บทที่ ๑๓

ภพที่ ๗ ปัตนิ (๔)

********************

ตัวอย่างสมพงษ์ดวงชะตาคู่สามีภรรยา

                คำว่า “สมพงษ์ดวงชะตา” ในที่นี้ หมายถึง การที่หญิง-ชาย แต่งงาน หรือ อยู่กินกันอย่างยั่งยืน มีลูกหลานสืบสกุล ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จราบรื่น ไม่มีการเลิกราหย่าร้าง จนกว่าจะตายจากกัน ซึ่งหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจุดสมพงษ์ของดวงชะตานั้น ผมได้ให้หลักเกณฑ์เอาไว้แล้วในตอนต้น จึงไม่ขอนำมากล่าวซ้ำอีก ขอให้พิจารณาดวงตัวอย่างที่ให้ไว้ข้างล่างนี้ จำไว้เป็น “ดวงครู"

 

ตัวอย่างที่ ๑๖

 

                ต้องขอพระบรมราชานุญาต ต่อดวงพระวิญญาณของสองพระองค์ที่เสด็จสวรรคตไปแล้ว ที่ได้อัญเชิญดวงพระชะตาของพระองค์ท่าน นำมาเป็นดวงครู เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ จดจำ นำไปใช้ ในการพิจารณาดวงอื่น ๆ ในเรื่องของ “ดวงสมพงษ์” เพื่อธำรงไว้ซึ่งความรู้ทางด้านโหราศาสตร์ ให้สืบทอดไปยังลูกหลานตราบนานเท่านาน ควรมิควร แล้วแต่ทรงพระกรุณา

                ดวงพระชะตาของสมเด็จพระบรมราชชนก สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงสงขลานครินทร์ กับ ดวงพระชะตาสมเด็จย่า แม่ฟ้าหลวง ของปวงชนชาวไทยนั้น  เป็นดวงพระชะตาที่สมพงษ์กันมากเป็นอันดับสอง จากการพิจารณาในเรื่องของพระลัคนา ที่อยู่ในมุมตรงข้าม หรือ เล็งกัน (อันดับหนึ่ง คือ มีลัคนาร่วมราศีเดียวกัน) กล่าวคือ ดวงพระชาตาของพระบรมราชชนก มีพระลัคนาอยู่ในราศีเมษ (ธาตุไฟ) ส่วนสมเด็จย่านั้น มีพระลัคนาอยู่ในราศีตุล (ธาตุลม) เข้าเกณฑ์ที่ได้ให้ไว้แต่ต้น

                จุดสมพงษ์ที่สอง ที่เรานำมาพิจารณา คือ ดาวอาทิตย์ (๑) ที่มีความหมายถึง ความเป็นตัวของตัวเอง หรือ ทิฐิมานะ ซึ่งหากดวงใด ขัดแย้งกัน ก็จะตั้งแง่ ตั้งป้อมเข้าหากัน เมื่อมีปัญหาต่อกัน จะไม่มีใครยอมใคร แต่ถ้าสมพงษ์กันดีแล้ว จะทำให้อยู่กันอย่างปกติสุข ไม่ทะเลาะกัน หรือหากมีปัญหากัน ก็จะปรับตัวเข้าหากันโดยง่าย จะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมกัน หรือ ลดราวาศอกให้แก่กันและกัน โดยจะเห็นได้ว่า ดาวอาทิตย์ (๑) ของพระบรมราชชนก นั้น อยู่ในราศี (ธนู) ธาตุไฟ  ส่วนสมเด็จย่านั้น อยู่ในราศีตุล (ธาตุลม) เป็นลาภะ ต่อกัน และยังเป็นธาตุที่อุปการะคุณต่อกันอีกด้วย ส่งผลให้ พระองค์ท่านทั้งสอง รักกันมาก อย่างดูดดื่ม ชนิดที่หาคู่รักใดในโลกเทียมเท่า โดยจะเห็นได้จาก สมเด็จย่า แม้จะทรงเป็นหม้ายตั้งแต่พระชนมายุยังไม่มากนัก แต่พระองค์ก็ทรงดำรงพระราชฐานะอันนี้เอาไว้ ไม่ทรงมีรักใหม่แต่อย่างใด ทรงดำเนินชีวิตของพระองค์ ดุจดังสามัญชน ที่พระตำหนักโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยทรงรำลึกถึงพระราชสวามีของพระองค์ท่าน นานหลายสิบปี จนเข้าสู่พระชราภาพ แล้วนั่นแหละ จึงเสด็จนิวัติกลับมาประเทศไทย และยังทรงประทับที่พระตำหนักดอยตุง จ.เชียงราย ที่ปลูกสร้างลอกเลียนแบบพระตำหนักโลซาน มีทัศนียภาพ ตลอดจนสภาพอากาศ ดุจดังพระตำหนักโลซาน ตลอดพระชนมายุอีกด้วย

                จุดสมพงษ์ที่สาม ที่นำมาพิจารณา ก็คือ ดาวจันทร์ (๒) ที่มีความหมายในด้าน รสนิยม ทัศนคติ อารมณ์สุนทรีย์ หรือ ความรู้สึกนึกคิด จินตนาการ ที่สองพระองค์ทรงเข้ากันได้อย่างดี แทบจะไม่มีปากเสียง หรือ เรื่องขัดใจให้ทะเลาะกันเลย โดยที่ดาวจันทร์ (๒) ในดวงพระชะตาของพระบรมราชชนกนั้น อยู่ในราศีกรกฎ (ธาตุดิน) ส่วนดาวจันทร์ (๒) ในดวงพระชะตาสมเด็จย่า อยู่ในราศีกันย์ (ธาตุดิน) ซึ่งเป็นราศีธาตุเดียวกัน ย่อมผสมกลมกลืนเข้ากันได้เป็นอย่างดี

                จุดสมพงษ์สุดท้าย ที่ผมมักจะนำมาพิจารณา ก็คือ ดาวพฤหัสบดี (๕) ซึ่งหมายถึง ความมีเหตุผล ความดีงาม ความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน การรู้หน้าที่มีความรับผิดชอบซึ่งกันและกัน โดยจะเห็นว่า ในดวงของพระบรมราชชนกนั้น ดาวพฤหัสบดี (๕) อยู่ในราศีกุมภ์ (ธาตุลม) ส่วนสมเด็จย่านั้น อยู่ในราศีพิจิก (ธาตุน้ำ)  อันธาตุลม กับ ธาตุน้ำ นั้น แม้จะไม่อุปการะกัน เหมือน ดิน กับ น้ำ หรือ ไฟ กับ ลม แต่ก็เป็นธาตุฝ่ายลบ เพศหญิง เช่นเดียวกัน จึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาแก่กัน แม้จะมีปัญหาเข้ามาบ้าง พระองค์ทั้งสอง ก็จะทรงปรับพระองค์ให้เข้ากันได้ หรือ หากเข้ากันไม่ได้จริง ๆ ก็จะไม่ทรงเอาเหตุผล มาหักล้าง หรือ เอาชนะคะคานกัน

                เป็นไปได้ที่มุมมองในด้านเหตุผลของทั้งสองพระองค์ อาจจะไม่เข้ากันนัก ด้วยที่ทรงมีพระราชฐานะดั้งเดิมต่างกันราวฟ้าดิน ฝ่ายชายนั้นเป็นถึงพระราชโอรส สืบเชื้อสายมาจากเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ส่วนฝ่ายหญิง เป็นเพียงสตรีสามัญชน เป็นนักเรียนทุนพยาบาล ในพระองค์ท่าน อีกทั้งพระชนมายุที่ห่างกันถึง ๙ ปี  ดังนั้น ฝ่ายหญิงย่อมคล้อยตามความเห็น หรือ การตัดสินพระทัยของฝ่ายชาย แม้ลึก ๆ ในใจ จะไม่ทรงเห็นด้วย แต่ก็ทรงถวายความเคารพในฐานะ พระราชสวามี ด้วยทรงเป็นกุลสตรีที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีแบบไทย ๆ  ที่ต้องให้ความเคารพ และเชื่อฟังสามีนั่นเอง

                อันที่จริงการพิจารณาดวงสมพงษ์ชายหญิง ยังมีดาวอื่น ๆ เช่น ดาวอังคาร (๓) ดาวศุกร์ (๖) ตัวกิเลสตัณหา ตลอดจนดาวเจ้าเรือนปัตนิ มาใช้ในการพิจารณา ในหลักการเดียวกันได้อีก แต่ผมจะละไว้ ไม่นำมาพิจารณา หรือสอนกันจนออกนอกหน้าเกินไป เพราะเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่อง “ในมุ้ง” หรือ เรื่องภายใน ที่ไม่อาจพิสูจน์ให้เห็นว่า ใครเป็นอย่างไรได้ และยังเป็นการไม่สมควรที่จะนำมาสอนอีกด้วย ได้แต่แนะวิธีการดู นักศึกษาท่านใด สนใจ รู้จักสังเกต ก็ลองพิจารณากันเองก็แล้วกันนะครับ

                เนื่องจากดวงของสมเด็จย่านั้น เป็นดวงชะตาที่เข้าข่าย “อาภัพคู่” แบบหนึ่ง คือ แม้จะมีคู่ที่เพียบพร้อมดีงาม และสูงส่ง แต่ก็ทรงสูญเสียคู่ ด้วยการ “ตายจาก” ไปตั้งแต่วัยสาว (ขณะนั้น ทรงมีพระชนมายุเพียง ๒๙ พระชันษา เท่านั้น) เกี่ยวกับการที่ต้องทรงสูญเสียพระราชสวามีไปนั้น ในดวงของท่านมีอะไรบ่งบอกเอาไว้บ้าง ผมได้นำมาสอน หรือ ชี้แนะเอาไว้หลายต่อหลายครั้งแล้ว ขอให้ไปย้อนอ่านกันเอาเอง ทีนี้ เราจะมาดูกันว่า ทำไม สมเด็จพระบรมราชชนก ถึงทรงมีพระชนมายุสั้น เพียง ๓๘ พรรษา โดยทรงเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๔๗๒ ในขณะที่ดาวจันทร์ (๒) เสวยอายุ ดาวอาทิตย์ (๑) เสวยแทรก พระลัคนาจร ตกอยู่ในภพกฎุมพะ

                เหตุที่พระบรมราชชนก ทรงมีพระชนมายุสั้นนั้น ดูในพื้นดวงพระชะตา จะเห็นว่า พระลัคนา ถูกดาวอังคาร (๓) เจ้าเรือนมรณะ และ ดาวมฤตยู (๐) คู่อุบัติเหตุ หรือ เจ็บไข้ไม่สบายอย่างมาก อย่างหนัก หรือ กระทันหัน เล็งพระลัคนา โดยมี ดาวบาปเคราะห์ร้ายถึง ๔ ดวง ได้แก่ เนปจูน (น) พลูโต (พ) ราหู (๘) และ เกตุ (๙) เดินนำหน้าพระลัคนา ในตำแหน่งศูนยพาหะ ให้โทษอย่างร้ายแรง

                มาดูดาวพลูโต (พ) เจ้าเรือนลัคน์ กันบ้าง พลูโต (พ) นั้น ถูกบาปเคราะห์ร้ายถึง ๓ ดวง กุมเล่นงาน อยู่ในตำแหน่งศูนยพาหะกับพระลัคนา โดยมีพุธ (๔) เจ้าเรือนอริ ที่มีสภาพดุจบาปเคราะห์ เล็งเบียน

                อันที่จริง พระสุขภาพของพระองค์โดยทั่วไป ไม่ใช่คนขี้โรค หรือ อ่อนแอ ทรงศึกษาวิชาการทางทหารเรือมาก่อน พระสุขภาพย่อมแข็งแรงแน่ โดยดูจาก พฤหัสบดี (๕) เจ้าเรือนภพศุภะ ที่อยู่ในภพลาภะ มีดาวแบคคัส (บ) ทำมุมร่วมธาตุ อาทิตย์ (๑) คู่มิตร โยคหลัง แต่ที่ทรงเสด็จสวรรคตก่อนวัยอันสมควรนั้น ด้วยทรงตรากตรำพระวรกายอย่างหนัก ในการทรงงานให้บรรลุเป้าหมาย โดยเฉพาะงานด้านการแพทย์พยาบาล และ สาธารณสุข ที่เพิ่งเริ่มมีการปรับปรุงพัฒนา ให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศอย่างจริงจัง ด้วยพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน

 เมื่อดูในพื้นดวงพระชะตาแล้ว จะเห็นว่า พฤหัสบดี (๕) นั้น แม้จะอยู่ในภพลาภะ และได้กระแสที่ดีจากศุภเคราะห์สำคัญดังกล่ว แต่พฤหัสบดี (๕) ไปอยู่ในเรือนมฤตยู (๐) ที่กุมดาวอังคาร (๓) เจ้าเรือนมรณะ โดยที่ดาวทั้งสองทำมุมร่วมธาตุกับพฤหัสบดี (๕) โดยที่พฤหัสบดี (๕) นั้น ยังถูกดาวบาปเคราะห์ ๔ ดวง คือ เนปจูน (น) พลูโต (พ) ราหู (๘) และเกตุ (๙) ทำมุมกากบาทให้โทษอย่างร้ายแรง เรียกว่า ถ้าไม่เป็นไรก็ไม่เป็น แต่ถ้าเป็น ก็จะเป็นเอามาก ยากที่จะรักษาเยียวยาเลยทีเดียว

จุดสังเกตที่ควรนำมาพิจารณาร่วมก็คือ ดาวเสาร์ (๗) เจ้าเรือนการงาน ไปอยู่ในภพอริ ส่งผลให้ การทำงาน หรือการดำเนินชีวิตของพระองค์ท่าน มีปัญหาอุปสรรคศัตรูมากมาย ทรงเบนเข็มจากทหารเรือ มาสู่การแพทย์ เมื่อมีพระชนมายุมากแล้ว และก็ทรงประสบความสำเร็จ ในการวางรากฐานการแพทย์ พยาบาล สาธารณสุข จนได้รับพระราชสมัญญานามว่า “พระราชบิดาแห่งการแพทย์และสาธารณสุขไทย” หากสังเกตให้ดี จะเห็นว่า เสาร์ (๗) เจ้าเรือนการงานนั้น มีดาวอังคาร (๓) มรณะ และดาวมฤตยู (๐) คู่อุบัติเหตุ เจ็บไข้ไม่สบายกระทันหัน หรือ เจ็บหนัก นำหน้าอยู่ ด้วยเหตุนี้แหละครับ ที่ทำให้พระองค์ ต้องเสด็จสวรรคตก่อนวัยอันสมควร เพราะทรงตรากตรำพระวรกายเพื่องานอันเป็นที่รักของพระองค์นั่นเอง

พระองค์ทรงสวรรคตในวัยของ ดาวจันทร์ (๒) ทีเป็นประ โดยในพื้นดวงจะเห็นว่า ดาวจันทร์นั้น ถูกบาปเคราะห์ อังคาร (๓) มฤตยู (๐) ทำมุมกาบาท ให้โทษอย่างแรง โดยมี บาปเคราะห์ที่เหลือ อีก ๕ ดวง ทำมุมร่วมธาตุทั้งสองจุด คอยเสริมกำลังให้โทษดาวจันทร์ คือ มี เนปจูน (น) พลูโต (พ) ราหู (๘) และเกตุ (๙) ตรีโกณในราศีพฤษภ และมีเสาร์ (๗) ตรีโกณ ในราศีกันย์ เป็นเหตุให้จันทร์ ถูกเบียนอย่างยับเยิน ด้วยดาวบาปเคราะห์ทุกดวง จึงทรงสวรรคตในวัยนี้

ดาวอาทิตย์ (๑) ที่มาเสวยแทรกนั้น เป็นดาวเจ้าเรือนปุตตะ ในภพศุภะ ดูแล้วไม่น่าจะให้โทษ แต่เนื่องจาก อาทิตย์ (๑) ในพื้นดวงนั้น อยู่ในตำแหน่งวินาศนะ กับ ดาวจันทร์ (๒) ที่เสวยอายุอยู่ ดังนั้น จึงเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝัน คือ พระองค์ทรงป่วยหนัก และสวรรคตอย่างรวดเร็ว ตามความหมายของอาทิตย์ ที่เป็นวินาศนะ (แปลว่า ลับ ๆ ไม่เปิดเผย ไม่คาดฝัน ไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน) นั่นเอง

และจุดที่จะละเลยไม่ได้ก็คือ พระลัคนาจรของพระองค์นั้น จรเข้าภพกฎุมพะ ในพื้นดวงที่ราศีพฤษภ เมื่อวางพระลัคนาจรลงในตำแหน่งนี้ ในพื้นดวงเดิม จะทำให้ พระลัคนาจร ถูกบาปเคราะห์ร้ายสี่ดวง เกาะกุม ถูกเบียนเช่นเดียวกับดาวพลูโต (พ) เจ้าเรือนลัคน์ และส่งผลทำให้ อาทิตย์ (๑) ที่มาเสวยแทรกนั้น อยู่ในภพมรณะ ถือว่าให้โทษถึงแก่สวรรคต อีกประการหนึ่ง ด้วยประการฉะนี้

 

ตัวอย่างที่ ๑๗

 

                เป็นดวงชะตาของอดีตท่านผู้นำประเทศยุค “เผด็จการทางทหาร” ท่านหนึ่ง ที่ขึ้นชื่อลือนาม ด้วยคำที่ว่า “ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” เล่นเอาพวกอันธพาล นักเลงหัวไม้ มิจฉาชีพทั้งหลาย รวมทั้งฝ่ายตรงข้ามที่เป็นปรปักษ์ พากันกลัวกันหัวหด เพราะกลัวโดนข้อหา “มีการกระทำอันเป็นคอมมูนิสต์” แล้วโดนลากไป ปุ ปุ ปุ ด้วยคำสั่งของท่าน จากประวัติศาสตร์ของการมีนายกรัฐมนตรี เป็นผู้บริหารประเทศ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตั้งแต่วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวที่ถึงแก่ “อสัญกรรม” ในขณะที่ดำรงตำแหน่ง และเป็นนายกรัฐมนตรีที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการมี “อนุภรรยา” หรือ “เมียน้อย” มากที่สุด ในฉายานามที่ได้รับว่า “จอมพลผ้าขะม้าแดง” แต่ท่านก็ครองรัก ครองเรือน กับภรรยาหลวงของท่าน ตราบจนท่านสิ้นอายุขัย ตายจากกันไปข้างหนึ่ง  เราจะได้มาทำการศึกษาดวงสมพงษ์ของท่านทั้งสองกัน เพื่อประโยชน์ทางด้านวิชาการโหราศาสตร์ หวังว่า กุศลผลบุญจากการเผยแพร่วิทยาทานในครั้งนี้ จะมีผลดลบันดาลให้ดวงวิญญาณของท่านทั้งสอง จงไปสู่สุคติในสัมปรายภพด้วยเทอญ ฯ

                จุดแรกที่พิจารณาก็คือ ลัคนาของทั้งสองฝ่าย จะเห็นได้ว่า ฝ่ายชายนั้นมีลัคนาอยู่ในราศีมีน (ธาตุน้ำ) ส่วนฝ่ายหญิง มีลัคนาอยู่ในราศีธนู (ธาตุไฟ) ซึ่งถือว่า เป็นปรปักษ์ธาตุกันอย่างรุนแรง และตั้งอยู่ในมุมกากบาทซึ่งกันและกัน อย่างนี้ถือได้ว่า ลัคนาทั้งสองไม่สมพงษ์กัน ถึงแม้จะอยู่ร่วมกันจนแก่เฒ่า หรือตายจากกันไป ก็จะหาความสงบสุขในการครองรัก ครองเรือนไม่ ถ้าท่านทำใจให้เป็นกลาง และให้ความเป็นธรรมแด่ท่านผู้หญิงวิจิตรา รู้ซึ้งถึงหัวอกลูกผู้หญิงด้วยกัน เมื่อสามีของท่านไปมีเมียน้อยทั่วบ้านทั่วเมือง ท่านต้องหวานอมขมกลืน จะหย่าขาดก็เกรงจะเป็นที่ครหานินทาของวงสังคมไฮโซ ดังนั้น ถือได้ว่า ดวงชะตาที่มีลัคนาไม่สมพงษ์ และเป็นปรปักษ์กันนั้น จัดเป็นดวงชะตาที่ต้องชดใช้กรรมแก่กัน ถือเป็น “คู่เวร-คู่กรรม” ที่น่าเวทนาคู่หนึ่ง

                มาดูจุดที่สอง คือ อาทิตย์ (๑) จะไม่ขออธิบายความหมายของดาว เพราะได้ให้ไปแล้วในตัวอย่างที่ผ่านมา อาทิตย์ของท่านจอมพลนั้น อยู่ในราศีเมถุน (ธาตุลม) ส่วนท่านผู้หญิงนั้น อยู่ในราศีเมษ (ธาตุไฟ) สมพงษ์กันดีมาก พอที่จะอยู่ร่วมกัน รอมชอมกัน สนับสนุนเกื้อกูลกันอย่างดีทีเดียว เพราะอาทิตย์ (๑) ของฝ่ายหญิง อยู่ในตำแหน่งลาภะอาทิตย์ (๑) ของฝ่ายชาย จึงไม่ทำให้ฝ่ายชายต้องอับอายขายหน้า มีสง่าราศีเป็นที่เชิดหน้าชูตาในวงสังคมชั้นสูงได้อย่างชนิดไม่มีปัญหาใด ๆ

                มาดูจุดที่สาม คือ จันทร์ (๒) ในดวงของท่านทั้งสอง ฝ่ายชาย จันทร์อยู่ในราศีธนู (ธาตุไฟ) ส่วนฝายหญิงนั้น อยู่ในราศีกุมภ์ (ธาตุดิน) แม้จะไม่สมพงษ์ธาตุกัน แต่ก็ไม่เป็นปรปักษ์กัน ถือว่า เป็นธาตุฝ่ายบวก หรือ เพศชาย เหมือนกัน จึงพอจะคุยกันรู้เรื่อง ถ้ามีปัญหาขึ้นมา ถ้าฝ่ายหนึ่งยอมให้แก่กัน ก็จะไม่มีปัญหาอะไร ในจุดนี้ ดูเหมือนว่า ท่านจอมพลจะยอมท่านผู้หญิง เพราะจันทร์ (๒) ของท่านนั้น อยู่วินาศนะของท่านผู้หญิง จันทร์ (๒) ของท่านผู้หญิง อยู่ในตำแหน่ง “ศูนยพาหะ” ของท่านจอมพล จึงเป็นฝ่ายชักนำมากกว่า จันทร์มีความหมายในด้านใด จะไม่อธิบายเช่นเดียวกัน เพราะได้อธิบายไปแล้ว

                มาดูจุดที่สาม คือ พฤหัสบดี (๕)  จะเห็นได้ว่า พฤหัสบดีของท่านทั้งสองไม่สมพงษ์กัน แถมยังเป็นปรปักษ์กันอีก ด้วยฝ่ายชายนั้น พฤหัสบดี (๕) เป็นมหาอุจจ์ ในราศีกรกฎ (ธาตุน้ำ) ส่วนฝ่ายหญิง อยู่ในราศีสิงห์ (ธาตุไฟ) ลักษณะเดียวกันกับจันทร์ (๒) คือ ฝ่ายหญิงมีพฤหัสบดีอยู่ในตำแหน่งนำหน้าของฝ่ายชาย เพียงแต่ธาตุของพฤหัสบดี ขัดแย้งกัน คือ น้ำ กับ ไฟ ไม่ผสมกลมกลืนกันเหมือนจันทร์ ที่อยู่ในตำแหน่ง ไฟ กับ ดิน

                จากจุดหลักใหญ่ ที่เรานำมาพิจารณา ๔ จุด ดังกล่าว จะเห็นว่า ดวงของท่านทั้งสอง แม้จะเป็นดวงที่อยู่กินกันจนตายจาก แต่ฝ่ายหญิงต้องอยู่เป็นหม้ายนานมากกว่า ๓๐ ปี เพิ่งจะถึงแก่อสัญกรรมเมื่อไม่นานมานี้ จึงถือได้ว่า เป็นดวงชะตาที่สมพงษ์กัน แบบ “คู่เวร – คู่กรรม” มากกว่า “คู่สร้าง –คู่สม”

                ดังนั้น การพิจารณาดวงสมพงษ์ จึงใช้หลักของการอยู่ร่วมกัน “แบบปกติสุข” สำคัญมากกว่า “การเลิกราหย่าร้าง” หรือ “ตายจาก” ดังตัวอย่างที่ได้ยกมาให้เปรียบเทียบ ถึงความเหมือน และ ความแตกต่าง ๒ ดวง ข้างต้น มาดูตัวอย่างอื่นต่อไปอีก

 

ตัวอย่างที่ ๑๘

 

                อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งเมืองขุนแผนท่านนี้ ท่านไม่ใช่ย่อยในเรื่องของ “ความเจ้าชู้” นะครับ กระแสข่าวที่ได้รับจากวงใน เขาลือกันให้แซ่ดว่า ท่านมี “นังเล็ก ๆ” ประดับบารมีไม่น้อยเหมือนกัน ในส่วนตัวของคุณหญิงผู้ภริยา ท่านก็ทราบทุกครั้งที่ “สุสามี” ของท่านไปมีใครบ้าง เลี้ยงใครบ้าง เพราะดูเหมือนท่าน “เติ้งเสี่ยวหาร”  จะขออนุญาตด้วยความเกรงใจทุกครั้งเหมือนกัน ผมคงเกริ่นเรื่องของท่านแต่เพียงเท่านี้ ใครอยากรู้รายละเอียด เจอท่านก็ลองถามไถ่ท่านเอาเองก็แล้วกัน ถ้าท่านอารมณ์ดี คงไม่ยันผู้ถามปลิวกระเด็นออกมาแน่ แต่ถ้าท่านอารมณ์เสีย ก็อย่าบอกว่า ผมแนะนำให้มาถามก็แล้วกัน ตัวใครตัวมันครับ

                จุดแรกของการพิจารณาดวงสมพงษ์ ซึ่งผมถือว่า “สำคัญที่สุด” คือ “ลัคนา” ของทั้งสองฝ่าย อยู่ในจุดที่สัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด เมื่อเรามองไปที่ดวงของท่านทั้งสอง จะเห็นว่า ลัคนาของทั้งสองท่าานนั้น อยู่ในราศีเมษ (ธาตุไฟ) เหมือนกัน ใครที่บอกว่า คนอารมณ์ร้อน อยู่กับคนอารมณ์ร้อนไม่ได้ ผมขอเถียงคอเป็นเอ็น ดูดวงของท่านทั้งสองเป็นตัวอย่างสิครับ ไม่มีวันพรากจากกันเด็ดขาด คงอยู่กันจนตายจากกันไปข้างหนึ่งแน่นอน แต่จะอยู่ด้วยกันอย่างผาสุกนิรันดร์หรือไม่ คงต้องอาศัยดาวอื่นอีก ๓ ดวง มาเป็นตัวช่วยพิจารณากันแหละครับ

                อาทิตย์ (๑) เป็นดาวดวงแรก หรือ จุดที่สองที่เราจะนำมาพิจารณา จะเห็นได้ว่า อาทิตย์ของฝ่ายชายนั้น เป็นเกษตรในราศีสิงห์ ส่วนฝ่ายหญิง อาทิตย์เป็นมหาอุจจ์ ในราศีเมษ อยู่ในธาตุไฟด้วยกันทั้งคู่ อย่างนี้ถือว่า ผสมกลมกลืนกันเป็นอย่างดียิ่ง เพราะอยู่ในธาตุเดียวกัน และทำมุมตรีโกณ อุปการะกัน ว่าอะไร ว่าตามกัน ไม่ขัดแย้ง หรือมีทิฐิต่อกันแน่นอน ดูจากจุดนี้ ปกติสุขดีครับ

                จันทร์ (๒) เป็นดาวดวงที่สอง หรือ จุดที่สาม ที่เรานำมาพิจารณา จะเห็นได้อีกเช่นกันว่า จันทร์ (๒) ของท่านทั้งสอง อยู่ในราศีธาตุลม และตั้งอยู่ในมุมร่วมธาตุซึ่งกันและกัน ดุจเดียวกับอาทิตย์ โดยที่จันทร์ของฝ่ายชายนั้น อยู่ในราศีกุมภ์ (ธาตุลม) ภพลาภะกับลัคนา ส่วนจันทร์ของฝ่ายหญิงนั้น อยู่ในราศีเมถุน (ธาตุลม) ภพสหัชชะกับลัคนา ถือว่า สมพงษ์กันอย่างดียิ่งครับ

                เหลือจุดสำคัญจุดสุดท้าย ที่ต้องนำมาพิจารณา ก็คือ พฤหัสบดี (๕) ของทั้งสอง ว่าอยู่ในราศีธาตุใด พฤหัสบดีของฝ่ายชายนั้นอยู่ในราศีสิงห์ (ธาตุไฟ) ส่วนของฝ่ายหญิงนั้น อยู่ในราศีกันย์ (ธาตุดิน) ซึ่งเป็นตำแหน่งศูนยพาหะ นำหน้าฝ่ายชาย จะเห็นได้ว่า พฤหัสบดีของทั้งสอง ไม่อุปการะกัน แต่ก็ไม่ขัดแย้งกัน พอจะผสมกลมกลืนเข้ากันได้ หากมีเรื่องอะไรที่ติดขัด ข้องใจ ก็ปรับความเข้าใจ พบกันครึ่งทาง หรือ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยินยอมกันได้ เรื่องก็จะสงบและยุติด้วยดี จากดวงนี้ เชื่อว่า หากมีปัญหาอะไรก็ตาม ดูเหมือนฝ่ายชายจะยอมฝ่ายหญิงครับ เพราะพฤหัสบดีของฝ่ายชาย ตามหลังฝ่ายหญิงนั่นเอง

                ก็คงจะจริงหรอกครับ หากท่านเติ้งเสี่ยวหารของเรา ออกนอกลู่นอกทาง ไปมีอะไรนอกบ้าน และต้องรับผิดชอบส่งเสียเลี้ยงดู ก็ย่อมจะเกรงอกเกรงใจศรีภรรยา นี่แหละครับ ความดีของฝ่ายหญิง หรือ จะเป็นความฉลาดก็ว่าได้ ไม่หึงหวงตะบี้ตะบัน อะไรที่ยอม ๆ ได้ โดยที่เรายังคงรักษาตำแหน่งเอาไว้ ไม่ไปยึดหลัก “เสียทองเท่าหัว ไม่ยอมเสียผัวให้ใคร” ทำอะไรแบบไม่ยั้งคิด ขอหย่าขาดลูกเดียว แล้วต้องมานั่งเสียใจภายหลัง เมื่อฝ่ายชายยอมหย่า และบินปร๋อไปกกเมียใหม่ ยกฐานะและตำแหน่งให้เป็นที่เชิดหน้าชูตา เฮ้อ เรื่องอย่างนี้ไม่สาธยายให้มากความจะดีกว่า นานาจิตตังนะครับ

                ต้องกราบขอประทานอภัยท่านทั้งสองด้วยนะครับ หากมีสิ่งหนึ่งประการใด ในบทวิจารณ์ดวงชะตาที่นำมาสอนให้แก่นักศึกษา ในเรื่องของข้อมูล หรือ ข้อความที่จ้วงจาบ ละลาบละล้วง จนเป็นที่ขัดเคืองใจของท่านทั้งสองแล้วล่ะก็ ขอให้ถือเสียว่า ผมได้ข้อมูลมาผิด หรือทำอะไรไปด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา หากจะมีส่วนใดที่ดี และมีประโยชน์ต่อวง การโหราศาสตร์แล้วไซร้ ขอผลานิสงส์แห่งการเผยแพร่ความรู้เป็นวิทยาทานด้วยดวงของท่านทั้งสองข้างต้น จงดลบันดาลให้ท่านทั้งสอง เจริญรุ่งเรืองด้วยโภคทรัพย์ มีอายุมั่นขวัญยืน เป็นร่มโพธิ์ร่มไทย และเป็นที่เคารพนับถือ เชิดหน้าชูตา ของคนทั่วไป ทั้งแผ่นดิน ไม่เฉพาะแต่เมือง “บรรหารบุรี” เท่านั้น ตลอดกาลนาน เทอญ ฯ

 

ตัวอย่างที่ ๑๙

 

                ลุงกับป้าสองท่านนี้ เป็นสามัญชนคนธรรมดา ที่มาทำมาหากินอยู่ในอเมริกา ไม่ได้มีเกียรติยศชื่อเสียงอะไร พอดีท่านทั้งสองได้มีโอกาสมาใช้บริการด้านตรวจดวงชะตากับผม เลยขออนุญาตท่านทั้งสองไว้ ด้วยการนำดวงมาเผยแพร่ เพราะเห็นว่า ท่านอยู่กินกันมามากกว่า ๔๐ ปี จนแก่เฒ่า โดยที่ไม่มีการพลัดพราก หรือเลิกราหย่าร้าง เรามาเข้าจุดพิจารณากันเลยนะครับ

                จุดแรก จะเห็นว่า ลัคนาของท่านทั้งสองอยู่ในจุดที่สมพงษ์กันอย่างดี โดยฝ่ายชายนั้น อยู่ในราศีพฤษภ (ธาตุดิน) ส่วนฝ่ายหญิงนั้น อยู่ในราศีพิจิก (ธาตุน้ำ) เป็นธาตุที่อุปการะกัน

                จุดที่สอง จะเห็นว่า ดาวอาทิตย์ (๑) ของฝ่ายชาย อยู่ในราศีมีน (ธาตุน้ำ) ส่วนฝ่ายหญิง อยู่ในราศีพิจิก (ธาตุน้ำ) เช่นเดียวกัน ด้วยธรรมชาติของธาตุที่เหมือนกัน ย่อมผสมกลมกลืนเข้ากันได้เป็นอย่างดี ดังนั้น จุดนี้จึงถือว่า เป็นจุดที่สมพงษ์ดียิ่งจุดหนึ่ง

                จุดที่สาม จะเห็นว่า ดาวจันทร์ (๒) ของฝ่ายชาย อยู่ในราศีมังกร (ธาตุดิน) ส่วนฝ่ายหญิง อยู่ในราศีตุล (ธาตุลม) ถือว่า เป็นจุดที่ขัดแย้งกันอย่างแรง ไม่สมพงษ์กัน ตรงนี้ผมได้สัมภาษณ์ท่านทั้งสอง เรียกว่า จับเข่าคุยกัน ถามกันตรง ๆ ว่า มีทัศนคติ ความเชื่อ ความคิดเห็น ที่ต่างกัน หรือ ขัดแย้งกันบ้างไหม ? ท่านยอมรับว่า ก็มีบ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เป็นเรื่องจุกจิกเล็กน้อย ไม่ถือเป็นอารมณ์ ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะจุดพิจารณาสองจุดแรก คือ ลัคนา กับ อาทิตย์ ที่สมพงษ์กันอย่างดีนั่นเอง ที่ทำให้ท่านทั้งสอง ดูเหมือนจะไม่เคยใช้ทิฐิ หรือ อารมณ์ เข้าหากันเลย ถ้ามีฝ่ายหนึ่งไม่สบอารมณ์ อีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ ก็จะหลีกเลี่ยงที่จะปะทะอารมณ์กัน พออารมณ์สงบลงแล้ว ค่อยหันหน้ามาคุยกัน ทุกอย่างก็ปกติ

                จุดที่สี่ เป็นจุดสุดท้าย จะเห็นว่า ดาวพฤหัสบดี (๕) ของฝ่ายชายนั้น อยู่ในราศีสิงห์ (ธาตุไฟ) ส่วนของฝ่ายหญิงนั้น อยู่ในราศีตุล (ธาตุลม) ต่างก็อุปการะ ส่งเสริมซึ่งกันและกัน พฤหัสบดี เป็นตัวเหตุผล  คุณธรรม ความเข้าอกเข้าใจกัน การให้อภัยซึ่งกันและกัน จึงมีความสำคัญมากในการที่จะอยู่ด้วยกันปกติสุขหรือไม่

                จากจุดพิจารณา ๔ จุด เข้ากันได้ดีถึง ๓ จุด มีเพียงจุดเดียวที่เข้ากันไม่ได้ แต่ก็รอมชอมกันได้ ชนิด ๓ ต่อ ๑ ดังนั้น ผมจึงไม่แปลกใจหรอกครับ ว่าลุงกับป้าทั้งสอง อยู่กินกันมากกว่า ๔๐ ปี มีลูกเต็มบ้าน หลานเต็มเมือง ล้วนแต่ได้ดีเป็นสุจริตชนด้วยกันทุกคน

ตัวอย่างที่ ๒๐

 

                เป็นตัวอย่างสุดท้ายของดวงสมพงษ์  ที่ฝ่ายหญิงต้องตายจากฝ่ายชาย และลูกที่กำลังเล็ก ๆ สองคนไป ก่อนวัยอันสมควร ถ้าตายด้วยอุบัติเหตุ หรือ เจ็บไข้ไม่สบายก็ไปอย่าง แต่นี่มาตายด้วยน้ำมือของคนใจร้าย ใจดำ อำมหิต ถืออารมณ์โกรธเป็นใหญ่ เพียงเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องแค่เล็กน้อย ก็ถึงกับฆ่าแกงกันได้ลงคอ กลางวันแสก ๆ ในขณะที่ฝ่ายหญิงกำลังอุ้มลูกน้อยคนเล็ก ที่เพิ่งให้นมมาใหม่ ๆ เรื่องราวของการสูญเสียจะเป็นอย่างไร จะนำมาเล่าสู่กันฟังในตอนท้าย ตอนนี้เรามาพิจารณาดวงสมพงษ์ของทั้งสองคนกันก่อน ว่าเป็นอย่างไร ?

                จุดแรก พิจารณาจากลัคนา จะเห็นว่า ลัคนาของฝ่ายชายนั้น อยู่ในราศีธนู (ธาตุไฟ) ส่วนฝ่ายหญิง อยู่ในราศีเมษ (ธาตุไฟ) ตั้งอยู่ในมุมร่วมธาตุซึ่งกันและกัน ถือเป็นจุดใหญ่ที่สมพงษ์กันอย่างดียิ่ง

                จุดที่สอง พิจารณาจากดาวอาทิตย์ (๑) จะเห็นว่า อาทิตย์ของฝ่ายชาย อยู่ในราศีกรกฎ (ธาตุน้ำ) ส่วนอาทิตย์ของฝ่ายหญิง อยู่ในราศีธนู (ธาตุไฟ) ถือว่าเป็นปรปักษ์กันอย่างร้ายแรง ไม่สมพงษ์กัน มักจะมีทิฐิมานะ ดื้อรั้น เข้าหากันเสมอ

                จุดที่สาม พิจารณาจากดาวจันทร์ (๒) จะเห็นว่า ฝ่ายชายนั้น จันทร์อยู่ในราศีเมถุน (ธาตุลม) ส่วนฝ่ายหญิง อยู่ในราศีสิงห์ (ธาตุไฟ) ถือเป็นธาตุที่อุปการะกันอย่างดี สมพงษ์กันดียิ่ง

                จุดที่สี่ จุดสุดท้าย พิจารณาจากดาวพฤหัสบดี (๕) จะเห็นว่า พฤหัสบดีของฝ่ายชายนั้น อยู่ในราศีสิงห์ (ธาตุไฟ) ส่วนฝ่ายหญิงอยู่ในราศีกันย์ (ธาตุดิน) ไม่สมพงษ์กัน แต่ก็ไม่ขัดแย้งกัน หากมีปัญหา หรือ เรื่องคับข้องใจ ก็มักจะตกลงกันได้ด้วยดี โดยมีฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายยอม จากจุดนี้ จะเห็นว่า พฤหัสบดีของฝ่ายหญิงอยู่ในตำแหน่งศูนยพาหะของฝ่ายชาย แน่นอน ฝ่ายชายมักยอมฝ่ายหญิงเสมอ

                จากจุดพิจารณา ๔ จุด จะเห็นจุดขัดแย้งกันเพียงจุดเดียวเท่านั้น คือ อาทิตย์ (๑) ตัวทิฐิมานะ หรือ ดื้อรั้นเข้าหากัน เนื่องจากทั้งสองคนนี้ เป็นเพื่อนนักเรียนร่วมโรงเรียนเดียวกันมาก่อนตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เป็นคู่รักที่ยาวนาน จากขั้นตอนของการเป็นเพื่อน สู่การเป็นแฟน และแต่งงานกันในที่สุด จึงมีความรัก ความผูกพัน รู้จักนิสัยใจคอซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี เวลามีปัญหาจึงปรับตัวเข้ากันได้ง่าย ส่วนมาก ฝ่ายหญิงจะใจร้อน เอาแต่ใจ ด้วยเป็นราศีต้นธาตุไฟ ส่วนฝ่ายชาย แม้จะธาตุไฟ แต่เป็นไฟปลายธาตุ มักจะยอมฝ่ายหญิงเสมอ ก็ทะเลาะกันบ้าง ตามประสาผัวหนุ่มเมียสาว ข้าวใหม่ปลามัน ส่วนมากมักเป็นเรื่องหยุมหยิม แต่ไม่มีปัญหาเรื่องอื่น ๆ ที่ร้ายแรง เช่น ฝ่ายชายประพฤติตนไม่ดี ไม่รับผิดชอบหน้าที่การงาน หรือ หนีไปเที่ยว ไปมีหญิงอื่น ก็เลยทำให้คู่รักคู่นี้ อยู่กันอย่างปกติสุข จนมีทายาทที่เป็นหญิงถึง ๒ คน

                ในดวงของฝ่ายชาย ที่มีเกณฑ์สูญเสียภรรยาก่อนวัยอันสมควรนั้น จะเห็นได้ว่า ดาวราหู (๘) เจ้าเรือนปัตนิที่อยู่ในภพพันธุ (ปัตนิ – พันธุ ได้คู่ที่เป็นคนพื้นเพเดียวกัน เชื้อชาติเดียวกัน ทั้งสองคนเป็นคนกรุงเทพ ฯ อยู่ตำบลเดียวกัน มีเชื้อจีนเหมือนกัน) นั้น กุมดาวเสาร์ (๗) ตัวทุกข์โทษ แม้จะเป็นคู่มิตร ที่ให้คุณในเรื่องของการได้คู่ที่ดี เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน แต่มันเป็นดาวบาปเคราะห์ร้าย ย่อมให้โทษตามมาเสมอ นอกจากนั้น ราหู (๘) ยังถูกมฤตยู (๐) บาปเคราะห์ร้าย ด้านการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน สูญเสียฉับพลัน เล็ง มีอังคาร (๓) บาปเคราะห์ร้าย ตัวมรณะ และจันทร์ (๒) เจ้าเรือนมรณะ ทำมุมกากบาท ให้โทษราหู (๘) เจ้าเรือนปัตนิครบทุกมุม เสียหายยับเยิน

                มาดูเกตุ (๙) เจ้าเรือนปัตนิตัวที่สอง อยู่ในภพสหัชชะ (ปัตนิ – สหัชชะ ได้คู่ที่เป็นเพื่อนกันมาก่อน หรือ เพื่อนฝูงชักนำให้รู้จักกัน) จะเห็นว่า เกตุนั้น ถูกพลูโต (พ) บาปเคราะห์เล็ง มีเนปจูน (น) กากบาท มีเสาร์ (๗) และราหู (๘) บาปเคราะห์ร้าย นำหน้า โดยมีอังคาร (๓) เสริมกำลังในมุมร่วมธาตุ

                ถ้าดูจากดาวลอยในภพปัตนิ จะยิ่งเห็นชัดเจน ด้วยจันทร์ (๒) ที่อยู่ในภพปัตนินั้น มาจากเรือนมรณะ และจันทร์ (๒) หมายถึง ภรรยาในดวงชาย ก็ถูกอังคาร (๓) กุม ถูกบาปเคราะห์เบียนในมุมกากบาททุกจุดเช่นเดียวกัน ไม่ต่างจากราหู (๘) เจ้าเรือนปัตนิเท่าไรนัก

                ถ้าดูจากดาวศุกร์ (๖) ซึ่งหมายถึง ความรัก คู่ครอง การแต่งงาน จะเห็นว่า ศุกร์นั้น อยู่ในภพมรณะ มีอังคาร (๓) และเนปจูน (น) ล้อมหน้าหลัง โดยมี บาปเคราะห์เนปจูน (น) เสาร์ (๗) และราหู (๘) เบียนให้โทษในมุมตรีโกณ (ปกติมุมตรีโกณนี้ให้คุณ แต่ถ้าบาปเคราะห์มาอยู่ ย่อมให้โทษตามมา การพิจารณา ต้องแยกคุณและโทษ ออกจากกัน ห้ามหักล้างกัน)

                ทำไมดวงนี้ จึงสูญเสียภรรยาด้วยการจากตาย ทำไมถึงไม่มีเกณฑ์เลิกราหย่าร้าง ? เราจะพิจารณาตรงจุดไหน ? ข้อนี้ตอบไม่ยากหรอกครับ ก็พิจารณาจากราหู (๘) เกตุ (๙) จันทร์ (๒) และศุกร์ (๖) ดุจเดียวกันน่ะแหละ แต่เราพิจารณาในแง่มุมที่ดี ว่ามีกระแสที่ดีของศุภเคราะห์มาให้คุณบ้างไหม ? ถ้าไม่มี ก็น่าจะเป็นการเลิกราหย่าร้าง พลัดพราก มากกว่าการจากตาย เรามาพิจารณากันนะครับ

                ดวงนี้ได้คู่ที่ดีครับ เป็นคู่ที่เหมาะสม เหมือนกิ่งทองใบหยก ดูจากราหู (๘) กุมเสาร์ (๗) คู่มิตร และมีดาวศุภเคราะห์ล้วน ๆ ถึง ๔ ดวง ทำมุมร่วมธาตุ คือ อาทิตย์ (๑) พุธ (๔) ศุกร์ (๖) และแบคคัส (บ)

                ดูจากเกตุ (๙) เกตุ มีราหู (๘) กับเสาร์ (๗) คู่มิตรนำหน้า ให้คุณ มีพฤหัสบดี (๕) เล็ง และมีจันทร์ (๒) ตรีโกณ และถ้า ดูจากศุกร์ (๖) ยิ่งเห็นชัดเจน แม้ศุกร์จะอยู่ในเรือนมรณะ แต่ก็กุมศุภเคราะห์ถึง ๓ ดวง คือ อาทิตย์ (๑) พุธ (๔) และ แบคคัส (บ) โดยมีพฤหัสบดี (๕) นำหน้า จันทร์ (๒) ตามหลัง เรียกว่า ศุกร์ (๖) ได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์ทุกดวง อย่างนี้ถือว่า ความรักสมหวัง และไม่ใช่คนเจ้าชู้ เนื่องจากศุกร์นั้น อยู่ในเรือนมรณะ และไม่ได้อยู่ในจุดสัมพันธ์กับพฤหัสบดี (๕) เจ้าเรือนลัคน์ ดังนั้น จึงตัดประเด็นการเลิกราหย่าร้าง เพราะฝ่ายชายไปมีใหม่ไปได้เลย หากดวงนี้จะมีปัญหาเรื่องคู่ ก็ตรงจุดที่ต้องพลัดพราก หรือจากตายกันเท่านั้น

 

 

                เพื่อให้เกิดความชัวร์ หรือมั่นใจ ต้องพิจารณาดวงฝ่ายหญิงประกอบ ดูจากดาวศุกร์ (๖) เจ้าเรือนปัตนิแล้ว จะเห็นว่า ศุกร์นั้น อยู่ในเรือนลาภะ (ปัตนิ-ลาภะ แปลว่า ได้คู่ที่ดี มีความพึงพอใจในคู่ของตน คู่อาจเป็นเพื่อนสนิทที่รู้ใจกันมาก่อน และมักจะเอาอกเอาใจ ตามใจตนเสมอ) มีจันทร์ (๒) เล็ง อังคาร (๓) คู่มิตร ทำมุมตรีโกณ  อาทิตย์ (๑) โยคหลัง  แม้เสาร์ (๗) คู่ศัตรูกับศุกร์ จะนำหน้า แต่เมื่อเสาร์อยู่ร่วมกับราหู (๘) คู่มิตร และอยู่ในภพวินาศนะของลัคนา จึงดับความร้ายของเสาร์ไปได้อย่างสิ้นเชิง กลับกลายเป็นให้คุณมากกว่าให้โทษ (ที่ให้โทษตามมาก็มี จะกล่าวถึงภายหลัง)

                อาทิตย์ (๑) หมายถึง สามีในดวงหญิง อยู่ภพศุภะ ตำแหน่งที่ดี มีจันทร์ (๒) ตรีโกณ และมี พุธ (๔) นำหน้า ศุกร์ (๖) โยคหน้า ถือว่าได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์หลายดวง จึงได้สามีที่ดี

                มาดูดาวลอยในภพปัตนิกันบ้าง จะเห็นดาวอังคาร (๓) เจ้าเรือนมรณะ อยู่ในภพปัตนิ ผมเคยให้นักศึกษาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับดาวลอยในเรือนต่าง ๆ หลายครั้งหลายคราว่า อย่าไปปักใจเชื่อ หรือทำนายไปแกน ๆ โดยไม่พิจารณาดาวเจ้าเรือนที่ดาวลอยนั้นไปอยู่ให้ดีเสียก่อน อย่างดวงนี้เป็นต้น พอเห็นอังคาร (๓) เจ้าเรือนมรณะ อยู่ในภพปัตนิ ก็ทำนายตูมไปว่า จะมีเกณฑ์พลัดพราก หรือเลิกราหย่าร้าง สามีไม่จากเป็นก็จากตาย ถ้าทำนายอย่างนี้ล่ะก็ จะกลับตาลปัตร จากขาวเป็นดำเลยทีเดียว

                ดีที่ดวงนี้ ผมได้นำเสนอการพิจารณาดาวศุกร์ (๖) เจ้าเรือนปัตนิ และดาวอาทิตย์ (๑) สามีในดวงหญิงไปแล้ว ทำให้นักศึกษาพอจะเข้าใจได้กระมังว่า ทำไม ? ดวงนี้ ถึงไม่มีปัญหาหย่าร้าง หรือพลัดพรากจากกัน แต่กลับตรงกันข้ามที่ตนเอง จะต้องตายจากลูกและสามีไป อย่างไม่มีวันกลับ เราต้องพิจารณาดูจุดที่ตั้งของลัคนา ดาวเจ้าเรือนลัคน์ ดาวพฤหัสบดี (๕) ดาวแห่งการยังชีพ หรือ มีชีวิต ว่าถูกบาปเคราะห์เบียนมากน้อยแค่ไหน อยู่ในข่ายของคนที่มีอายุสั้นหรือไม่ ? รายละเอียดเรื่องนี้ เขียนไว้มากพอดู ในเรื่องเกี่ยวกับ “ดวงชะตาถึงฆาต” ลองไปย้อนอ่านเอาเอง หากยังไม่เข้าใจ

                ในดวงของฝ่ายหญิง พลูโต (พ) เจ้าเรือนลัคน์ อยู่ในภพอริ มีพฤหัสบดี (๕) ดาวเจ้าเรือนศุภะ ดาวแห่งการมีชีวิต กุมอยู่ด้วย และมีมฤตยู (๐) ดาวแห่งการเปลี่ยนแปลงกะทันหันกุม มีอังคาร (๓) ดาวฆาต และเป็นดาวเจ้าเรือนมรณะ นำหน้า มีเกตุ (๙) และเนปจูน (น) โยคหน้า เรียกง่าย ๆ ว่า ถูกบาปเคราะห์พาดผ่านหน้าเป็นขบวน โดยมีเสาร์ (๗) และราหู (๘) เล็ง นี่แหละครับ จัดได้ว่า พลูโต (พ) เจ้าเรือนลัคน์ ถูกเบียนด้วยการไปอยู่ในเรือนอริ เสียหายแล้ว ยังถูกบาปเคราะห์พาดผ่านให้โทษ และเล็งเบียนทุกดวงอีกด้วย เป็นเหตุทำให้อายุสั้น ตายก่อนวัยอันสมควรได้

                มาดูลัคนากันบ้าง จะเห็นว่า ลัคนาที่ราศีเมษนั้น ถูกอังคาร (๓) มรณะ เล็ง โดยมี พลูโต (พ) มฤตยู (๐) เกตุ (๙) และเนปจูน (น) ทำมุมปลายหอกทิ่มแทงทั้งสองจุด ซึ่งมุมปลายหอกนี่แหละครับ ที่ร้ายกาจนัก ยิ่งมีดาวมากดวงด้วยแล้ว ถือว่าอันตรายยิ่งกว่ามุมกากบาท หรือ มุมเล็งเสียอีก

                จะนำเข้าสู่เหตุการณ์ที่ทำให้ฝ่ายหญิงถูกแทงจนเสียชีวิต ขณะที่อุ้มลูกน้อยวัยแค่ ๔ เดือน อยู่กับอก ว่ามีเหตุการณ์อย่างไร ? ที่พาเธอไปสู่จุดจบของชีวิต วันนั้นเป็นวันที่ ๗ เดือนมิถุนายน ๒๕๔๔ เวลาประมาณ บ่ายสี่โมงเย็น ขณะที่เธออุ้มลูกที่เพิ่งให้นมเสร็จอยู่ในบ้าน ก็ได้ยินเสียงเอะอะหน้าบ้าน เป็นเสียงคุณพ่อของเธอ เถียงกับชายที่อยู่ข้างบ้าน เธอจึงอุ้มลูกที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมแขนออกมาดู พบว่า มอเตอร์ไซด์ของพ่อเธอนั้น ถูกผลักล้มลง และมีเสียงทุ่มเถียงต่อว่า ระหว่างพ่อของเธอกับชายที่เป็นเพื่อนบ้าน จับใจความได้ว่า ชายเพื่อนบ้านไม่พอใจ ที่พ่อเธอจอดรถบนถนน ขวางหน้าบ้านของเขา ก็เลยผลักมอเตอร์ไซด์ล้มลง แล้วมีการต่อว่ากัน เธอเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ก็เลยช่วยพ่อเธอ ต่อว่าฝ่ายชาย ว่า พูดกันดี ๆ ก็ได้ ทำไมต้องทำลายข้าวของ ด้วยการผลักมอเตอร์ไซด์ให้ล้ม จนกระจกส่องข้างแตกไป เนื่องจากเธอเป็นคนใจร้อน และอารมณ์รุนแรง คงไปต่อว่าฝ่ายชายแบบขึ้นเสียง เอาจริงเอาจัง ไม่แน่ใจว่าไปด่าอะไรหรือไม่ ? แต่ทราบว่า ฝ่ายชายโกรธมาก เดินเข้าไปในบ้าน คว้ามีดปลายแหลม ขนาด ๗ นิ้วออกมา แทงที่บริเวณหน้าท้องของเธอ โดยไม่พูดพล่ามทำเพลงสักคำ เธอล้มลงทันที และทนพิษบาดแผลไม่ไหว สิ้นใจตายก่อนนำส่งโรงพยาบาล

                ที่ผมทราบเรื่องนี้อย่างละเอียดอ่อน ราวกับอยู่ในเหตุการณ์ ก็เพราะทราบจากปากคำของฝ่ายชาย ซึ่งเป็นสามีของเธอ ด้วยสามีเธอนั้น เป็นเพื่อนสนิท ร่วมโรงเรียนเดียวกัน กับเพื่อนผมคนหนึ่งที่อยู่อเมริกา และได้กลับไปเมืองไทยช่วงเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา เลยแนะนำให้รู้จักกัน ถือว่า เป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม เพราะตลอดเวลาช่วงสัปดาห์สุดท้ายที่อยู่เมืองไทย เขาก็ได้มีโอกาสมาเทคแคร์ผมและเพื่อนหลายครั้ง งานหมั้นของผมเขาก็ยังให้เกียรติไป เมื่อผมทราบเรื่องราวอันน่ารันทด ก็เลยขอดวงชะตาของเขา และครอบครัวทุกคน (รวมลูกทั้งสอง) มาไว้ เพื่อที่จะได้นำมาเผยแพร่ เป็นกุศลวิทยาทาน เพื่อผลานิสงส์แก่ดวงวิญญาณของเธอผู้ล่วงลับต่อไป

                ย้อนมาดูตำแหน่งดาวจร ในวันที่เธอถูกแทงตายกันบ้าง  จะเห็นได้ว่า ในวันที่เธอตายนั้น เธออายุได้ ๓๒ ปี ย่าง ลัคนาจรของเธอนั้น ตกอยู่ในเรือนมรณะพอดิบพอดี ผมถึงเตือนนักเตือนหนา สำหรับผู้ที่ลัคนาจรตกมรณะ คือ อายุ ๘, ๒๐, ๓๒, ๔๔, ๕๖, ๖๘.....ปี ให้ตรวจดวงชะตา หรือพื้นดวงของตนให้ดี เพราะบางดวงอาจตายในวัยดังกล่าวได้

                ในปีที่เธออายุ ๓๒ นั้น นอกจากลัคนาจรจะตกมรณะแล้ว ดาวที่เสวยอายุ  คือ ดาวจันทร์ (๒) เจ้าเรือนภพพันธุ ที่อยู่ในภพปุตตะ ส่วนดาวที่เสวยแทรก คือ ดาวอังคาร (๓) เจ้าเรือนมรณะ ถือว่า ตกเกณฑ์มรณะถึง ๒ จุด

                ทำไม ? เธอต้องมาสิ้นอายุขัย ในวัยของดาวจันทร์ (๒) คือ อายุ ๓๑ ถึง ๔๐ ปี ดูดาวจันทร์ (๒) ในพื้นดวงให้ดี ๆ นะครับ แม้จะอยู่ในภพปุตตะ แต่ก็ถูกบาปเคราะห์ ถึง ๔ ดวง พาดผ่านหน้าเป็นขบวน คือ พลูโต (พ) กับ มฤตยู (๐) นำหน้า อังคาร (๓) โยคหน้า เกตุ (๙) กับ เนปจูน (น) กากบาท ที่สำคัญก็คือ พฤหัสบดี (๕) คู่ศัตรูกับจันทร์ ที่เป็นเจ้าเรือนพันธุ ก็เดินนำหน้าดาวจันทร์อยู่ด้วย จึงไม่แปลกใจอะไร ที่เธอจะต้องมาจบชีวิตขณะที่เธออยู่บ้าน ด้วยน้ำมือเพื่อนบ้านของเธอ

                จะดูปัญหา อุปสรรค ศัตรู สิ่งที่ไม่ควรละเลยก็คือ ดาวเจ้าเรือนอริ ในดวงนี้ พุธ (๔) เจ้าเรือนอริ ลอยเหนือศีรษะขณะเกิด แวดล้อมด้วยศุภเคราะห์ โดยมีศุกร์ (๖) เจ้าเรือนปัตนิ นำหน้า อาทิตย์ (๑) ตามหลัง เห็นชัด ๆ ว่า ศัตรูของเธอ เป็นผู้ชาย และถ้าดูต่อไป จะเห็นว่า มีเสาร์ (๗) ตัวทุกข์โทษ และราหู (๘) ตัวอันธพาล โยคหน้าดาวพุธ (๔) นำหน้า ดาวศุกร์ (๖) ทำให้มองออกว่า ศัตรูของเธอ คือคนพาล สันดานหยาบ เป็นผู้ชาย อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน เห็นหน้ากันเกือบทุกวันนั่นเอง (สาเหตุที่ทำให้มีเรื่อง ก็มาจากพ่อของเธอ ที่เป็นผู้ชายเช่นกัน)

                มาดูตำแหน่งดาววันที่เธอตายกันบ้าง จะเห็นว่า ศุกร์ (๖) เจ้าเรือนปัตนิ เป็นประ จรทับลัคน์ มีเสาร์ (๗) จรนำหน้า พุธ (๔) เจ้าเรือนอริ นำหน้า มีราหู (๘) และเกตุ (๙) จรโยคหน้า และยังมีมฤตยู (๐) กับ เนปจูน (น) ทำมุมกากบาท โดยมี อังคาร (๓) ดาวเจ้าเรือนมรณะทำมุมตรีโกณกับลัคนา

                ดาวพลูโต (พ) เจ้าเรือนลัคน์ จรเข้าภพมรณะ พลูโต (พ) ในพื้นดวง ที่ราศีกันย์ ถูกอังคาร (๓) ราหู (๘) เกตุ (๙) ทำมุมกากบาท มีเนปจูน (น) มฤตยู (๐) เสาร์ (๗) ตรีโกณถึง ๒ จุด

                ครับ หากลัคนา ดาวเจ้าเรือนลัคนาในพื้นดวง ถูกเบียนด้วยบาปเคราะห์มากมายหลายจุด หลายดวง และลัคนาจรยังตกอยู่ในภพมรณะ ในขณะที่พื้นดวงชะตา บ่งบอกถึงเกณฑ์อายุสั้นอย่างนี้ จึงเป็นเหตุทำให้สิ้นอายุขัย หรือตายอย่างกะทันหันได้ด้วยประการฉะนี้

                ขอผลานิสงส์ทั้งหลาย อันจะพึงมีพึงได้ จากการที่ข้าพเจ้าได้นำดวงชะตาของบุคคลหลายท่าน ทั้งที่มีชีวิตอยู่ และที่ล่วงลับไปแล้ว มาเผยแพร่เป็นวิทยาทาน เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้ในการอ่านดวงชะตาในครั้งนี้ จงมีผลดลบันดาลให้กับทุกท่าน ไม่ว่าจะอยู่ในภพใดก็ตาม จงพบกับความสวัสดีมีสุข นิราศทุกข์ ตลอดกาลนานด้วยเทอญ ฯ


สารบัญ