมจะได้พยายามชี้แนะ สอดแทรกให้ทราบ เมื่อถึงเวลาที่จะชี้แจงจุดเด่น จุดด้อย ในแต่ละดวง เป็นดวง ๆ ไป แต่ก็มีอีกหลายสิ่ง ที่ผมเห็นว่า ไม่น่าใส่ใจ หรือจดจำ เช่น ดาวองค์เกณฑ์ ต่าง ๆ อันได้แก่ นรเกณฑ์, ปัศวเกณฑ์ ,อัมพุเกณฑ์ และ กีฏะเกณฑ์ ด้วยพิจารณาเห็นว่า มันซ้ำซ้อนกันไปมา หากยึดหลักดาวศุภเคราะห์ บาปเคราะห์ คู่มิตร คู่ศัตรู คู่ธาตุ ที่ให้ไว้แล้ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ แทบจะไม่มีประโยชน์ในการพิจารณาเลย จึงตัดออกไป หากนักศึกษาท่านใดจะใช้ในการพิจารณา เพราะเห็นว่ายังใช้ได้ผลดีอยู่ ก็ขอให้ใช้ต่อไปนะครับ  แล้วแต่ศรัทธา ไม่มีการบังคับ  ทีนี้ เรามาดูรูปดาวสำคัญ ๆ ที่ควรจดจำกันดีกว่า

                ๑. ดวงพระจันทร์ครึ่งซีก คือ ดวงที่มีดาวพระเคราะห์เรียงรายกันตั้งแต่ ๖ ราศี ขึ้นไป เรียกว่า ดวงอัฒจักร หรือ มาลัยโยค ถ้าลัคนากุมดาวเด่น ๆ ในกลุ่มดาวนี้ ถือว่า มีวาสนาอย่างมาก ยิ่งกุมดาวเกษตร มหาอุจจ์ ก็ยิ่งเด่นเป็นทวีคูณ หรือ ดาวเจ้าเรือนลัคน์ (ตนุลัคน์) ไปเด่นในกลุ่มดาวเหล่านี้ ก็ถือว่าดี พอจะยกตัวอย่างบุคคลสำคัญ ที่มีวาสนา มีชื่อเสียงปรากฎ ให้ทราบ ดังนี้

 

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓

 

 

พระราชสมภพ วันที่  ๓๑  มีนาคม  พ.ศ. ๒๓๓๐

เวลา ๐๔.๓๖ น. (๑๑ ทุ่ม)

 

                พระราชลัคนาอยู่ในราศีกุมภ์ (ธาตุลม) แวดล้อมด้วยดาวศุภเคราะห์ทุกดวง คือ แบคคัส (บ), พุธ (๔) และอาทิตย์ (๑) ล้อมหน้า หรือนำหน้า เป็นศูนยพาหะ , จันทร์ (๒) ล้อมหลัง ศุกร์ (๖) โยคหน้า พฤหัสบดี (๕) จตุโกณ นอกจากนี้ดวงพระชะตาได้เกณฑ์ มาลัยโยค คือ มีดาวเรียงรายกันถึง ๘ ราศี หากนับราหู (๘) ซึ่งเป็นดาวเทียม หรือ จุดคำนวณคราส ก็จะได้ถึง ๑๐ ราศี โดยมีพระราชลัคนา อยู่ในร้อยมาลัย ทำให้พระองค์มีวาสนา ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินโดยไม่คาดฝัน เพราะเหตุการณ์คับขัน

 

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ

อัครมหาเสนาบดีในรัชกาลที่ ๓ แห่งบรมราชจักรีวงศ์

 

 

วันอังคาร แรม ๖ ค่ำ เดือน ๖ ปีกุน จ.ศ. ๑๑๕๓

เวลา ย่ำรุ่ง

ลัคนาอยู่ในราศีมีน ธาตุน้ำ กุม อาทิตย์ (๑) เสาร์ (๗) และ แบคคัส (บ) และ นำหน้ากลุ่มดาว  อื่น ๆ ที่เรียงรายติดต่อตามกันมาอีก ๘ ราศี รวมเป็น ๙ ราศี ด้วยกัน จึงทำให้มีวาสนาบารมีสูงมาก มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน รองลงมาจากพระเจ้าแผ่นดินเลยทีเดียว

 

สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทัย) วัดสระเกศ

พระสังฆราชองค์ที่ ๑๕ ปธ. ๙ ประโยค แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 

 

ประสูติ  วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๑๗

  เวลา  ๑๙.๐๐ น.

 

                พระลัคนากุมดาวมฤตยู (๐) และเกตุ (๙) อยู่ในราศีกรกฎ ธาตุน้ำ แวดล้อมด้วยดาวที่เรียงรายอยู่โดยรอบ ติดต่อกันถึง ๘ ราศี พระลัคนา ได้รับกระแสที่ดีจากดาวศุภเคราะห์ทุกดวง  คือ จันทร์ (๒) ล้อมหน้า  เป็นศูนยพาหะ  แบคคัส (บ) ล้อมหลัง พุธ (๔) กับ พฤหัสบดี (๕) ทำมุมจตุโกณ อาทิตย์ (๑) ทำมุมร่วมธาตุ แม้แต่ดาวศุกร์ (๖) ซึ่งอยู่ในภพอริ แม้จะไม่ให้คุณกับพระลัคนาโดยตรง แต่ก็ทำมุมร่วมธาตุ กับดาวจันทร์ (๒) เจ้าเรือนพระลัคนา ส่งผลให้พระองค์ท่านมีวาสนา เป็นถึงสมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า)

 

                ดาวเรียงรายติดต่อกัน ๘ ราศี มีพระลัคนาอยู่ในร้อยมาลัย แวดล้อมด้วยดาวศุภเคราะห์ ถึง ๔ ดวง คือ อาทิตย์ (๑) กุมพระลัคนา มีพุธ (๔) กับ พฤหัสบดี (๕) นำหน้า จันทร์ (๒) ตามหลัง และยังได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์อีก ๒ ดวง ที่เหลือ คือ ศุกร์ (๖)โยคหลัง แบคคัส (บ) ตรีโกณ

                พระองค์ท่านมีวาสนาสูงส่ง  จากสามัญชนคนธรรมดา  ได้พระสวามีเป็นถึงเจ้าฟ้า และเป็นพระราชชนนีของพระเจ้าแผ่นดินทั้ง ๒ พระองค์ เนื่องจากพลูโต (พ) เจ้าเรือนปัตนิ ได้รับกระแสที่ดีจากดาวจันทร์ (๒) ในมุมร่วมธาตุ และมีพุธ (๔) กับ พฤหัสบดี (๕) เล็ง แต่เนื่องจากพลูโต (พ) อยู่ในเรือนมรณะ และมีบาปเคราะห์ ราหู (๘) กับ มฤตยู (๐) เล็ง ทำให้พระองค์ต้องสูญเสียพระราชสวามีก่อนวัยอันสมควร

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ  อาสโภ)

อดีต พระพิมลธรรม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ กทม.

 

 

สูติกาล  ๘  พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๔๔๖

เวลา ๐๙.๐๐ น.

 

                ดวงดาวเรียงรายติดต่อกัน ๖ ราศี มีลัคนาอยู่ในร้อยมาลัย  มีพระเกียรติคุณเป็นที่เคารพกราบไหว้ของคนไทยที่อยู่ในประเทศ และต่างแดน เป็นผู้ที่นำเอาการปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน แบบอย่างของพม่า เข้ามาเผยแผ่ ได้รับความนิยมสืบทอดมาจนทุกวันนี้  ด้วยเหตุที่ดาวอาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนศุภะอยู่ในเรือนลาภะโยคหลังลัคนา มีดาวพุธ (๔) เจ้าเรือนกัมมะ กุม และพฤหัสบดี (๕) กับ แบคคัส (บ) คู่ศุภเคราะห์ที่ยิ่งใหญ่ ในด้านลาภผล ความสำเร็จ ทำมุมร่วมธาตุ

                ดวงชะตาของท่านพบวิกฤติช่วงหนึ่ง ต้องถูกจับสึก ถอดสมณศักดิ์ ติดคุกติดตะราง เพราะอาทิตย์ (๑) เป็นนิจ และถูกบีบด้วยดาวบาปเคราะห์ มฤตยู (๐) และ ราหู (๘) โดยมีเสาร์ (๗) ทำมุมกากะบาดซ้ำเติม รายละเอียดต่าง ๆ สำหรับดวงนี้ ได้วิจารณ์ไว้ในเรื่อง แก้ดวง แก้กรรมทำอย่างไร ตอนที่ ๓๙ ซึ่งได้นำลงไว้ในเวปไซด์ หากใครไม่ได้อ่าน ลองคลิกที่นี่ ก็ได้ ผมทำลิงค์ ไว้ให้แล้ว

http://www.lekpluto.com/index02/special07_39.htm

 

พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ

 

 

สูติกาล  วันที่ ๑๑  สิงหาคม  พ.ศ. ๒๔๔๑

เวลา  ๐๔.๑๐ น.

 

                ลัคนากุมดาวแบคคัส (บ) อยู่ในร้อยมาลัยที่มีดาวเรียงรายติดต่อกัน ๘ ราศี (นับรวมทั้งราหู)   ลัคนาแวดล้อมด้วยดาวศุภเคราะห์ ทุกดวง คือ อาทิตย์ (๑) นำหน้า เป็นศูนยพาหะ จันทร์ (๒) ตามหลัง มีพุธ (๔) พฤหัสบดี (๕) และศุกร์ (๖) เดินนำเป็นขบวน ทำให้มีวาสนาดีเด่น ได้บรรดาศักดิ์ เป็นอธิบดี และรัฐมนตรี มีชื่อเสียงโด่งดังทุกยุคทุกสมัย ไม่ตกต่ำ


ตอนต่อไป

สารบัญ