ธาตุ ๔ ในโหราศาสตร์

*************************

                สรรพสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้   ถ้าจะจำแนกตามลักษณะประจำตัวออกเป็นหมวดหมู่แล้ว เราสามารถแบ่งออกเป็น ๔ จำพวกด้วยกัน ซึ่งเรียกกันโดยทั่ว ๆ ไป ว่า "ธาตุ ๔" คือ ธาตุไฟ (ความร้อนธาตุดิน (ความหนักแน่นมั่นคง) ธาตุลม (ความอ่อนไหวพัดพลิ้ว) และ   ธาตุน้ำ (ของเหลวที่แปรเปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะ)  เรื่องของไฟ ดิน ลม น้ำ มีความสำคัญในศาสตร์ทุกแขนง    ไม่เฉพาะในวิชาโหราศาสตร์เท่านั้นแต่ ธาตุทั้ง ๔ ยังมีบทบาทและความสำคัญอย่างยิ่งในการศึกษาค้นคว้า  ทดลอง  นำไปใช้   ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์, แพทย์ศาสตร์, พุทธศาสตร์, ไสยศาสตร์(ศาสตร์เร้นลับ) ฯลฯ ผู้ศึกษาจำเป็นต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจให้ดี เมื่อเข้าใจดีแล้วจะทำให้สามารถปรับเปลี่ยน แก้ไข ดัดแปลง นำไปใช้ในการแก้ป้ญหาต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

               ยกตัวอย่างในด้านการแพทย์ เวลาคนเราเจ็บไข้ไม่สบายเป็นหวัด มีน้ำมูก เสลด เสมหะในทางการแพทย์ถือว่า "ธาตุน้ำกำเริบ" หรือ ร่างกายได้รับความชื้นมาก วิธีการแก้ไขแบบง่าย ๆ ก็คือ การพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ทำร่างกายให้อบอุ่น ห้ามดื่มน้ำเย็นเป็นอันขาด ถ้ามีอาการตัวร้อน เพราะ "ธาตุไฟกำเริบ" ด้วย ต้องแก้ไขด้วยการลดอุณหภูมิในร่างกาย วิธีง่าย ๆ ก็นำผ้าชุบน้ำเช็ดตัวอยู่บ่อยๆ ดื่มน้ำให้มาก ๆ เพราะน้ำจะเป็นตัวปรับอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่เป็นปกติ

              ปกติในร่างกายของเราจะประกอบไปด้วยธาตุทั้งสี่ คือ ไฟ ดิน ลม น้ำ ความร้อนและอุณหภูมิในร่างกายของเรา จัดเป็นธาตุไฟ, เลือด, น้ำย่อย, น้ำลาย ของเหลวในร่างกายทุกชนิด จัดเป็นธาตุน้ำ, เนื้อหนังมังสา, กระดูก, เส้นเอ็น, เนื้อเยื่อ, อวัยวะทุกส่วน จัดเป็นธาตุดิน ส่วนธาตุลมในร่างกายก็คือ ลมหายใจ, ความดันโลหิตโดยธาตุทั้งสี่จะต้องอยู่ในสภาวะที่สมดุล ทำงานประสานกันด้วยดี ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดปกติ หรือเกเร ไม่ให้ความร่วมมือ หรือหนีหายไปจากร่างกายแล้ว ก็มีทางให้เลือก ๒ ทาง คือ ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต (เจ็บไข้น่ะแหละครับ)

           ทางด้านพุทธศาสตร์ ก็จะเห็นได้ง่ายในเรื่องของการพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการปฏิบัติสมถกรรมฐาน ที่มีการพิจารณาธาตุทั้งสี่ ในหมวดของ "กสิณ ๑๐คือ เตโชกสิณ (เพ่งไฟเป็นอารมณ์) อาโปกสิณ (เพ่งน้ำเป็นอารมณ์) วาโยกสิณ   (เพ่งลม หรือความว่างเปล่าเป็นอารมณ์ พวกเพ่งลูกแก้วน่ะแหละครับ) และ ปฐวีกสิณ (เพ่งดินเป็นอารมณ์) รายละเอียดขอเว้นไม่กล่าวนะครับ หากใครสนใจก็ลองหาตำรับตำราศึกษาค้นคว้า หาครูอาจารย์ที่ "เก่งจริง" เรียนรู้และปฏิบัติเอาเอง

            แล้วไสยศาสตร์ล่ะ ทำไมต้องรู้เรื่องของธาตุด้วย เหตุผลหรือครับ เพราะเรื่องของไสยศาสตร์นั้นเป็นเรื่องของการฝึกจิต มีพื้นฐานมาจากจิตศาสตร์ หรือการปฏิบัติกรรมฐาน เท่าที่ผมทราบก่อนที่จะมีการใช้เวทมนตร์คาถา จะต้องมีการตั้งธาตุหรือตั้งสติให้เป็นสมาธิเสียก่อน โดยภาวนาว่า" นะ มะ พะ ทะ" (หัวใจธาตุทั้ง ๔) จนจิตเป็นสมาธิ มีกำลังกล้าแข็ง หรือเกิดองค์ฌาน   คนที่สามารถกำหนดจิตให้เข้าถึงองค์ฌานชั้นสูงสุด   คือชั้นที่ ๔ (จตุถฌาน) จะเกิดสมาธิแนบแน่นที่เรียกว่า "อัปนาสมาธิ" แล้วรู้จักการ"ถอยจิต"   ให้มาอยู่ในระดับที่ ๒ (ทุติยฌาน) อย่างคล่องแคล่วรวดเร็วมากเท่าไร  ก็จะสามารถใช้เวทย์มนตร์คาถา หรือ "อธิษฐานจิต  ให้เกิดฤทธิ์อภิญญา ๖ ได้มากและมีประสิทธิผลมากเท่านั้น(อภิญญาคือความรู้พิเศษอันเกิดจากฌานสมาบัติ  ได้แก่   ระลึกชาติ รู้อนาคต ล่วงรู้จิตใจ รู้การเวียนว่ายตายเกิดรู้ทำอาสวะให้สิ้น สามารถแสดงฤทธิ์เช่น หูทิพย์ ตาทิพย์  ล่องหน หายตัว ฯลฯ)

                วกมาเข้าเรื่องโหราศาสตร์กันดีกว่า เรื่องธาตุในโหราศาสตร์ มีเพียง ๔ ธาตุ เท่านั้นนะครับ หากท่านไปอ่านเจอตำราพรหมชาติ มีธาตุทอง ธาตุไม้ ธาตุเหล็กล่ะก็ อย่าไปคิดสงสัยให้มันฟุ้งซ่าน เพราะธาตุที่ว่ามานี้ จัดอยู่ในประเภทธาตุดิน คือมีความหนักแน่นมั่นคง แข็งแรง ทนทาน มันก็เท่านั้นเอง ที่นี้เรามาทำความรู้จักธาตุทั้งสี่กันก่อนดีกว่า ว่ามันมีลักษณะอย่างไร   มีบทบาทหรืออิทธิพลในการดำเนินชีวิตตามหลักโหราศาสตร์อย่างไร ค่อย ๆ อ่านและทำความเข้าใจไป     ไม่นานหรอกครับท่านอาจจะเป็นนักโหราศาสตร์ที่เก่งกาจ โดยไม่ได้ตั้งใจก็ได้

                ธาตุไฟ (เตโชธาตุ) เป็นธาตุที่มีความร้อน เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วถ้าถึงจุดแห่งองค์ประกอบของมัน (ความร้อน, เชื้อเพลิง และอ๊อกซิเจน) และดับได้อย่างรวดเร็วถ้ารู้วิธี ตามพุทธวิธีที่ว่า สิ่งใดเกิดแต่เหตุ สิ่งนั้นย่อมดับไปเพราะเหตุ (ถ้าดึงเอาส่วนที่เป็นสาเหตุให้เกิดไฟออกอันใดอันหนึ่ง ไฟจะดับทันที)

                ธาตุลม (วาโยธาตุ) เป็นธาตุที่มีความรวดเร็ว ว่องไว เบาหวิว พริ้วไป พริ้วมา ฟุ้งกระจาย มองไม่เห็นด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยกายและใจ เป็นธาตุที่เกิดขึ้นมาจากหลายเหตุหลายวิธี    ทั้งที่เกิดเองตามธรรมชาติ เช่น การหมุนของโลก, ความกดอากาศ ฯลฯ และที่มนุษย์ทำขึ้น เช่น การหมักแก๊สขี้หมู การทดลองทางวิทยาศาสตร์ ฯลฯ เป็นต้น    ในทางโหราศาสตร์ ถือว่าอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด  จินตนาการคือธาตุลม

                ธาตุน้ำ (อาโปธาตุ) เป็นธาตุที่มีลักษณะเหลว มักไหลลงสู่ที่ต่ำ แทรกซึม เปลี่ยนรูปทรงไปตามภาชนะ ปรับอุณหภูมิได้ง่าย จนสามารถเปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลายเป็นของแข็ง (น้ำแข็งและก๊าซ(ไอน้ำ) ได้ และเป็นส่วนสำคัญที่จะก่อให้เกิดสิ่งมีชีวิตทุกชนิด

          ธาตุดิน (ปฐวีธาตุ) เป็นธาตุที่หนักแน่น มั่นคง แข็งแรง ทนทาน เปลี่ยนแปลงได้ยากกว่าทุกธาตุในทางโหราศาสตร์ จัดเอาพืชพันธุ์ ธัญญาหาร อยู่ในธาตุดิน ตลอดจนเครื่องประดับ อัญมณีต่างๆ อีกด้วย รายละเอียดจะได้กล่าวถึงในภายหลัง เรื่องของธาตุยังไม่จบ    ในตอนหน้าท่านจะได้ทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างธาตุการจำแนกธาตุในระดับต่าง ๆ ตลอดจนอิทธิพลของดวงดาวที่ครอบงำธาตุ ฯลฯ อย่าพลาดในการติดตามนะครับ


ตอนที่ ๒

                เรื่องของธาตุมีความสำคัญและมีอิทธิพลมากในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพร่างกายการเลือกทำเลที่อยู่อาศัยหรือทำเลการค้า ตลอดจนการใช้คนทำงาน หรือใช้สิ่งต่างๆ จัดวางสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้อง ถูกโฉลก ถูกธาตุ  จะทำให้บังเกิดประโยชน์เกื้อกูล ผลดีตามมา ดังนั้นเมื่อเราได้รู้คุณลักษณะของธาตุต่าง ๆ แล้ว เราจำเป็นต้องเรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างธาตุ และการนำไปใช้ ดังจะอธิบายได้ดังนี้

               . ธาตุที่เป็นมิตรหรือมีอุปการะคุณต่อกัน  จัดออกเป็น ๒ คู่ คือ

                ธาตุไฟกับธาตุลม  กล่าวคือ ลมทำให้ไฟลุกโหมกระพือโชติช่วงชัชวาลย์  ขณะเดียวกันเมื่อเกิดความไฟหรือความร้อน    จะทำให้อากาศตรงนั้นลอยตัวขึ้นสูง อากาศอีกที่หนึ่งก็จะพัดเข้ามาแทนที่ ทำให้เกิดลม

                  ธาตุน้ำกับธาตุดิน  กล่าวคือ น้ำให้ความชุ่มชื้นกับดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ นำไปใช้ประโยชน์ได้ ส่วนดินนั้นย่อมกักเก็บน้ำเอาไว้ ให้มีหลักแหล่งพักพิง  (เขื่อนกั้นน้ำ, ภาชนะใส่น้ำ) ทำให้น้ำเกิดประโยชน์และคุณค่าในด้านต่าง ๆ เช่นกัน

                . ธาตุที่เป็นศัตรูหรือไม่เกื้อหนุนกัน จัดเป็น ๒ คู่ คือ

                    ธาตุไฟ กับธาตุน้ำ  ใคร ๆ ก็ทราบกันดีทุกคนว่าน้ำกับไฟนั้นเข้ากันไม่ได้ เรียกว่าต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไปเลยทีเดียว  น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ และเช่นเดียวกันกับที่น้ำมากย่อมดับไฟได้ น้ำกับไฟจะอยู่ร่วมกันได้ก็ต่อเมื่อมีธาตุอื่น ๆ มาร่วมด้วยครบทั้งสี่ธาตุ   และต้องอยู่ในสภาวะที่สมดุล ตามคุณลักษณะหรือธรรมชาติแห่งสิ่งนั้น ๆ  เช่น ร่างกายคน สัตว์ ที่ประกอบด้วยธาตุ ๔ เป็นต้น

                    ธาตุลม กับธาตุดิน  คู่นี้ก็เช่นกันไม่น่าจะเข้ากันหรือไปด้วยกันได้เลย  ลมเป็นธาตุเบาบาง ล่องลอยไม่อยู่กับที่  ส่วนดินเป็นธาตุหนักแน่นมั่นคง มีหลักแหล่ง  นอกจากนั้นแล้วคู่นี้ยังเป็นศัตรูหรือปฏิปักษ์ต่อกันด้วย กล่าวคือ ลมจะพัดผ่านดินไปไม่ได้ถ้าดินนั้นมีความมั่นคงแข็งแรง เช่น  ภูเขาที่ตั้งเด่นเป็นแนวยาว จะเป็นกำแพงกั้นลมไม่ให้พัดผ่านไปได้    ส่วนดินนั้น หากไม่แข็งแรงทนทานพอ ถ้าเจอลมพายุเข้าหรือลมมีกำลังมากกว่าภาชนะ สิ่งของนั้น ๆ ล่ะก็ มีโอกาสปลิวไปตามลม หรือลมกัดเซาะภูเขาหรือดินให้เว้าแหว่งเสียรูปทรงไปเลยแม้จะนานหน่อยก็ตาม เช่น แกรนด์ แคนยอน, แพะเมืองผี (.แพร่) เป็นต้น

              เมื่อเราทราบว่าธาตุใดเป็นมิตรหรือศัตรูกันแล้ว    ก็จะเป็นเรื่องง่ายในการแยกแยะหรือนำมาใช้สอยให้ถูกเรื่องราว ก่อให้เกิดประโยชน์ อย่างเช่น   ในดวงชะตาของแต่ละคน เมื่อผูกดวงขึ้นมาแล้ว โหรเขาจะเขียนคำบรรยายใต้ดวงชะตาว่า ท่านเป็นคนราศีใด ธาตุอะไร และเขาก็จะทำนายนิสัยใจคอของคนผู้นั้นไปตามลักษณะแห่งราศีและธาตุ อย่างเช่น

                คนราศีสิงห์ (ธาตุไฟ) มักจะเป็นคนใจร้อน ทำอะไรทำจริงมีความจริงใจ มีลักษณะของการเป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า หยิ่งในเกียรติ รักศักดิ์ศรี ไม่ยอมใครง่าย ๆ ฯลฯ  ในขณะที่ราศีกรกฎ(ธาตุน้ำ) มักจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ง่าย มีมนุษยสัมพันธ์ดี  ใจคอเยือกเย็น มักคล้อยตาม (เหมือนน้ำไหลสู่ที่ต่ำ ต้องการที่อยู่อาศัยคือภาชนะหรือมิตรสหายไม่ถือสาหาความกับใคร หากคนสองคนนี้อยู่ด้วยกัน แล้วบังเอิญไปมีเรื่องกับคนอื่นเข้าให้  คนราศีสิงห์บอก"ฆ่าได้หยามไม่ได้ ต้องเอาเรื่องถึงที่สุด "  ส่วนคนราศีกรกฎ กลับบอกว่า   " ยอมเขาเถอะ แม้เราจะเสียเปรียบ เสียศักดิ์ศรี เป็นความกินขี้หมาดีกว่า   สรุปผลออกมา คนราศีสิงห์กับกรกฎ หรือคนธาตุไฟกับน้ำนั่นแหละครับ ที่จะตีกันเอง

                มาดูตัวอย่างคนธาตุดินกับธาตุลมบ้าง อย่างคนราศีมังกร (ธาตุดิน  มักจะเป็นคนหนักแน่นมั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรง่าย ๆ ค่อนข้างซีเรียส เจ้าทุกข์ คิดมาก หนักเอาเบาสู้ พอมาอยู่กับคนราศีตุลย์ (ธาตุลม) ซึ่งมีนิสัยใจคอแตกต่างหรือตรงกันข้าม    คือ ชอบฟุ้งเฟ้อ ฉาบฉวย เจ้าสำรวย รักสวยรักงามไม่ซีเรียสจริงจังอะไรนัก ไม่คิดมาก สนุกสนานไปวัน ๆ รับรองได้เลยว่า คนคู่นี้หากอยู่ด้วยกัน หรือเกิดจับคู่แต่งงานกันเข้า มีหวัง "จอดไม่ต้องแจว" ลูกเดียว

                    ในทางโหราศาสตร์ ได้จัดแบ่งราศีออกเป็น ๑๒ ราศี แต่ละราศีจะอยู่ประจำธาตุต่าง ๆ ธาตุละ ๓ ราศี และมีดาวประจำธาตุหรือประจำราศี(เรียกว่า เกษตร) นั้นๆ ซึ่งจะนำมาบันทึกเอาไว้ เพื่อประโยชน์ในการอ่านเรื่องราวทางโหราศาสตร์ในภายหลัง ดังนี้ (ดูภาพประกอบ)

               

    ราศีธาตุไฟ ได้แก่ ราศีเมษ (ต้นธาตุ) มีดาวพลูโต () เป็นดาวประจำราศี, ราศีสิงห์ (กลางธาตุ) มีดาวอาทิตย์ () เป็นดาวประจำราศี, และ ราศีธนู (ปลายธาตุ) มีดาวพฤหัสบดี () เป็นดาวประจำราศี

                ราศีธาตุดิน ได้แก่ ราศีมังกร (ต้นธาตุ)  มีดาวเสาร์ () เป็นดาวประจำราศี ราศีพฤษภ (กลางธาตุ)  มีดาวแบคคัส () เป็นดาวประจำราศี, และราศีกันย์ (ปลายธาตุ) มีดาวพุธ () เป็นดาวประจำราศี

                ราศีธาตุลม ได้แก่ ราศีตุลย์ (ต้นธาตุ) มีดาวศุกร์() เป็นดาวประจำราศี ,ราศีกุมภ์ (กลางธาตุ) มีดาวมฤตยู () เป็นดาวประจำราศี  และราศีเมถุน (ปลายธาตุ)   มีดาวราห ู() และเกตุ () เป็นดาวประจำราศี

              ราศีธาตุน้ำ ได้แก่ ราศีกรกฎ (ต้นธาตุ) มีดาวจันทร์ () เป็นดาวประจำราศี,ราศีพิจิก (กลางธาตุ) มีดาวอังคาร() เป็นดาวประจำราศี และราศีมีน(ปลายธาตุ) มีดาวเนปจูน () เป็นดาวประจำราศี

                ถ้าท่านสามารถจดจำเรื่องของราศี ดาวประจำราศี และดาวประจำธาตุได้แล้วล่ะก็ ต่อไปท่านก็จะสามารถแยกแยะสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นคุณและเป็นโทษ ไปด้วยกันได้หรือไม่ ได้อย่างสบาย รายละเอียดต่างๆ คงจะได้นำมาเสนอในโอกาสต่อไป แล้วแต่ว่าเรื่องที่เขียนนั้น  จะโยงเข้ามาถึงเรื่องข้างต้นหรือไม่


บทความโหราศาสตร์