บทที่ ๑๓

ภพที่ ๗ ปัตนิ (๑)

********************

                ภพที่ ๗ ปัตนิ เป็นภพเดียวที่อยู่ในตำแหน่งเล็ง หรือ ตรงข้ามกับลัคนา โดยปกติมุมเล็งนี้ จะเป็นมุมที่ให้โทษ ชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน หากดาวใดมาสถิตอยู่ ก็จะส่งอิทธิพลตามลักษณะของดาวนั้นแก่ลัคนาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว หากมีดาวกุมลัคน์ และมีดาวในภพปัตนิหลายดวง เมื่อรวมจำนวนดาวทั้งที่กุมลัคน์ และภพปัตนิ เข้าด้วยกัน หากมากถึง ๖ ดวง หรือกว่านั้นแล้วไซร้ ท่านจัดว่าเป็นดวงดีมีวาสนาดวงหนึ่ง ได้เกณฑ์ดวงมาตรฐานที่เรียกว่า “ดวงเสาพระสุเมรุ”

                โดยปกติแล้ว หากบาปเคราะห์อยู่ในภพปัตนิ มักจะให้โทษแก่ลัคนา ยิ่งดาวนั้นมาจากเรือนร้าย หรือ ภพทุสถานะ หรือ เป็นดาวศักดิ์ต่ำ ก็ย่อมให้โทษมากขึ้นเป็นทวีคูณ แต่ถ้าเป็นดาวศุภเคราะห์ อยู่ในภพปัตนิ มักจะให้คุณแก่ลัคนา ยิ่งเป็นดาวมาจากเรือนที่ดี หรือเป็นดาวศักดิ์สูงด้วยแล้ว ยิ่งให้คุณแก่เจ้าชะตามากขึ้น แต่เนื่องจาก ตำแหน่งดาวในภพนี้ เป็นตำแหน่งดาวที่ให้โทษ คือ อยู่ในมุมเล็ง ดังนั้น เมื่อให้คุณได้ ก็อาจจะให้โทษในภายหลังได้ แม้ดาวนั้นจะเป็นดาวศุภเคราะห์ หรือ ดาวศักดิ์สูง ที่ให้คุณก็ตาม กฎเกณฑ์การพิจารณาดาวในเรือนต่าง ๆ ผมย้ำเสมอ ให้พิจารณาถึงมุมให้คุณให้โทษด้วยทุกครั้งนอกเหนือไปจากการพิจารณาความเป็นศุภเคราะห์ บาปเคราะห์ ศักดิ์สูงต่ำ คู่มิตร คู่ศัตรู ฯลฯ ของดาว

                คำว่า ปัตนิ แปลตามตัวว่า “ศัตรู” ดังนั้น โหรส่วนมากทั้งตะวันตก และตะวันออก นอกจากจะใช้พิจารณาดูเรื่อง คู่ครอง แล้ว ยังใช้พิจารณาดูเกี่ยวกับ คู่ศัตรู คู่ความ คู่ต่อสู้ คู่แข่งขัน และ ศัตรูอันเปิดเผย อีกด้วย ตามลักษณะของมุมที่เล็งกันให้โทษนั่นเอง ดังนั้น การนำภพปัตนิ มาใช้พิจารณาในเรื่องคู่ครอง คู่รัก คู่นอน จึงต้องพิจารณาด้วยความละเอียดรอบคอบ เพราะธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ เขาสร้างมาเป็นของคู่กัน ตามหลักการแห่งลัทธิตันตระ (ลัทธิคู่) คือ มีมืด มีสว่าง, มีกลางวัน- กลางคืน, มีขาว – ดำ, มีหญิง – ชาย  ฯลฯ ดังนั้น หากของสองสิ่งนี้จะเข้ากันได้ จะต้องมีจุดสมพงษ์แห่งธาตุ คือ เป็นธาตุเดียวกัน หรือ กลมกลืนเข้ากันได้ เท่านั้น หากเป็นธาตุที่ขัดแย้งกัน แล้วเกิดจับพลัดจับผลูมาอยู่ร่วมกัน มักจะไปกันไม่รอด และนี่คือหลักการพิจารณา “คู่สมพงษ์ชายหญิง” ที่ผมเฝ้าเพียรจับสถิติมาช้านานมากกว่า ๒๐ ปี ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนรู้และทำความเข้าใจต่อไป ในรายละเอียด ดังนี้

 

การพิจารณาดวงชะตาสมพงษ์ชาย – หญิง

๑.       พิจารณาจากลัคนาของทั้งสองคน จุดแรก ที่ผมถือว่าสำคัญที่สุด เหนือสิ่งอื่นใด หากชาย กับหญิง จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ยืนยาว และไปกันได้อย่างราบรื่นแล้ว จะต้องเข้าข่ายในการพิจารณา ดังนี้ คือ ลัคนาของทั้งสองคน ต้อง มีธาตุ และ ตำแหน่งที่สมพงษ์กัน เช่น เป็นธาตุฝ่ายเดียวกัน อันได้แก่ ไฟ กับ ไฟ , ดิน กับ ดิน , ลม กับ ลม และ น้ำ กับ น้ำ โดยที่ลัคนาทั้งสองนั้น หากอยู่ในราศีเดียวกัน ถือว่าลัคนาสมพงษ์กันเป็นอันดับหนึ่ง หรือ อยู่ในมุมร่วมราศี หรือ ร่วมธาตุเดียวกัน คือ  อยู่ในภพที่ ๕ (ปุตตะ) หรือ ภพที่  ๙ (ศุภะ) ก็นับได้ว่าเป็นมุมที่ สมพงษ์กันเป็นอันดับสอง แต่ในทางตรงกันข้าม หากลัคนาทั้งสองคนเป็นธาตุต่างกัน ยิ่งเป็นศัตรูกันฝ่ายตรงข้ามกัน เช่น ไฟกับน้ำ, ดินกับลม อย่างนี้ถือได้ว่า เป็นธาตุที่เป็นปรปักษ์ ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง หากอยู่ร่วมกัน ยากที่จะพบกับความปกติสุข โอกาสเลิกราหย่าร้างย่อมมีมาก ยิ่งลัคนาทั้งสองตั้งอยู่ในมุมที่ให้โทษ คือ กากบาท หรือ อยู่ในภพที่ ๖ , ๘ และ ๑๒ ด้วยแล้ว ยิ่งให้โทษไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

 

ในกรณีที่ ลัคนาของทั้งสองเล็งกัน อย่างนี้ ถือเป็นจุดผ่อนปรน แม้จะต่างธาตุกันแต่ก็เป็นธาตุที่อุปการะกัน คือ ไฟ กับ ลม , ดิน กับ น้ำ หรือ ลัคนาทั้งสองคน โยคหน้า โยคหลัง ซึ่งกันและกัน อย่างนี้ ก็จัดว่า เป็นลัคนาธาตุที่อุปการะกัน โอกาสที่จะเข้ากันได้ดี อยู่กันอย่างยืดยาว ไร้ปัญหาอุปสรรคใด ๆ ในการครองรัก ครองเรือน ย่อมมีมาก ถือว่า สมพงษ์กันเป็นอันดับสาม ยิ่งอยู่ในตำแหน่งเล็งกันด้วยแล้ว เหมือนกับเป็นของคู่กันตามธรรมชาติ หรือหลักการตามลัทธิตันตระ (ลัทธิคู่) จึงต้องพิจารณาในเรื่องอื่น ๆ หรือจุดสมพงษ์อื่น ๆ ให้รอบคอบ ตามหลักเกณฑ์การพิจารณาในข้อต่อไป หากทุกจุดเข้ากันได้ หรือ ไม่ขัดแย้งกันรุนแรง อย่างนี้ก็เชื่อได้เลยว่า ทั้งสอง เป็นคู่สร้างสมกันมาช้านาน หลายภพหลายชาติ ยากที่จะแยกจากกันโดยง่าย

๒.     พิจารณาดาวอาทิตย์ (๑) ของทั้งสองคน ว่าอยู่ในราศีธาตุเดียวกัน หรือ อุปการะกันหรือไม่ หากอยู่ในราศีธาตุเดียวกัน และอุปการะกัน อย่างนี้ถือว่าสมพงษ์กัน แต่ถ้าหากอยู่ในราศีธาตุต่างกัน หรือ ขัดแย้งกัน อยู่ในภพทุสถานะซึ่งกันและกัน อย่างนี้ถือว่า ไม่สมพงษ์กัน อาทิตย์ (๑) มีความหมายถึง ความเป็นตัวของตัวเอง เป็นพลังหรือแรงขับดันในการดำเนินชีวิต เป็นดาวแห่งเกียรติ และศักดิ์ศรี เป็นดาวทิฐิ หรือ ความเห็น ความเชื่อมั่นในตน ดังนั้น หากทั้งชายหญิงมีอาทิตย์ที่สมพงษ์กัน ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความเห็นผิด หลงผิด ในตนเอง การวางตัวในสังคม ตลอดจนการดำเนินชีวิตทั่วไป จะเข้ากันได้ดี ไปทางเดียวกันได้ แต่ถ้าสองคนไม่สมพงษ์กัน อย่างนี้เวลาเกิดปัญหา ยากที่จะปรับตัวเข้าหากันโดยง่าย มักจะมีมิจฉาทิฐิ หรือ ดื้อดึงใส่กัน ไม่ยอมกัน ทำให้ต้องเลิกราหย่าร้าง แยกทางกันไปในที่สุด แม้ว่าลัคนา หรือ จุดต่าง ๆ จะสมพงษ์กัน ทำให้อดทนอยู่กันได้ยืดยาวในบางคู่ แต่ก็หาความเป็นปกติสุขในการครองรัก ครองเรือนไม่ หวานอมขมกลืน ฝืนใจอยู่ ฝืนใจทนนั่นเอง

๓.     พิจารณาดาวจันทร์ (๒) ก็เหมือนกับการพิจารณาในเรื่องของลัคนา กับดาวอาทิตย์ (๑) น่ะแหละ คือ พิจารณาดูว่าอยู่ในราศีธาตุเดียวกัน หรือ อุปการะกันหรือไม่ หากอยู่ในราศีธาตุเดียวกัน และอุปการะกัน อย่างนี้ถือว่าสมพงษ์กัน แต่ถ้าหากอยู่ในราศีธาตุต่างกัน หรือ ขัดแย้งกัน อยู่ในภพทุสถานะซึ่งกันและกัน อย่างนี้ถือว่า ไม่สมพงษ์กัน ดาวจันทร์ (๒) เป็นดาวที่มีความหมายในด้านอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด จินตนาการ รสนิยม ทัศนคติ ซึ่งล้วนมาจากใจ จากจริตของตนเอง หากจันทร์ (๒) ทั้งคู่ขัดแย้งกัน ไม่สมพงษ์กัน โอกาสที่จะอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ย่อมมีน้อย ดีไม่ดีถึงกับเลิกราหย่าร้างกันได้

๔.     พิจารณาดาวพฤหัสบดี (๕) หลักการพิจารณาก็เช่นเดียวกันแหละครับ หากเข้าใจหลักในข้อผ่านมาเพียงข้อใดข้อหนึ่ง ก็จะเข้าใจหลักนี้ทุกข้อ และสามารถนำไปดัดแปลงพิจารณาในเรื่องราวต่าง ๆ ได้ทุกเรื่อง พฤหัสบดี (๕) เป็นตัวคุณธรรมความดี เป็นตัวเหตุผล เป็นตัวที่จะสร้างเสริมความเข้าใจ ยับยั้งอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่ดี หรือขัดแย้งกัน ระหว่างคนทั้งสองที่อยู่ร่วมกัน แน่นอน หากดาวนี้สมพงษ์กัน ย่อมเกิดประโยชน์ พูดกันรู้เรื่อง เข้ากันได้ดี มีเหตุมีผล พบกันครึ่งทาง ปัญหาอุปสรรคใด ๆ จะแก้ไขได้ หรือลงตัวกันพอดี แต่ในทางตรงข้าม หากพฤหัสบดีของทั้งสองขัดแย้งกัน หรือ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเสีย อย่างนี้ โอกาสที่จะไปกันรอด มีน้อยมาก เวลามีปัญหา มักจะต่างคนต่างไป ต่างใช้อารมณ์ ความรู้สึก ความยึดมั่นถือมั่นในตนเอง ประเภทขิงก็รา ข่าก็แรง อย่างนี้มีแต่พังกับพังครับ

๕.     พิจารณาดาวศุกร์ (๖) และ ดาวอังคาร (๓) ใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาจุดสมพงษ์ธาตุ และโยคเกณฑ์ มุมที่ให้คุณ เช่นเดียวกับลัคนา และทุกดาวที่ผ่านมา ดาวศุกร์ (๖) เป็นดาวแห่งความรัก ใช้พิจารณาควบคู่ไปกับดาวเจ้าเรือนปัตนิของทุกดวงชะตา ดังนั้น หากดวงทั้งสองมีศุกร์ที่สมพงษ์กัน และไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกเบียนอย่างยับเยินแล้ว โอกาสที่จะครองคู่อยู่กินกันยาวนาน ถือไม้เท้ายอดทอง กะบองยอดเพชร ย่อมมีมาก แต่ก็มีหลายคนหลายคู่นะครับ ที่ศุกร์ (๖) หรือ ดาวปัตนิ ถูกเบียนมากด้วยกันทั้งสองคน ต่างก็ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความทุกข์ระทมมาด้วยกัน แต่พอถึงจุดหนึ่งที่ทั้งสองต้องมาเจอกัน พบกัน ในจังหวะของดวงชะตา หรือกรรมแต่อดีตกำหนดให้มา คือ มีบุพเพสันนิวาสร่วมกัน ในกรณีนี้ ก็อาจจะเป็นคู่สมพงษ์ที่อยู่กินกันยืดยาวได้ แต่อย่างที่กล่าวไว้ ดาวดวงอื่น ๆ ตลอดจนลัคนา ต้องสมพงษ์กันให้มากไว้แหละเป็นดี  ส่วนดาวอังคาร (๓) นั้น เป็นดาวที่เกี่ยวกับตัณหา ราคะ โดยตรง จึงต้องมาใช้พิจารณาควบคู่ไปกับดาวศุกร์ (๖) ด้วย เพราะเมื่อดาวคู่นี้กุมกัน หรือทำมุมสัมพันธ์กัน (ตรีโกณ) และทำมุมสัมพันธ์กับลัคนา อย่างนี้ ถือว่า เป็นคนที่มีกิเลสตัณหาราคะ แรงกล้า หรือชีวิตมักจะไม่ขาดแคลน หรือขาดไม่ได้ในเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ กามารมณ์ หากดวงชะตาของทั้งสอง มีดาวสองดวงนี้สัมพันธ์กันดี มีจุดสัมพันธ์ถึงลัคนา และดาวทั้งสองไม่ขัดแย้งกันแล้วล่ะก็ โอกาสที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในเรื่องของ “เซ็กส์" ย่อมมีมาก ซึ่งเรื่องนี้ ใครว่า ไม่สำคัญ ผมต้องขอค้านไว้ก่อน เพราะมีหลายคู่ทีเดียวครับ ที่อะไรต่อมิอะไรดีพร้อม หาที่ติมิได้ แต่พอเรื่องบนเตียง กลับไปกันไม่รอด รสนิยม ความเชื่อ ความเห็น อารมณ์ ต่างกัน พาลให้เลิกราหย่าร้างกันมามากมายหลายคู่ทีเดียว แต่มีบางคู่นะครับ ทะเลาะกันลั่นบ้าน ตีกันเช้าเย็น แต่ลูกดก หัวปีท้ายปี มีเป็นสิบคนก็ยังมี และแปลก ที่อยู่กันยืดยาวด้วย แม้จะไม่ปกติสุขนัก

จากหลักเกณฑ์ที่ให้ไว้ นักศึกษาจะเห็นว่า การพิจารณาดวงชะตา หรือ การอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับคู่ครอง ความรัก การแต่งงาน ในภพปัตนินั้น ไม่ได้เพ่งเล็งในเรื่องของดาวปัตนิ และดาวลอยในภพปัตนิแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเพ่งเล็งไปที่จุดสัมพันธ์ของคนทั้งสองด้วย ซึ่งหลักเกณฑ์การพิจารณา จุดสมพงษ์ที่ว่านี้ บางคนอาจจะไม่เคยได้พบเห็น หรืออ่านมาจากโหราจารย์ท่านใดมาก่อน บอกตรง ๆ ครับ เป็นประสบการณ์ส่วนตัว นำมาให้นักศึกษาพิจารณาเอาไว้เป็นแนวทาง หากนำไปใช้ได้ผล ก็อาจจะตั้งเป็นกฎเกณฑ์ ทฤษฎีที่ตายตัวต่อไปได้ในอนาคต หากนำไปใช้แล้วไม่ได้ผล ก็อย่านำไปใช้ ไม่ใช่ผมพูดอะไร สอนอะไร ก็เชื่อไปทั้งหมด นักศึกษาที่ดี ต้องหัดพิจารณาสิ่งต่าง ๆที่ได้เรียนรู้มาด้วยตนเอง ต้องรู้จักสังเกต จดจำ ทำบันทึก หรือ จดสถิติเอาไว้ ไม่มีอะไรดีไปกว่า การดูดวงจากประสบการณ์จริง เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับการเรียนรู้ในด้านโหราศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่เกิดจากสถิติของดวงดาว เทียบกับกฎแห่งกรรม

ในความเห็นของท่าน อ.พลูหลวง ที่เขียนไว้ในหนังสือ พยากรณ์จรโดยพิสดาร ในเรื่องคู่ครองและการแต่งงาน ท่านไม่เห็นด้วยกับโหราจารย์อื่น ๆ ที่นำภพนี้มาพิจารณาเกี่ยวกับคู่ศัตรูอันเปิดเผย คู่ต่อสู้ คู่แข่งขัน แต่ในทัศนะของผม กลับไม่เห็นด้วยกับท่านอาจารย์พลูหลวงในข้อนี้นะครับ เพราะคิดดูให้ดี และถ้วนถี่แล้ว คู่ครอง คู่รักใคร่ นั้น ถือได้ว่า เป็นคู่ศัตรูที่โรมรันพันตูกันอย่างถึงพริกถึงขิงโดยแน่แท้ บางคนรักกัน ชอบกัน แรก ๆ ก็ดีหรอกครับ หวานปานน้ำผึ้ง แต่พอนานไป กลับกลายเป็น ยาขมน้ำเต้าทองไปซะฉิบ ที่เลิกรากันอย่างดี แม้ฝ่ายหนึ่งจะเจ็บช้ำระกำทรวง หรือช้ำด้วยกันทั้งสองฝ่าย ก็ถือว่า ชดใช้กรรมกันไป อโหสิกรรมกันไป แต่ในกรณีที่ฝ่ายใด ทำใจไม่ได้ ตัดใจไม่ลง ก็จะทนทุกข์ บางรายถึงกับทำร้ายตัวเอง ดีไม่ดีก็ทำร้ายฝ่ายตรงข้ามด้วย แม้ไม่ทำร้ายด้วยการฆ่าฟันให้ตายไปข้างหนึ่ง แต่หลายรายก็ตั้งตัวเป็นศัตรูกันอย่างเปิดเผย ชนิดที่เรียกว่า กรวดน้ำคว่ำขันรักกันชาติเดียว ไม่เผาผี ฝากไข้ กันทีเดียว อันนี้ก็ขอให้นักศึกษาตั้งข้อสังเกตเอาไว้ด้วยนะครับ ส่วนจะเห็นดีเห็นงามไปกับผมหรือท่านอาจารย์พลูหลวง ก็แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละบุคคล และประสบการณ์ต่าง ๆที่เข้ามาในภายภาคหน้า แหละครับ

 

ตัวอย่างคำพยากรณ์ ดาวพระเคราะห์อยู่ในเรือน หรือ จรเข้าเรือนปัตนิ

                อาทิตย์ (๑) อยู่ในเรือนปัตนิ  มักได้คู่ที่ดีมีเกียรติในวงสังคม หรือมีศักดิ์ศรี ฐานะ ชาติตระกูลไม่ต่ำไปกว่าตน รูปร่างสันทัด ปราดเปรียว ผิวสองสี ใบหน้ามน ท่าทางหลุกหลิก คู่มักจะแก่กว่ากันหลายปี หรือไม่ก็ได้คู่ที่อายุน้อยกว่ากันมาก มักได้บุตรคนแรกเป็นชาย หรือ เป็นเพศตรงข้ามกับตน มักไม่ขาดแคลนในเรื่องของความรัก มีคนเข้ามาในชีวิตมากมายหลายคน หากไม่ควบคุมจิตใจให้มั่นไว้ อาจแต่งงานหลายหน หรือมีคู่หลายคนได้

                จันทร์ (๒) อยู่ในเรือนปัตนิ มักได้คู่ที่มีใบหน้าสดสวยงดงาม มีเสน่ห์ ผิวขาว ค่อนข้างท้วมหรือไม่สูงจนเกินไป คู่มักจะเป็นคนพื้นเพเดียวกัน ชาติภาษาเดียวกัน มีลักษณะความคิดเห็น รสนิยม ทัศนคติ ที่เหมือนกัน

                อังคาร (๓) อยู่ในเรือนปัตนิ มักได้คู่ที่มีลักษณะใบหน้าเกร็งแบบหน้ากระดูก ผมหยิก หรือ หยักศก ผิวเนื้อดำแดง หรือ ไม่ใช่เป็นคนขาวซะทีเดียว คู่มักมีอารมณ์อ่อนไหว โกรธง่าย มักหาเรื่องให้ขุ่นข้องหมองใจกันบ่อย ๆ มักมีเกณฑ์เลิกราหย่าร้าง หรือตายจาก พลัดพรากกันไป  หรือคู่มักนำความเดือดร้อนทุกข์ใจมาให้เสมอ

                พุธ (๔) อยู่ในเรือนปัตนิ มักได้คู่ที่มีลักษณะใบหน้ามน จมูกโด่ง ผิวเนื้อดำแดง ร่างอ้วนเตี้ย ช่างพูด ช่างคิด ช่างเจรจา มีวาทะศิลป์ ความรัก การแต่งงาน มักไม่ราบรื่น มีปัญหาอุปสรรคขัดแย้งกันบ่อยครั้ง ไม่ค่อยลงรอยกัน หรือบางทีอาจมีมือที่สามเข้ามาแทรก แยกรัก แยกคู่ ให้จากกันได้

                พฤหัสบดี (๕) อยู่ในเรือนปัตนิ  มักได้คู่ที่มีลักษณะ รูปร่างงามสง่า สมส่วน ใบหน้ายาว ผมบาง หรือตัวใหญ่ ผิวขาว หรือขาวเหลือง มีไฝหรือปานบนใบหน้า มีลักษณะน่าเชื่อถือ เป็นผู้ใหญ่อายุแก่กว่ากันหลายปี  หรือเป็นผู้มีอิทธิพล มีเกียรติในวงสังคม มีอำนาจวาสนา มักจะได้คู่ที่ดีพร้อมในทุกด้าน เป็นคนดีมีศีลธรรม ชีวิตรักการแต่งงานมักสมหวัง ราบรื่น ปกติสุข หลายคนอาจได้คู่ต่างถิ่นแดนไกล ต่างชาติ ต่างภาษา หรืออยู่ต่างประเทศ

                ศุกร์ (๖) อยู่ในเรือนปัตนิ มักจะได้คู่ที่มีลักษณะรูปงาม ผิวขาว หน้าแป้น ท่าทางสำรวย แต่งตัวดี อารมณ์ดี กรีดกราย มักได้คู่เจ้าชู้ มากรักหลายใจ ฝักใฝ่ในกาม ศุกร์ เล็งลัคน์ หรือเป็นเจ็ด กับลัคนา บางตำราท่านว่าไม่ดี เป็นดวงแตก (ภินทุบาทว์) แต่บางท่านก็ว่าไม่เน้นสำหรับทุกคน เน้นสำหรับผู้ที่เกิดในวันศุกร์เท่านั้น ในความเห็นของผม เห็นว่า ศุกร์เป็นดาวแห่งความรัก ดังนั้น ผู้ที่มีศุกร์อยู่ในภพปัตนิ มักจะรักใคร่ใครก็ตาม จะกี่คน กี่ครั้งก็ตาม มักจะรักแบบหมดตัว หมดใจ ไม่เผื่อใจไว้ผิดหวังสักนิดเดียว สมกับคำที่ว่า “ศุกร์เจ็ดเจ้า เร่าร้อนนิรันดร์” ก็คงเร่าร้อนทุกข์ใจในเรื่องของความรักน่ะแหละ และถ้าหากไม่ควบคุมสติ หรือยับยั้งชั่งใจ ตัดใจไม่ได้ ปลงไม่ตก ก็อาจจะทำให้ชีวิตในด้านอื่น ๆ เช่น การงานอาชีพ การศึกษาเล่าเรียน การพบปะสมาคม การเงิน ฯลฯ ต้องพลอยเสียหายไปด้วย

                เสาร์ (๗) อยู่ในเรือนปัตนิ มักจะได้คู่ที่มีลักษณะรูปร่างสูง มือยาว เท้ายาว ผิวดำ ฟันห่าง เดินขาแบ ๆ ค่อนข้างขรึม ขี้อิจฉาริษยา หรือได้คู่ที่มักจะด้อยไปกว่าตน นำพาความทุกข์ยาก ปัญหาอุปสรรคนานามาให้ เสาร์เป็นดาวทุกข์โทษ เมื่ออยู่ในภพปัตนิ เท่าที่เห็นมา การันตีได้เลยว่า อกหักผิดหวังบ่อยครั้ง หรือมิเช่นนั้น ก็มักจะไม่รักใคร่ใครง่าย ๆ คือ เก็บกด หรือมีอคติในเรื่องนี้ มักจะอมทุกข์ มากกว่าอมสุข หลายรายแต่งงานช้า หรือถ้าหากได้คู่ หรือแต่งงานในช่วงอายุ ๒๑ – ๓๐ ปี หรือก่อนหน้านั้น มักจะมีปัญหาในเรื่องของการเลิกราหย่าร้าง หรือพลัดพรากจากกันสูง

                ราหู (๘) อยู่ในเรือนปัตนิ มักจะได้คู่ที่มีลักษณะรูปร่างอ้วนใหญ่ ตาพอง ผิวขาวจัด หรือ ดำจัด หรือขาวค่อนข้างแดง หัวเถิก หรือศีรษะล้าน คางมน ๆ พูดเสียงดัง เป็นชาวต่างชาติ ต่างภาษา เป็นหม้ายผ่านการมีเรือนมาแล้ว อายุแก่หรืออ่อนกว่าเจ้าชะตาหลายปี หรือมิเช่นนั้น เจ้าชะตาอาจได้คู่ที่ไม่ดี นิสัยนักเลง ติดการพนัน และอบายมุข ซึ่งเป็นคู่ทุกข์ มากกว่าคู่สุข ราหูอยู่ในภพปัตนิ จึงต้องดูให้ดี อ่านคนที่จะเข้ามาให้ออก อย่าละเลยในเรื่องของหน้าที่ ความรับผิดชอบ คุณธรรมความดีเป็นอันขาด อย่าลุ่มหลงมัวเมาในเรื่องคู่จนหัวปักหัวปำ มองข้ามความดีไปซะง่าย ๆ มิเช่นนั้น จะช้ำใจ หาความสุขในการครองรักครองเรือนไม่ได้

                เกตุ (๙) อยู่ในเรือนปัตนิ มักจะได้คู่ที่มีลักษณะรูปร่างสมส่วน ผิวคล้ำ เงียบขรึม หัวโบราณ หรือ หัวสมัยใหม่  ศีรษะหลิม ผมเป็นลอน มีจุดเด่นบนใบหน้า มีความคิดหรือการกระทำที่ผิดแผกจากคนทั่วไป อาจเป็นชาวต่างชาติ ต่างภาษา เป็นหม้าย ผ่านการมีเรือนมาแล้ว อายุแก่หรืออ่อนกว่าเจ้าชะตาหลายปี เกตุในภพปัตนิ ก็มีลักษณะไม่แตกต่างจากราหูนัก คือ ในด้านความลุ่มหลงมัวเมา รักใครมักจะตัดใจ หรือปลงใจได้ยาก จึงต้องเน้นพิจารณาในเรื่องของคุณธรรมความดีของคนที่เข้ามาไว้เป็นอันดับหนึ่ง มิเช่นนั้น โอกาสที่จะอยู่กันยาวนาน จนตายจากกัน มีน้อยมาก

                มฤตยู (๐) อยู่ในเรือนปัตนิ มักจะได้คู่ที่มีลักษณะรูปร่างกลม ตัวกลม ผิวขาว ใบหน้าบาน ผมหยิก พูดจาเสียงดัง เป็นชาวต่างประเทศ หรือ ต่างถิ่น หรือ เป็นคนแปลกหน้า ไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน มฤตยูคือตัวพลิกล็อค ความไม่แน่นอน มีนะครับ ที่บางคนรักกัน คบกันมานาน เห็นแน่ ๆ ว่า ไปกันรอด แต่พอเอาจริงเอาจัง วิมานรักกลับพังทะลายลงง่าย ๆ มฤตยู ในภพปัตนิ มักจะได้คู่ที่ส่งเสริมอุปการะ ให้คุณแก่เจ้าชะตา สามารถพลิกผันชีวิตเจ้าชะตาให้ดีขึ้นได้ แต่ในทางตรงกันข้าม ก็อาจทำให้เจ้าชะตามีวิถีชีวิตที่ตกต่ำลงได้เช่นกัน อย่าได้ไว้ใจมฤตยูในภพปัตนิเป็นอันขาด จะต้องดูดาวศุภเคราะห์อื่น ๆ หรือ บาปเคราะห์อื่น ๆ ที่มาเกาะกุม หรือทำมุมร่วมธาตุด้วย มิเช่นนั้น มีหลายคนทีเดียว ที่เปลี่ยนคู่บ่อย  หาคู่เป็นตัวเป็นตนไม่ได้

                เนปจูน (น) อยู่ในเรือนปัตนิ  มักจะได้คู่ที่มีลักษณะใหญ่ลำตัวแบน หรือ อ้วนกลม ใบหน้าแป้น ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมหยิก หรือ คนเมา คนทรงเจ้าเข้าผี หรือ อาจารย์ไสยศาสตร์ หรือ นายแพทย์ นักแสดง เนปจูนเป็นดาวเจ้าเรือนภพวินาศนะของลัคนาโลกธรรม ดังนั้น โอกาสที่จะพบคู่ที่อยู่ห่างไกลกัน หรือพบแล้วพลัดพรากจากกันย่อมมีมาก หรือบางทีคนอยู่ใกล้ เห็นหน้าค่าตากันมานาน แต่ไม่รู้ใจ มีอะไรที่ปิดบังซ่อนเร้นอยู่ มารู้อีกทีก็ตกร่องปล่องชิ้น แก้ไขอะไรไม่ได้ ต้องทน ต้องทำใจ จนกว่าจะหมดเวรกรรมกัน หลายคนที่เนปจูนอยู่ปัตนิ หรือสัมพันธ์กับปัตนิ มักจะลักลอบได้เสียกันก่อนแต่งงาน หรืออยู่กินกันโดยไม่แต่งงาน มักอยู่กันแบบลับ ๆ ประเภทบ้านหลังที่สอง ก็มีให้พบเห็นบ่อยครั้ง

                พลูโต (พ) อยู่ในเรือนปัตนิ มักจะได้คู่ที่มีลักษณะรูปร่างสูงต่ำปานกลาง ถ้าเป็นคนผอมก็ใบหน้ามน ปากใหญ่ ถ้ารูปร่างใหญ่ ก็หน้าสี่เหลี่ยม หมายถึง บุคคลที่มีวิชาการแปลก ๆ เช่น พระ นายแพทย์ อาจารย์ขลัง นักโหราศาสตร์ ฯลฯ พลูโต เป็นดาวบาปเคราะห์ ที่ส่งอิทธิพลในด้านความพลัดพราก บางทีรักกันปานจะกลืน แต่งงานกัน อยู่กินกันอย่างปกติสุข ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่มักจะมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ต้องจร ต้องเดินทาง ไปค้างแรมนอกบ้าน ไปทำงานในต่างจังหวัดที่ห่างไกล ต่างประเทศ นาน ๆ จะได้เจอกันที อย่างนี้ก็มีให้เห็น

                แบคคัส (บ) อยู่ในเรือนปัตนิ บอกลักษณะรูปร่างไม่ได้ แต่ลักษณะนิสัย มักจะเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย รู้จักเก็บหอมรอมริบ มีฐานะความเป็นอยู่ดี มีอันจะกิน รักความสนุกสนาน และการเดินทาง แบคคัส เป็นดาวศุภเคราะห์ที่ยิ่งใหญ่ไม่น้อยไปกว่าพฤหัสบดี ดังนั้น หากใครมีแบคคัสอยู่ในเรือนปัตนิ หรือ สัมพันธ์กับดาวเจ้าเรือนปัตนิ ต้องทำนายว่าได้คู่ดี มีฐานะความเป็นอยู่มั่นคง ส่งเสริมเจ้าชะตาให้พลิกฟื้นฐานะจากเดิม ที่ไม่ค่อยจะมี ให้กลายเป็นมั่งมีศรีสุขได้

                กฎเกณฑ์การพิจารณาดาวลอยในภพปัตนิ มีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งก็คือ หากมีดาวอยู่ในเรือนหลายดวง เจ้าชะตาอาจจะได้คู่หลายคน หรือ ตามจำนวนดาวที่อยู่ในเรือนนั้นได้ หากเป็นบาปเคราะห์ มักจะได้คู่ที่ไม่ดี แต่ถ้าเป็นศุภเคราะห์ มักจะได้คู่ดี แต่บางที แม้ได้คู่ดี ก็อาจจะอยู่กันไม่ยืด คบกัน รักกัน ไม่ได้นาน เนื่องด้วยดาวศุกร์ (๖) หรือ ดาวปัตนิ ถูกเบียนมาก ก็ได้ มีนะครับ คู่ที่ว่าหลายคนนั้น แยกออกเป็นหลายลักษณะ ตามสภาพหรือคุณลักษณะของดาวพระเคราะห์นั้น แต่ก็มีอีกเช่นกัน ที่บางคน กลับได้คู่คนเดียว แต่คู่นั้นมีลักษณะนิสัย หรือการดำเนินชีวิต ตามลักษณะของพระเคราะห์หลายดวงผสมผสานกัน ข้อนี้ ขอให้นักศึกษา หมั่นสังเกตพิจารณาด้วย และตัวอย่างลักษณะและคำพยากรณ์ที่ให้ไว้ข้างต้นนั้น ให้จำไว้เป็นหลักกลาง ๆ ใช้คำว่า “มัก” อย่าได้ฟันธงโดยใช้คำว่า “ต้อง” ในการทำนายนะครับ เพราะบางครั้งก็เข้าเป้าทั้งหมด หรือเข้าบางส่วน และไม่เข้าเลยก็มี แต่ถ้าเข้าข่ายล่ะก็ รับรองไปเลยครับ ว่าโอกาสที่จะอยู่กันยืดยาวมีมาก เพราะถือว่าต้องโฉลก ตามที่เขากำหนดไว้ แต่ถึงอย่างไร อย่าลืมเอาดวงทั้งสองมาพิจารณาจุดสมพงษ์ด้วย ค่อนข้างละเอียดอ่อนครับ สำหรับการพยากรณ์ในเรื่องนี้

 

สัมพันธภาพระหว่างเรือนอริกับเรือนอื่น ๆ หมายถึง ดาวเจ้าเรือนปัตนิ อยู่ในเรือนต่าง ๆ หรือ จรเข้าเรือนต่าง ๆ กุม หรือ จรร่วม กับดาวเจ้าเรือนต่าง ๆ พอจะยกตัวอย่างการพยากรณ์โดยสังเขป ดังนี้

                ปัตนิ - ลัคน์  มักจะได้คู่ที่มีลักษณะรูปร่างหน้า ผิวพรรณ ฐานะความเป็นอยู่ การศึกษา การงานอาชีพ รสนิยมทัศนคติ ฯลฯ เหมือนหรือใกล้เคียงกัน อย่างชนิดที่เรียกว่า ผสมกลมกลืนกันได้เป็นอย่างดี หรือบางทีอาจจะได้คู่หลายคน แต่งงานหลายหนก็ได้ บางคนอาจหาคู่เป็นตัวเป็นตนไม่ได้ ประเภทไม่ไร้รัก ไม่ไร้คู่ มักจะมีคนเข้ามาโรมรันพันตูอยู่เสมอ

                ปัตนิ – กฎุมพะ มักจะได้คู่ที่มีฐานะความเป็นอยู่ดี ช่างพูด ช่างคิด ช่างเจรจา ชีวิตในภายภาคหน้า มักจะต้องอาศัยพึ่งพาคู่ของตน นำพาชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้า สุดแต่ว่าจะดีหรือร้ายขึ้นอยู่กับความเป็นศุภเคราะห์ บาปเคราะห์ และโยคเกณฑ์อื่น ๆ ดาวอื่น ๆ ที่มาทำมุมเสริม ให้คุณ หรือ ให้โทษ

                ปัตนิ – สหัชชะ มักจะได้คู่ที่มาจากความเป็นเพื่อนฝูง เพื่อนเรียน เพื่อนร่วมงาน หรือพบกันด้วยการแนะนำของเพื่อน หรือเข้าสังคมต่าง ๆ ลักษณะการอยู่ร่วมกันมักจะถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่มีใครเป็นช้างเท้าหน้าหรือเท้าหลัง คือ อยู่กันแบบเพื่อน เคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน แม้อีกฝ่ายจะมีอายุมากกว่ากันหลายปีก็ตาม

                ปัตนิ – พันธุ มักจะได้คู่ที่เป็นคนชาติเดียวกันบ้านใกล้เรือนเคียงกัน เชื้อสายเผ่าพันธ์เดียวกัน คู่มักพบกันด้วยการแนะนำจากพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน หรือ พบกันในขณะเดินทาง

                ปัตนิ – ปุตตะ มักจะได้คู่ที่มีอายุอ่อนหรือแก่กว่ากันหลายปี ลูกคนแรกมักจะเป็นเพศตรงข้ามกับตน มักโชคดีในเรื่องคู่ ได้ลาภผล ความสำเร็จ เกียรติยศชื่อเสียง มาจากคู่ของตน

                ปัตนิ – อริ มักจะได้คู่ที่ไม่ค่อยลงรอยกันนัก มักมีปัญหาอุปสรรคทั้งก่อนแต่งงาน และหลังแต่งงาน มักมีมือที่สามเข้ามาแทรก อาจทำให้แยกทางกันได้โดยง่าย คู่มักนอกใจ และให้โทษ มักตกระกำลำบาก เพราะคู่

                ปัตนิ – เกษตร โอกาสได้คู่ที่ดี คือ มีรูปร่างหน้าตาดี มีฐานะความเป็นอยู่ดี การงานดี รับผิดชอบครอบครัว ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีโอกาสมาก ถ้าดาวเจ้าเรือนปัตนิเป็นศุภเคราะห์ แต่โอกาสให้โทษตามมาภายหลังก็มีไม่น้อย หากดาวเจ้าเรือนปัตนิที่เป็นเกษตรนั้น เป็นบาปเคราะห์ อาจส่งผลให้โทษตามลักษณะของบาปเคราะห์นั้น คำว่า เกษตร แปลว่า อุดมสมบูรณ์ ไม่ขาดแคลน ดังนั้น อาจมีหลายคนที่กว่าจะได้คู่ที่ดี และให้คุณแท้จริง ก็อาจจะมีคู่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทั้งแต่ง และไม่แต่ง ไม่ต่ำกว่า ๑ คน ดังนั้น การพิจารณาเรื่องปัตนิ – เกษตร จึงต้องรอบคอบ ดูให้ดี ให้ถ้วนถี่ทุกจุด อย่าฟันธงว่า ได้คู่ดี ไม่มีปัญหาเป็นอันขาด หน้าแตกไม่รู้ด้วยนา

                ปัตนิ – มรณะ มักเลิกราหย่าร้าง พลัดพราก หรือตายจากกัน ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง หรือมิเช่นนั้น คู่มักให้โทษ นำความทุกข์ ความเศร้า ความหายนะ มาให้แก่ตนเสมอ คนที่มีดาวปัตนิอยู่มรณะ หรือสัมพันธ์กับดาวมรณะ ต้องทำใจสักหน่อยในเรื่องนี้ สิ่งแรกก็คือ การพิจารณาคนที่จะเข้ามาในชีวิตอย่างรอบคอบ และถ้วนถี่สักหน่อย อย่าปล่อยให้อารมณ์ และใจพาไป โดยไม่มีสติยั้งคิด อย่าลืมคำพังเพยที่ว่า มีคู่ผิด คิดจนตัวตาย หรือ ไม่ก็อีกฝ่ายตาย หรือ เลิกรากันไป มันช้ำใจนะ จะบอกให้

                ปัตนิ – ศุภะ มักได้คู่ดี มีความเพียบพร้อมสมบูรณ์ทุกสิ่งอย่าง โอกาสแต่งงานมีมาก สำหรับผู้ที่มีดาวปัตนิอยู่ในภพศุภะ หรือสัมพันธ์กับดาวศุภะ แต่ก็นั่นแหละ อย่าไปทำนายว่า ชีวิตรักการครองเรือน ราบรื่น ไร้ปัญหาเป็นอันขาด เพราะบางจังหวะของโชคชะตา คนดี ๆ ก็มักจะเป็นที่หมายปอง และถ้าลองไปติดหล่มเข้าแล้ว ยากที่จะถอนตัวขึ้นได้ ก็เพราะความดีนี่แหละ มีให้เห็นนะครับ หลายคนที่อยู่กินกันมาร่วม ๓๐ ปี แต่พอไปเจอเอ๊าะ ๆ เข้า และติดกับถึงกับมีลูกด้วยกัน เขาก็อาจจะทิ้งคนเก่า เพื่อไปอยู่กับคนใหม่ อย่างมีศีลธรรมกับคนใหม่ แต่ไร้ศีลธรรมกับคนเก่าได้ เอวัง ฯ ครับ เรื่องนี้มีให้เห็นบ่อยมาก อย่าประมาท ดังนั้น จึงต้องพิจารณาดูจุดอื่น ๆ ให้ดี และรอบคอบเสียก่อน

                ปัตนิ – กัมมะ มักจะได้คู่ที่มาจากการเรียน การทำงานร่วมกัน เป็นดวงชะตาที่มักพบพานกับความรัก คู่ครอง เพศตรงข้าม อย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดสาย คู่ครอง มักมีอิทธิพลในการดำเนินชีวิตของเจ้าชะตาอย่างมาก เพราะตำแหน่งนี้ เป็นตำแหน่งดาวกลางฟ้าขณะเกิด มีอิทธิพลเทียบเท่ากับปัตนิกุมลัคน์ ในบางครั้ง ลักษณะคำพยากรณ์ ก็อาจจะใช้แบบเดียวกับปัตนิกุมลัคน์ได้ครับ

                ปัตนิ – ลาภะ คู่มักให้คุณ ให้ลาภผล ทั้งในด้านการดำเนินชีวิตทั่วไป ความเป็นอยู่ ตลอดจนเป็นที่พึ่งพา ช่วยแก้ไขปัญหาความร้อนใจได้ด้วย คู่มักจะรักใคร่กลมเกลียวกันดีกับเจ้าชะตา อาศัยพึ่งพาซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี

                ปัตนิ – วินาศนะ มักได้คู่ที่อยู่ห่างไกลกัน หรือพลัดพรากจากกัน คู่ไม่ว่าอยู่ใกล้หรือไกล มักจะไม่จริงใจ โอกาสที่จะคิดนอกใจ หรือไปมีใหม่ แบบบ้านที่สอง มีมาก ส่วนใหญ่เท่าที่พบเห็น มักจะได้คู่ที่อยู่กิน หรือ ได้เสียแบบลับ ๆ ไม่แต่งงาน เมื่อถึงคราวเลิกรา ฝ่ายชายน่ะไม่เท่าไร ไม่สึกไม่หรอ แต่ฝ่ายหญิงสิครับ อาจเป็นตราบาป เป็นราคีคาว ติดตัวไปจนตายเลยก็ได้ ดังนั้น หญิงใด มีดาวปัตนิ อยู่ในเรือนวินาศนะ หรือ สัมพันธ์กับดาววินาศนะ ดาวเนปจูน อย่าได้ตกลงปลงใจกับใครง่าย ๆ เวลาร้องไห้ ไม่มีใครมาร้องไห้กับท่านนะครับ


(ยังมีต่อ)

สารบัญ