บทที่ ๑๐

ภพที่ ๔ พันธุ

********************

                ภพที่ ๔ หรือ ภพพันธุ นั้น  เป็นภพหลักหรือภพสำคัญในอันที่จะบอกถึงวาสนาบารมี ความสมบูรณ์พูนสุข ของเจ้าชะตา เป็นภพหนึ่งในสี่ที่ตั้งอยู่ในมุมกากะบาด หรือ มุมจตุโกณกับลัคนา คือ ภพลัคนา ตนุลัคน์ (ภพที่ ๑) ภพพันธุ (ภพที่ ๔) ภพปัตนิ (ภพที่ ๗) และ ภพกัมมะ (ภพที่ ๑๐) หากมีดาวอยู่ในตำแหน่งครบทั้งสี่มุม หรือ สี่เรือนดังกล่าว  ก็จะเข้าหลักเกณฑ์สำคัญที่เรียกว่า “จตุสดัยเกณฑ์” ยิ่งมีดาวศุภเคราะห์หลาย ๆ ดวงเข้าไปอยู่ทั้งสี่มุม (หรือสี่เรือน) โดยไม่มีบาปเคราะห์ไปเจือปนด้วยแล้ว ยิ่งส่งผลดียิ่งขึ้นแก่เจ้าชะตา แต่หากว่ามีบาปเคราะห์ล้วน ๆ เข้าไปอยู่ประจำทั้งสี่มุม ไม่ว่าจะมีศุภเคราะห์อยู่หรือไม่ก็ตาม ต้องระวังให้จงหนัก เพราะอาจจะส่งเสริมให้มีวาสนาบารมีก็จริง แต่อาจทำให้ชีวิตหักโค่นได้ในภายหลัง หรือเรียกว่า ชีวิตมีมุมหัก ต้องพบกับภัยพิบัติอันใหญ่หลวง หรือ อาจสิ้นอายุขัยก่อนวัยอันสมควร หรือในขณะที่อยู่ในวัยรุ่งโรจน์ นั่นเอง

                เรื่องที่ดาวศุภเคราะห์ล้วน ๆ ไปอยู่ในตำแหน่งทั้งสี่ และบอกว่าให้คุณ เชื่อว่า คงจะไม่มีท่านใดสงสัย ว่า ทำไม ? ถึงให้คุณ และให้คุณอย่างไร ? เพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ศุภเคราะห์นั้น เป็นดาวที่ให้คุณ ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหนเรือนใด จะถูกบาปเคราะห์เบียนหรือไม่ ? ถ้ามีโอกาสให้คุณแล้ว ย่อมส่งผลให้คุณวันยังค่ำ เหมือนคนดีมีศีลธรรมประจำใจ แม้ตกอับลำบาก ขนาดอยู่ในคุกตะราง ก็ยังคงไว้ซึ่งคนดี เปรียบประดุจทองคำ ย่อมเป็นทองคำวันยังค่ำ แม้จะไปผสมผสานกับโลหะอื่น ก็ยังมีคุณค่า ส่งให้โลหะนั้นมีคุณค่าไปด้วย

                ส่วนบาปเคราะห์ที่อยู่ในเรือนสำคัญทั้งสี่ และอยู่ทุกมุมนั้น หลายท่านอาจจะส่งสัยว่า เอ. ทำไม ? มันถึงให้คุณ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นบาปเคราะห์ หรือคนชั่วร้าย เมื่ออยู่ที่ไหน ๆ มันก็ย่อมส่งผลแห่งความชั่วร้ายวันยังค่ำ ตามนัยยะแห่งความหมายเดียวกันกับศุภเคราะห์ หรือ คนดี ข้อนี้ขอวิสัชนาว่า ด้วยเหตุที่มันเป็นบาปเคราะห์ หรือ คนชั่วร้าย เมื่อมันอยู่ในมุมทั้งสี่ กากะบาดกัน มันย่อมที่จะเบียนซึ่งกันและกัน ตามธรรมชาติของความชั่วร้ายที่มีอยู่ในตัวตน พูดง่าย ๆ มันกัดหรือฟัดกันเอง จนล้มหายตายจากไปข้างหนึ่ง หรือ อ่อนกำลังลงไป  จึงส่งผลให้คุณแก่เจ้าชะตา จึงไม่แปลกอะไรที่เรามักจะพบเห็นคนที่มีอำนาจวาสนาบารมี หลายคนเกิดในชาติตระกูลที่ดี สบายมาแต่อ้อนแต่ออก ทั้ง ๆ ที่ดวงของท่านเหล่านั้น มีบาปเคราะห์ตรึงอยู่ทุกจุด

                แต่บาปเคราะห์ก็คือบาปเคราะห์วันยังค่ำ เมื่ออยู่ในเรือนไหน ก็ต้องให้โทษแก่เรือนนั้น ไม่มากก็น้อย ไอ้ที่จะไม่ให้โทษเลยนั้น ยังไม่เคยเห็นหรือพบเจอสักดวงเดียว ดังนั้น หากวันใดที่ดวงชะตาของบุคคลที่มีวาสนาดังกล่าว อยู่ในเกณฑ์ที่ตก หรือ ดวงตก (ดูจากคุณภาพของดาว ตำแหน่งของดาว ที่เข้าเสวยอายุ เสวยแทรก ในพื้นดวง ว่าถูกเบียนมากน้อยแค่ไหน ตลอดจนลัคนาจร ว่า อยู่ในตำแหน่งใด อยู่ในภพทุสถานะหรือไม่ ? ถูกเบียนมากน้อยอย่างไร ?) และในขณะเดียวกัน มีบาปเคราะห์ต่าง ๆ จรเข้ามาทับบาปเคราะห์ ในตำแหน่งทั้งสี่ (ไม่จำเป็นต้องเป็นบาปเคราะห์ชนิดเดียวกัน หรือ ดวงเดียวกันกับในพื้นดวง เช่น อังคารจรทับอังคาร อาจจะเป็นอังคารจรทับเสาร์ ฯลฯ ก็ได้)  หรือ รุมเล่นงานลัคนา เจ้าเรือนลัคนา ในมุมกากะบาด หรือมุมให้โทษร้ายแรง (กุม เล็ง ปลายหอก) อย่างนี้จะส่งผลให้ดาวบาปเคราะห์ในพื้นดวง ฟื้นกำลังขึ้นมา เพราะได้พวกมาหนุน ในขณะที่เจ้าชะตาดวงตก ลัคนา และดาวเจ้าเรือนลัคน์ถูกเบียนมาก อย่างนี้จะส่งผลให้โทษแก่เจ้าชะตา เป็นมุมหักของชีวิต ทำให้ต้องพบกับสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว

                ที่ต้องหยิบยกเอาเรื่องนี้มากล่าวไว้ ก็เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน และเน้นให้นักศึกษาใส่ใจในสภาพของความเป็นศุภเคราะห์ บาปเคราะห์ ตลอดจนโยคเกณฑ์ต่าง ๆ มากกว่าการไปผสมผสานเรือน หรือ ดวงดาว แล้วเอามาทำนายอย่างเดียว จริงอยู่ การผสมผสานดาว และเรือนต่าง ๆ นั้น ย่อมใช้ได้ดีในการทำนายอย่างแน่ มีโอกาสถูกมากเหมือนกัน แต่โอกาสผิดมันมี ดังนั้น เพื่อไม่เกิดการผิดพลาด หรือเกิดการผิดพลาดน้อยที่สุด นักศึกษาจำต้องเอาสภาพของบาปเคราะห์ ศุภเคราะห์ และโยคเกณฑ์ต่าง ๆ มาพิจารณาประกอบด้วยทุกครั้ง

                ทีนี้ก็มาเข้าเรื่องราวเกี่ยวกับภพพันธุกันต่อ คำว่า “พันธุ” นั้น แปลว่า การสืบเชื้อสาย หรือที่เราเรียกกันว่า เชื้อสายเผ่าพันธุ นั่นแหละ ดังนั้น ภพนี้ จึงเป็นภพที่ใช้สำหรับการพิจารณาเกี่ยวกับพ่อแม่ ผู้ให้กำเนิดโดยตรง แต่แปลกอยู่ที่ว่า เราจะใช้พิจารณาเฉพาะ บิดาในดวงหญิง และ มารดาในดวงชาย เท่านั้น ส่วนการพิจารณา บิดาในดวงชาย และ มารดาในดวงหญิง ต้องไปใช้ ภพที่ ๙ (ศุภะ) เป็นหลักในการพิจารณา เอาละซิ ชักงง และ สงสัยแล้ว ว่า ทำไม มันถึงเป็นเช่นนั้น น่าจะมีที่มาและทีไปนะ

                บอกก่อนนะครับ เรื่องที่มาและที่ไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ ยังไม่มีโหราจารย์ท่านใดเขียนเอาไว้ มีแต่ท่าน อ.พลูหลวง ท่านได้กล่าวถึงที่มาที่ไปไว้บ้าง ในหนังสือพยากรณ์จรโดยพิสดาร แต่เป็นคนละแนวกับผม ซึ่งจะนำมาเสนอให้ทราบในตอนท้าย ดังนั้น เรื่องที่มาและที่ไปที่จะอ่านต่อไปนี้ จึงเป็นเรื่องของกระผม อ.เล็ก พลูโต เป็นผู้ให้ความเห็นแต่เพียงผู้เดียว จะเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน กรุณาใช้ปัญญาของท่านพิจารณากันเอาเองก็แล้วกัน

                เอาเรื่องบิดาก่อน ว่า ทำไม ? ถึงเอาภพที่ ๙  (ศุภะ) พิจารณาในเรื่อง บิดาของดวงชาย ทำไม ? ไม่ใช้ภพที่ ๔ ให้มันรู้แล้วรู้รอดไป ตรงนี้ขอเรียนให้ทราบว่า การสืบทอดตระกูล แม้กระทั่ง ยศถาบรรดาศักดิ์ ฐานะความเป็นอยู่ ไม่ว่าในยุคสมัยใดก็ตาม มักจะใช้บิดาเป็นเกณฑ์ โดยจะสังเกตการใช้ชื่อแซ่ หรือ นามสกุล ไม่ว่าของไทย จีน ฝรั่ง ฯลฯ หรือชาติอื่นใดในโลก บุตรที่เกิดมานั้น มักจะต้องได้รับการสืบทอดสิ่งต่าง ๆ จากบิดา แม้กระทั่งการใช้ชื่อแซ่ นามสกุล

                แม้ในสมัยโบราณ ก่อนที่จะมีการใช้ชื่อแซ่นามสกุล บุตรที่เกิดจากบิดา โดยเฉพาะบุตรชาย จะเป็นผู้สืบทอดสิ่งต่าง ๆ จากบิดา หากว่าบิดาเป็นกษัตริย์ ลูกชายก็จะมีโอกาสขึ้นครองบัลลังก์แทนบิดาเมื่อบิดาสละราชสมบัติ หรือ ล่วงลับไปแล้ว (ขออนุญาตใช้ภาษาสามัญนะครับ) บิดาเป็นทหาร ลูกก็มักจะเป็นทหาร บิดาเป็นโหราจารย์ ลูกก็มักจะสืบทอดวิชาโหรจากบิดา ถือเป็นมรดกวิชา ที่หวงแหนไว้สำหรับคนในตระกูล ไม่ถ่ายทอดให้คนนอกตระกูล  ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น

                คำว่า “ศุภะ” ซึ่งมีความหมายในด้าน เกียรติยศ ชื่อเสียง วาสนาบารมี ฐานะทางสังคม ฯลฯ จึงเป็นภพที่ใช้สำหรับดูเกี่ยวกับบิดาในดวงชายโดยตรง ด้วยเหตุที่บุตรชาย จะเป็นผู้ได้รับการสืบทอดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จากบิดา ในทางตรงข้าม หากบิดาเป็นโจร โอกาสที่ลูกชาย จะเป็นโจร ย่อมมีมากกว่า ประเภท ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ฉันใดก็ฉันนั้น

                ไหน ๆ ก็ว่าถึงภพศุภะ ที่ใช้ดูบิดาในดวงชายแล้ว ก็ว่าต่อกันเลย สำหรับการใช้ดู มารดาในดวงหญิง อันที่จริงการเปรียบเทียบก็คล้ายคลึงกัน อย่างโบราณท่านว่า “จะดูวัวชั่วดีก็ที่หาง จะดูนางให้ดูแม่เหมือนแลเห็น ถึงลูกไม้ไกลต้นหล่นกระเด็น ก็จะเป็นเช่นเหล่าตามเผ่าพันธุ์” หรือ สรุปง่าย ๆ ก็คือ ดูนางให้ดูแม่ หากจะดูให้แน่ ก็ต้องดูถึงยาย นั่นแหละ

                อันธรรมดาอำนาจวาสนา หรือ ยศถาบรรดาศักดิ์ของสตรีนั้น ย่อมมาจากสามี ไม่ว่าจะเป็นในอดีต หรือ สมัยปัจจุบัน อาจจะมีบ้างครับ ที่ยุคสมัยเปลี่ยนไป สตรียุคใหม่มีบทบาทในหน้าที่การงาน และมีฐานะทางสังคมมากขึ้น ด้วยตนเอง บางคนเป็นคุณหญิงตราตั้งได้ โดยไม่อาศัยยศถาบรรดาศักดิ์ของสามีก็มี นั่นเป็นข้อยกเว้นซึ่งมีอยู่ไม่มากนัก (กฎทุกกฎย่อมมีข้อยกเว้น นอกจาก กฎแห่งกรรม เท่านั้น ที่ไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น)

                ดังนั้น หากหญิงใด มีมารดาดี คอยให้การอบรมเรื่องกิริยา มารยาท การวางตัวในสังคม สอนให้รู้จักเรื่อง เรือน ๓ น้ำ ๔ การเอาอกเอาใจสามี ฯลฯ เมื่อแต่งงานมีสามีออกเรือนไป ย่อมจะเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดี รู้จักการวางตัว รู้การใดควรไม่ควร แม้ผู้ชายที่เข้ามาเป็นสามี จะชั่วดีถี่ห่าง แอบนอกใจไปมีนางน้อย ๆ ทั้งต่อหน้า และลับหลัง (ในสมัยโบราณ ผู้ชายไทยที่มียศศักดิ์ นิยมเลี้ยงอีนังเล็ก ๆ ไว้ในบ้าน แต่สมัยปัจจุบัน คงไม่กล้าเสี่ยงกับกับถูกตัดแล้วโยนคอห่านแน่ อย่างมากก็ได้แต่แอบมีลับหลัง) แต่ก็จะสามารถครองใจสามีได้ตลอดไป ทำให้การครองรัก ครองเรือน ครองทุกสิ่งอย่าง ยังคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงไป ยังทรงไว้ซึ่งสถานภาพความเป็นใหญ่ในเรือนตลอดกาล ดังนั้น การพิจารณาในเรื่องของมารดาในดวงหญิง จึงใช้ภพศุภะ เป็นเกณฑ์ เหมือนกับการพิจารณาบิดาในดวงชาย ด้วยประการฉะนี้ (แปลกที่ว่า พระองค์เจ้าหญิงทั้งสองพระองค์ ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ได้รับพระราชทานฐานันดรศักดิ์ ตามพระราชมารดา ทั้งที่ทรงมีบิดาเป็นสามัญชน นี่ก็เป็นอีกสถิติหนึ่งที่แปลกใหม่ออกไป และยืนยันได้ว่า หากจะดูมารดาในดวงหญิง ต้องดูภพศุภะ)

                ทีนี้หันมาดูเรื่องมารดาในดวงชาย และ บิดาในดวงหญิงบ้าง ว่า ทำไม ? ถึงใช้ภพพันธุ อันที่จริงจุดนี้ จะเว้นไว้ไม่อธิบายก็ได้ เพราะพันธุนั้น มีความหมายตรง ๆ ถึงการสืบเชื้อสายเผ่าพันธุอยู่แล้ว แต่ก็อยากจะชี้ให้เห็นถึงสัมพันธภาพของบิดามารดา ที่มีต่อบุตรชายหญิงในครอบครัวสักหน่อย โดยปกติทั่วไป หรือส่วนมากแล้ว ผู้ชาย มักอยากได้ลูกชาย คนแรก หรือคนหัวปี ไว้สืบตระกูล และสืบทอดทุกสิ่งอย่าง แต่ในขณะเดียวกัน ผู้หญิง  ก็มักอยากจะได้ลูกสาว คนแรก หรือคนหัวปี ไว้สืบทอดทุกสิ่งทุกอย่างจากตนเช่นกัน อย่างน้อยก็เอาไว้ฝากผีฝากไข้ ได้ดีกว่าลูกชาย ซึ่งเมื่อออกเรือนไปแล้ว อาจจะรักเมียมากกว่าแม่ ทิ้งแม่ให้ไปอยู่ตามบ้านพักคนชรา มีให้เห็นถมเถไปในยุคสมัยปัจจุบัน

                ทีนี้หากลูกคนแรกออกมา แล้วไม่เป็นที่คาดหวัง หรือเป็นไปตามต้องการของคนทั่วไป  ความรู้สึกลึก ๆ ในใจ หรือความผิดหวังน้อย ๆ ย่อมมีบ้าง ตามลักษณะของปุถุชน มีครับ ที่ผู้ชายหลายคนทีเดียว ที่พอลูกคนแรกเป็นผู้หญิง ก็ดูจะไม่สนใจหรือเอาใจใส่นัก (พูดถึงส่วนมากนะครับ โดยเฉพาะค่านิยมของคนจีน หรือ ชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ) ก็เลยผลักภาระการเลี้ยงดู อุ้มชูส่วนใหญ่ ให้กับผู้ที่เป็นมารดา ฝ่ายหญิงก็ชอบสิครับ เพราะตนเองต้องการอยู่แล้ว ดังนั้น ลูกสาว จึงตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้เป็นมารดาโดยตรง มากกว่าผู้เป็นบิดา  จึงได้ยึดเกณฑ์การพิจารณา มารดาในดวงหญิง โดยใช้ภพศุภะ ดังกล่าว

                ทีนี้หากลูกคนแรกเป็นผู้ชาย เป็นไปตามความต้องการของผู้เป็นบิดา หรือ หัวหน้าครอบครัว ฝ่ายชายย่อมดีใจ บางคนถึงกับยอมลงทุนเลี้ยงลูกด้วยตนเอง ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน และมักจะผลักภาระการเลี้ยงดูให้กับฝ่ายหญิง จากที่เคยเที่ยวเตร่ ไม่สนใจงานบ้าน หรือ สิ่งต่าง ๆ ในบ้าน ก็เลยกลับเป็นคนละคนกัน พอเลิกงานปุ๊บ ก็ตรงดิ่งเข้าบ้านทันที งานพิเศษ หรือประชุมอะไรที่ไม่สำคัญ เลื่อนได้ ก็จะเลื่อนไปเลย จะเรียกว่า รักลูก เห่อลูกก็ได้ ทีนี้ก็จะส่งผลให้ฝ่ายหญิง ต้องดูแลทั้งลูกทั้งผัวในขณะเดียวกัน (ลูกหัวปีท้ายปี เกิดจากเหตุนี้แหละ) ฝ่ายหญิงต้องแบกภาระทางบ้านหนักขึ้น เพราะลูกชาย ดังนั้น ภพพันธุ ซึ่งหมายถึง บ้าน ที่อยู่อาศัย (อีกนัยหนึ่ง) จึงต้องสัมพันธ์กับ มารดาในดวงชาย โดยตรง

ไม่เชื่อ ย้อนกลับไปดูดวง ปุ๋ย ภรณ์ทิพย์ ที่ได้ลูกชายหัวปี กับมหาเศรษฐี เฮิร์บ ไซม่อน ก็ได้ (จะได้นำดวงลูกชายของเธอ ที่เกิดในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๖ เวลา ๒๑.๕๐ น. แอล.เอ. อเมริกา มาประกอบการพิจารณาท้ายบทเรียน) ปรากฎว่า หลังจากได้ลูกชาย ท่านมหาเศรษฐี ก็เห่อคุณลูกชายมาก ทั้ง  ๆ ที่ท่านก็มีลูกชาย หญิง โต ๆ กันหมดแล้ว แต่ก็ยังเห่อ ทายาทเศรษฐีหมื่นล้านเหรียญ ตัวน้อย ๆ นี้อยู่ ถึงขนาดลงทุนมาเลี้ยงดูทุกวัน พอเกิดปุ๊บ ยกบ้านและที่ดินที่ มาลีบู ให้ทันที นี่แหละครับ อิทธิพลของ มารดาในดวงชาย ในสมัยก่อน พวกเจ้าจอมที่มีลูกชาย ถึงกับได้เป็นมเหสี หรือ พระราชินีก็มี หากมเหสีหรือ พระราชินีให้กำเนิดทายาทไม่ได้ มีหวังถูกปลด หรือ ถูกถอด มีให้เห็นถมไปครับ

สำหรับ การพิจารณาเรื่อง บิดาในดวงหญิง ก็เช่นเดียวกัน กับนัยยะของ มารดาในดวงชายน่ะแหละครับ เกิดมาเป็นผู้หญิง หรือ สตรีเพศ นี่เสียเปรียบฝ่ายชาย หรือบุรุษเพศหลายอย่างเลยนะครับ เสียเปรียบตั้งแต่แรกเกิดเลยทีเดียว และฐานะทางสังคม ไม่ว่ายุคสมัยใด หรือ ภพภูมิใด มักจะให้ฝ่ายชาย หรือ บรุษเพศ เป็นใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น ทุกอย่างมันเป็นกรรมครับ ฝ่ายชาย เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้ว อาจจะเกิดเป็นเพศหญิงได้  ฝ่ายหญิง ก็เช่นกัน เมื่อละจากโลกนี้ไป ก็อาจจะไปอุบัติเป็นเทพบุตรในสรวงสวรรค์ ได้ อย่างเช่น พระนางสิริมหามายา พระพุทธมารดาของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันของเรา ที่ได้ไปอุบัติยัง สวรรค์ชั้นดุสิต เป็น เทพบุตรมายา เป็นต้น

ผู้หญิงบางคน เกิดมาอาภัพหนักครับ ตั้งแต่กำพร้าบิดา หรือ พลัดพรากจากบิดา ในกรณีที่บิดามารดาแยกทางกัน ทำให้บ้านแตกสาแหรกขาด ประเภท สิ้นพ่อเหมือนถ่อหัก สิ้นแม่เหมือนแพแตกน่ะแหละ  ดังนั้น การพิจารณาดวงบิดาในฝ่ายหญิง จึงต้องพิจารณาภพพันธุ หมายถึง บ้านที่อยู่อาศัย สถานภาพของครอบครัว เป็นหลัก หากไม่ได้อยู่ร่วมกับบิดาตนเอง แล้วมารดากลับไปแต่งงานใหม่ มีสามีใหม่ หลายรายที่เกิดปัญหา พ่อเลี้ยงข่มขืนลูกเลี้ยง ก็ด้วยเหตุฉะนี้ และนี่เป็นเหตุผล ในความคิดของผมทั้งหมด เกี่ยวกับการพิจารณา บิดา – มารดา ในดวงหญิง และ ชาย ว่า ทำไม ถึงแตกต่างกันในการใช้ภพพันธุ และ ศุภะ เป็นตัวพิจารณา

ภพพันธุ นั้น นอกจากจะมีความหมายในเรื่องของการพิจารณา บิดาในดวงหญิง มารดาในดวงชายแล้ว ยังใช้พิจารณาเกี่ยวกับบ้าน ที่อยู่อาศัย (ดังได้กล่าวมาแล้ว) รถยนต์ เรือยนต์ เครื่องบิน ตลอดจนยานพาหนะต่าง ๆ ที่ใช้ในการเดินทาง นอกจากนี้ยังหมายถึง สังคมส่วนรวม เช่น หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศ อีกด้วย เพราะคนในสังคมนั้น จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ได้ ต้องรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ตั้งแต่สังคมระดับล่างสุด คือ สังคมครอบครัว ขึ้นไป

หากสังคมในครอบครัวดี ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมที่อยู่ในระดับสูงขึ้นไป ย่อมดี และไม่มีปัญหา แต่ถ้าหากสังคมครอบครัวแย่ บ้านแตกสาแหรกขาด ก็จะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ ๆ ติดตามมาในสังคมมากมาย เช่น ปัญหาเด็กเร่ร่อน ปัญหายาเสพติด ปัญหาชู้สาว ปัญหาโสเภณี (มีทั้งชายและหญิง) ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการแพร่ระบาดของโรค ฯลฯ ดังนั้น หากจะแก้ปัญหาสังคมกันจริง ๆ ก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือ ครอบครัว เสียก่อน การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อย่างที่ทำกันมาแต่อดีต จนถึงปัจจุบันนี้ ไม่ได้ผลหรอกครับ เชื่อหรือไม่ ? ลองไตร่ตรองกันดู ท่าน อ.พลูหลวง ท่านได้ให้หลักเกณฑ์การพิจารณาเกี่ยวกับการดูบิดา มารดา ไว้ดังนี้ คือ

อันดาวพระเคราะห์ที่มีความหมายเกี่ยวกับบิดามารดา คือ ดาวพฤหัสบดี (๕) ถ้าจะแยกเฉพาะเพศ บิดา คือ ดาวอาทิตย์ (๑) มารดา คือ ดาวจันทร์ (๒) ส่วนเกี่ยวกับภพนั้น ภพที่ ๔ คือ มารดาในดวงชาย แต่เป็นบิดาในดวงหญิง  ภพที่ ๙ คือ บิดาในดวงชาย มารดาในดวงหญิง  การพิจารณาโชคเคราะห์ของบิดามารดา จะต้องดูจากดาวพระเคราะห์ และภพต่าง ๆ นี้

จะดูเรื่องของบิดาในดวงชาย ก็ให้ตั้งภพที่ ๙ เป็นลัคนาของบิดา ก็จะทราบความเป็นไปของบิดาได้หมด คือ ภพที่ ๖ กลายเป็นภพที่ ๑๐ ของบิดา ภพกัมมะ (ภพที่ ๑๐) คือ ภพที่ ๒ (กฎุมพะ) ของบิดา ภพปุตตะ ก็คือ ตำแหน่งของลัคนา ในดวงชายนั่นเอง

 

 

                จากภาพดวงตัวอย่าง สมมุติเจ้าชะตาเป็นชาย มีลัคนาอยู่ราศีเมษ เมื่อจะดูเรื่องราวเกี่ยวกับบิดา ให้ตั้งลัคนาของบิดาไว้ที่ราศีธนู ภพศุภะ ของลัคนาที่ราศีเมษ จะเห็นว่า ลัคนาของเจ้าชะตาที่ราศีเมษนั้น จะกลายเป็นภพปุตตะ ของลัคนาบิดาที่ราศีธนู ซึ่งจะบ่งบอกว่า เจ้าชะตาเป็นบุตรของบิดา ที่จะสืบทอดสิ่งต่าง  ๆ ทั้งหมด มาจากบิดา (ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในความเห็นของผม) หากอยากจะรู้ว่า บิดาของเจ้าชะตา มีฐานะทางการเงินอย่างไร ก็ดูจากดาวเจ้าเรือนกฎุมพะของบิดา ที่ราศีมังกร และดาวลอยที่อยู่ในราศีมังกรนั้น หากจะดูว่าบิดาเจ้าชะตา มีหลักฐานการงานอย่างไร ก็ดูที่ภพกัมมะ ของลัคนาบิดา ที่ราศีกันย์ ในเรื่องอื่น ๆ ก็ใช้หลักการเช่นเดียวกัน

                ในเรื่องของมารดาเจ้าชะตา อยากรู้ว่า มารดาเป็นอย่างไร ? ก็ตั้งลัคนาของมารดาไว้ที่ภพพันธุ ของลัคนาตนเอง จะทำให้ภพปุตตะ ของตนนั้น เป็นภพที่ ๒ ของลัคนามารดา หมายถึง เจ้าชะตา จะมีบทบาทชักนำ และชักพา มารดา ให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของตนเอง (เป็นเจ้านายน้อย ๆ ของแม่ ว่างั้นเถอะ) หากจะดูฐานะการเงินของแม่ว่าเป็นอย่างไร ก็ดูจากภพปุตตะของเจ้าชะตา หรือภพกฎุมพะของลัคนามารดา นอกจากนี้ จะเห็นว่า ภพลัคนาของเจ้าชะตานั้น จะกลายเป็นภพกัมมะ ของลัคนามารดา บ่งบอกว่า มารดา จะต้องรับผิดชอบดูแลเลี้ยงดูเจ้าชะตาอย่างดี ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เป็นหน้าที่การงานสำคัญที่ต้องทำอย่างยิ่งยวด ก่อนเรื่องอื่นใด ดังจะเห็นเรื่องราวเปรียบเทียบ ความคิดเห็นของผมก่อนหน้านั้น ว่าจะสอดคล้องสัมพันธ์กับท่านอาจารย์พลูหลวง อย่างกับนัดกันไว้เลยทีเดียว ทั้งที่เขียนเรื่องนี้ห่างกันมากกว่า ๔๐ ปีขึ้นไป

 

 

                ในการพิจารณาบิดามารดาในดวงหญิงก็เช่นเดียวกัน อยากรู้ว่ามารดาดวงหญิงเป็นอย่างไร ก็ให้ตั้งลัคนาดวงมารดาไว้ที่ภพศุภะ ดังตัวอย่างนี้ ได้กำหนดลัคนาฝ่ายหญิงไว้ที่ราศีเมษ เช่นเดียวกับดวงที่แล้ว เพื่อให้เห็นความเหมือน และความแตกต่าง สำหรับความหมายและคำอธิบายนั้น ก็ดุจเดียวกับดวงที่แล้ว เพียงแต่เปลี่ยนภาระหน้าที่ และความสำคัญมาที่อีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น  จากดวงนี้ จะเห็นว่า ลัคนาของเจ้าชะตา จะกลายมาเป็นภพปุตตะ ของลัคนามารดา ลูกผู้หญิงจะชั่วดี ถี่ห่าง หรือเป็นอย่างไร แม่ผู้ให้กำเนิด ย่อมมีอิทธิพลมากกว่าบิดา ยิ่งรายที่ชะตาลูกผู้หญิง ถูกบิดาทอดทิ้งมารดา และตนเองด้วยแล้ว ยิ่งส่งผลให้การดำเนินชีวิตตกอยู่ในภายใต้อิทธิพลของฝ่ายผู้เป็นมารดามากขึ้น ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว และเช่นเดียวกัน หากดวงหญิงใดได้บิดาที่ดี รู้หน้าที่ มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว สมกับที่ลัคนาของตน อยู่ในภพกัมมะ ของลัคนาบิดา อย่างนี้รับรองได้ว่า ชะตาชีวิตของหญิงผู้นั้น ย่อมเพียบพร้อมดีงาม ไปทุกสิ่งอย่างแน่แท้

                เนื่องจากภพพันธุ มีความหมายที่หลากหลาย และค่อนข้างจะไปคนละทิศละทาง ดังนั้น การพิจารณาเรื่องราวในภพนี้ จึงต้องอาศัยจุดเชื่อมโยงของดวงดาว และภพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมาดูด้วยทุกครั้ง อย่างเช่น การพิจารณาเกี่ยวกับบิดาในดวงชาย มารดา ในดวงหญิง ก็ต้องพิจารณาดาวพฤหัสบดี (๕) ซึ่ง หมายถึง ผู้ใหญ่ ผู้ปกครอง และ พิจารณาถึงดาวอาทิตย์ (๑) ซึ่งหมายถึง บิดา และ จันทร์ (๒) ที่หมายถึง มารดา ประกอบด้วย

หากจะพิจารณาเรื่องบ้าน ที่อยู่อาศัย ก็ต้องดูด้วยว่า จะมีสาเหตุ หรือ ลงเอยในเรื่องใด อย่างเช่น มีดาวบาปเคระห์จรอยู่ในภพพันธุ อย่างนี้ หากดาวอาทิตย์  จันทร์ พฤหัสบดี ไม่เสีย หรือ ถูกเบียนมาก ก็อาจจะส่งผลไปในเรื่องของบ้านที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ หรือ พี่น้องคลานตามกันมา หรือ อาจจะมีเกณฑ์เดินทาง เปลี่ยนแปลงโยกย้ายที่อยู่อาศัย ตรงนี้ จะยากสักหน่อย สำหรับนักศึกษาที่เริ่มหัดพิจารณาดวง ว่ามันจะไปในทางใดแน่ แต่ถ้าเรารู้เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภพนี้อย่างละเอียดแล้ว เราจะอ่านดวงในภพนี้ไม่ยากเลย ดังนั้น เรื่องการพิจารณาในเรื่องของภพที่ ๔ ผมจึงต้อง แยกการพิจารณาออกเป็น เรื่อง ๆ  ดังนี้

๑.       การพิจารณาเกี่ยวกับบิดาในดวงหญิง

๒.     การพิจารณาเกี่ยวกับมารดาในดวงชาย

๓.     การพิจารณาเกี่ยวกับบ้านที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ

๔.     การพิจารณาเกี่ยวกับการเดินทาง

๕.     การพิจารณาเกี่ยวกับพี่น้องคลานตามกันมา

แต่ก่อนที่เราจะได้เข้าไปสู่เนื้อหาการพิจารณาเรื่องราวต่าง  ๆ ข้างต้น ก็อยากจะให้นักศึกษาได้อ่านตัวอย่างการผสมผสานเรือน และตำแหน่งดาวในเรือน ที่เกี่ยวข้องกับภพพันธุเสียก่อน เป็นการพยากรณ์โดยทั่วไป เหมือนกำปั้นทุบดิน คือ มันอาจจะหลากหลายสักหน่อย บางทีอาจจะเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือบางทีอาจจะเกิดขึ้นหลายอย่างพร้อมกันก็ได้ มันมีโอกาสเป็นไปได้ทั้งนั้น จึงทำให้ต้องนำมาเสนอเพื่อเป็นหลักการกว้าง ๆ ก่อนที่จะเข้าสู่รายละเอียดเป็นเรื่อง ๆ ดังนี้

 

ตัวอย่างคำพยากรณ์ ดาวพระเคราะห์อยู่ในเรือน หรือ จรเข้าเรือนพันธุ

                อาทิตย์ (๑) อยู่ในเรือนพันธุ  มักจะมีพี่น้องร่วมสายโลหิตเยอะ หรือ มากกว่า ๓ คน ขึ้นไป (ตอนนี้มีการคุมกำเนิด ดังนั้น เรื่องจำนวนพี่น้องอาจคลาดเคลื่อนได้)  พี่น้องส่วนใหญ่มักไม่ลงรอยกัน ครอบครัวมักไม่อบอุ่น หรือพลัดพรากจากกัน หากจรเข้าภพพันธุ หรือ ร่วมกับดาวพันธุ มักมีเหตุต้องจร ต้องเดินทาง หรือมีเรื่องไม่ปกติสุขในบ้านเกิดขึ้น พี่น้องมักจะได้รับทุกข์ หรือบากหน้ามาขอความช่วยเหลือ หรือ นำเรื่องร้อนใจมาให้ เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะอาทิตย์ คือ ลูกไฟดวงใหญ่ แม้จะเป็นศุภเคราะห์ ก็อาจให้โทษในเรื่องร้อน ๆ มาให้ได้ โบราณเขาถือว่า อาทิตย์ เป็นบาปเคราะห์ไงครับ

                จันทร์ (๒) อยู่ในเรือนพันธุ  มักจะมีพี่น้องร่วมสายโลหิตเยอะ ญาติแยะ ดุจเดียวกับอาทิตย์ แต่ครอบครัวมักจะอบอุ่น รักใคร่ปรองดอง สามัคคีกัน ไม่ขัดแย้ง กลับจะส่งเสริมเกื้อกูลกัน ตรงกันข้ามกับอาทิตย์ชนิดขาวกับดำ เพราะจันทร์เป็นดาวธาตุน้ำ ย่อมเย็น และปรับตัวง่ายกว่าธาตุไฟ ที่ดูรุ่มร้อนและเอาจริงเอาจัง  หากจันทร์จรเข้าพันธุ มักจะได้ลาภจากพี่น้อง หรือการเดินทาง มีคนมาสู่หา สัมพันธภาพต่าง  ๆ ระหว่างพี่น้องในระยะนั้น อยู่ในเกณฑ์ดี แต่เนื่องจากจันทร์ เป็นดาวเดินเร็ว ดังนั้น หากจรไปอยู่ในภพพันธุ หรือ จรร่วมกับ ดาวพันธุ หรือ มีบาปเคราะห์อื่น ๆ จรร่วมอยู่ด้วย หรือจรเบียนอยู่ ก็อาจจะส่งผลในทางตรงข้ามได้ ดังนั้น การพิจารณาเรื่องนี้ ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะจันทร์นั้น ก็คือ ดาวพันธุ ของลัคนาโลกธรรม ดังนั้น นอกจากพิจารณาดาวเจ้าเรือนพันธุของเจ้าชะตาโดยตรงแล้ว จะต้องพิจารณาดาวจันทร์ควบคู่ไปด้วย ทุกดวงชะตา

                อังคาร (๓)  อยู่ในภพพันธุ  มักมีเรื่องยุ่ง ๆ วุ่นวายภายในบ้านหรือครอบครัว พ่อแม่มักแยกทางกัน หรือทะเลาะเบาะแว้งกันเสมอ พี่น้องไม่ค่อยรักใคร่ปรองดอง หรืออาจจะมีพี่น้องไม่มากนัก หรือไม่มีพี่น้องเลย ต้องระวังอุบัติเหตุเกี่ยวกับการเดินทาง อุบัติภัยเกี่ยวกับบ้านที่อยู่อาศัย มักอยู่ไม่ติดบ้าน หรือเปลี่ยนแปลงโยกย้ายที่อยู่อาศัย เป็นดวงชะตาพลัดที่นาคาที่อยู่ อยู่ห่างพ่อแม่ พี่น้อง หรือถิ่นกำเนิดถึงจะดี หากอังคาร (๓) จรเข้าพันธุ ความหมายก็เหมือน ๆ กับการทำนายในพื้นดวง เพราะอังคารเป็นดาวฆาต ดาวมรณะ เมื่ออยู่ในเรือนไหน ก็ย่อมให้โทษแก่เรือนนั้น

พุธ (๔) อยู่ในภพพันธุ  มักจะอยู่ไม่ติดบ้าน ต้องเดินทางอยู่เสมอ  พี่น้องมักตั้งตนเป็นศัตรูกัน ไม่ค่อยลงรอย หรือช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การเดินทางไปไหนมาไหนมักมีปัญหาอุปสรรค การติดต่อขอความร่วมมือจากผู้อื่น ไม่ค่อยราบรื่น จะซื้อบ้าน หรือ ซื้อรถต้องตรวจตราให้ถ้วนถี่ อาจมีปัญหาตามมาในภายหลัง พุธ (๔) จรเข้าพันธุ หรือ จรร่วมกับดาวพันธุ ก็มีนัยยะแห่งความหมายเหมือนกัน เพราะพุธเป็นดาวเจ้าเรือนอริของลัคนาโลกธรรม ที่ราศีเมษ ดังนั้น จึงไม่ค่อยให้คุณกับเจ้าชะตานัก เมื่อจรเข้าเรือนต่าง ๆ แม้จะเป็นศุภเคราะห์ก็ตาม เว้นแต่พุธ (๔) จรร่วมกับศุภเคราะห์อื่น ๆ หรือ มีดาวศุภเคราะห์อื่น ๆ ทำมุมให้คุณกับพุธ หลาย ๆ ดวง

พฤหัสบดี (๕) อยู่ในภพพันธุ  ครอบครัวอบอุ่น มีหลักฐานมั่นคง พ่อแม่รักใคร่ปรองดองกันดี พี่น้องทุกคนสามัคคีกลมเกลียวกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มักจะมีเกณฑ์เดินทางไกล หรือไปตั้งหลักปักฐานอยู่ต่างถิ่นแดนไกล หรือ ต่างประเทศ ด้วยพฤหัสบดี เป็นดาวเจ้าเรือนภพศุภะ ของลัคนาโลกธรรม ดังนั้น เมื่ออยู่ในเรือนใด ก็มักจะให้คุณแก่เรือนนั้น ในด้านลาภผล ความสำเร็จ ความสุขกายสบายใจ หากจรเข้าเรือนพันธุ หรือจรร่วมกับดาวพันธุ ก็ให้ผลคำพยากรณ์เหมือนกัน

ศุกร์ (๖) อยู่ในภพพันธุ  มักได้คู่เป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน อยู่ในถิ่น หรือภาคเดียวกัน มีเชื้อสายเผ่าพันธุ์เดียวกัน หรือพี่น้องชักนำให้รู้จักกัน สถานภาพของพี่น้อง พ่อแม่ ครอบครัว อยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ค่อยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันเท่าไรนัก มักชอบตกแต่งบ้าน รถยนต์ ยานพาหนะ ให้ดูสวยงาม มีศิลปะ  พี่น้องส่วนใหญ่ มักจะเป็นเพศตรงข้ามกับเจ้าชะตา หากจรเข้าเรือนพันธุ หรือ จรร่วมกับดาวพันธุ ความหมายของคำทำนายเป็นไปในทางเดียวกัน

เสาร์ (๗) อยู่ในภพพันธุ  ไม่ค่อยดีนัก ด้วยเสาร์เป็นดาวทุกข์โทษ ดังนั้น สถานภาพของบ้านเรือนที่อยู่อาศัย พ่อแม่ พี่น้อง ครอบครัว มักจะไม่ค่อยดีนัก ไม่มั่นคง หรืออยู่ร่วมกันไม่ค่อยมีความสุข มักขัดแย้งหรือไม่ลงรอยกัน  อาจมีการสูญเสียบิดา – มารดา หรือ พี่น้องคนหนึ่งคนใด ก่อนวัยอันสมควร หากเสาร์จรเข้าพันธุ หรือจรร่วมกับดาวพันธุ ต้องระวังการเดินทาง หรือการใช้ยวดยานพาหนะ ต้องระมัดระวังอุบัติภัยที่จะเกิดขึ้นในบ้าน มักจรและเดินทางอยู่เสมอ และมีปัญหาเกี่ยวกับพี่น้อง พ่อแม่ เข้ามาให้แก้ไขอยู่เนือง ๆ

ราหู (๘) อยู่ในภพพันธุ  ไม่ดี ด้วยเป็นบาปเคราะห์ร้าย พ่อแม่ พี่น้อง มักไม่รักใคร่ปรองดอง ต่างก็เอาแต่ใจตน ไม่รับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน  บางคนอาจประพฤติตนออกนอกลู่นอกทาง หรือไม่อยู่ในกรอบของศีลธรรม เจ้าชะตามักจะเดือดร้อนที่อยู่อาศัยเนือง ๆ หรือมีเกณฑ์ไปอยู่ต่างถิ่นแดนไกล อยู่ต่างประเทศต่างแดน หากจรเข้าภพพันธุ หรือ จรร่วมกับดาวพันธุ มักจะมีเรื่องทุกข์ร้อนเกี่ยวกับ พ่อแม่ พี่น้อง หรือพี่น้องได้รับทุกข์ อันตราย นำความทุกข์ใจมาให้ รวมไปถึงให้ระวังพ่อแม่จะเจ็บไข้ไม่สบาย เกิดการสูญเสียด้วย

เกตุ (๙) อยู่ในภพพันธุ  ไม่ดีเช่นกัน เหมือน ๆ กันกับราหู แต่เกตุเป็นตัววิปริตอาเพท สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จิตวิญญาณ ดังนั้น อาจก่อความเดือดร้อน วุ่นวาย ความไม่สงบได้ทุกเมื่อ หลายท่านที่เกตุอยู่พันธุ มักจะตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้วัด หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  หรือมักจะเข้าไปข้องแวะกับสถานที่เหล่านั้นอยู่เนือง ๆ หากเป็นบ้านเก่า หรือ บ้านโบราณ เจ้าที่เจ้าทาง ผีบ้านผีเรือนมักแรง จะส่งผลให้คุณถ้าทำดี หากทำชั่วก็จะให้โทษ เกตุจรเข้าพันธุ หรือ จรร่วมกับพันธุ มักจะเข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ได้เห็นพิธีกรรมแปลก ๆ หรือต้องระมัดระวังความปั่นป่วนวุ่นวาย เกี่ยวกับบ้าน รถยนต์ การเดินทาง

มฤตยู (๐) อยู่ในภพพันธุ  พี่น้องมักจะมีความคิดเป็นอิสระ ไม่มีใครเชื่อฟังใคร มักจะไปตั้งบ้านเรือน หรือรกรากอยู่ในต่างประเทศต่างแดน หรือเจ้าชะตามักจะมีบิดา หรือ มารดา เป็นคนต่างชาติ มักจะได้ลาภผลจากพ่อแม่พี่น้อง หรือ รถยนต์ ยานพาหนะ บ้านที่ดิน อยู่ไม่ติดที่ ไม่ติดบ้าน มักจะเปลี่ยนแปลงโยกย้าย หรือจัดบ้าน แต่งรถ ให้แปลกหู แปลกตาอยู่เสมอ  หากดาวดวงนี้จรเข้าภพพันธุ หลายคนอาจจะมีเกณฑ์เดินทางไกลไปต่างประเทศ หรือมักอยู่ไม่ติดบ้าน เปลี่ยนแปลงโยกย้ายที่อยู่อาศัยบ่อย ๆ

เนปจูน (น) อยู่ในภพพันธุ  พี่น้องแต่ละคน มักจะไม่จริงใจ ไม่ลงรอย หรือพลัดพรากจากพี่น้อง ไปอยู่ในที่ห่างไกล อาจจะมีการตั้งบ้านเรือนที่อยู่ห่างไกลจากชุมชน หรือบ้านที่อยู่อาศัยนั้น มีกฎระเบียบเข้มงวด เข้าออกไม่สะดวก เช่น อยู่ในกรมกองทหาร อยู่ในวัด (อาศัยพระหลวงตาอยู่) ฯลฯ เป็นต้น มีหลายคนที่อาจจะไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ ต่างแดน หรือไปอยู่อีกสังคมหนึ่ง ที่ต่างไปจากที่ตนเองอยู่ เช่น อาจจะต้องไปอยู่ในคุก ตะราง โรงพยาบาล หรือ ต่างประเทศ เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจาก เนปจูน เป็นดาวเจ้าเรือนวินาศนะ ของลัคนาโลกธรรม ที่มีความหมายถึง ความเร้นลับ ไม่เปิดเผย ไม่จริงใจ ห่างไกลจากผู้คน หรือสังคม อยู่ในที่จำกัดเขต หรือมีกฎระเบียบเข้มงวด เช่น กรมกองทหาร วัด วัง หรือ คุกตะราง โรงพยาบาล ฯลฯ แต่ดาวดวงนี้ มีการจรแต่ละราศียาวนาน ดังนั้น จะอ่านอะไรออกไป จะต้องพิจารณาดูดาวอื่น ๆ ที่มาสัมพันธ์ หรือ ดาวเจ้าเรือนที่เกี่ยวข้องนั้น ๆ โดยตรง เช่น ดวงคนติดคุก จะต้องมีดาวศุภะเสีย ดาวเจ้าเรือนลัคน์เสีย หรือไปอยู่ในภพวินาศนะ เป็นต้น

พลูโต (พ) อยู่ในภพพันธุ  เจ้าชะตามักจะข้องแวะ หรือไปมาหาสู่กับพี่น้องอยู่เสมอ มักจะมีนิสัย และอุปนิสัยต่าง ๆ ติดมาจากพ่อแม่ พี่น้องหลายคน มีทั้งที่เข้ากันได้ และเข้ากันไม่ได้ แต่ไม่ถึงกับตั้งตนเป็นศัตรูกัน  มักอยู่ติดบ้าน ไม่ค่อยชอบเดินทางไปไหนมาไหน ถ้าไม่จำเป็น หากจรเข้าภพพันธุ อาจจะส่งผลในด้านการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายที่อยู่อาศัย หรือพลัดพรากจากพี่น้องได้ ถ้ามีดาวอื่น ๆ จรเข้ามาร่วมด้วย เพราะพลูโต เป็นดาวบาปเคราะห์เล็ก ๆ ไม่สู้ให้โทษสักเท่าไร และเป็นดาวที่ย้ายราศีนานเกือบยี่สิบปี ถึงจะย้ายครั้งหนึ่ง จึงต้องพิจารณาดาวอื่น ๆ ที่มาทำมุม หรือจรร่วมด้วยทุกครั้ง

แบคคัส (บ) อยู่ในภพพันธุ  เนื่องจากเป็นดาวมหาลาภ ให้คุณยิ่งใหญ่ ดังนั้น หากอยู่ในภพใด ก็จะให้คุณแก่ภพนั้น เจ้าชะตามักจะมีพ่อแม่ที่มีฐานะความเป็นอยู่ดี ไม่อัตคัตฝืดเคือง มีโอกาสตั้งหลักปักฐาน มีบ้านและรถยนต์เป็นของตนเอง สถานภาพในครอบครัว พี่น้องมักอยู่ดีมีสุข หรือให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล รักใคร่กันดี เนื่องจากดาวดวงนี้ บางที ๗๖ ปี ถึงจะจรย้ายราศีสักครั้งหนึ่ง ชั่วชีวิตของคนบางคน ตั้งแต่เกิดจนตาย ดาวดวงนี้ไม่ย้ายราศีเลยก็มีตั้งมาก ดังนั้น การพิจารณาดาวแบคคัส ในดวงชะตา จึงต้องอาศัยดาวที่มาจรร่วมด้วย หรือทำมุมสัมพันธ์ จึงจะส่งผลคำทำนายได้อย่างถูกต้อง เป็นจริง

 

สัมพันธภาพระหว่างเรือนพันธุกับเรือนอื่น ๆ หมายถึง ดาวเจ้าเรือนพันธุ อยู่ในเรือนต่าง ๆ หรือ จรเข้าเรือนต่าง ๆ กุม หรือ จรร่วม กับดาวเจ้าเรือนต่าง ๆ พอจะยกตัวอย่างการพยากรณ์โดยสังเขป ดังนี้

                พันธุ-ลัคน์  มักจะมีเรื่องข้องแวะ หรือติดต่อกับพี่น้อง มีการไปมาหาสู่อยู่เสมอ โดยปกติแล้วเจ้าชะตามักอยู่ติดบ้าน ไม่ค่อยออกไปไหนถ้าไม่จำเป็น จึงมีผู้มาสู่หา มากกว่าการออกไปพบปะกับใคร ลักษณะนิสัย รูปร่างหน้าตา มักจะมีส่วนโน้มเอียงไปทางพ่อแม่ เช่น ดวงชาย ก็จะเหมือนแม่ (มารดาในดวงชาย)  ดวงหญิงก็จะเหมือนพ่อ (บิดาในดวงหญิง) เป็นต้น

                พันธุ – กฎุมพะ ฐานะความเป็นอยู่ทางบ้านดี มีความมั่นคง เจ้าชะตาสามารถตั้งหลักปักฐาน มีบ้าน ที่ดิน หรือรถยนต์เป็นของตนเอง มักจรและเดินทาง อยู่ไม่ติดบ้าน พี่น้องแต่ละคนมักมีฐานะความเป็นอยู่ดี ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในเรื่องของการเงินได้ มักไปมาหาสู่ติดต่อกับพี่น้องอยู่เสมอ

                พันธุ – สหัชชะ พี่น้องเยอะ ญาติแยะ มักมีกิจกรรมไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ พี่น้องมีอะไรมักจะรู้ถึงกันหมด สัมพันธภาพระหว่างเพื่อนบ้านค่อนข้างดี สังคมกว้างขวาง มักจรและเดินทาง อยู่ไม่ติดบ้าน

                พันธุ - เกษตร  จะมีความอุดมสมบูรณ์พูนสุข ไปกับพ่อแม่ พี่น้อง บ้านที่อยู่อาศัย พี่น้องหลายคน และมักจะพึ่งพาอาศัยกันได้ รักใคร่กลมเกลียวกันดี ฐานะความเป็นอยู่ทางบ้าน ค่อนข้างดี บางรายแม้จะไม่มั่งคั่ง ร่ำรวยนัก แต่ก็จะอยู่กันอย่างอบอุ่น และมีความสุข จะติดต่อ เดินทาง หรือไปไหนมาไหน มักปลอดภัย และประสบความสำเร็จ

                พันธุ – ปุตตะ พ่อแม่พี่น้องดี ครอบครัวอบอุ่น พึ่งพาอาศัยได้ มีเรื่องทุกข์ร้อนอะไร ก็ช่วยกันให้คำปรึกษา หาทางแก้ไขได้ เจ้าชะตาถ้าไม่เป็นคนหัวปี ก็มักจะเป็นคนสุดท้องที่มีอายุห่างจากคนหัวปีมาก มักจะโชคดีเกี่ยวกับบ้าน ที่ดิน ยานพาหนะ การเดินทาง

                พันธุ – อริ ไม่ดีนัก ครอบครัวมักแตกแยก ไม่ลงรอยกัน พลัดพรากจากกัน ไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เดินทางไปไหนมาไหน มักมีปัญหาอุปสรรคขัดข้อง ต้องระวังอุบัติเหตุ หรือ โจรภัย

                พันธุ – ปัตนิ มักจะได้คู่ที่เป็นคนบ้านเดียวกัน หรือ ถิ่นเดียวกัน พี่น้องชักนำให้รู้จักกัน หรือได้คู่ที่มีเชื้อสายเผ่าพันธุ์เดียวกัน เกี่ยวดองเป็นญาติกัน

                พันธุ –มรณะ มักพลัดที่นาคาที่อยู่ อยู่ไม่ติดที่ ติดบ้าน พ่อแม่ พี่น้อง มักแตกแยก ไม่ลงรอยกัน บางรายอาจกำพร้าบิดามารดา หรือพี่น้องตายจากก่อนวัยอันสมควร เดินทางไปไหนมาไหน มักไม่สะดวก หรือมีอันตรายเกิดขึ้นเสมอ ต้องระวังฟืนไฟ อุบัติภัย หรือโจรภัย ที่จะเข้ามาเบียน เกี่ยวกับบ้าน รถยนต์ การเดินทาง ฯลฯ

                พันธุ – ศุภะ พ่อแม่พี่น้อง ครอบครัวอบอุ่น สมบูรณ์พูนสุข ฐานะความเป็นอยู่ค่อนข้างดี มักจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างถิ่นแดนไกล หรือ ต่างประเทศ มักประสบความสำเร็จ มีลาภผลเกี่ยวกับบ้าน รถยนต์ ที่ดิน การเดินทาง ฯลฯ พี่น้องให้คุณ ช่วยเหลือเกื้อกูลดี

                พันธุ – กัมมะ มักจะมีกิจกรรมเกี่ยวกับพ่อแม่ พี่น้อง อยู่เสมอ มีส่วนร่วมในกิจการงานอาชีพของพ่อแม่ หรือสืบทอดมาจากพ่อแม่ เช่น พ่อเป็นทหาร ลูกก็จะเป็นทหาร เจริญรอยตามพ่อ เป็นต้น

                พันธุ – ลาภะ พ่อแม่พี่น้องดี ให้ลาภผล ให้คุณ ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล ให้คำปรึกษายามที่มีปัญหาทุกข์ร้อน มักจะมีลาภเกี่ยวกับบ้าน ที่ดิน รถยนต์ การเดินทาง

                พันธุ – วินาศนะ พ่อแม่พี่น้องไม่ค่อยดี มักพลัดพราก หรือไม่เข้าใจกัน ไม่ลงรอยกัน เวลามีปัญหาไม่หันหน้าเข้าปรึกษาหารือ หรือช่วยเหลือเกื้อกูลกัน หลายคนอาจจะต้องจร ต้องเดินทางไปอยู่ในที่ที่ห่างไกลจากพ่อแม่พี่น้อง อาจจะเป็นต่างประเทศ ต่างแดน ต่างถิ่น ต่างสังคม หรืออยู่ในที่เร้นลับ ไม่เปิดเผย และจำกัดเขต เช่น ชนบทห่างไกล, วัดวาอาราม, คุกตะราง, โรงพยาบาล ฯลฯ เป็นต้น

                จากตัวอย่างที่ให้ไว้ เพื่อเป็นแนวทางในการพยากรณ์โดยสังเขป ทั้งนี้ ทั้งนั้น ใช้หลักการผสมเรือนโดยทั่วไป ว่าจะมีจุดโน้มเอียงไปในทางใด เช่นไร ส่วนจะให้ได้ผลจริงจังหรือไม่นั้น ต้องดูอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น ดาวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ทำนาย ดาวที่มาทำมุมให้คุณให้โทษ ฯลฯ เป็นต้น

 

กฎเกณฑ์การพิจารณาดาวจรเกี่ยวกับการสูญเสียบิดา – มารดา

๑.       ดาวพฤหัสบดี (๕) ซึ่งมีความหมายถึง บิดา – มารดา ญาติผู้ใหญ่ มักจะจรเข้าภพทุสถานะ คือ อริ มรณะ และ วินาศนะ และในพื้นดวงมักจะถูกเบียนจากดาวบาปเคราะห์มากมายหลายดวง

๒.     มักจะมีดาวบาปเคราะห์จรเข้าไปเบียนในภพที่  ๔ หรือ ๙ และดาวเจ้าเรือนภพที่ ๔ หรือ ๙ มักจะจรเข้าภพทุสถานะ อีกทั้งในพื้นดวงดาวเจ้าเรือนทั้งสอง มักจะถูกบาปเคราะห์ จรเบียนอย่างหนัก มากมายหลายดวง

๓.     หากจะดูบิดาในดวงชาย มารดาในดวงหญิง ให้เพ่งเล็งไปภพที่ ๙ (ศุภะ), หากจะดูบิดาในดวงหญิง  มารดาในดวงชาย ให้เพ่งเล็งไปที่ภพที่ ๔ (พันธุ) ทั้งดาวที่จรเข้าเรือน และ ดาวเจ้าเรือนว่าไปอยู่ตำแหน่งใด ถูกบาปเคราะห์เบียนมากน้อยเพียงไร ถ้าจรเข้าภพทุสถานะ หรือ ถูกเบียนมาก ๆ ก็อาจจะมีเกณฑ์สูญเสียบิดา – มารดา ได้

๔.     ดาวอาทิตย์ (๑) ซึ่งหมายถึง บิดา และ ดาวจันทร์ (๒) ซึ่งหมายถึง มารดา ทั้งดวงชาย และ ดวงหญิง มักจะจรเข้าภพทุสถานะ และในพื้นดวงมักจะถูกบาปเคราะห์จรเบียนอย่างหนัก ถ้าอาทิตย์ (๑) ถูกเบียนหนัก แนวโน้มก็จะไปยังบิดา หากดาวจันทร์ (๒) ถูกเบียนหนัก แนวโน้มก็จะไปทางมารดา

๕.     จะต้องดูดาวเสวยอายุ เสวยแทรก ตลอดจนลัคนาจร ในปีนั้น ๆ ว่า เป็นอย่างไร เพื่อประกอบการตัดสินใจในการพยากรณ์ เพราะบางที อาจจะไม่ใช่การสูญเสียบิดามารดา แต่อาจเป็นการสูญเสียพี่น้องคลานตามกันมา หรือ มีเกณฑ์เปลี่ยนแปลงโยกย้ายที่อยู่อาศัย เกณฑ์เดินทาง เกณฑ์อุบัติเหตุรถยนต์ ฯลฯ ซึ่งจะได้นำมาเสนอให้ทราบเป็นเรื่อง ๆ ไป ถึงจุดแตกต่างในการพิจารณา

๖.      สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นก็คือ ดาวพฤหัสบดี (๕) อันหมายถึง พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ มักจะถูกเบียนเสมอ หากแค่ดาวเจ้าเรือนภพที่ ๔ ภพที่ ๙ ตลอดจนดาวอาทิตย์ (๑) ดาวจันทร์ (๒) ถูกเบียน แล้วดาวพฤหัสบดี (๕) ไม่ได้ถูกเบียนเลย กรณีเช่นนี้  อาจส่งผลไปในเรื่องอื่นได้ เช่น อาจมีการสูญเสียสามี หรือ บุตรชาย พี่ชาย น้องชาย (ตามลักษณะของดาวอาทิตย์) หรือ อาจมีการสูญเสียภรรยา หรือ บุตรสาว พี่สาว น้องสาว (ตามลักษณะของดาวจันทร์) หากจะรู้ว่าเสียใครแน่ ก็ต้องดูดาวเจ้าเรือนปัตนิ (หมายถึง คู่ครอง) ดาวเจ้าเรือนปุตตะ (หมายถึง บุตร บริวาร ผู้อ่อนอายุกว่า) ฯลฯ ว่าถูกเบียนหรือไม่ ? ประกอบด้วยทุกครั้ง

๗.     และถ้าหากสงสัย ว่าจะสูญเสียใครแน่ ก็เอาดวงเขาเหล่านั้น มาผูก และพิจารณาดู ก็จะทำให้รู้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การรู้สิ่งใดล่วงหน้า เพื่อความไม่ประมาท และจะได้ทำใจไว้ล่วงหน้า

 

ตัวอย่างที่ ๑

 

 

                ก่อนที่จะเข้าไปพิจารณาดาวจร เกี่ยวกับการสูญเสียบิดา – มารดา เรามาดูพื้นดวงของทายาทมหาเศรษฐีหมื่นล้านเหรียญ ยูเอส (หรืออาจจะแสนล้านแล้วก็ได้) กันก่อน ว่า ทำไม ถึงได้เกิดมาในตระกูลที่ร่ำรวยมั่งคั่ง มีมารดาสวยสดงดงามระดับโลก มีชื่อเสียงก้องหล้า ทั้งเมืองไทย และต่างประเทศ เขาผู้นั้นไม่ใช่ใคร คือ หนูน้อย ฌอน ไซม่อน ที่เพิ่งถือกำเนิดจากครรภ์ ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก  (ไซม่อน) อดีตนางงามจักรวาลของไทย เมื่อไม่นานมานี้

                ที่เอาดวงปุ๋ยมาเทียบ ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ทำไม ? เธอถึงได้ลูกชายคนหัวปี ดูง่าย ๆ ก็ดูที่ดาวศุกร์ (๖) เจ้าเรือนปุตตะ อยู่ในภพปัตนิ คำว่า ปุตตะ – ปัตนิ นั้น แปลได้ตามตัวว่า ได้ลูกที่เป็นเพศตรงข้าม หรือ เป็นเพศเดียวกับคู่ครองของตน ถ้าดูแค่นี้ มันกำปั้นทุบดิน อาจถูกจัง ๆ หรือ ผิดจัง ๆ ก็ได้ ต้องดูต่อไปว่า ดาวศุกร์ (๖) ในภพปัตนินั้น ได้รับกระแสจากดาวใดบ้าง จุดแรกที่ดูก็คือ ดาวที่มากุมกับศุกร์ (๖) ปรากฎว่า ไม่มี ก็ต้องพิจารณาดาวที่มาเล็ง ปรากฎว่า ไม่มีอีก ก็ต้องพิจารณาดาวที่มาทำมุมร่วมธาตุ จะเห็นว่า มีพฤหัสบดี (๕) ธาตุไฟ และ พลูโต (พ) ธาตุไฟ ทำมุมร่วมธาตุเพียงมุมเดียว ในภพสหัชชะ และเนื่องจาก ธาตุไฟ เป็นธาตุฝ่ายบวก หรือ เพศชาย ดังนั้น โอกาสที่ปุ๋ยจะได้ลูกชายคนหัวปี จึงมีมาก

นี่ไม่ใช่หวยออก แล้วเอามาบอกกัน แต่ได้เขียนเรื่องนี้ไว้บ้างแล้ว ในบทเรียนที่ผ่านมา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับดวงเศรษฐี และเอาดวงหนูปุ๋ยมาเป็นตัวอย่าง และท้ายเรื่อง ก็ได้พยากรณ์ไว้ล่วงหน้า แต่ได้ออกตัวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามตำรา และประสบการณ์ ผิดก็อย่าว่ากัน ถูกก็ไม่ต้องมาชมเชยกัน เพราะสถิติต่าง ๆ นั้น มันอาจเปลี่ยนแปลง หรือพลิกล็อคได้เสมอ สำหรับบางดวง (ไม่ใช่ทุกดวง ไม่งั้นโหราศาสตร์คงไม่ยืนยาวมาจนทุกวันนี้) เหมือนกับการพยากรณ์อากาศน่ะแหละ ไม่ใช่ผิดทุกครั้งไป ส่วนเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดการผิดพลาดในการพยากรณ์นั้น ส่วนมากเกิดจาก กรรมปัจจุบัน แต่ก็มีบ้างบางส่วน ที่ดวงเขาค่อนข้างจะพลิกล็อคอยู่เสมอ (ในบางเรื่อง) ดังนั้น การพยากรณ์ต่าง ๆ อย่าเพิ่งฟันธงลงไปในทุกเรื่อง มีหวังหน้าแตก หมอไม่รับเย็บแน่

คำว่า ปุตตะ – ปัตนิ ยังมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง คือ ได้คู่ที่มีอายุน้อยกว่า (เท่าไรก็ได้) หรือได้คู่ที่มีอายุแก่กว่า แต่ต้องแก่กว่ากัน ๕ ปี ขึ้นไป หรือแก่กว่ากันคราวพ่อยิ่งดี (เท่ากับเจ้าชะตาเป็นภรรยาที่อ่อนคราวลูก – ปุตตะ) แต่ในกรณีเช่นนี้ จะดูเพียงจุดนี้จุดเดียวไม่ได้ ต้องดูที่ดาวเจ้าเรือนปัตนิ และดาวลอยในภพปัตนิ ตลอดจนดาวที่เกี่ยวข้องกับปัตนิ ในที่นี้ คือ ดาวศุกร์ (๖) ปัตนิ ของลัคนาโลกธรรม และ ดาวอาทิตย์ (๑) หมายถึง สามีในดวงหญิง

ดวงนี้ พฤหัสบดี (๕) เจ้าเรือนปัตนิ มีดาวศุกร์ (๖) เจ้าเรือนปุตตะ เข้าไปอยู่ในเรือน และทำมุมร่วมธาตุ ซึ่งกันและกัน ดาวพฤหัสบดี (๕) กับศุกร์ (๖) กุมกัน หรือ สัมพันธ์กันในดวงใด หรือดาวปัตนิ สัมพันธ์กับดาวพฤหัสบดี (๕)ในดวงใด มักจะได้คู่ที่มีอายุแก่กว่ากันหลายปี และมักจะได้คู่ที่ดี มีหน้ามีตาในสังคม มีศีลธรรม รู้หน้าที่ มีความรับผิดชอบ ช่วยเหลือเกื้อกูลสนับสนุนกันอย่างดี ตามลักษณะของพฤหัสบดี (๕) ที่เป็นดาวผู้ใหญ่กว่า เป็นดาวคุณธรรม ความดี ความสำเร็จ สมหวัง ความเจริญรุ่งเรือง เกียรติยศชื่อเสียง และเนื่องจากเป็นดาวเจ้าเรือนภพศุภะ ของลัคนาโลกธรรม จึงมีความหมายในเรื่องของต่างถิ่นแดนไกล ต่างชาติต่างภาษา ดังนั้น หนูปุ๋ย จึงได้คู่อายุแก่กว่าคราวพ่อ เป็นชาวต่างชาติ ต่างภาษา ฐานะความเป็นอยู่ในขั้นเศรษฐี ด้วยประการฉะนี้

ที่น่าทึ่งก็คือ ดวงนี้ หนูปุ๋ย รู้จักท่านมหาเศรษฐี เพราะเพื่อนร่วมชั้นเรียน แนะนำให้รู้จักกัน ตามลักษณะของ ดาวพฤหัสบดี (๕) เจ้าเรือนปัตนิ ที่อยู่ในภพสหัชชะ ซึ่งแปลว่า ได้คู่ที่เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน หรือ เพื่อนฝูงแนะนำให้รู้จักกัน (ปัตนิ – สหัชชะ)

อันที่จริงการดูคู่ว่าได้ต่างแดน ต่างชาติ ต่างภาษา เป็นหม้าย ผ่านการมีเรือนมาแล้ว ยังมีจุดพิจารณาได้อีกหลายจุด เช่น ดวงนี้ อาทิตย์ (๑) หมายถึง สามี มีดาวมฤตยู (๐) ต่างชาติ ต่างภาษา มีดาวเกตุ (๙) ต่างชาติ ต่างภาษา เป็นหม้าย ผ่านการมีเรือนมาแล้ว ทำมุมร่วมธาตุทั้งสองจุด และ การที่อาทิตย์ (๑) อยู่ในภพมรณะ ใช่ว่า จะแปลว่า เลิกราหย่าร้างจากสามี เสมอไป เป็นไปได้ที่ดวงนี้ อาจเป็นหม้ายเพราะสามีตายก่อน (ก็อายุห่างกันตั้ง ๓๐ – ๔๐ ปี) และอีกอย่างหนึ่ง อาทิตย์ (๑) หมายถึง บิดา ดวงปุ๋ยนั้น เป็นที่ทราบกันดีกว่า พลัดพรากจากบิดามาอยู่ต่างประเทศกับมารดาตั้งแต่อายุ ๒ ขวบ ดังนั้น การจะทำนายเรื่องใด ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ

อย่างดวงนี้ พุธ (๔) เจ้าเรือนพันธุ หมายถึง บิดาในดวงหญิง จรร่วมกับอาทิตย์ (๑) หมายถึง บิดา อยู่ในภพมรณะ ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไร ที่ดวงปุ๋ยจะพลัดพรากจากบิดา จะพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน มาอยู่ต่างประเทศต่างแดน (มฤตยู ทำมุมร่วมธาตุ)  อีกทั้ง พฤหัสบดี (๕) ซึ่งหมายถึง พ่อแม่ ก็มีดาวบาปเคราะห์ตรึงในมุมกากะบาด ทุกจุด คือ พลูโต (พ) กุม อังคาร (๓) เล็ง เกตุ (๙) และ เนปจูน (น) ตรึงในมุมกากะบาดทั้งสองมุม ดังนั้น ปุ๋ยถ้าไม่กำพร้าบิดา ก็ต้องพลัดพรากจากบิดา ที่ต้องทายว่า เป็นบิดา มากกว่า มารดา นั้น เพราะเหตุที่ว่า พฤหัสบดี (๕) เป็นดาวเจ้าเรือนปัตนิ ที่แปลว่า คู่ครอง เพศตรงข้าม อีกทั้ง อาทิตย์ (๑) หมายถึง บิดา ก็อยู่ในภพมรณะ ดังกล่าวข้างต้น

หากจะถามว่า แล้วทำไม ? ดวงนี้ ถึงไม่พลัดพรากจากมารดาด้วยล่ะ เพราะจันทร์ (๒) หมายถึง มารดา นั้น อยู่ในภพวินาศนะ และถูกบาปเคราะห์เบียนในมุมกากะบาด ทุกจุด เช่นกัน ข้อนี้ ขอตอบว่า เพราะจันทร์ (๒)ในพื้นดวง เป็นมหาอุจจ์ แม้จะอยู่ในภพวินาศนะ ก็ให้คุณ เพราะแลกเรือนกับแบคคัส (บ) ดาวมหาลาภ ที่อยู่ในเรือนการเงิน การที่เกตุ (๙) มากุมนั้น ไม่ส่งผลเสียเท่าไรนัก เพราะ เกตุ (๙) เป็นดาวเจ้าเรือนลัคน์ ตัวที่ ๒ และทั้งคู่ที่กุมกันอยู่ในภพวินาศนะนั้น ยัง มีดาวอาทิตย์ (๑) และ พุธ (๔) ทำมุมร่วมธาตุ มีแบคคัส (บ) โยคหน้า ราหู (๘) กับ เสาร์ (๗) คู่มิตร ทำมุมโยคหลัง มฤตยู (๐) ที่ทำมุมร่วมธาตุอีกจุดหนึ่งนั้น ให้คุณกับดวงชะตานี้ เพราะมาจากเรือนศุภะ (หมายถึง วาสนา) อีกทั้งยังถูกดาวศุภเคราะห์ จันทร์ (๒) อาทิตย์ (๑) และพุธ (๔) ทำมุมร่วมธาตุ หล่อหลอม ดุจเดียวกับ เกตุ (๙) ซึ่งผมเคยบอกไว้ว่า ดาวสองตัวนี้ คือตัววิปริตอาเพท (๙) คือ ตัวเปลี่ยนแปลงกระทันหัน (๐) หากมีศุภเคราะห์ทำมุมให้คุณ หลายดวงล่ะก็ มันจะกลับกลายสภาพให้คุณ ดุจเดียวกับศุภเคราะห์ ทันที

มาดูดวงหนูน้อยทายาทหมื่นล้านเหรียญกันบ้าง  ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อล่ะครับ ว่าเวลาตกฟากของหนูน้อยคนนี้ ลัคนามาตกอยู่ในราศีพฤษภ ท่ามกลางดาวบาปเคราะห์ที่เรียงรายกัน และเว้นช่องว่างไว้ที่ราศีพฤษภ เพียงราศีเดียว แม้จะไม่มีดาวมากุมลัคน์ แต่ดวงนี้ ก็จัดว่าได้เกณฑ์ ตรีโกณ และ จตุโกณ หรือ จตุสดัย เช่นเดียวกัน และได้สองอย่างพร้อม ๆ กันด้วย นับว่า เป็นดวงที่หาได้ยากยิ่งดวงหนึ่ง

ดูให้ดี ๆ นะครับ ดวงนี้ ถือเป็นดวงครูชั้นเลิศดวงหนึ่งเลยทีเดียว ในอันที่จะดูวาสนาของบุคคล ที่เกิดมาสุขสบายแต่อ้อนแต่ออก เพราะนอกจากจะได้เกณฑ์ที่ดีแล้ว (ผมขอเว้นไม่อธิบายนะครับ เพราะว่าเกณฑ์ดังกล่าว ในตำราก็มีบอกไว้ และได้อธิบายมามากหลายดวงแล้ว ว่าเป็นอย่างไร ใครสงสัย หรือจำไม่ได้ หรือเพิ่งเริ่มอ่าน เริ่มเรียน ก็ต้องเปิดย้อนหลังไปดูกันเอง) ยังมีดาวที่เป็นเกษตร ในพื้นดวงถึง ๓ ดวง คือ พุธ (๔) เกษตรในราศีกันย์ (ภพปุตตะ) , ศุกร์ (๖) เกษตรราศีตุลย์ (ภพอริ) และ มฤตยู (๐) เกษตรราศีกุมภ์ (ภพกัมมะ ลอยเหนือศีรษะขณะเกิด) อีกทั้งยังมีจันทร์ (๒) เป็นมหาจักร อีกดวงหนึ่ง

ดวงนี้ แม้ลัคนาจะแวดล้อมด้วยบาปเคราะห์ แต่บาปเคราะห์ที่ล้อมหน้าหลังอยู่นั้น มาจากเรือนที่ดี คือ เสาร์ (๗) เจ้าเรือนศุภะ อยู่ในภพกฎุมพะ การเงิน และเป็นศูนยพาหะ ส่วนราหู (๘) ที่โอบหลังนั้น ก็เป็นดาวเจ้าเรือนการเงินตัวที่หนึ่ง สำคัญก็คือ ทั้งสองดวงนี้ โยคหน้า – หลัง ซึ่งกันและกัน และเป็นดาวคู่มิตรที่ยิ่งใหญ่ในด้านลาภผลอีกต่างหาก ดังนั้น คงเลิกสงสัยกันแล้วนะครับ ว่า ทำไม หนูน้อยผู้นี้ จึงเกิดมาบนกองเงินกองทอง ก็มีดาวศุภะ นำหน้า ในเรือนการเงิน (ศุภะ – กฎุมพะ) มีดาวราหู (๘ การเงิน และคู่มิตรกับดาวเสาร์ (๗) โอบหลังในภพวินาศนะ (กฎุมพะ – วินาศนะ ตรงนี้แปลว่า มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย ชนิดก็จำไม่ได้เหมือนกัน ว่ามีอะไรบ้าง (ในอนาคต) เหมือนกับการปิดบังซ่อนเร้น ไม่เปิดเผย อย่างตอนเกิดเนี่ยะ พ่อก็ยกบ้านและที่ดินให้ทันที หนูน้อยคงไม่รู้หรอกว่า ตนน่ะมีทรัพย์สินติดตัวเป็นชื่อของตัวเองตั้งแต่เกิด เพราะยังไร้เดียงสา ตรงนี้แหละครับ ที่แปลว่า กฎุมพะ –วินาศนะ) อีกทั้งเกตุ (๙) ดาวการเงินตัวที่สองก็อยู่ในภพลาภะ (กฎุมพะ – ลาภะ) เรียกว่า มีลาภผลทางการเงินมากมาย เป็นอันว่า นี่แค่ดูจากจุดลัคนาเพียงจุดเดียว แม้จะแวดล้อมด้วยบาปเคราะห์ แต่ถ้าหากมาจากเรือนที่ดี ก็ย่อมส่งผลดีแก่ดวงชะตาได้เช่นกัน

เพื่อความไม่ประมาท และรอบคอบไว้ก่อน ก็ต้องมาดูที่ดาวแบคคัส (บ) เจ้าเรือนลัคน์ ว่าเป็นอย่างไร ไปอยู่แห่งหนตำบลไหน เรือนใด ราศีใด ปรากฎว่า แบคคัส (บ) เจ้าเรือนลัคน์ กุมกับดาวพฤหัสบดี (๕) ศุภเคราะห์ที่ให้คุณในด้านวาสนา มีอาทิตย์ (๑) พุธ (๔) เกษตร ศุกร์ (๖) เกษตร นำหน้าเป็นขบวน และยังมี จันทร์ (๒) มหาจักร ทำมุมร่วมธาตุอีก อย่างนี้ ใครบอกว่า ไม่มีวาสนา ผมไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด

และไม่ต้องตกใจ ที่เห็นพฤหัสบดี (๕) เจ้าเรือนมรณะ กุมแบคคัส (บ) เจ้าเรือนลัคน์ ในภพพันธุ หมายถึง บ้าน ที่อยู่อาศัย มารดาในดวงชาย เพราะถึงอย่างไร แม้พฤหัสบดี (๕) จะให้โทษ ด้วยมาจากเรือนมรณะ ก็คงจะให้โทษในเรื่องของการเดินทาง โยกย้ายที่อยู่อาศัย หรืออาจจะส่งผลในภายหน้า มากกว่าในปัจจุบัน เนื่องจากดาวทั้งสองในภพพันธุ ไม่ใช่บาปเคราะห์ จึงไม่น่ากลัวเท่าไร ที่จะส่งผลเสียไปยังผู้ที่เป็นมารดา  และอาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนพันธุเอง ก็กุมพุธ (๔) เกษตร แวดล้อมไปด้วยศุภเคราะห์หน้าหลัง

แต่ที่น่าห่วงก็คือ ภพศุภะ หมายถึง บิดาในดวงชาย มากกว่า อาจจะอยู่ไม่ทันได้เห็นลูกโตเป็นหนุ่มก็ได้ เพราะดวงนี้พฤหัสบดี (๕) ในพื้นดวง ถูกเบียน จากบาปเคราะห์ที่ดาหน้ากันอยู่ตรงกันข้าม คือ อังคาร (๓) มฤตยู (๐) เล็ง เกตุ (๙) กับ เนปจูน (น) กากะบาด และอาทิตย์ (๑) ที่หมายถึงบิดา ก็ถูกเบียน เพราะบาปเคราะห์ที่ดาหน้าในมุมตรงข้ามในลักษณะเดียวกัน ภพศุภะ นอกจากหมายถึง บิดาในดวงชายแล้ว ยังหมายถึงสุขภาพร่างกาย โรคภัยไข้เจ็บด้วย ดังนั้น การเลี้ยงดูหนูน้อยทายาทหมื่นล้านเหรียญคนนี้ ต้องให้ความระมัดระวังดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษสักหน่อย โดยเฉพาะอุบัติเหตุอันตรายจากการเล่นซุกซน เล่นกีฬา และอาจมีการผ่าตัด หรือเข้าเฝือก เนื่องจากมีดาวอังคาร (๓) กับ มฤตยู (๐) ลอยเหนือศีรษะขณะเกิด แต่สิ่งเหล่านี้ อาจจะไม่เกิดขึ้นในวัยต้น ๆ ของชีวิตก็ได้ เพราะ อาทิตย์ (๑) ในพื้นดวง ที่ครองวัย ๑ – ๑๐ ปี ยังแวดล้อมด้วยศุภเคราะห์ที่ดีหลายดวง ดังกล่าวข้างต้น (น่าจะคุ้มภัยได้)

สำหรับการดูบิดาในดวงหนูน้อยนี้ ให้ดูที่ภพศุภะ และเจ้าเรือนศุภะ เป็นเกณฑ์ นอกเหนือจากอาทิตย์ที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นว่า เสาร์ (๗) เจ้าเรือนศุภะ หมายถึงบิดา นอกจากจะมีราหู (๘) การเงิน โยคหลังแล้ว ยังมีศุกร์ (๖) เกษตร และ มฤตยู (๐) เกษตร ทำมุมร่วมธาตุ ดวงนี้เสาร์ (๗) ไม่ให้โทษนะครับ แม้จะเป็นดาวทุกข์โทษ ดาวแห่งความลำบากเหนื่อยยาก เดินนำหน้าเป็นศูนยพาหะก็ตาม เพราะเสาร์ดวงนี้ ถูกเบียนหนัก หมดสภาพของบาปเคราะห์ไปโขทีเดียว  คือ มีอังคาร (๓) มฤตยู (๐) และศุกร์ (๖) คู่ศัตรู ทำมุมร่วมธาตุ (มุมร่วมธาตุ ปกติให้คุณ แต่ถ้าเป็นบาปเคราะห์ หรือ ดาวคู่ศัตรู ดาวนิจ ประ ฯลฯ ร่วมธาตุจะให้โทษด้วยไม่มากก็น้อย) และมีพลูโต (พ) กับ เนปจูน (น) ทำมุมกากะบาด ดังนั้น การพิจารณาแยกแยะสิ่งต่าง ๆ  ต้องแยกดีร้าย ให้คุณ ให้โทษ ออกจากกัน อย่าหักกลบลบหนี้กัน ถ้าทำอย่างนั้น จะทำนายไม่ออกทันที ดังดวงหนูน้อยคนนี้เป็นต้น

 

ตัวอย่างที่ ๒

 

               

ในวันที่บิดาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตนั้น ดาวพฤหัสบดี (๕) ในพื้นดวงถูกเกตุ (๙) และเนปจูน (น) บาปเคราะห์ เล็ง โดยเฉพาะเนปจูนนั้น ถือเป็นคู่ศัตรูที่ร้ายกาจของพฤหัสบดี (๕) อาจจะเล็งพฤหัสบดี ในพื้นดวงนี้มาหลายปีแล้วก็ได้ แต่ยังไม่ส่งผลร้าย ต่อเมื่อมีเกตุ (๙) จรมาเสริม (หรือ บาปเคราะห์อื่นใดจรมาเสริม) ในระยะนั้น ๆ ควรต้องระวังอันตรายอันจะเกิดกับบิดามารดา หรือ ญาติผู้ใหญ่ นี่คือจุดที่หนึ่ง ที่ต้องพิจารณา

มาดูจุดที่สอง จะเห็นว่า เสาร์ (๗) เจ้าเรือนมรณะ จรทับศุกร์ (๖) เกษตร เจ้าเรือนพันธุ ในพื้นดวง โดยมีพลูโต (พ) คอยเสริมกำลังอยู่ จุดนี้แหละที่เป็นจุดที่จะบ่งบอกอันตรายอันจะเกิดกับบิดาของเจ้าชะตา เพราะเป็นภพที่มีความหมายถึง บิดาในดวงหญิง เมื่อมีดาวเสาร์ (๗) บาปเคราะห์ร้าย และเป็นดาวมรณะของลัคนา เป็นคู่ศัตรูของศุกร์ (๖) เกษตรเจ้าเรือนพันธุ ใครเห็นเกณฑ์อย่างนี้ ต้องระวัง

มาดูจุดที่สาม เพื่อให้แน่ใจ ก็ต้องดูที่อาทิตย์ (๑) หมายถึง บิดา ว่าถูกเบียนมากน้อยแค่ไหน ปรากฎว่า แม้จะไม่มีดาวบาปเคราะห์ใดจรมาทับ แต่อาทิตย์ (๑) ในพื้นดวง ก็ถูกดาวบาปเคราะห์จรพาดผ่าน เรียงรายถึง ๖ ดวง คือ เสาร์ (๗) มรณะ พลูโต (พ) นำหน้า มีอังคาร (๓) ขนาบหลัง มีมฤตยู (๐) โยคหน้า และ มีเกตุ (๙) กับ เนปจูน (น) ทำมุมกากะบาด อย่างนี้โอกาสที่บิดาของเจ้าชะตา จะได้รับอันตราย หรือมีอันต้องสูญเสีย พลัดพรากจากกัน มีมากทีเดียว

บิดาเสียตอนอายุ ๑๘ ปี ดาวพุธ (๔) เข้าเสวยอายุ ดาวเนปจูน (น) เข้าเสวยแทรก จะเห็นได้ว่า ทั้งพุธ (๔) และ เนปจูน (น) ในพื้นดวง ต่างก็ถูกบาปเคราะห์เบียนในตำแหน่งเดียวกัน กับศุกร์ (๖) และ อาทิตย์ (๑) และเมื่อวางลัคนาจรที่ราศีธนู ในพื้นดวง จะเห็นว่า เนปจูน (น) ศุภะ ในพื้นดวงเดิมที่อยู่ในเรือนการเงิน จะกลายเป็นดาวเจ้าเรือนพันธุ อยู่ในภพลาภะ และถูกเสาร์ (๗) มรณะจรทับเช่นเดียวกับศุกร์ (๖) พันธุของลัคนาเดิม บ่งบอกว่า จะมีเหตุร้าย หรือการพลัดพรากสูญเสีย เกี่ยวกับภพพันธุ อย่างแน่นอน

และเมื่อดูลัคนาจรในดวงดาวจร วันที่บิดาเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ จะเห็นเกตุ (๙) บาปเคราะห์ร้าย น้อง ๆ ราหู ตัววิปริตอาเพท กุมลัคนาจร ร่วมกับเนปจูน (น) เจ้าเรือนพันธุ  โดยมีจันทร์ (๒) ซึ่งกลายเป็นดาวมรณะของลัคนาจร (ราศีธนู) ทำมุมกากะบาด โดยจรร่วมกับอาทิตย์ (๑) หมายถึง บิดา และอาทิตย์ (๑) ก็จรอยู่ในแวดวงของบาปเคราะห์ถึง ๖ ดวง เช่นเดียวกับอาทิตย์ (๑)ในพื้นดวงเดิม เพราะในวันดังกล่าว อาทิตย์ (๑) จรเข้าทับอาทิตย์เดิมนั่นเอง

 

ตัวอย่างที่ ๓

 

 

                จะรวบรัดตัดความ ถึงขั้นตอนการพิจารณา เพราะยังมีตัวอย่างอีกหลายดวง ก็คือ ดวงนี้ พฤหัสบดี (๕) ในพื้นดวง ถูกอังคาร (๓) กับ มฤตยู (๐) จรทับ ถูกเนปจูน (น) กับ เกตุ (๙) ขนาบหน้าหลัง และมีพลูโต (พ) ทำมุมกากะบาด ถือว่า พฤหัสบดี (๕) ถูกเบียนอย่างหนัก

                อาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนพันธุ หมายถึง บิดาในดวงหญิง ทั้งตัวมันเอง และความหมายของดาวเจ้าเรือน ก็อยู่ในตำแหน่งเดียวกับพฤหัสบดี (๕) ดังนั้น โอกาสที่จะสูญเสียบิดาจึงมีมากกว่าอื่นใด

                ดูให้ชัด ๆ จะเห็นว่า พฤหัสบดี (๕) เจ้าเรือนมรณะ ของลัคนาพื้นดวง จรเข้าภพพันธุ บ่งบอกถึงการพลัดพราก สูญเสีย เกี่ยวกับภพพันธุ และเล็งไปยังอาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนพันธุ ที่ถูกอังคาร (๓) กับ มฤตยู (๐) ทับอยู่ ซึ่งแน่นอนเหลือเกิน คงไม่พ้นไปจากบิดาไปได้ เพราะอาทิตย์ (๑) ถูกเบียนหนัก

                วันที่บิดาตาย อายุ ๒๙ ปี ศุกร์ (๖) เจ้าเรือนอริ เข้าเสวยอายุ อาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนพันธุ เข้าเสวยแทรก ดังนั้น โอกาสที่จะประสบปัญหาเกี่ยวกับบิดา จึงมีมาก ด้วยดาวเสวยอายุเสวยแทรก มาจากเรือนอริ และ พันธุ (หมายถึงบิดาในดวงหญิง) หากวางลัคนาจรที่ภพปุตตะ (ราศีกันย์) ของลัคนาพื้นดวง ทำให้พฤหัสบดี (๕) มรณะของลัคนาพื้นดวง กลายเป็นดาวเจ้าเรือนพันธุ อยู่ในภพอริ (ราศีกุมภ์) ถือว่าเจ้าเรือนพันธุ ถูกเบียนทั้งขึ้นทั้งล่อง อีกทั้ง ยังมีราหู (๘) คราสร้าย จรเข้าภพพันธุ ของลัคนาจร ที่วางไว้ในพื้นดวงเดิม ไม่ว่าจะมองจุดไหน มุมไหน ภพพันธุ ก็ถูกเบียนยับเยินแทบทุกมุมมอง

                พอวางลัคนาจรในดวงดาวจร พฤหัสบดี (๕) เจ้าเรือนพันธุ ก็จะไปอยู่ในภพวินาศนะ ถูกอังคาร (๓) มฤตยู (๐) เล็ง โดยมีเกตุ (๙) กับ เนปจูน (น) ทำมุมกากะบาดทิ่มแทง อีกทั้งอาทิตย์ (๑) ซึ่งหมายถึงบิดา ที่จรกุมลัคนาจรอยู่นั้น ก็ถูกเกตุ (๙) เล็ง , อังคาร (๓) , มฤตยู (๐) ,ราหู (๘) ทำมุมปลายหอกทิ่มแทง

 

ตัวอย่างที่ ๔

 

 

                เป็นดวงครูเจ้าเก่า คุ้น ๆ กันอยู่ เมื่อตอนที่ผมเสียคุณแม่นั้น ราหูทับลัคน์ บอกตรง ๆ ว่า ก่อนหน้าที่คุณแม่จะเสียประมาณหนึ่งเดือน ผมเกือบตายด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ มากกว่า ๖ ครั้ง ดีที่แคล้วคลาดมาได้ เพราะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (พกพระเครื่องรางของขลังติดตัวมาก) และความดีที่ทำไว้ในปัจจุบัน คุ้มครองอยู่ และสามวันก่อนหน้าที่คุณแม่จะเสียนั้น ผมถูกถอนฟันไป ๓ ซี่ พร้อมกันในวันเดียว ทั้งนี้ หากนักศึกษาดูให้ดีจะเห็นว่า ในระยะที่เสียคุณแม่นั้น มีพลูโต (พ) บาปเคราะห์จรเข้าภพพันธุ โดยมีเสาร์ (๗) เจ้าเรือนอริ จรทับอังคาร (๓) เจ้าเรือนพันธุ โดยมี ราหู (๘) กับ เกตุ (๙) จรทำมุมร่วมธาตุ เสริมกำลัง ซึ่งภพพันธุ  นอกจากหมายถึง มารดาในดวงชายแล้ว ยังหมายถึงยวดยานพาหนะ อีกด้วย (อังคาร หมายถึง ปาก และฟัน ด้วยครับ)

                ดูให้ชัด ๆ จะเห็นว่า พฤหัสบดี (๕) จรเข้าภพมรณะ บ่งบอกถึงการสูญเสียญาติผู้ใหญ่ ซึ่งขณะนั้น ผมไม่เหลือใคร นอกจากคุณแม่คนเดียว ญาติอื่น ๆ ที่ใกล้ชิดก็ไม่มี อีกทั้งในช่วงระยะ ๑ ปี ที่ผ่านมา คุณแม่ป่วยด้วยโรคชรา เข้าโรงพยาบาลบ่อยครั้งมาก วันที่คุณแม่เข้าโรงพยาบาลครั้งสุดท้าย น้องสาวโทร.มาบอกว่า แม่เข้าโรงพยาบาลอีกแล้วนะ ผมยังบอกน้องสาวไปเลยว่า ทำใจไว้ล่วงหน้าได้เลยนะ แม่เข้าครั้งนี้คงไม่รอด น้องยังบอกเลยว่า ก็เห็นแม่ยังดี ๆ อยู่ ยังพูดรู้เรื่อง ยังจำได้ (ตอนที่โทร.มานั้น เป็นคืนวันอาทิตย์ ) ผมก็บอกว่า เอาเถอะ ถ้ามีเวลาก็จะเข้าไปดูแม่ แต่คงต้องเป็นเสาร์ – อาทิตย์ ปรากฎว่า คืนวันอังคาร เวลา ๒๑.๐๐ น. แม่ก็จากไปอย่างสงบ (คุณแม่ผมเสียที่อเมริกา หลังจากบำเพ็ญกุศลที่นี่ ๓ วัน แล้ว จึงส่งศพกลับไปเมืองไทย เพราะยังมีลูกต่างพ่อที่เมืองไทยอีก ๒ คน)

                จุดที่บ่งบอกถึงการสูญเสียมารดาอีกข้อหนึ่งก็คือ ราหู (๘) นอกจากจะจรทับลัคน์ในพื้นดวงเดิมแล้ว ยังจรเล็งจันทร์ (๒) ซึ่งหมายถึง มารดา โดยมีพลูโต (พ) ทำมุมกากะบาด และถ้าดูตำแหน่งดาวในดวงดาวจร จะเห็นจันทร์ (๒) ที่จรอยู่ในภพกัมมะ ของลัคนาจร ถูกเกตุ (๙) เล็ง อังคาร (๓) ดาวฆาต นำหน้า มีราหู (๘) โยคหน้า เสาร์ (๗) โยคหลัง พลูโต (พ) เนปจูน (น) และ มฤตยู (๐) ทำมุมปลายหอกทิ่มแทง

                อายุ ๓๘ ปี ที่เสียคุณแม่ ลัคนาจรเข้าภพกฏุมพะ หากวางลัคนาจรในพื้นดวงเดิม จะทำให้เสาร์ (๗) อริเดิม มาอยู่ในภพพันธุ ร่วมกับพฤหัสบดี (๕) เกษตรพันธุ ของลัคนาจร ซึ่งถูกเกตุ (๙) จรมาทับอยู่ และ อังคาร (๓) พันธุเดิมนั้น จะอยู่ในภพมรณะของลัคนาจร จึงทำให้ภพพันธุ หรือ ดาวอังคาร (๓) เจ้าเรือนพันธุ อยู่ในภาวะที่ถูกเบียน เกิดการสูญเสีย ดังกล่าว

 

ตัวอย่างที่ ๕

 

               

                พฤหัสบดี (๕) ในพื้นดวงเดิม ที่อยู่ในภพลาภะนั้น ถูกเกตุ (๙) จรทับ  อังคาร (๓) เจ้าเรือนมรณะ มฤตยู (๐)  พลูโต (พ) เล็ง โดยมีราหู (๘) กับ เนปจูน (น) ทำมุมร่วมธาตุเสริมกำลังเกตุ (๙)

                จันทร์ (๒) เจ้าเรือนพันธุ มารดาในดวงชาย และมีความหมายถึง มารดา ในตัวเองอีกด้วย จรเข้าภพวินาศนะ โดนราหู (๘) ตรึงในมุมกากะบาด โดยมีอังคาร (๓) มฤตยู (๐) พลูโต (พ) และเนปจูน (น) ทำมุมปลายหอกทิ่มแทง

                อายุ  ๒๖ ปี ที่สูญเสียมารดา ลัคนาจรเข้าภพกฎุมพะ เมื่อวางลัคนาจรในพื้นดวงเดิม ทำให้อาทิตย์ (๑) เป็นดาวเจ้าเรือนพันธุ อยู่ในภพศุภะของลัคนาจร (พื้นดวง) ถูกเกตุ (๙) กุม พลูโต (พ) เล็ง และมีราหู (๘) กับ มฤตยู (๐) ทำมุมกากะบาด เรียกว่า ถูกบาปเคราะห์ตรึงในมุมกากะบาดทุกจุด ถือว่าในปีที่อายุ ๒๖ นี้  มีเหตุไม่ค่อยดีนัก เกี่ยวกับภพพันธุ

                หากวางลัคนาจรในพื้นดวงดาวจร จะเห็นว่ามีบาปเคราะห์ร้าย โดยเฉพาะอังคาร (๓) ดาวฆาต หรือดาวมรณะของลัคนาพื้นดวง อยู่ในภพพันธุ ของลัคนาจรในดวงดาวจร ร่วมกับ มฤตยู (๐) และพลูโต (พ) โดยที่อาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนพันธุ ของลัคนาจรในดวงดาวจร จรอยู่ในภพอริ กุมเนปจูน (น) บาปเคราะห์ โดยมีราหู (๘) กับเกตุ (๙) ทำมุมร่วมธาตุ เสริมกำลังเนปจูน (น) และมีเสาร์ (๗) ทำมุมกากะบาด อย่างนี้ไม่ส่งผลดีแน่ในเรื่องของพันธุ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พฤหัสบดี (๕) และจันทร์(๒) ถูกเบียนอย่างหนักข้างต้นด้วยแล้ว จะเป็นอื่นใดไปไม่ได้ นอกจากการสูญเสียมารดา


ตอนต่อไป

สารบัญ