บทที่ ๑๓

ภพที่ ๗ ปัตนิ (๕)

********************

เกณฑ์การพบรัก – มีคู่ – แต่งงาน

๑.       ลัคนาจรมักจะตกอยู่ในภพปัตนิ ได้แก่ ปีที่มีอายุเต็ม ๑๙, ๓๑, ๔๓, ๕๕.....ปี

๒.     ดาวเจ้าเรือนลัคน์ มักจรเข้าภพปัตนิ หรือ จรสัมพันธ์ดี คือ ตรีโกณ, โยคหน้า - หลัง กับดาวเจ้าเรือนปัตนิ หรือ ดาวศุกร์ (๖) ดาวแห่งความรัก คู่ครอง การแต่งงาน ในพื้นดวงกำเนิด

๓.     ดาวพฤหัสบดี (๕) มักจรเข้าภพปัตนิ , จรทับ หรือ จรทำมุมสัมพันธ์ที่ดี กับ ดาวเจ้าเรือนปัตนิ หรือ ดาวศุกร์ (๖) ดาวแห่งความรัก คู่ครอง และการแต่งงาน ในพื้นดวงกำเนิด

๔.     ดาวที่เสวยอายุ หรือ เสวยแทรก มักจะเป็นดาวเจ้าเรือนปัตนิ หรือ ดาวลอยในภพปัตนิ

๕.     ดาวเจ้าเรือนปัตนิ มักจรเข้าเรือนตัวเอง, จรทับลัคน์, จรทับดาวปัตนิเดิมในพื้นดวง หรือ จรทำมุมสัมพันธ์ที่ดี กับ ดาวเจ้าเรือนลัคน์ ทั้งในพื้นดวงเดิม และ ดวงดาวจร

๖.      ดาวศุกร์ (๖) ดาวแห่งความรัก มักจรทับลัคน์ หรือ จรเข้าเรือนปัตนิ หรือ จรสัมพันธ์ในมุมที่ดีกับลัคน์ หรือ ดาวเจ้าเรือนปัตนิ ซึ่งข้อนี้ต้องพิจารณาเกณฑ์สำคัญในข้อที่ ๑ – ๔ ประกอบด้วย เพราะบางที เป็นเพียงคู่รัก คู่ผ่าน เท่านั้น

๗.     ในช่วงที่พบรัก หรือ พบคู่นั้น ต้องตรวจดูดาวบาปเคราะห์ร้าย เช่น อังคาร (๓) , เสาร์ (๗) , เนปจูน (น), มฤตยู (๐), ราหู (๘) , เกตุ (๙), พลูโต (พ) ว่า จรทับดาวเจ้าเรือนปัตนิ, จรเข้าเรือนปัตนิ หรือ ทำมุมให้โทษกับดาวเจ้าเรือนปัตนิ หรือ ดาวศุกร์ (๖) หรือไม่ ? หากมี ต้องระวังการอกหักผิดหวัง แม้สมหวังแล้ว ก็อาจอกหักผิดหวัง หรือเลิกรา หย่าร้าง พลัดพรากจากกันได้

๘.     การพิจารณาว่า  คู่รักที่เข้ามาในช่วงนั้น ๆ ว่าจะเป็นคู่แต่งงานกัน หรือไม่ ? ต้องพิจารณาเกณฑ์ต่าง ๆ ข้างต้น ของอีกฝ่ายหนึ่งประกอบด้วย ส่วนแต่งงานกันแล้ว ได้เสียกันแล้ว โดยที่ไม่ได้แต่ง จะมีโอกาสแต่ง หรือ เลิกรากันไป แบบคู่ผ่าน หรือไม่ ? ก็ต้องพิจารณาจุดสมพงษ์ของดวงชะตา ตามที่ได้อธิบายไว้ให้แล้วในตอนต้น

๙.      ในบางดวงชะตา มักจะมีคู่เข้ามาพร้อมกัน มากกว่า ๑ คน ดังนั้น จะต้อง พิจารณาพื้นดวงของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือ พิจารณาคุณสมบัติของคู่ ที่เข้ามา ว่า ถูกโฉลก หรือ ต้องกับลักษณะคู่ครองในดวงชะตาของตนมากน้อยเพียงไร บางดวง หรือ บางคน นั้น อาจจะเข้าข่ายคุณสมบัติบางข้อ แต่ไม่ทั้งหมด  คือ เข้าข้อใดข้อหนึ่ง ก็ต้องแยกแยะให้ได้ว่า คุณสมบัติข้อไหน ? ที่โดดเด่น และเอื้ออำนวยต่อดวงชะตาของตนมากที่สุด แต่ถ้าไม่เข้าคุณสมบัติใด ๆ เลย ถึงคบหากันไป ชอบกันไป โอกาสที่จะอกหัก ผิดหวัง เลิกราหย่าร้าง ย่อมมีมาก

 

ตัวอย่างที่ ๒๑

 

                ต้องขอพระบรมราชานุญาต อัญเชิญดวงของในหลวง รัชกาลที่ ๙ และ ดวงของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ มาประดิษฐานไว้ ณ บทความในตอนนี้ เพื่อเป็นกุศลวิทยาทาน ในด้านความรู้ทางโหราศาสตร์ แก่นักศึกษาและผู้สนใจ ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณา ด้วยเกล้า ฯ ด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า อ.เล็ก  พลูโต

                ในการที่จะอัญเชิญดวงพระชะตาของเจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน หรือ ราชนิกูลที่สูงศักดิ์ มาเป็น “ดวงครู” นั้น ค่อนข้างลำบากใจสักหน่อย สำหรับผู้สอน เพราะในบางประโยค อาจจะไม่ได้นำราชาศัพท์มาใช้ เพื่อประโยชน์ในการเข้าใจโดยง่าย ข้อสำคัญ ข้อมูลที่ได้มานั้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาเกิด) บางดวงพระชะตา เมื่อผูกออกมา แล้วอ่านดูแล้ว ต้องค้นคว้าหาข้อมูลจากพระราชประวัติ พระราชจริยวัตร พระราชกรณียกิจ ฯลฯ อย่างมากมาย เช่น ดวงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ ฯ เป็นต้น เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจว่า ใช่แน่แล้ว ถึงค่อยนำมาเป็นดวงครูได้

                ดวงพระชะตาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ ฯ นั้น ในหนังสือ “วิจารณ์ดวงชะตา ๒๐๐ ดวง” ของอาจารย์พลูหลวง ไม่ได้มีการบันทึก และวิจารณ์เอาไว้ จะเป็นด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ สำหรับข้อมูลการเกิด หรือ เวลาพระประสูติกาลนั้น ผมได้มาจากโปรแกรมโหราวิน ของ พลตรีวิทยา บุญญาจันทร์ ซึ่งท่านจะได้มาจากไหนนั้น อันนี้ผมมิทราบ แต่เมื่อผมได้พิจารณาพื้นดวงแต่แรก ก็ไม่ค่อยแน่ใจ ต่อมา เมื่อได้ตรวจทาน และ ตรวจสอบ จนแน่ใจแล้ว จึงได้นำมาเผยแพร่ ส่วนที่ว่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน ก็ขอให้อยู่ในดุลพินิจของนักศึกษา และผู้สนใจทุกท่าน ก็แล้วกัน หากมีความดี หรือกุศลผลบุญอันใด กระผมขอน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ล้นเกล้า ฯ ทั้งสองพระองค์ แต่ถ้าหากมีข้อบกพร่อง ผิดพลาดประการใด กระผมขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว

                อารัมภบทมาเสียยืดยาว เพื่อให้นักศึกษา และผู้สนใจ ทราบถึงความเป็นมา ความเป็นไป ความยากง่าย ในการเขียนบทเรียน โดยเฉพาะดวงบุคคลสำคัญ ไม่ใช่จะนำมาเขียน หรือ นำมาสอนโดยไม่มีข้อมูล หรือ ไม่ตรวจทานให้แน่ชัดเสียก่อน และนี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้บทเรียนชุดนี้ ค่อย ๆ ออกมาทีละตอน แต่ละตอน ใช้เวลาเป็นเดือน แต่ผมก็มั่นใจว่า คงจะคุ้มค่า คุ้มเวลาของการรอคอย เพราะเรื่องที่นำมาสอน และเป็นตัวอย่างนั้น ใช่ว่า จะหาอ่านได้ง่าย ๆ หรือ ใครว่า ไม่จริง

                ก่อนที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาการพบรัก และ แต่งงาน หรือ การเข้าสู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมรส ของล้นเกล้า ฯ ทั้งสองพระองค์ ผมใคร่ขอชี้แนะ พื้นดวงของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งต่อไปนี้ ผมจะใช้สรรพนามเรียกขานพระองค์ท่านว่า สมเด็จ ฯ ให้พิจารณากันพอสังเขปเสียก่อน แล้วท่านจะทราบว่า ทำไม ? ผมถึงต้องค้นหาข้อมูลของพระองค์ท่านอย่างมากมาย กว่าจะได้นำมาสอนแก่นักศึกษาได้

                พระราชลัคนาของสมเด็จ ฯ นั้น อยู่ราศีสิงห์ (ธาตุไฟ) แต่ด้วยพระราชนิสัย หรือ พระราชจริยวัตรของพระองค์นั้น ไม่เคยปรากฎเลยว่า ทรงมีพระทัยร้อน วู่วาม เอาแต่ใจตนเป็นใหญ่ ตามลักษณะของบุคคลที่มีลัคนาราศีสิงห์ โดยทั่วไป ทีนี้ลองมาพิจารณาพระราชอุปนิสัยของพระองค์ท่าน จากผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ในครั้งที่ยังทรงเป็นเพียง ม.ร.ว.หญิง สิริกิตติ์ กิติยากร กันบ้างว่า เป็นเช่นไร ?

                อุปนิสัยของ ม.ร.ว. หญิง สิริกิตติ์ กิติยากร นั้น กล่าวกันว่า “มีลักษณาการอ่อนหวาน แช่มช้อย ตลอดเวลา ช่างพูด และ หัวเราะเก่ง อารมณ์เยือกเย็นอย่างประหลาด ใจอ่อน เต็มไปด้วยความเมตตาปราณี ตามวิสัยของผู้รักดนตรี โดยเฉพาะ ความทรงจำ ดีเป็นเลิศ”

                นี่แหละครับ เมื่อผมผูกดวงเสร็จ ผมก็ต้องมานั่งพิจารณากันยกใหญ่ ว่า ทำไม ? ถึงไม่เข้าข่ายราศีสิงห์เลย กลับจะตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ จุดแรกที่ผมพิจารณาก็คือ ดาวที่มากุมลัคน์ จะเห็นว่า มีเนปจูน (น) ธาตุน้ำ มากุม มีจันทร์ (๒) ธาตุน้ำ ตรีโกณ ที่สำคัญก็คือ อาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนลัคน์ ธาตุไฟ อยู่ในภพวินาศนะ ราศีกรกฎ ธาตุน้ำ และนี่เอง คือ เหตุผลว่า ทำไม ? พระราชอุปนิสัย จึงเยือกเย็นอย่างประหลาด เพราะลัคนานั้น ได้รับกระแสธาตุน้ำ ๒ ดวง  คือ เนปจูน (น) มากุม และ จันทร์ (๒) ตรีโกณ ส่วนดาวอังคาร (๓) ธาตุน้ำ อีกดวงหนึ่งนั้น ก็โยคหลัง พระลัคนา ถือว่า พระลัคนา ได้รับกระแสธาตุน้ำครบทุกดวง ทำให้ลัคนาธาตุไฟ มอดดับ เพราะกระแสธาตุน้ำมากกว่า น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟเป็นธรรมดา ยิ่งอาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนลัคน์ ธาตุไฟ ตกอยู่ในธาตุน้ำ แถมยังถูกแวดล้อมด้วยดาวธาตุน้ำถึง ๒ ดวง หน้าหลัง คือ เนปจูน (น) นำหน้า อังคาร (๓) ตามหลัง จึงส่งผลให้พระราชอุปนิสัยเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง หรือ เย็นอย่างประหลาด ดังที่เขากล่าวไว้ นั่นแล

                พฤหัสบดี (๕) ที่มากุมลัคน์นั้น บ่งบอกถึงพระอุปนิสัยที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตา ปราณี มีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ต่อพสกนิกรผู้ยากไร้ และด้อยโอกาส ทรงมีพระราชจริยวัตร ที่อ่อนโยน นุ่มนวล มีพระลักษณะ และพระจริตที่แช่มช้อย งดงาม ตามอิทธิพลของ ดาวจันทร์ (๒) ที่มาทำมุมตรีโกณ และ อาทิตย์ (๑) ที่อยู่ในราศีกรกฎ ซึ่งมีจันทร์ (๒) เป็นเกษตรเจ้าเรือน ทรงมีพระอุปนิสัยหัวเราะเก่ง หรือ พระอารมณ์ดีเป็นนิจ และทรงมีพระวิสัยของผู้ที่รักดนตรี ทรงพระปรีชาสามารถในด้านการเล่นเปียโน มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ตามอิทธิพลของ ดาวศุกร์ (๖) ดาวแห่งศิลป การดนตรี ที่โยคหลังพระลัคนา ทรงมีพระอุปนิสัยช่างพูด ทรงเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ผู้ที่ทูลถาม หรือ อยู่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท โดยไม่ปิดบัง ตามอิทธิพลของ ดาวพุธ (๔) ดาวแห่งการพูด การเจรจา ที่กุม อาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนลัคน์ แม้พุธ (๔) จะอยู่ในภพวินาศนะ ภพแห่งการปิดบังซ่อนเร้น แต่ก็ถูกอิทธิพลของ เนปจูน (น) เจ้าเรือนมรณะ ที่นำหน้า ทำให้ทรงเปิดเผย จริงใจ และการที่ พฤหัสบดี (๕) นำหน้าพุธ (๔) ทำให้พระองค์ทรงตรัสเล่าเรื่องราวในชีวิตของพระองค์ หรือเรื่องที่พระองค์ทรงประสบพบเห็นมา นำมาเป็นข้อคติ เตือนใจ สั่งสอนผู้ที่มีโอกาสเข้าเฝ้าเสมอ

                เพราะ ดาวเนปจูน (น) เจ้าเรือนมรณะ ที่กุมพระลัคนา นี่แหละครับ ที่ทำให้ผมต้องค้นคว้าพระราชประวัติ และเรื่องราวของพระองค์ท่านเป็นการใหญ่ เพราะเท่าที่ทราบมา พระองค์ท่านมีพระพลานามัยที่สมบูรณ์ แข็งแรง ไม่เคยประสบอุบัติเหตุอันตรายใด ๆ ไม่มีโรคาพยาธิใด ๆ มาเบียน แต่แล้ว ผมก็ได้อ่านหนังสือ ๔๙ ราชินีไทย ของ พิมาน แจ่มจรัส ทำให้ทราบเรื่องมาว่า ในสมัยที่ทรงพระเยาว์ และทรงพำนักอยู่กับท่านตา คือ พลเอกเจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ (ม.ร.ว.สท้าน สนิทวงศ์ ฯ) ณ วังเทเวศน์ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ครั้งหนึ่ง พระองค์ทรงพลัดตกลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะความพลั้งเผลอของพี่เลี้ยง แต่เดชะบุญญาธิการ พระบารมีที่จะได้เป็นพระราชินีคู่พระทัยของล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๙ ทำให้พี่เลี้ยงที่ตกใจอยู่นั้น ตั้งสติ กระโจนลงน้ำ ไปคว้าเอาพระองค์ท่าน ช่วยขึ้นมาจากน้ำได้ ด้วยความเกรงกลัวอาญาที่จะได้รับ พี่เลี้ยงจึงอ้อนวอนมิใหพระองค์ท่านเล่าเหตุการณ์ครั้งนี้ให้ท่านตาทราบ พระองค์ก็ทรงรับคำ

                ต่อมาอีกหลายวัน พระองค์ท่านก็เผลอตรัสเล่าให้ท่านตาฟังว่า เธอกระโจนลงไปในแม่น้ำ สิ่งนี้สร้างความวิตกแก่พี่เลี้ยงอย่างใหญ่หลวง ว่า ความลับที่ปกปิดมานาน  จะต้องถูกเปิดเผยออกมาแน่ ๆ แต่ที่ไหนได้ พระองค์ท่านคงจะนึกถึงคำที่ทรงรับปากกับพี่เลี้ยงเอาไว้ จึงตรัสเล่าต่อไปว่า เธอลงไปต่อสู้กับจระเข้ เมื่อเรื่องกลายเป็นโลดโผน ขบขัน แม้ว่าท่านตาจะทราบความจริง ก็ลดหย่อนผ่อนเบาความตึงเครียดลงไปได้มาก และนี่เอง ที่แสดงให้เห็นถึง พระสติปัญญา ไหวพริบ ที่ชาญฉลาดในการพูด ของพระองค์ท่าน มาแต่ทรงพระเยาว์

                ตามหลักวิชาโหราศาสตร์นั้น ดาวเจ้าเรือนมรณะ กุมลัคนา ถ้าไม่ขี้โรค ก็อาจจะได้รับอุบัติเหตุ อันตรายอันใหญ่หลวง ชนิดที่เฉียดตาย อย่างน้อย ๑ ครั้งในชีวิต ซึ่งในดวงของสมเด็จ ฯ นั้น ทรงผ่านวิกฤตของดวงชะตามาแล้ว ตามเรื่องราวข้างต้น เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ฉันใดก็ฉันนั้น ขอพระองค์ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรชาวไทยด้วยเทอญ ฯ

                สมเด็จ ฯ ท่านเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งบุญญาธิการมากล้น ด้วย ดวงพระชะตานั้น ได้เกณฑ์ตรีโกณ คือ มีดาวพฤหัสบดี (๕) และ เนปจูน (น) กุมลัคน์ และมี ดาวจันทร์ (๒) กับ ดาวมฤตยู (๐) ทำมุมร่วมธาตุ หรือ ตรีโกณ ครบทั้งสองจุด อีกทั้ง อาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนลัคน์ ยังได้เกณฑ์ดวงสามเหลี่ยม หรือ ดวงหนุมาน เป็นดวงชะตาที่มีฤทธิ์มาก ไม่มีผู้ใดที่จะทำร้าย หรือ แข่งพระบารมีได้ เนื่องจากอาทิตย์ (๑) นั้น มีดาวแบคคัส (บ) และ พุธ (๔) กุม มีพฤหัสบดี (๕) เนปจูน (น) นำหน้า มีศุกร์ (๖) อังคาร (๓) พลูโต (พ) และ เกตุ (๙) ตามหลัง กลุ่มดาวที่เรียงรายโอบล้อมอาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนลัคน์ ๓ ราศี มากกว่า ๖ ดวง ขึ้นไป ถือได้ว่า ได้เกณฑ์ดวงสามเหลี่ยม (หนุมาน) ดุจเดียวกับลัคนา

                เท่าที่เห็น ดวงผู้มีบุญญาธิการมามาก ลัคนา หรือ ดาวเจ้าเรือนลัคน์ มักจะแวดล้อมด้วยดาวศุภเคราะห์ มากมายหลายดวง ในดวงของสมเด็จนั้น อาทิตย์ (๑) มีแบคคัส (บ) กับ พุธ (๔) ศุภเคราะห์กุม มีพฤหัสบดี (๕) นำหน้า มีศุกร์ (๖) ตามหลัง ถือว่าให้คุณอย่างยิ่ง แม้ลัคนาเอง ก็มีศุภเคราะห์ พฤหัสบดี (๕) กุม จันทร์ (๒) ทำมุมตรีโกณ ลักษณะที่ลัคนา และดาวเจ้าเรือนลัคน์ ได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์ทุกดวงเช่นนี้ ทำให้พระองค์ท่านมีบุญวาสนาสูงส่ง ได้เป็นพระราชินีคู่พระทัย และทรงเป็นมิ่งขวัญของพสกนิกรชาวไทย

                เหตุที่พระองค์ท่าน ทรงมีพระราชสวามี เป็นถึงพระเจ้าแผ่นดินนั้น จะเห็นได้จากดาวมฤตยู (๐) เจ้าเรือนปัตนิ อยู่ในภพศุภะ มีจันทร์ (๒) และ พฤหัสบดี (๕) ศุภเคราะห์ ทำมุมตรีโกณ อาทิตย์ (๑) ที่หมายถึง พระราชสวามี ก็ถูกแวดล้อมด้วยดาวศุภเคราะห์ หลายดวง ด้วยเหตุนี้ ทำให้พระองค์ทรงเป็นพระราชินี

                ดวงของพระองค์ท่าน จะเป็นดวงครู ที่สำคัญยิ่งอีกดวงหนึ่ง ที่นักศึกษาพึงจดจำ ด้วยเหตุที่ พระองค์ท่าน ทรงมีราหู (๘) เล็งลัคน์ หรือ อยู่ในภพปัตนิ แต่กลับได้คู่ที่ดี มีวาสนาบารมีสูงส่ง ไม่ตกอับ ดวงแตก หรือ ต้องพินทุบาทว์ ดังตำราโหรโบราณ ที่ว่าไว้แต่อย่างใด

                ผมเคยอ่านตำราเล่มหนึ่ง จำไม่ได้แล้วว่าเล่มไหน แต่ไม่ใช่ของ อ.พลูหลวง แน่นอน เขาเคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า ผู้ที่มีราหู (๘) ลอยอยู่ในภพปัตนิ นั้น มักจะได้คู่ที่ต่างชาติ ต่างภาษา ต่างศาสนา ต่างความเป็นอยู่ หรือ ต่างฐานันดรศักดิ์ หรือ ได้คู่มีตำหนิ เป็นหม้าย ผ่านการมีเรือนมาแล้ว อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ บางทีประจวบเหมาะ อาจเข้าข่ายทั้งสองข้อก็ได้

                สำหรับเรื่องนี้นั้น ผมใคร่เสนอข้อพิจารณาเพิ่มเติมเอาไว้ว่า จะต้องดูด้วยว่า ราหู (๘) ที่อยู่ในภพปัตนินั้น มาจากเรือนใด หรือ ป็นดาวเจ้าเรือนใด อย่างโหราศาสตร์ ระบบพลูหลวงนั้น ได้จัดให้ ราหู (๘) เป็นเกษตรในราศีเมถุน ร่วมกันกับ เกตุ (๙) ถ้านำมาเปรียบกับดวงสมเด็จ จะเห็นว่า ราหู (๘) เป็นดาวเจ้าเรือนลาภะ อยู่ในภพปัตนิ อย่างนี้ ถือว่า ให้คุณกับดวงชะตาในเรื่องของคู่ครอง

                อีกประการหนึ่งก็คือ ราหู (๘) ของสมเด็จ ฯ นั้น อยู่ในเรือนปัตนิ โดด ๆ ไม่มีบาปเคราะห์มาเกาะกุม เสริมพลังเพิ่มความเลวร้าย และยังได้กระแสที่ดีจากศุภเคราะห์ ศุกร์ (๖) ตรีโกณ พฤหัสบดี (๕) เล็ง จันทร์ (๒) โยคหลัง ส่งเสริมให้ราหู (๘) เปลี่ยนจากให้โทษ มาให้คุณได้ อีกประการหนึ่งก็คือ ราหูนั้น ได้กระแสที่ดีจากดาวธาตุลม ด้วยกัน คือ เกตุ (๙) กับ ศุกร์ (๖) ตรีโกณ และ มฤตยู (๐) เรือนที่ราหูไปอยู่ ก็โยคหน้า ซึ่งเรื่องนี้ ผมเคยกล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้เหมือนกันว่า บรรดาดาวธาตุลมทั้งหลาย เป็นดาวที่อ่อนไหว เปลี่ยนแปลงง่าย ถ้าได้กระแสที่ดีจากศุภเคราะห์หลายดวง แม้ตัวเองจะเป็นบาปเคราะห์ ก็จะถูกหล่อหลอมให้กลายเป็นศุภเคราะห์ ให้คุณได้ และในทำนองเดียวกัน ถ้าได้รับกระแสชั่วร้ายจากบาปเคราะห์หลายดวง ถ้าตัวเองเป็นบาปเคราะห์ ก็จะเพิ่มความเลวร้ายยิ่งขึ้น แต่ถ้าตัวเองเป็นศุภเคราะห์ คือ ดาวศุกร์ (๖) ธาตุลมตัวเดียวที่เป็นศุภเคราะห์ ก็อาจจะถูกหล่อหลอม จากให้คุณ กลายเป็นให้โทษได้ หลักข้อนี้ ขอให้นักศึกษาจดจำเอาไว้นะครับ เพราะอาจจะเห็นได้อีก ในหลายตัวอย่างเลยทีเดียว

                เอาล่ะครับ ผมได้วิเคราะห์พื้นดวงของสมเด็จ ฯ มาพอสังเขป ทั้งที่จริง ยังสามารถวิเคราะห์ดวงของพระองค์ท่านได้อีกมากมาย เป็นอันว่า ในส่วนที่ผมยังไม่ได้วิเคราะห์ ก็ขอให้นักศึกษาไปลองหัดวิเคราะห์กันเองบ้าง ต่อไป เราจะได้พิจารณา ดวงของสมเด็จ ฯ กับ ในหลวง ร.๙ ว่า สมพงษ์กันมากน้อย ตามหลักวิชาที่เคยศึกษากันไว้ เพียงไร

                จุดแรกที่พิจารณาก็คือ พระลัคนา ในดวงสมเด็จนั้น พระลัคนา อยู่ในราศีสิงห์ (ธาตุไฟ) ส่วนของในหลวงนั้น อยู่ในราศีมังกร (ธาตุดิน) แม้ลัคนาจะตั้งอยู่ในมุมขัดแย้งกัน แต่ก็ไม่ได้ให้โทษรุนแรง ด้วยเหตุที่ ธาตุไฟ กับ ธาตุดิน นั้น เป็นธาตุฝ่ายเดียวกัน ไม่ได้เป็นปรปักษ์กัน ข้อสำคัญก็คือ ในดวงสมเด็จ ฯ แม้ลัคนา จะธาตุไฟ แต่ก็ถูกทำลายด้วยธาตุน้ำ ทั้งลัคนา และ ดาวอาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนลัคน์ ดังนั้น สมเด็จท่าน จึงถูกหล่อหลอมให้กลายเป็นคนธาตุน้ำไปได้ อย่างที่ทราบ จึงถือว่า สมเด็จท่าน ต้องโฉลก กับ ในหลวงของเรา ซึ่งมีพระราชลัคนา อยู่ในราศีธาตุดิน อย่างยิ่ง

                จุดที่สอง ที่พิจารณาก็คือ อาทิตย์ (๑) ในดวงของสมเด็จ ฯ นั้น อาทิตย์ (๑) อยู่ในราศีกรกฎ (ธาตุน้ำ) ในหลวง อยู่ในราศีพิจิก (ธาตุน้ำ) ทำมุมร่วมธาตุซึ่งกันและกัน ถือว่า ต้องโฉลก และ สมพงษ์กันอย่างดียิ่ง

                จุดที่สาม ที่พิจารณาก็คือ ดาวจันทร์ (๒) ในดวงของสมเด็จ ฯ นั้น ดาวจันทร์ (๒) อยู่ในราศีธนู (ธาตุไฟ) ส่วนในหลวง อยู่ในราศีเมษ (ธาตุไฟ) ต่างก็ตั้งอยู่ในมุมร่วมธาตุ หรือ ตรีโกณ ซึ่งกันและกัน ถือว่า ต้องโฉลก และสมพงษ์อันอย่างดียิ่ง

                จุดที่สี่ หรือ จุดสุดท้ายที่พิจารณาก็คือ ดาวพฤหัสบดี (๕) ในดวงของสมเด็จ ฯ นั้น พฤหัสบดี (๕) อยู่ในราศีสิงห์ (ธาตุไฟ) ส่วนในหลวงนั้น อยู่ในราศีมีน (ธาตุน้ำ) อยู่ในมุมอริ มรณะ ซึ่งกันและกัน ถือว่า ขัดกันอย่างแรง ไม่สมพงษ์กันอย่างยิ่ง

                ถ้ามีการให้คะแนนกัน จากจุดพิจารณา ๔ ข้อ สมพงษ์กันอย่างยิ่ง ๓ ข้อ และ ขัดแย้งกันอย่างยิ่ง ๑ ข้อ ก็ต้องถือได้ว่า ดวงทั้งสองต้องโฉลก หรือ สมพงษ์กัน มีโอกาสแต่งงานอยู่กินกันยืดยาว จนตายจากกันได้ การครองรัก ครองเรือน โดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ดี เป็นปกติสุข

                แต่ในดวงของสมเด็จ ฯ นั้น ผมได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า บรรดาดาวธาตุไฟทั้งหลาย รวมทั้งลัคนา ถูกธาตุน้ำ กำหราบอย่างราบคาบโดยสิ้นเชิง แม้พฤหัสบดี (๕) ธาตุไฟ ที่กุมลัคนา ธาตุไฟ ก็ถูกกำหราบไปด้วย เพราะโดนเนปจูน (น) บาปเคราะห์ เจ้าเรือนมรณะ และเป็นคู่ศัตรูที่ร้ายกาจ เกาะกุม และเหตุนี้เอง ที่ทำให้พฤหัสบดี (๕) ในดวงของสมเด็จ ฯ นั้น ต้องกระแสธาตุน้ำ ทำให้ทรงปรับพระองค์เข้ากับในหลวง อย่างเหมาะสม และเข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะ พอดิบพอดี

                การที่พระลัคนาของทั้งสองพระองค์ ตั้งอยู่ในมุมขัดแย้ง และการที่พฤหัสบดี (๕) ตัวเหตุผล ความเข้าใจ อยู่ในมุมขัดแย้งกัน ทำให้ทั้งสองพระองค์ เคยที่จะเอาชนะคะคานกัน ด้วยเหตุผลมาแล้ว ดังเรื่องที่ผมจะได้นำมาเล่า ต่อไปนี้

                เมื่อครั้งที่ทั้งสองพระองค์ ทรงรู้จักกันใหม่ ๆ ในหลวงของเรา ยังเทียวไล้ เทียวขื่อ ไป ๆ มา ๆ (ขอเล่าแบบสามัญชน ไม่ใช้ราชาศัพท์ เพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่านนะครับ) ระหว่าง เมืองโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ กับ สถานทูตไทย ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ด้วยการขับรถด้วยพระองค์เอง ข้ามประเทศ เป็นระยะทางถึง ๓๕๐ ไมล์ เพราะทรงพอพระทัยในราชนิกูลสาว ม.ร.ว. สิริกิตติ์ กิติยากร ธิดาของ หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงปารีส ในช่วงกลางปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ถึง ปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ในขณะนั้น สมเด็จ ฯ ทรงมีพระชันษา เพียง ๑๕ พรรษา และในหลวงของเรา ก็ทรงมีพระชันษา เพียง ๒๐ พรรษา เท่านั้น

                ในหลวงของเรานั้น ทรงพอพระทัยใน ม.ร.ว. หญิง สิริกิตติ์ กิติยากร ตั้งแต่แรกทรงพบเห็น เพราะ สมเด็จ ฯ นั้น ท่านทรงเปียโนถวาย ในวันแรกที่ทรงพบกัน เรียกว่า “รักแรกพบ” ว่างั้นเถอะ แต่พอมีผู้ไปขอพระราชทานสัมภาษณ์สมเด็จ ฯ เกี่ยวกับเรื่องนี้ สมเด็จท่านทรงตรัสว่า สำหรับพระองค์นั้น เรียกว่า “รักแรกเกลียด” ดูจะถูกต้องกว่า เพราะทรงเบื่อหน่าย และต้องทนซ้อม “ถอนสายบัว” ถวาย นานหลายชั่วโมง เมื่อยแล้ว เมื่อยอีก กว่าจะเสด็จมาถึง

                ด้วยพระปรีชาสามารถด้านเปียโน ของ สมเด็จ ฯ ทำให้ในหลวง ทรงพอพระทัยในราชนิกุลสาวผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง ทรงพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับทุกคนในครอบครัวของ ม.ร.ว.สิริกิตติ์ และทรงสนทนาเรื่องดนตรี กับ ม.ร.ว. สิริกิตติ์ บ่อย ๆ บางครั้งก็ทรงโต้เถียงกันเรื่องดนตรี ในที่สุดก็ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอม จนมีพระทัยผูกพันรักใคร่ซึ่งกันและกัน จะเรียกว่า “ดนตรีสื่อรัก” คงไม่ผิดนัก

                ในหลวงท่านทรงโปรดเพลงในจังหวะบลู แต่สมเด็จ ฯ ท่าน ทรงโปรดเพลงประเภทคลาสสิค  ด้วยเหตุนี้ เหตุผลของแต่ละฝ่าย จึงถูกยกมาโต้เถียงกันอยู่บ่อย ๆ ในหลวงท่านทรงพยายามที่จะให้ ม.ร.ว. หญิง สิริกิตติ์  กิติยากร โปรดเพลงจังหวะบลูให้จงได้ หนังสือพิมพ์ในกรุงปารีสฉบับหนึ่ง จึงลงข่าวว่า

                ครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงโต้แย้งกับหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิตติ์  กิติยากร ด้วยเรื่องดนตรีเช่นเคย และไม่ทรงสามารถหาเหตุผลใด ๆ มาอ้างให้เป็นที่พอพระราชหฤทัยได้ ทรงพระราชดำเนินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องรับแขกนั้น พระพักตร์เคร่งขรึม จนหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิตติ์  กิติยากร กลั้นพระสรวลไว้ไม่ได้ ในที่สุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงรับสั่งให้ทุกคนในที่นั้น ติดตามเสด็จไปยังสถานมหรสพแห่งหนึ่ง ซึ่งมีวงดนตรีที่พระองค์ทรงโปรด กำลังแสดงอยู่ ทรงตรัสว่า “ไปฟังเพลงดีกว่า วันนี้ยอมแพ้”

                ในหลวงท่าน เป็นคนธาตุดิน ทำอะไรมักมั่นคง จริงจัง ไม่ย่อท้อ หรือเลิกล้มง่าย ๆ ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ มุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงจุดหมายปลายทางให้จงได้ ในขณะที่สมเด็จ ฯ ท่านนั้น ทรงเป็นคนธาตุไฟ แม้ว่าลัคนา และดาวเจ้าเรือนลัคน์ จะถูกหลอมละลายให้กลายเป็นธาตุน้ำ แต่ก็ทรงมีมานะ ที่จะไม่ยอมก้มหัว หรือ ให้ใครมาชักจูงได้ง่าย ๆ หากทรงชอบ ก็บอกว่าชอบ หากไม่ชอบ ใครอย่าได้มาฝืนใจเชียว ทั้งสองพระองค์ทรงเรียนรู้ในพระราชอัธยาศัยซึ่งกันและกัน ทรงคบหากันมานานปีกว่า ถึงได้ตกลงปลงใจ ที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน นี่แหละหนา ที่เขาว่า “คู่กันแล้ว ไม่แคล้วกัน” ไปได้

 

ตัวอย่างที่ ๒๒

 

                สมเด็จ ฯ ท่านทรงพบรักกับ ในหลวง ในขณะที่มีพระชนมายุเพียง ๑๕ พรรษา ย่าง ในดวงของพระองค์ท่านนั้น ในช่วงอายุ ๑๕ ปี ลัคนาจร จะตกอยู่ในภพสหัชชะ ในราศีตุล หากวางลัคนาจรในพื้นดวงที่ราศีตุล จะเห็นได้ว่า ดาวศุกร์ (๖) เจ้าเรือนลัคน์ของลัคนาจร จรร่วมกับดาว พลูโต (พ) เจ้าเรือนปัตนิ ในภพศุภะ บ่งบอกว่า สมเด็จท่าน จะทรงพบรัก หรือ พบคู่ที่สูงศักดิ์ (ปัตนิ – ศุภะ) ในปีนั้น คู่ที่ว่า มีฐานะความเป็นอยู่มั่งคั่ง ร่ำรวย เนื่องจาก อังคาร (๓) เจ้าเรือนกฎุมพะ กุมอยู่ด้วย เกตุ (๙) ที่เป็นเกษตรเจ้าเรือน ศุภะ ตัวที่สอง ที่กุมอยู่ด้วยนั้น ยิ่งบ่งชัดเจน ว่าคู่ต้องมีฐานะที่เหนือกว่า และมีอายุมากกว่ากัน อย่างน้อย ๕ ปี ขึ้นไป อีกทั้งจะเห็นว่า ดาวมฤตยู (๐) ซึ่งเป็นดาวเจ้าเรือนปุตตะ ของดวงลัคนาจร และ เป็นดาวเจ้าเรือนปัตนิ ของพื้นดวงเดิม ก็จรอยู่ในภพปัตนิ ของดวงลัคนาจร ที่ราศีตุล อีกด้วย

                อายุ ๑๕ ปี ดาวพุธ (๔) เจ้าเรือนการเงิน ที่อยู่ในภพวินาศนะ ของพื้นดวงเดิม  เข้าเสวยอายุ ดาวพฤหัสบดี (๕) เจ้าเรือนปุตตะ ที่กุมพระลัคนาในพื้นดวงเดิม เข้าเสวยแทรก บ่งบอกว่า จะทรงมีความรัก (ปุตตะ – แปลว่า ความรักก่อนแต่งงาน) อย่างไม่คาดฝัน หรือ พบคู่ในที่ห่างไกลจากบ้านเกิดเมืองนอน หรือ คู่นั้น อยู่ห่างไกลจากเจ้าชะตา (วินาศนะ แปลว่า ไม่คาดฝัน หรือ ห่างไกล) ความรักนั้น เริ่มต้นด้วยการพูดคุย สนทนา ตามลักษณะของดาวพุธ (๔) ที่เป็นดาวเจรจา และเป็นดาวเจ้าเรือนกฎุมพะ ที่หมายถึง การติดต่อสื่อสาร การเจรจา

                มาดูดวงดาวจรที่ราศีตุลบ้าง พุธ (๔) ที่เสวยอายุนั้น เป็นดาวเจ้าเรือนวินาศนะ อยู่ในภพกัมมะ บ่งบอกว่า จะมีภารกิจ หรือ การงานที่ต้องทำ แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว หรือ เคยทำมาก่อน (ฝึกซ้อมถอนสายบัว) ส่วนพฤหัสบดี (๕) ที่เสวยแทรกนั้น เป็นดาวเจ้าเรือนสหัชชะ อยู่ในภพลาภะ บ่งบอกถึงกิจที่ว่า จะต้องมีญาติพี่น้องห่าง ๆ เข้ามาพัวพัน (สหัชชะ หมายถึง ญาติพี่น้องห่าง ๆ) และจะนำลาภผล ความสำเร็จ ความสมหวังอันยิ่งใหญ่มาให้ (ลาภะ หมายถึง ลาภผล ความสมหวัง ความสำเร็จอันน่าพึงพอใจ)

                เป็นไงครับ ตามทันไหม ? ดวงตัวอย่างของสมเด็จ ฯ ท่านนั้น ผมนำมาอธิบายให้เห็นหลักการอ่านดวงชะตา ในแต่ละปีที่ลัคนาจร เข้าไปอยู่ และสร้างภพเรือนขึ้นใหม่ ในพื้นดวงเดิม เราก็จะทราบความเป็นไปในแต่ละปีได้ ยิ่งเอาดาวเสวยอายุ เสวยแทรก มาร่วมพิจารณา ทั้งพื้นดวงเดิม และ ดวงลัคนาจรด้วยแล้ว จะทำให้เราเห็นชะตาชีวิตในแต่ละปีได้ แทบจะไม่ต้องอาศัยดาวจรในปีนั้น ๆ ด้วยซ้ำ แต่ถ้าเราเอาดาวจรในปีนั้น ๆ มาร่วมพิจารณาด้วย ก็จะทราบชัดเจนว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง หลักการอันนี้ ใช่ว่าผมไม่เคยสอนนะครับ สอนไว้แล้ว แทบจะทุกบททุกตอนเลยทีเดียว ลองไปค้นหาย้อนหลังเอาเองก็แล้วกัน

                ผมจะผ่านดวงรับหมั้นของทั้งสองพระองค์ ในวันที่ ๗ กันยายน ๒๔๙๒ ซึ่งในขณะนั้น สมเด็จ ฯ ท่าน ทรงมีพระชนมายุได้ ๑๗ ปีเต็ม และอายุยังไม่ครบ ๑๘ ปี  ได้ทรงเข้าพิธีราชาภิเษกสมรส กับ ในหลวง ในวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๔๙๓ ณ วังสระปทุม ซึ่งดวงราชาภิเษกสมรสนี้ จะเป็นดวงสำคัญมาก ในการที่จะใช้พยากรณ์ชีวิตรัก การแต่งงาน ของทั้งสองพระองค์

                ในวันราชาภิเษกสมรสนั้น สมเด็จ ฯ ท่านมีพระชนมายุเพียง ๑๗ พรรษา พระลัคนาจรตกอยู่ในภพปุตตะ (ปุตตะ แปลว่า การเสี่ยงโชค หรือ โชคดี เหมือนถูกล็อตเตอรี่) ที่ราศีธนู เมื่อวางลัคนาจรในพื้นดวงเดิมที่ราศีธนู จะทำให้ เกตุ (๙) เป็นเกษตร เจ้าเรือนปัตนิ บ่งบอกถึงการมีคู่ ในปีนั้น ราหู (๘) เจ้าเรือนปัตนิอีกตัวหนึ่ง ที่จรอยู่ในภพปัตนิ ของพื้นดวงเดิม กลายเป็นดาวเจ้าเรือนสหัชชะ คู่นั้น จะมีความสัมพันธ์ฉันท์เครือญาติห่าง ๆ หรือ ญาติพี่น้อง แนะนำให้รู้จักกัน และ พฤหัสบดี (๕) เจ้าเรือนลัคน์ของลัคนาจร อยู่ในภพศุภะ บ่งว่า จะได้รับพระเกียรติยศ หรือ ประสบความสำเร็จ ถ้าแปลรวมกัน จะเรียกว่า มีการแต่งงานอย่างออกหน้าออกตา สมเกียรติ สมศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง ตามภาษาสามัญ นั่นเอง

                อายุ ๑๗ พรรษา ดาวพุธ (๔) เจ้าเรือนกฎุมพะ ในภพวินาศนะ ของพื้นดวงเดิม เข้าเสวยอายุ ได้แปลความหมายไปแล้ว ในที่นี้ หมายถึง ทรงเข้าพิธิบรมราชาภิเษกสมรส ต้องเปลี่ยนแปลงพระราชฐานะ จาก สามัญชน เป็น พระราชินี ซึ่งเป็นตำแหน่งหน้าที่การงานที่ยิ่งใหญ่ และไม่ง่ายนัก สำหรับหญิงสาวอายุเพียง ๑๗ พรรษา ดาวพุธ ที่มาเสวยอายุนั้น หากไล่จากลัคนาจร ที่ราศีธนู จะกลายเป็นดาวเจ้าเรือนกัมมะ ในภพ มรณะ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงงาน การศึกษาเล่าเรียน (ต้องเลิกล้มกลางคัน) การดำเนินชีวิตทั่วไป อย่างหน้ามือ เป็นหลังมือ

                ในปีที่เข้าพิธีราชาภิเษกสมรสนั้น ดาวมฤตยู (๐) เจ้าเรือนปัตนิ ที่อยู่ในภพศุภะ ในพื้นดวงเดิม เข้าเสวยแทรก ถือว่า ชัดเจนมากขึ้น ที่จะต้องสละโสดในปีนั้นแน่นอน และเมื่อดูจากลัคนาจรที่ราศีธนู มฤตยู (๐) จะเป็นดาวเจ้าเรือนสหัชชะ ในภพ ปุตตะ แปลว่า พระองค์จะทรงข้องแวะ หรือ เข้าสังคม กับผู้น้อย หรือ ผู้ด้อยศักดิ์กว่า คือ มีข้าราชบริพารมากมาย คอยห้อมล้อม ดูแล นั่นเอง

                มาดูดาวจรในวันราชาภิเษกสมรส กันบ้าง จะเห็นว่ามี ดาวพฤหัสบดี (๕) เจ้าเรือนปุตตะ ดาวแห่งความสำเร็จ สมหวัง เกียรติยศชื่อเสียง ความดีงาม จรอยู่ในภพปัตนิ,ดาวศุกร์ (๖) เจ้าเรือนสหัชชะ ที่อยู่ในภพลาภะ ของพื้นดวงเดิม จรเข้าภพปัตนิ บ่งบอกถึงลาภผล ความพึงพอใจ ในอันที่จะได้รับ จากคนรัก คู่ครอง ที่เป็นญาติห่าง ๆ กัน ทั้งพฤหัสบดี (๕) และ ศุกร์ (๖) ล้วนเป็นศุภเคราะห์ที่ให้คุณยิ่งใหญ่ เมื่อจรร่วมกันในภพปัตนิอย่างนี้ ทำให้ทรงสมหวัง มีความสุขสดชื่น ในวันราชาภิเษกสมรสแน่นอน

                หลังจากพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสเสร็จสิ้น ทรงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ สถาปนา ม.ร.ว. สิริกิตติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น พระราชินี ดำรงฐานันดรศักดิ์ แห่งราชวงศ์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จะเห็นได้ว่า ดาวอาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนลัคน์ จรเป็นมหาอุจจ์ ในภพศุภะ โดยมีดาวพุธ (๔) เจ้าเรือนการเงิน หรือ กฎุมพะ จรอยู่ด้วย ถ้าเป็นภาษาชาวบ้าน ก็ต้องบอกว่า ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง เพราะทรงได้พระราชสวามี เป็นถึงพระเจ้าแผ่นดิน ฐานะความเป็นอยู่ต้องมั่นคง เป็นปึกแผ่นแน่นอน

                ดาวเสาร์ (๗) ตัวทุกข์โทษ ดาวเจ้าเรือนอริ ในพื้นดวง จรมาทับพระลัคนา ทำให้พระองค์ ต้องทรงแบกภาระอันยิ่งใหญ่ของแผ่นดิน ต้องต่อสู้ฟันฝ่า ปัญหาอุปสรรครอบด้าน ร่วมกับ พระราชสวามี ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดิน โดยสมเด็จ ฯ ท่าน จะต้องเสด็จรอนแรมไปทุกหนทุกแห่ง เคียงข้างพระราชสวามี เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับอาณาประชาราษฎร์ ซึ่งสมเด็จ ฯ ท่านทรงห่วงใยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นอย่างมาก ที่ทรงตรากตรำ พระวรกาย เพื่อราษฎรของพระองค์ ทรงเล่าไว้ในความทรงจำตามเสด็จต่างประเทศว่า

                “....เผอิญพระเจ้าอยู่หัวเริ่มประชวรหวัด ตอนเสด็จถึงเบลเยี่ยม ถ้าได้ทรงพักผ่อนเสียสักวัน หรือ ๒ วัน พระอาการคงจะไม่กำเริบ นี่ต้องเสด็จออกงาน ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ไม่เว้นว่าง เสด็จเดินทางไปตามเมืองต่าง ๆ อากาศค่อนข้างเย็น ฝนตกทุกวัน ทำให้ทรงโดนละอองฝนที่หนาวเย็นอยู่ตลอดเวลา...”

                “.....ข้าพเจ้าสงสาร เห็นพระทัยท่านยิ่งนัก ถ้าข้าพเจ้าเจ็บถึงขนาดนั้น ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า จะทนสู้ไหวหรือไม่ ยิ่งเห็นพระพักตร์พระเจ้าอยู่หัวซีดเซียว พระเนตรปรือเพราะพิษไข้ ข้าพเจ้าก็ยิ่งกลุ้มใจ แต่สุดปัญญา มิรู้จะแก้ไขอย่างไร”

                “ข้าพเจ้าทราบดีว่า ท่านจะทรงอดทนจนถึงที่สุดทีเดียว ไม่มีวันที่จะทรงยอมแพ้เป็นอันขาด”

                “นึกถึงประโยคที่พวกฝรั่งชอบพูด คง Happy as a King แล้ว ครั้งนั้น ข้าพเจ้าอยากจะหัวเราะ ก๊ากออกมาอย่างเยาะเย้ยและขมขื่น...”

                คงไม่ต้องอธิบายอะไรอีกแล้วนะครับ สำหรับการเป็นพระเจ้าแผ่นดินนั้น ต้องแบกภาระของคนทั้งแผ่นดิน เป็นภาระที่ยิ่งใหญ่ แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนเป็นของตนเอง ดังนั้น การที่ดาวเสาร์ (๗) เจ้าเรือนอริ จรมาทับพระลัคนา ในวันพิธีราชาภิเษกสมรส จึงไม่ใช่เรื่องที่จะสบายนัก สำหรับการเป็นพระราชินี

                ดาวจันทร์ (๒) เจ้าเรือนวินาศนะ ซึ่งลอยอยู่ในภพปุตตะ ในพื้นดวง จรมาทับพระลัคนา สมเด็จท่านทรงอึดอัดพอดู เพราะพระชนมพรรษายังน้อย ไม่มีประสบการณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น จู่ ๆ ก็ต้องมาทำหน้าที่แม่ศรีเรือน ควบคู่ไปกับหน้าที่ของการเป็นพระราชินี แม่ของแผ่นดิน ซึ่งมีอาณาประชาราษฎร์ เป็นลูก ที่ต้องคอยดูแลอยู่ทั่วทุกหัวระแหงทั่วแผ่นดินไทย

                ดวงวันราชาภิเษกสมรสนั้น ท่านวางพระลัคนาของดวงไว้ที่ราศีเมถุน (ธาตุลม) เพื่อเอื้ออำนวยแก่ดวงของสมเด็จ ฯ ที่มีพระลัคนาอยู่ธาตุไฟ โดยให้พระลัคนาของดวงราชาภิเษกสมรส กุมดาวมฤตยู (๐) เจ้าเรือนปัตนิ ของพื้นดวงเดิม และให้ เกตุ (๙) เจ้าเรือนลาภะ ของพื้นดวงเดิม อยู่ในภพปัตนิ โดยมี อาทิตย์ (๑) มหาอุจจ์ พุธ (๔) โยคหลัง จันทร์ (๒) โยคหน้า แบคคัส (บ) นำหน้า และมี พฤหัสบดี (๕) และ ศุกร์ (๖) ทำมุมตรีโกณ จะเห็นว่า พระลัคนาดวงฤกษ์ราชาภิเษกสมรสนั้น ได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์ทุกดวง ถือว่า เป็นดวงมหามงคล ที่ส่งเสริมให้ล้นเกล้า ฯ ทั้งสอง ครองรัก ครองเรือน ครองแผ่นดิน ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ร่วมกันมา ตราบเท่าทุกวันนี้

                ผมจะไม่นำดวงของในหลวง มาอธิบาย ในเรื่องของการพบรัก พบคู่ และทรงเข้าพิธีบรมราชาภิเษกสมรส เพราะต้องการเก็บเอาไว้ ให้นักศึกษา ได้ลองพิจารณาด้วยตนเองบ้าง หลักการต่าง ๆ นั้น ใช้หลักเดียวกันทุกประการ ลองศึกษาเปรียบเทียบ ทำความเข้าใจด้วยตนเองนะครับ ถ้าอ่านออก และเข้าใจ แสดงว่า ท่านใกล้ที่จะเป็นโหรกับเขาได้บ้างแล้ว  ไม่ต้องเป็นห้อยต่องแต่ง เรียนโหราศาสตร์จนหัวผุ อ่านดวงไม่ออกสักดวง แม้กระทั่งดวงของตัวเองก็ตาม อย่างไรเสีย ขอให้มีใจรัก มีความพยายามที่จะเรียนรู้ และทำความเข้าใจ จำหลักการพิจารณาให้แม่น และนำมาใช้กับดวงตัวเอง และคนรอบข้างที่อยู่ใกล้ชิดก่อน ไม่นานหรอกครับ เมื่ออ่านดวงตัวเองได้แล้ว ดวงอื่น ๆ ก็จะไม่มีปัญหาอะไร อย่าเพิ่งท้อแท้ และหมดกำลังใจ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ผมขอเอาใจช่วยครับ

 

ตัวอย่างที่ ๒๓

 

                แต่งงานตอนอายุ ๒๓ ปี ลัคนาจรเข้า ภพลาภะ บ่งบอกจะได้ลาภผล ความสำเร็จสมปรารถนา หรือ ได้รับความพึงพอใจ เมื่อวางลัคนาจรในภพลาภะ ในพื้นดวง จะทำให้ ราหู (๘) ปัตนิตัวที่หนึ่ง จรร่วมกับ ดาวศุกร์ (๖) เกษตร ในภพลาภะ บ่งบอกถึงลาภผล ความพึงพอใจ ความสำเร็จสมปรารถนา มาจาก คนรัก คู่ครอง เพศตรงข้าม เรียกว่า มีเกณฑ์พบคู่ หรือ แต่งงานก็ได้

                ราหู (๘) นอกจากกุมศุกร์ (๖) เกษตร แล้ว ยังได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์หลายดวง คือ มีจันทร์ (๒) กับ พฤหัสบดี (๕) ทำมุมร่วมธาตุ มีดาวพุธ (๔) โยคหลัง และ อังคาร (๓) คู่มิตร โยคหลังอยู่ด้วย ทำให้ราหู (๘) เจ้าเรือนปัตนิ จร ได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์เกือบทุกดวง (ขาดแบคคัสดวงเดียว)

                เกตุ (๙) ปัตนิอีกดวงหนึ่ง ได้รับกระแสที่ดีจาก แบคคัส (บ) ในมุมร่วมธาตุ ทดแทนราหู (๘) เป็นอันสรุปได้ว่า ดาวเจ้าเรือนปัตนิทั้งสอง ได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์ทุกดวง จึงมีเกณฑ์พบคู่ หรือ แต่งงาน ในปีนี้

                มาถึงตรงนี้ ขอเน้นให้นักศึกษาจดจำไว้ว่า การพิจารณาการพบคู่ หรือ แต่งงานนั้น ดาวเจ้าเรือนปัตนิ ของลัคนาจรในปีนั้น หรือ ดาวเจ้าเรือนปัตนิ ของพื้นดวงเดิมก็ดี ต้องได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์ ยิ่งมากดวงเท่าไร ยิ่งส่งผลดี ผลแห่งความสมหวังมากเท่านั้น ส่วนบาปเคราะห์ที่มาเบียน หรือ เกาะกุมอยู่ด้วยนั้น อาจส่งผลร้ายตามมาในภายหลัง ซึ่งตรงนี้ เราจะไม่นำมาพิจารณา เพราะตอนนี้ มุ่งศึกษาถึงเกณฑ์การแต่งงาน การพบรัก และสมหวังในเรื่องคู่กันก่อน ส่วนเรื่องผิดหวัง เอาไว้ว่ากันในภายหลัง มีหลายดวงครับ ที่แต่งงานกันแล้ว หม้อข้าวไม่ทันจะดำ (คำเปรียบเทียบสมัยโบราณ ที่ใช้หม้อดินหุงข้าว สมัยนี้ต้องว่า หม้อไฟฟ้า ไม่ทันจะเป็นรอย) ก็เลิกราหย่าร้างกันซะแล้ว

                มาดูดาวเสวยอายุ เสวยแทรก กันบ้าง อายุ ๒๓ ปี ดาวศุกร์ (๖) ดาวแห่งความรัก มีคู่ และการแต่งงาน ที่เป็นเกษตรในพื้นดวง ในภพศุภะ เข้าเสวยอายุ ทำให้ต้องแต่งงานในวัยของดาวศุกร์ (๖) คือ ระหว่างอายุ ๒๑ ถึง ๓๐ ปี ดาวอังคาร (๓) เจ้าเรือนกัมมะ หรือ การงาน ที่ลอยอยู่ในภพปัตนิของพื้นดวงเดิม เข้าเสวยแทรก ทำให้เจ้าชะตา ต้องแต่งงาน หรือ มีคู่ในปีนี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

                เมื่อพิจารณาจากลัคนาจร ที่ราศีธนู หรือ ภพลาภะของลัคนาเดิม ศุกร์ (๖) จะกลายเป็นเกษตร ในภพลาภะ และ อังคาร (๓)  จะกลายเป็นดาวเจ้าเรือนวินาศน ในภพศุภะ จากจุดนี้ ถ้าจะให้อ่านออกมา ก็ต้องอ่านว่า เจ้าชะตาได้ลาภ หรือ มีการแต่งงาน อย่างไม่คาดฝัน หรือ มีเหตุฉุกเฉิน เช่น ไปทำสาวเจ้าท้อง ต้องรีบแต่งในปีนั้น ทั้ง ๆ ที่คนในสมัยก่อนเก่านั้น มักจะรักกันหนา พากันหนี หรือ อยู่กินกันเอง มากที่จะมีการสู่ขอ แต่งงานเป็นเรื่องเป็นราว อย่างมากก็พากันมาขมา และผูกข้อมือในภายหลัง

                มาดูดาวจรในวันแต่งงานกันบ้าง จะเห็นว่า ดาวมฤตยู (๐) เจ้าเรือนลัคน์ จรเข้าภพปัตนิ บ่งชัดเจนว่า  จะมีคู่ในระยะดังกล่าว ดาวอังคาร (๓) เจ้าเรือนกัมมะ ในภพปัตนิ จรเข้าทับลัคนา ทำให้ต้องมีพิธีการแต่งงาน (กัมมะ – ปัตนิ แปลว่า การงานที่เกี่ยวข้องกับเพศตรงข้าม หรือ การแต่งงานนั่นเอง) ดาวพฤหัสบดี (๕) ดาวแห่งความสมหวัง เจ้าเรือนลาภะ จรร่วมกับ อังคาร (๓) เจ้าเรือนกัมมะ ในภพปัตนิ ยิ่งส่งผลแห่งการสมหวัง หรือมีคู่ เด่นชัดขึ้น อาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนปัตนิ จรร่วมกับดาวศุกร์ (๖) เกษตรเดิมในภพศุภะ และเป็นมหาอุจจ์ ในดวงดาวจร นำหน้าลัคนา และ ดาวอังคาร (๓) ดาวเสวยแทรก ที่ลอยอยู่ในภพปัตนิ ทำให้เห็นเด่นชัดเจน ชนิดฟันธงไปได้เลยว่า โอกาสแต่งงาน หรือ มีคู่ มีมากถึง ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์

 

ตัวอย่างที่ ๒๔

 

                มาดูดวงหญิง คู่แต่งงานของชายดวงที่แล้วกันบ้าง เธอแต่งงานตอนอายุ ๑๙ ปี ลัคนาจร ของเธอนั้น ตกอยู่ในภพปัตนิ ร้อยทั้งร้อย พันทั้งพัน เมื่อลัคนาจรเข้าภพปัตนิ มักจะมีเกณฑ์พบคู่ แต่งงาน เสมอ เมื่อวางลัคนาจรในพื้นดวงเดิม ทำให้ อังคาร (๓) เจ้าเรือนปัตนิ ลอยอยู่ในภพปุตตะ ที่บอกว่า ชายดวงที่แล้ว ทำสาวเจ้าท้อง จนต้องจัดการแต่งงาน เห็นจะเป็นจริง เพราะดวงของฝ่ายหญิงฟ้องออกมาอย่างเห็นได้ชัด โดยจะเห็นว่า ในภพปุตตะ ของลัคนาจรนั้น มีดาวชุมนุมอยู่ด้วยกันถึง ๕ ดวง โดยมีพุธ (๔) เป็นเกษตรในภพปุตตะ อย่างนี้ ไม่ใช่เกณฑ์แต่งงานอย่างเดียว เข้าข่ายเกณฑ์มีลูกด้วย

                มาอ่านกันต่อ อังคาร (๓) ปัตนิของลัคนาจรในพื้นดวงนั้น กุมกับดาวศุภเคราะห์ถึง ๓ ดวง คือ อาทิตย์ (๑) พุธ (๔) และ ศุกร์ (๖) มีพฤหัสบดี (๕) มหาอุจจ์ และ แบคคัส (บ) โยคหลัง ถือว่า ได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์เกือบทุกดวง (เว้นจันทร์) และในบรรดาศุภเคราะห์นั้น มีพุธ (๔) เป็นเกษตร กุม และ พฤหัสบดี (๕) มหาอุจจ์ โยคหลัง ถือว่าให้คุณอย่างมาก

                อังคาร (๓) นั้น กุมกับศุกร์ (๖) คู่มิตร และ เนปจูน (น) คู่ธาตุ ทำให้อังคารเข้มแข็ง อาทิตย์ (๑) ธาตุไฟ ที่เป็นดาวคู่ศัตรู ที่กุมอยู่ด้วย ทำอะไรไม่ได้ สรุปก็คือ ดวงนี้ พบรัก ได้เสียกับแฟนหนุ่ม จนท้อง มีมารหัวขนขึ้นมา เลยต้องมีการแต่งงานออกหน้าออกตา นั่นเอง

                อายุ ๑๙ ปี ดาวพุธ (๔) เจ้าเรือนลาภะ ในพื้นดวงเดิม เข้าเสวยอายุ โดยมี ดาวพลูโต (พ) เจ้าเรือนอริ ในภพศุภะ เข้าเสวยแทรก หากดูจากตรงนี้ จะเห็นได้ว่า ทั้งดาวเสวยอายุ เสวยแทรก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับดาวปัตนิเลย แต่เกี่ยวข้อง หรือ อ่านออกมาได้ว่า เจ้าชะตาได้ลาภ แต่เป็นทุกขลาภ นำความเสื่อมเสียมาให้ ดูให้ลึกลงไป จะเห็นว่า พลูโต (พ) เจ้าเรือนอริ ที่เสวยแทรกนั้น อยู่ร่วมกับแบคคัส (บ) เจ้าเรือนปัตนิ ในพื้นดวง ก็ทำนายว่า ปัญหาอุปสรรค ศัตรู ที่จะทำลายเกียรติยศชื่อเสียง มาจากคนรัก คู่ครอง เพศตรงข้าม แต่เนื่องจาก มีพฤหัสบดี (๕) เจ้าเรือนการเงิน เป็นมหาอุจจ์ จรอยู่ด้วยกับดาวแบคคัส (บ) ปัตนิ และดาวพลูโต (พ) อริ ทำให้เจ้าชะตาผ่านพ้นวิกฤต ไม่ต้องอับอายขายหน้า เสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียง ด้วยเหตุที่ ฝ่ายชาย มีฐานะดีพอ ที่จะสู่ขอ แต่งงาน กับสาวเจ้าอย่างออกหน้าออกตาได้

                มาดูดาวจรในวันแต่งงานกันบ้าง ว่า ทำมุมสัมพันธ์ กับดาวปัตนิ หรือ ลัคนาในพื้นดวงมากน้อยแค่ไหน ? จะเห็นได้ว่า ดาวแบคคัส (บ) เจ้าเรือนปัตนิ ในพื้นดวงเดิม มีดาวจันทร์ (๒) เกษตร เจ้าเรือน ศุภะ จรทับ มีอาทิตย์ (๑) และ ศุกร์ (๖) มหาอุจจ์ ทำมุมร่วมธาตุ ถือว่า ได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์ที่ให้คุณ โดยมีศักดิ์สูง หลายดวง (นับแบคคัส ที่ไม่ย้ายราศีไปไหนด้วยก็ได้)

                อาทิตย์ (๑) นั้น เป็นดาวเจ้าเรือนกัมมะ จรอยู่ในภพปุตตะ กัมมะ – ปุตตะ แปลตรงตัว ก็คือ กิจกรรมเกี่ยวกับเด็ก หรือ มีท้องนั่นเอง ยิ่งกุมกับศุกร์ (๖) มหาอุจจ์ เจ้าเรือนวินาศนะ อย่างนี้ ทำนายว่า ท้องก่อนแต่ง เพราะวินาศนะ – ปุตตะ แปลว่า ซ่อนเร้น ปิดบัง เรื่องของเด็ก หรือ บุตรในท้อง

                บทสรุปสำหรับดวงนี้ก็คือ ต้องแต่งงาน ในตอนอายุ ๑๙ ปี เนื่องจาก ลัคนาจรเข้าภพปัตนิ มีเกณฑ์พบคู่ และการแต่งงานนั้น เกิดจากการตั้งครรภ์ ไม่แต่งไม่ได้ เพราะฝ่ายเจ้าสาว มีหน้ามีตาในสังคม และเจ้าบ่าวก็อยู่ในฐานะมีอันจะกิน ยิ่งอาทิตย์ (๑) และศุกร์ (๖) จรเข้าภพปุตตะ ในวันแต่งงาน ยิ่งเห็นได้ชัดเจน เรื่องทั้งเรื่อง ก็มีอยู่เท่านี้แหละครับ

ตัวอย่างที่ ๒๕

 

                ชายผู้นี้แต่งงานเมื่ออายุ ๒๖ ปี พ้นจากวัยเบญจเพสมาเพียงปีเดียวเท่านั้น อันที่จริง ตอนเบญจเพส อายุ ๒๕ ปี นั้น เป็นเกณฑ์ที่จะพบเนื้อคู่ หรือ แต่งงานมากที่สุด เนื่องจาก ลัคนาจร จรเข้าทับลัคนาเดิม และ ดาวศุกร์ (๖) เจ้าเรือนพันธุ ซึ่งเป็นเกษตร เข้าเสวยอายุ และ ดาวเสาร์ (๗) เจ้าเรือนปัตนิ ซึ่งเป็นเกษตร เข้าเสวยแทรก แม้ผมจะไม่ทราบข้อมูล ว่าเขาพบกันเมื่อไร แต่สันนิษฐานได้เลยว่า ต้องพบกัน และรู้จักกันก่อน ไม่พบกันปุ๊บ แต่งงานกันปั๊บแน่ และเหตุที่เขาไม่ได้แต่งงานในวัย ๒๕ ปี อาจจะติดขัดด้วยดวงของฝ่ายหญิง ซึ่งยังไม่ถึงเกณฑ์แต่ง และถ้าพิจารณาให้ดี ดวงนี้ มีราหู (๘) เจ้าเรือนวินาศนะ อยู่ในภพปัตนิ ต้องทำนายว่า เจ้าชะตาจะได้คู่ที่มีตำหนิ เป็นชาวต่างชาติ ต่างภาษา ต่างถิ่นแดนไกล เป็นหม้าย ผ่านการมีเรือนมาแล้ว และคู่นั้น มักอยู่ห่างไกล มีการได้เสีย อยู่กินกันก่อนแต่งงาน

                มาดูกันว่า เหตุใด เจ้าชะตาจึงแต่งงานตอนอายุ ๒๖ ปี เมื่อเราวางลัคนาจร ในพื้นดวงเดิมที่ราศีสิงห์ ภพกฏุมพะ ก็จะทำให้ มฤตยู (๐) ดาวที่มาเสวยอายุ ซึ่งเป็นดาวเจ้าเรือนมรณะเดิม กลายเป็นดาวเจ้าเรือนปัตนิ ของลัคนาจรในพื้นดวง โดยที่มฤตยู (๐) นั้น จรอยู่ในภพศุภะ ของลัคนาจร (ปัตนิ – ศุภะ แปลว่า มีโอกาสได้คู่ สมหวัง มีความสำเร็จในเรื่องคู่) มีดาวศุภเคราะห์ถึง ๔ ดวง คือ อาทิตย์ (๑) พุธ (๔) พฤหัสบดี (๕) และ ศุกร์ (๖) เกษตร เล็ง มีจันทร์ (๒) ทำมุมร่วมธาตุ ถือว่าได้ รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์หลายดวง และนี่เอง คือ เหตุผลสำคัญ ที่ทำให้เจ้าชะตา ต้องแต่งงานตอนอายุ ๒๖ ปี แม้จะเจอเนื้อคู่ หรือ พบคู่ ตอนอายุ ๒๕ ปี ก็ตาม

                มาดูดาวจรวันที่แต่งงานกันบ้าง จะเห็นว่า ในภพปัตนิของพื้นดวงเดิมที่ราศีธนูนั้น มีดาวพฤหัสบดี (๕) และ ดาวพุธ (๔) ไปสถิตอยู่ โดยจรทับดาวเสาร์ (๗) เจ้าเรือนปัตนิเดิม มีดาวศุกร์ (๖) มหาอุจจ์ โยคหน้า มีจันทร์ (๒) มหาอุจจ์ ตรีโกณ มีอาทิตย์ (๑) นำหน้า แบคคัส (บ) เล็ง ถือว่า เสาร์ (๗) เจ้าเรือนปัตนิ ในพื้นดวง ได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์ทุกดวง

                มาดูดาวจร ในดวงดาวจร หรือ ดวงวันแต่งงาน จากลัคนาจรที่ราศีสิงห์ จะเห็น อาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนลัคนาจร จรอยู่ในภพปัตนิ และ ดาวมฤตยู (๐) เจ้าเรือนปัตนิของลัคนาจร จรมากุมลัคนาจร โดยมีราหู (๘) เจ้าเรือนลาภะ และ พลูโต (พ) เจ้าเรือนศุภะ กุมลัคนาจร และเสาร์ (๗) ปัตนิเดิม ทำมุมร่วมธาตุ ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้นนี้ เจ้าชะตาจึงต้องแต่งงานตอนอายุ ๒๖ ปี มากกว่า ๒๕ ปี

 

ตัวอย่างที่ ๒๖

 

                หญิงผู้นี้ คือ คู่สมรส หรือ คู่แต่งงาน ของชายดวงที่แล้ว พอเห็นอายุของเธอในวันแต่งงาน ซึ่งมีอายุมากกว่าฝ่ายชายถึง ๕ ปี ก็ทำให้สันนิษฐานได้ว่า น่าจะผ่านการมีคู่มาก่อน เธอแต่งงานครั้งนี้ อายุเธอได้ ๓๑ ปี ลัคนาจรตกอยู่ใน ภพปัตนิ ถือว่า เป็นเกณฑ์ของเธอ ที่จะมีคู่ หรือ ได้แต่งงาน

                การที่หญิงผู้นี้ ได้สามีที่มีอายุอ่อนกว่ากันนั้น เนื่องจาก ในพื้นดวงของเธอ ดาวพลูโต (พ) เจ้าเรือนปุตตะ ไปอยู่ในภพปัตนิ และ ราหู (๘) เจ้าเรือนปัตนิ ไปอยู่ในภพปุตตะ

                เมื่อวางลัคนาจรในภพปัตนิ ทำให้พฤหัสบดี (๕) เจ้าเรือนปัตนิ ไปอยู่ในภพวินาศนะ โดยมีดาวพุธ (๔) กุม อาทิตย์ (๑) นำหน้า ศุกร์ (๖) ตามหลัง แบคคัส (บ) โยคหน้า จันทร์ (๒) ตรีโกณ ถือได้ว่า พฤหัสบดี (๕) แวดล้อมด้วยดาวศุภเคราะห์เกือบทุกดวง โดยมี จันทร์ (๒) ศุภเคราะห์อีกดวงหนึ่ง ทำมุมร่วมธาตุ จัดได้ว่า บรรดาศุภเคราะห์ทั้งหลาย ให้คุณแก่พฤหัสบดี (๕) เจ้าเรือนปัตนิ ของลัคนาจรเต็มที่ ทำให้เจ้าชะตาต้องแต่งงานในปีดังกล่าว

                มาดูผลกระทบของดาวจรต่อพื้นดวงเดิมกันบ้าง ในวันแต่งงาน ราหู (๘) เจ้าเรือนปัตนิ จรเข้าภพศุภะ มีเสาร์ (๗) เจ้าเรือนกฎุมพะ คู่มิตร ที่จรทับลัคน์ ทำมุมร่วมธาตุ ให้คุณกับราหู (๘)  ส่วนเกตุ (๙) ปัตนิอีกตัวหนึ่ง จรอยู่ในภพสหัชชะ แวดล้อมด้วยศุภเคราะห์ถึง ๔ ดวง คือ อาทิตย์ (๑) กุม ศุกร์ (๖) มหาอุจจ์ นำหน้า พฤหัสบดี (๕) และ พุธ (๔) ตามหลัง

                ราหู (๘) ปัตนิ ในพื้นดวงเดิม ที่อยู่ในภพปุตตะ มีดาวศุภเคราะห์ ที่เป็นมหาอุจจ์ โอบอุ้ม ล้อมหน้าหลัง ถึง ๒ ดวง คือ จันทร์ (๒) มหาอุจจ์ นำหน้า ศุกร์ (๖) มหาอุจจ์ ตามหลัง อาทิตย์ (๑) โยคหลัง ต่อท้ายด้วยพฤหัสบดี (๕) และ พุธ (๔) ตามมาเป็นขบวน ลักษณะเช่นนี้ ถือว่าให้คุณกับราหู (๘) เจ้าเรือนปัตนิ รวมทั้งเกตุ (๙) เจ้าเรือนปัตนิ อีกดวงหนึ่ง ในพื้นดวงเดิม ที่อยู่ในภพพันธุด้วย เพราะเท่ากับว่า ทั้งราหู (๘) และ เกตุ (๙) เจ้าเรือนปัตนิ มีดาวศุภเคราะห์พาดผ่านหลายดวง

 

เกณฑ์การพิจารณาการเลิกรา – หย่าร้าง

            อันที่จริง การพิจารณาเกณฑ์เลิกรา หย่าร้าง นั้น ไม่ใช่เรื่องยาก ดูจะง่ายกว่าเกณฑ์การพิจารณา การพบรัก มีคู่ หรือ แต่งงาน เสียอีก หลักใหญ่ใจความสำคัญก็คือ บาปเคราะห์ ที่มาเบียนในภพปัตนิ หรือ ดาวเจ้าเรือนปัตนิ รวมไปถึง ดาวศุกร์ (๖) ดาวจันทร์ (๒) ดาวอาทิตย์ (๑) ที่มีความหมายในเรื่องคู่ หากถูกบาปเคราะห์เบียนมาก ๆ ก็จะส่งผลกระทบเรื่องคู่ ถึงกับเลิกรา หย่าร้าง แยกทางกันได้

                หากนักศึกษามีความเข้าใจในการพิจารณาการพบคู่ แต่งงาน มาแล้ว ก็จะทำให้การพิจารณา การแยกทาง เลิกรา หย่าร้าง ได้ไม่ยาก ด้วยการพิจารณาในทางกลับกันนั่นเอง มาดูตัวอย่างของจริงกันเลย จะดีกว่า เอาดวงคู่แต่งงาน จากสองตัวอย่างก่อนหน้านี้ มาพิจารณา เพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจ ก็อย่างที่บอกเอาไว้ เกณฑ์แต่งงานมีได้ ก็เลิกราหย่าร้าง แยกทางกันได้ เป็นธรรมดา ซึ่งจุดที่ว่านี้ ต้องแยกพิจารณากันออกไป

           

ตัวอย่างที่ ๒๗

 

                จะไม่พูดถึงพื้นดวงนะครับ เพราะได้สอนเอาไว้มากแล้ว ตลอดทั้งดวงสมพงษ์ ก็เช่นกัน ขอให้นักศึกษา ลองอ่านพิจารณาด้วยตนเอง ว่า ทำไม ? สองคนนี้ ถึงอยู่กันไม่ยืด แค่ ๓ ปี เท่านั้น ก็ต้องแยกจากกัน ซึ่งการแยกทางกันนั้น เปรียบเสมือนสายน้ำ และ กาลเวลา ยากที่จะหวนกลับคืนมาได้ ของคู่กันนั้น หากแยกกัน ไม่ว่าด้วยเหตุใด ยากที่จะกลับมาคู่กันอีก เหมือนแก้วร้าว ยากที่จะประสานให้ดีดังเดิม

                ในวันที่เขาแยกทางกันนั้น ฝ่ายชาย อายุได้ ๒๙ ปี ลัคนาจร ตกอยู่ในภพปุตตะ ที่ราศีพิจิก เมื่อวางลัคนาจรในพื้นดวงเดิม เห็นได้ชัดเจนเลยนะครับ ว่า แบคคัส (บ) เจ้าเรือนปัตนิ ของลัคนาจร ที่อยู่ในภพศุภะ นั้น ถูกบาปเคราะห์เบียนทุกดวง กล่าวคือ พลูโต (พ) กุม เสาร์ (๗) ราหู (๘) เล็ง เกตุ (๙) มฤตยู (๐) กากบาท โดยมี อังคาร (๓) และ เนปจูน (น) นำหน้า เมื่อถูกกระหน่ำด้วยบาปเคราะห์มากมายทุกดวงขนาดนี้ ก็ต้องถึงจุดระเบิด ที่จะต้องแยกทางกัน

                มาดูดาวจรในวันแยกทางกันบ้าง ว่าส่งผลกระทบในพื้นดวงเดิมแค่ไหน ? จุดแรกก็คือ ดาวเสาร์ (๗) เจ้าเรือนปัตนิ จรเข้าภพมรณะ และยังถูกบาปเคราะห์ ส่งกระแสทำมุมให้โทษทุกดวง คือ พลูโต (พ) มฤตยู (๐) เล็ง, ราหู (๘) เกตุ (๙) เนปจูน (น) ตรีโกณ ทั้งสองมุม โดยมี อังคาร (๓) นำหน้า

                เสาร์ (๗) เจ้าเรือนปัตนิ ในพื้นดวงเดิม ทีเป็นเกษตรนั้น ถูกราหู (๘) เกตุ (๙) มฤตยู (๐) พลูโต (พ) จรทิ่มแทงในมุมปลายหอก โดยมีเนปจูน (น) และ ศุกร์ (๖) คู่ศัตรู ทำมุมกากบาทถึง ๒ มุม

                เมื่อวางลัคนาจร ในพื้นดวงดาวจร หรือ วันที่แยกทางกัน จะเห็นว่า แบคคัส (บ) เจ้าเรือนปัตนิ ในดวงดาวจร ที่อยู่ในภพศุภะ ถูกราหู (๘) เกตุ (๙) มฤตยู (๐) พลูโต (พ) ล้อมหน้าล้อมหลัง บีบให้อยู่ในที่คับขัน โดยมีเนปจูน (น) ทำมุมกากบาท

                ลักษณะของบาปเคราะห์ ที่จรให้โทษ กับเจ้าเรือนปัตนิในพื้นดวงเดิม และ ดาวปัตนิของลัคนาจร มากมายเช่นนี้แหละครับ เป็นเหตุที่ทำให้เกิดการเลิกราหย่าร้างได้ง่าย โดยไม่ต้องมาคำนึงถึงว่า จะมีบาปเคราะห์จรเข้าภพปัตนิหรือไม่ ? อย่างเช่นดวงนี้ ที่ไม่มีบาปเคราะห์ใด ๆ จรเข้าภพปัตนิเลย

                มาพิจารณาดาวเสวยอายุ เสวยแทรก กันบ้าง ? อายุ ๒๙ ปี ดาวศุกร์ (๖) เข้าเสวยอายุ ดาวอาทิตย์ (๑) เข้าเสวยแทรก ดูให้ดีนะครับ ในพื้นดวงเดิมนั้น ทั้งศุกร์ (๖) และ อาทิตย์ (๑) ต่างก็ถูกบาปเคราะห์ ทำมุมให้โทษหลายดวง โดยมี มฤตยู (๐) เกตุ (๙) เล็ง ราหู (๘) เสาร์ (๗) พลูโต (พ) กากบาททั้งสองมุม อันมุมกากบาท หรือ มุมเล็ง เช่นนี้ เป็นมุมหัก สามารถทำให้เกิดการพังทะลาย ล้มครืนได้ทุกเมื่อ เมื่อดาวศุกร์ (๖) เป็นดาวแห่งความรัก เข้ามาเสวยอายุ ช่วง ๒๑ ถึง ๓๐ ปี และถูกบาปเคราะห์เบียนมากอย่างนี้ หากขืนพบรัก มีคู่ หรือ แต่งงานในวัยนี้ การันตีเลยครับ ไปไม่รอด จอดไม่ต้องแจว ล้านเปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ศุกร์ (๖) จะเป็นเกษตรก็ตาม คือ อาจได้คู่ดี แต่ใช่ว่า คู่ที่ดี จะทำให้ไปกันรอด อยู่กันได้ ซะเมื่อไหร่ ถ้าอะไรต่อมิอะไร มันเข้ากันบ่ได้ เว้ากันบ่ฮู้เฮื่อง คงต้องย้ายแยก แตกกันโลด

                และเหตุที่ต้องมาพังทะลาย ในวัย ๒๙ ปี ที่อาทิตย์ (๑) เสวยแทรก ทั้ง ๆ ที่ อาทิตย์ นั้น ไม่ใช่ดาวที่เกี่ยวข้องกับปัตนิในดวงชายโดยตรง เนื่องจาก อาทิตย์ (๑) ในพื้นดวงนั้น เป็นนิจ ซึ่งถือว่า เป็นช่วงดวงตกในปีนั้น ทีนี้อยากจะรู้ว่าตกเรื่องอะไร ก็ต้องดูว่า อาทิตย์ (๑) นั้น สัมพันธ์กับดาวอะไรบ้าง เช่น ในดวงนี้ กุมกับศุกร์ (๖) ดาวที่มีความหมายเกี่ยวกับคู่ครอง ความรัก การแต่งงาน ก็ต้องแยกทางกัน, ศุกร์ (๖) เป็นดาวเจ้าเรือนภพพันธุ หมายถึง บ้าน เมื่อแยกทางกัน ก็ต้อง แยกบ้าน ย้ายที่อยู่อาศัย ฯลฯ เป็นต้น

 

ตัวอย่างที่ ๒๘

 

                มาพิจารณาฝ่ายหญิงกันบ้าง ขอละเอาไว้ ไม่กล่าวถึงพื้นดวง และ จุดสมพงษ์ เช่นกัน เรามาพิจารณากันที่  อายุของเธอ  ในวันที่แยกทางกัน เธออายุได้ ๓๔ ปี ย่าง ๓๕   ลัคนาจรของเธอ  ตกอยู่ในภพกัมมะ ที่ราศีกันย์ และเมื่อวางลัคนาจรลงในพื้นดวงเดิมแล้ว จะเห็นว่า เนปจูน (น) เจ้าเรือนปัตนิ ของลัคนาจรนั้น จรอยู่ในภพวินาศนะ โดนอังคาร (๓) ดาวฆาต หรือ มรณะ ในตัวมันเอง เกาะกุม โดยมีเสาร์ (๗) และ ราหู (๘) ส่งกระแสร่วมธาตุ เสริมกำลังดาวอังคาร (๓) ให้โทษแก่เนปจูน (น) เจ้าเรือนปัตนิอย่างร้ายแรง นอกจากนั้น ในภพปัตนิ ของลัคนาจร ยังมี มฤตยู (๐) และ เกตุ (๙) ไปเบียนอยู่ ทำให้เธอต้องประสบปัญหากับคู่ครอง ถึงกับต้องแยกทางกันเดิน

                มาดูดาวจรที่ส่งผลกระทบต่อพื้นดวง จะเห็นว่าดวงเธอนั้น มีราหู (๘) เกตุ (๙) คราสร้าย รวมตัวกันทั้งหัวและหาง เป็นเกษตรเจ้าเรือนปัตนิ จรเข้ามาเบียนอยู่ โดยมี จันทร์ (๒) เจ้าเรือนมรณะร่วมแจม อยู่ในภพปัตนิ อย่างนี้ถือว่า บาปเคราะห์เบียนในภพปัตนิอย่างร้ายแรงที่สุด นอกจากนี้ ราหู (๘) ปัตนิ ในพื้นดวงเดิม ที่ราศีเมษ ยังถูก เนปจูน (น) บาปเคราะห์ร้าย เล็งให้โทษ โดยมีดาวศุกร์ (๖) ประ ซึ่งมีสภาพไม่ต่างจากบาปเคราะห์ จรทับอยู่ สำหรับพฤหัสบดี (๕) ศุภเคราะห์ที่จรทับราหู (๘) นั้น ช่วยอะไรไม่ได้ เนื่องจาก ในพื้นดวงเดิม เป็นดาวเจ้าเรือนลัคน์ ในภพอริ เมื่อจรมาทับ กลับจะให้โทษ ไม่แตกต่างไปจากบาปเคราะห์ เพราะมาจากเรือนอริ

                มาดูดาวเกตุ (๙) ปัตนิอีกตัวหนึ่ง เกตุ (๙) นั้น ถูก อังคาร (๓) ดาวฆาต จรทับ มีเนปจูน (น) พลูโต (พ) มฤตยู (๐) ทำมุมปลายหอกทิ่มแทง โดยมีอังคารตั้งรับอยู่ปลายหอก ถือว่าเป็นจุดเบียนที่รุนแรงที่สุด  และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ชีวิตรัก การแต่งงาน ของเธอต้องอับปาง อย่างไม่มีทางเลี่ยง

                อายุ ๓๔ ปี จันทร์ (๒) เจ้าเรือนมรณะ เข้าเสวยอายุ เสาร์ (๗) เจ้าเรือนสหัชชะ เข้าเสวยแทรก แม้จะไม่เกี่ยวกับเรื่องปัตนิ โดยตรง แต่อย่าลืมว่า ดาวจันทร์ (๒) มรณะนั้น ไปลอยอยู่ในภพปัตนิ ในวันที่แยกทางกัน และในพื้นดวงนั้น จันทร์ (๒) ก็เป็นประ ลอยอยู่ในเรือนเสาร์ (๗) ทำให้เสาร์ ต้องกระแสมรณะไปด้ว ลักษณะที่ดวงชะตา โดนกระแสมรณะ เสวยอายุ เสวยแทรก เช่นนี้ ต้องมีเกณฑ์พลัดพราก สูญเสีย เลิกราหย่าร้าง เปลี่ยนแปลงชีวิต ส่วนจะเป็นเรื่องใด ต้องดูอย่างอื่นประกอบ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว


สารบัญ