ดวงนายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๔ ของไทย

                 ประวัติศาสตร์ชาติไทย จะต้องจารึกเอาไว้อีกหน้าหนึ่ง เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้ พลเอกสุรยุทธ์  จุลานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ องคมนตรี ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๔ ของไทย ซึ่งโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ได้ถ่ายทอดสดพิธีรับพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ ตั้งแต่เวลา ๑๖.๓๐ น. เป็นต้นไป นับเป็นนิมิตหมายอันดี และยังความปลาบปลื้มใจแก่พสกนิกรชาวไทยทั่วทุกหัวระแหง เพราะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ท่านนี้  เป็นที่กล่าวขวัญในด้านความซื่อสัตย์ จงรักภักดี มีความรอบรู้ในเรื่องของการเมือง การปกครอง และศรัทธาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เป็นทหารนักประชาธิปไตย อีกท่านหนึ่ง ที่คนไทยทุกหมู่เหล่า และนานาประเทศทั่วโลกยอมรับ

                ในโอกาสนี้ ผมจึงใคร่ขอถือโอกาส นำดวงชะตาของท่าน มาวิเคราะห์วิจารณ์ เพื่อเป็นแนวทางในด้านการศึกษาโหราศาสตร์ ให้กับสมาชิกเวปไซด์ และท่านที่สนใจ หากมีข้อบกพร่อง ผิดพลาดประการใด ก็ต้องขอกราบประทานอภัยมา ณ โอกาสนี้

                ท่านนายกฯ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์  ท่านถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ เวลาพระบิณฑบาต ที่จังหวัดเพชรบุรี ตรงกับวันเสาร์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๙ ปีมะแม เมื่อได้ข้อมูลมา ผมก็ทำการผูกดวง โดยลงเวลาเกิดของท่านไว้ที่ เวลา ๐๖.๒๐ น. เมื่อเฉลิมรูปดวงชะตาของท่าน และผมได้อ่านและวิเคราะห์ดวงชะตาของท่านในเบื้องต้นแล้วเห็นว่า สอดคล้องกับประวัติชีวิต และผลงานของท่าน คือ อ่านแล้วทุกอย่างลงตัว ผมจึงได้จัดทำบทความชิ้นนี้ขึ้นมาเป็นวิทยาทาน อย่างเร่งด่วน หรือ สด ๆ ร้อน ๆ ก่อนใครอื่นก็ว่าได้

                ดวงชะตาของท่านนายก ฯ พลเอกสุรยุทธ์ เป็นดวงชะตาที่ได้เกณฑ์ดวงมาตรฐาน ที่ใช้ในการพิจารณาผู้ที่มีอำนาจวาสนา บารมี คือ ได้เกณฑ์ที่เรียกว่า “ดวงสามเหลี่ยม” หรือ “ดวงหนุมาน” กล่าวคือ มีดาวเรียงรายเป็นกระจุกติดต่อกัน ๓ ราศี และมีลัคนาอยู่ตรงกลาง โบราณท่านถือว่า เป็นดวงที่มีฤทธิ์มาก ไม่มีใครปราบได้ มีอำนาจบารมีสูง ศัตรูจะแพ้ภัย จะแคล้วคลาดอันตรายทั้งหลายทั้งปวง มีผู้คนให้ความเคารพยำเกรง ล้อมหน้าล้อมหลัง เปรียบประดุจดาวที่ล้อมหน้าล้อมหลังลัคนานั่นเอง

                เมื่อพิจารณาดวงของท่าน จะพบว่า ลัคนาของท่านนั้น อยู่ในราศีสิงห์ ธาตุไฟ มีอาทิตย์ (๑)เกษตรราศีสิงห์ กุมลัคน์ มีพุธ (๔) เกษตรราศีกันย์ ศุกร์ (๖) และเนปจูน (น) นำหน้า มีจันทร์ (๒) เกษตร ราศีกรกฎ พฤหัสบดี (๕) ราหู (๘) เกตุ (๙) พลูโต (พ)  และแบคคัส (บ) ตามหลัง สรุปแล้ว มีดาวกุมลัคน์ และล้อมหน้าล้อมหลัง รวมกลุ่มกัน ๓ ราศีติดต่อกัน ถึง  ๑๐ ดวง (รวมทั้งราหู และเกตุ) ด้วยเหตุนี้ ทำให้ท่านเป็นคนเด่น คนดัง มีผู้คนแวดล้อมและให้ความเคารพนับถือท่านมากมาย มีวาสนาบารมี มีตำแหน่งสูงสุดในแวดวงทหาร ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำงานรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี และได้รับความไว้วางใจ จากคณะปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เสนอรายชื่อเพื่อโปรดเกล้า ฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๔ ของไทย เพื่อแก้ไขวิกฤติ ปัญหาบ้านเมือง ให้เรียบร้อยโดยมีกำหนดระยะเวลาหนึ่งปี

                ท่านนายก ฯ พลเอกสุรยุทธ์ ท่านไม่ได้เป็นม้ามืดมาจากไหน เป็นตัวเก็ง เต็งหนึ่ง ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มาตลอดระยะเวลาร่วมปีที่ผ่านมา ที่มีการเรียกร้องให้นายก ฯ ทักษิณ ลาออก และเสนอแนวคิดที่จะให้มีนายก ฯ พระราชทาน โดยกลุ่มพันธมิตร ฯ ท่านก็ติดชื่อตัวเก็ง เต็งหนึ่งมาโดยตลอด ดังนั้น จึงไม่เป็นที่สงสัย หรือกินแหนงแคลงใจอะไรมากนัก ในสายตาของคนทั่วไป ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ จะเสนอชื่อท่านเป็นนายกรัฐมนตรี และได้รับการโปรดเกล้า ฯ เป็นนายกรัฐมนตรีในที่สุด

                ดวงชะตาของท่าน ไม่ธรรมดาเลยนะครับ ขอบอก เพราะดาวที่ล้อมหน้าล้อมหลังลัคนานั้น เป็นดาวศุภเคราะห์ที่ให้คุณแก่ดวงชะตาทุกดวง คือ อาทิตย์ (๑) เกษตร กุมลัคน์ พุธ (๔) เกษตร ศุกร์ (๖) นำหน้า จันทร์ (๒) เกษตร พฤหัสบดี (๕) มหาอุจ และแบคคัส (บ) มหาลาภ ตามหลัง ดังนั้น คนที่ห้อมล้อมตัวท่าน หรือสังคมที่ท่านเข้าไปเกี่ยวข้องพัวพัน จึงเป็นสังคม ที่พบพานกับคนดีมีศีลธรรมเสียส่วนมาก ส่วนดาวที่เหลือที่เป็นบาปเคราะห์ จำนวน ๔ ดวงนั้น คือ เนปจูน (น) ประธานบาปเคราะห์ เจ้าเรือนมรณะ นำหน้า พลูโต (พ) เจ้าเรือนศุภะ ราหู (๘) เกตุ (๙) คราสร้าย ตามหลัง คือ ถูกบาปเคราะห์ ๔ ดวง บีบเรือนหน้าหลัง ก็ย่อมส่งผลให้ท่านพบพานกับคนที่เลวทรามต่ำช้า คนที่จ้องคิดร้ายทำลายท่าน ไม่ซื่อสัตย์ จริงใจ หรือจงรักภักดีในตัวท่านบ้าง แต่ก็เป็นส่วนน้อย มักจะลอบกัดหรือลอบทำร้าย และไม่อาจทำอะไรท่านได้ ถ้าในขณะนั้น ดวงท่านไม่ตก หรือ อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องรับกรรมไม่ดีตามที่กำหนดไว้ในดวงชะตา ศัตรูเหล่านี้ทำอะไรท่านไม่ได้อย่างแน่นอน

          ลัคนาราศิสิงห์ โดยมี อาทิตย์ (๑) เกษตรราศีสิงห์ กุมลัคน์ ทำให้ท่านตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของราศีสิงห์ และอาทิตย์ (๑) โดยแท้ เมื่อเราได้เห็นรูปร่างลักษณะ การเดินเหิน การพูดจา และการกระทำของท่านแล้ว จะเห็นว่า ท่านเป็นคนที่รูปร่างสันทัด อกผาย ไหล่ผึ่ง ท่วงท่าเดินที่ตรง หลังไม่งอ  ดูเด่นเป็นสง่า สมกับลักษณะของสิงโตเจ้าป่ามิผิดเพี้ยน

                ท่านเป็นคนที่พูดจาตรงไปตรงมา เชื่อถือได้ในทุกคำพูด มีคำพูดความคิด การกระทำที่สอดคล้องต้องกัน เพราะดาวพุธ (๔) ดาวแห่งการเจรจา เป็นเกษตร นำหน้าอาทิตย์ (๑) และลัคนา จะเห็นได้จากคำพูดของท่านที่กล่าวเสมอว่า “ผมคิดเสมอว่า ผมไม่เหมาะกับการเมือง” เมื่อมีนักการเมือง หรือ หลายคนที่ยังไม่ได้เล่นการเมือง และคิดจะเล่นการเมือง ชวนท่านเข้าพรรค หรือก่อตั้งพรรคใหม่ ไม่ต้องอื่นไกล ขนาดพลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครอง ฯ ได้เอ่ยปากขอร้องท่านให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะได้รับความเห็นชอบจากคณะปฏิรูป ฯ ท่านเองยังได้กล่าวปฏิเสธถึง ๒ ครั้ง มาครั้งสุดท้าย ที่ท่านยอมรับ ต้องใช้เวลาเกลี้ยกล่อม ยกความจะเป็น และความเหมาะสมในการที่เลือกท่าน และขอร้องท่าน ให้เห็นแก่ชาติบ้านเมือง อีกทั้งการที่ท่านมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีชั่วคราวในครั้งนี้ ก็ไม่ได้เป็นการ “เล่นการเมือง” แต่เป็นการเอาจริงเอาจังกับบ้านเมือง ในอันที่จะเข้ามาแก้ไขวิกฤติ ปัญหาต่าง ๆ ของชาติบ้านเมือง โดยไม่หวังผลตอบแทนให้แก่ตัวเอง ครอบครัว และพวกพ้อง ซึ่งต่างจากนักการเมืองทั่วไปที่ประสบพบเห็นมา

                อาทิตย์ (๑) เกษตรราศิสิงห์ คือ เจ้าป่า ราชา หรือ ผู้นำ เมื่อกุมลัคน์ และแวดล้อมด้วยดาวศุภเคราะห์ทุกดวง จึงทำให้ท่านเหมาะที่จะเป็นผู้นำในทุกสังคมที่ท่านเข้าไปข้องแวะด้วย และทุกสังคมที่ท่านเป็นผู้นำ จะเป็นสังคมที่ได้รับความสงบสุข และราบรื่น ลูกน้อง หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา  หรือ ผู้อยู่ภายใต้การปกครองของท่าน ล้วนรักและนับถือท่าน เปรียบประดุจพ่อบังเกิดเกล้าด้วยกันทุกคน

                ตั้งแต่ผมอ่านดวงนายกรัฐมนตรีของไทยที่ผ่านมาหลายต่อหลายคน นอกจากดวงของ พลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ หรือ ป๋าเปรม ที่มีความสัตย์ซื่อและจงรักภักดี แล้ว ก็เห็นดวงของท่าน พลเอกสุรยุทธ์ นี่แหละ ที่จะเป็นตัวตาย ตัวแทนของป๋าเปรมได้     เนื่องจากทั้งสองท่านนั้น มีลัคนาที่ราศิสิงห์ และมีอาทิตย์ (๑) เป็นเกษตรกุมลัคน์เหมือนกัน  ดังนั้น ลักษณะนิสัย ใจคอ ความประพฤติ แนวทางความคิดเห็นต่าง ๆ ผมเชื่อว่า ท่านพลเอกสุรยุทธ์ จะต้องถอดแบบมาจากป๋าเปรมทุกเรื่อง ข้อสำคัญ ท่านพลเอกสุรยุทธ์นั้น ท่านเคยเป็นทหารคนสนิทของป๋าเปรม ได้ชื่อว่าเป็น “ลูกป๋า” คนหนึ่ง เคยทำงานรับใช้ใกล้ชิดป๋าเปรมในขณะที่ป๋าเปรมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายให้เข้ามาแก้ปัญหา “ทุจริตข้าว” และมีบทบาทสำคัญในเรื่องการแก้ไขปัญหาคอมมูนิสต์ ตามคำสั่งที่ 66/23 ทำให้พรรคคอมมูนิสต์แห่งประเทศไทย ต้องล่มสลาย หายไปจากแผ่นดินไทยจนทุกวันนี้

                ดาวจันทร์ (๒) เกษตรราศีกรกฎ ที่โอบอุ้มลัคนาอยู่ข้างหลัง พร้อมกับแบคคัส (บ) และพฤหัสบดี (๕) นั้น แม้จะเป็นจันทร์ข้างแรม ๑๓ ค่ำ เกือบดับมืดก็ตาม ก็ไม่ได้ให้โทษอย่างไรแก่ดวงชะตา กลับส่งเสริมหรือให้คุณเสียอีก เพราะถ้าเป็นจันทร์ในข้างขึ้นเดือนหงาย หรือเต็มดวง ย่อมจะถูกราหู (๘) และเกตุ (๙) คราสร้ายที่เกาะกุมให้โทษบดบังแสงสว่าง  นี่แสดงให้เห็นว่า ราหู (๘) กับเกตุ (๙) ที่กุมดาวจันทร์ (๒) อยู่นั้น ทำอะไรจันทร์ไม่ได้ เพราะจันทร์ ไม่มีแสงสว่างจะให้บดบัง เปรียบได้กับเต่าที่หดตัวในกระดอง แล้วศัตรูทำอะไรไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น

                โบราณท่านว่า ดูรูป ดูจริต ให้ดูจันทร์ จะเห็นว่า ในพื้นดวงของท่านนั้น จันทร์ (๒) เป็นเกษตร ในภพวินาศนะ ที่แปลว่า ที่ห่างไกล เร้นลับ ไม่เปิดเผย หรืออยู่เบื้องหลัง เมื่อกุมกับดาวแบคคัส (บ) เจ้าเรือนกัมมะ หมายถึง การงานอาชีพ หรือ การดำเนินกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ทำให้ท่านมีอุปนิสัยใจคอที่รักความสงบ ถือสมถะ พอใจในสิ่งที่ตนมีตนได้  ชอบป่าเขาลำเนาไพร รักธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่สวยสดงดงาม ปราศจากมลภาวะที่เป็นพิษ ตลอดชีวิตของท่าน รักการเดินป่า หรือ ล่องไพร เที่ยวชมป่าเขาลำเนาไพร สิงสาราสัตว์ หรือเป็นนักนิยมไพร มีความรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่า และสมุนไพรเป็นอย่างดียิ่ง จึงได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่ง “ประธานมูลนิธิอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่” และเป็นที่ปรึกษาของเยาวชนกลุ่ม “รักษ์เขาใหญ่” ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ ในชื่อ “ลุงแอ๊ด” (อันที่จริงชื่อเล่นของท่านคือ "แอ่ด" แต่ออกเสียงเพี้ยนไปเป็น "แอ๊ด")

          ในเรื่องของการงานอาชีพของท่านนั้น จะเห็นว่า ในเรือนกัมมะของท่าน มีดาวอังคาร (๓) ที่เป็นดาวเกี่ยวกับทหารโดยตรง กุมกับดาวเสาร์ (๗) กัมมะโลกธรรม ที่ใช้ในการพิจารณาเกี่ยวกับการงานอาชีพ เสาร์ (๗) เป็นดาวธาตุดิน เมื่อกุมกับอังคาร (๓) ท่านจึงรับราชการในกองทัพบก หรือ เป็นทหารเดินดิน หรือ เป็นทหารราบ และอังคาร (๓) ยังกุมกับมฤตยู (๐) ที่เป็นดาวธาตุลม หมายถึง อากาศ ท่านจึงเป็นทหารกองรบพิเศษ หรือ ทหารพลร่ม ต้องขึ้นเครื่องบิน และโดดร่มลงมาอีกด้วย

                เสาร์ (๗) เป็นดาวทุกข์ระทมขมขื่น เป็นดาวแห่งปัญหาอุปสรรค การงานที่หนักหน่วง แบกภาระรับผิดชอบอย่างมากมาย เมื่ออยู่ในภพกัมมะ หรือ ลอยเหนือศีรษะขณะเกิด จึงส่งผลให้ท่านต้องระทมขมขื่น ลำบากตรากตรำ แบกภาระรับผิดชอบในเรื่องของการงาน และการดำเนินชีวิตอย่างต่อเนื่อง แทบจะไม่มีเวลาเป็นตัวของตัวเอง ท่านมักมีเรื่องทุกข์ร้อนใจ เป็นความทุกข์ที่ฝังแน่นอยู่ในใจ ชนิดที่ยากจะถอดถอนออกไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความทุกข์ใจที่เกิดจากพ่อ ซึ่งเป็นบุพการีของท่าน

                ท่านได้ชื่อ หรือ ถูกตราหน้าจากสังคมว่า “เป็นลูกคอมมูนิสต์” ซึ่งเป็นเรื่องจริง ที่ท่านไม่อาจปฏิเสธได้ เนื่องจากคุณพ่อของท่าน คือ พันโทพโยม จุลานนท์ นั้นเป็นเคยเป็นทหารระดับเสนาธิการ มีความใกล้ชิดกับ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เคยร่วมงานรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลของหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ทว่าด้วยแนวคิดที่ค่อนข้างเป็นตัวของตัวเองสูง ภายหลังจึงขัดแย้งกับ “สองผู้ยิ่งใหญ่” ในยุคนั้น คือ จอมพล ป.และ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ หรือ “อัศวินเผ่า” จึงได้เข้าร่วมกับคณะ “กบฏเสนาธิการ” เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๑ แต่ไม่สำเร็จ จนต้องลี้ภัยไปยังประเทศจีน และเริ่มซึมซับแนวลัทธิ “คอมมูนิสต์”

ช่วงนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ เพิ่งมีอายุแค่ 5-6 ขวบ แต่ก็ต้อง "พลัดพรากจากพ่อ" ซึ่งลี้ภัยไปอยู่แดนไกล ภายหลัง พ.ท.พโยมได้กลับเมืองไทยในช่วงเวลาสั้น ๆ ในปี 2500 หลังจากการเมืองเปลี่ยนขั้ว และได้ลงสมัครรับเลือกตั้งจนได้เป็น ส.ส.เพชรบุรี แต่ไม่นานนักรัฐบาลของจอมพล ป. ก็ถูกยึดอำนาจโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อปี 2501 พ.ท.พโยม และคณะ จึงต้องหลบลง "ใต้ดิน" อีกครั้ง คราวนี้ พ.ท.พโยม ต้องหลบอยู่นานหลายปี และต้องลุกขึ้นมาจับอาวุธสู้รบในนาม "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" (พคท.) มีนามเรียกขาน คือ "สหายคำตัน"

ส่วนเส้นทางชีวิตของลูกนั้น หลังจากเรียนจบนายร้อย จปร.รุ่น 12 แล้ว ก็เริ่มเข้ารับราชการในยศ “ร้อยตรี” ตั้งแต่ปี 2508 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของ พคท. โดยนับตั้งแต่ปี 2510- 2511 เป็นต้นมา พ.ท. พโยม ก็มีบทบาทสูงใน พคท. จนกระทั่งปี 2518 จึงได้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ คือ "เสนาธิการ" ของ กองทัพปลดแอกแห่งประเทศไทย (ทปท.) และใช้ชีวิตอยู่ในเขตรอยต่อชายแดนไทย-ลาว ในพื้นที่ จ.น่าน

สถานะของทั้งคู่ที่ถือว่าเป็น "ศัตรู" กันโดยตรง   จึงทำให้ พล.อ.สุรยุทธ์ ลำบากใจอย่างมาก เพราะทางหนึ่งก็กลัวว่าจะต้อง "เผชิญหน้า"  กับพ่อของตัวเองในสนามรบ และอาจ "พลั้งมือ" ยิงถูกพ่อของตัวเองตายโดยไม่ได้ตั้งใจ  อีกทางหนึ่งก็ถูกจับจ้องด้วยสายตาหวาดระแวงจากคนในกองทัพ นั่นคือช่วงชีวิตที่  พล.อ.สุรยุทธ์ ขมขื่นกับคำว่า "ลูกคอมมิวนิสต์" เป็นอย่างยิ่ง  

แต่ถึงที่สุดก็ได้ปฏิบัติงานในหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ จนได้รับ "ความไว้วางใจ" จากผู้บังคับบัญชาในภายหลัง  ด้วยวิถีชีวิตที่เป็น "เส้นขนาน"   กับพ่อ จึงทำให้ พล.อ.สุรยุทธ์ ได้เจอกับพ่อน้อยครั้งมาก  โดยในห้วงปี 2521  สุขภาพของสหายคำตัน      ก็เริ่มทรุดหนัก จึงถูกส่งไปรักษาที่เมืองจีน และมาทรุดหนักอีกครั้งในปี 2523 ปีนี้เองที่ พล.อ.สุรยุทธ์ ได้ "เจอพ่อ" หลังจากไม่ได้เจอกันมาเกือบ 20 ปี

การพบกันครั้งนั้นเป็นเพราะได้รับการประสานจากคณะของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งจะเดินทางไปจีนพอดี และ "ชั้นเชิงทางการทูต" ของ พล.อ.ชาติชาย ก็ทำให้พ่อลูกได้พบหน้ากันอีกครั้ง  ทว่า สุขภาพของ พ.ท.พโยม  หรือสหายคำตัน  ก็ย่ำแย่มากแล้ว นั่นจึงเป็นการ   "พบกันครั้งสุดท้าย" ของพ่อลูกคู่นี้ "คุณพ่อบอกว่า...เราคงจะได้พบกันครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว..."

พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวถึง "คำพูดสุดท้ายของพ่อ" ไว้ได้อย่างกินใจไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ "เส้นทางเหล็ก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จากลูกคอมมิวนิสต์ สู่ ผบ.ทบ." โดย วาสนา นาน่วม

พลูโต (พ) เจ้าเรือนศุภะ ที่มีความหมายถึง เกียรติยศ ชื่อเสียง ความดีงาม อำนาจ วาสนา บารมี และ บิดาในดวงชาย ที่อยู่ในภพวินาศนะนั้น มีดาวจันทร์ (๒) เกษตร พฤหัสบดี (๕) มหาอุจจ์ ศุภเคราะห์ที่ให้คุณอย่างยิ่งในดวงชะตากุม มีอาทิตย์ (๑) เกษตร นำหน้า มีพุธ (๔) เกษตร และศุกร์ (๖) โยคหน้า ถือได้ว่า พลูโต (พ) ได้รับกระแสที่ดี จากการกุมและเดินนำหน้าถึง ๓ ราศี เป็นโยคเกณฑ์ที่ให้คุณแก่ดวงชะตา จึงส่งผลให้ท่านมีเกียรติยศ ชื่อเสียง ความดีงาม อำนาจ วาสนา บารมีสูงส่ง เป็นที่ปรากฎแก่คนทั่วไป

แต่เนื่องจากพลูโต (พ) อยู่ในภพวินาศนะ และถูกบาปเคราะห์ ราหู (๘) เ กตุ (๙) ดาวคราสร้าย เกาะกุม บดบัง จึงทำให้ท่านต้องเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียง มีเรื่องมัวหมอง ทุกข์ใจ เพราะคนไม่รู้เรื่องราว ก็ย่อมจะเข้าใจผิด ในคำว่า “ลูกคอมมูนิสต์” ก็คงจะเจริญรอยตามพ่อ แต่ในที่สุด เมื่อถึงเวลาที่กรรมเก่าในเรื่องนี้ ที่ท่านทำไม่ดีเอาไว้แต่ชาติปางก่อนสิ้นสุดลง คราสร้ายไม่อาจบดบังความดี และความจริงได้อีกต่อไป ท่านจึงได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชา ได้มอบหมายงานสำคัญ ทำให้ตำแหน่งหน้าที่ราชการของท่าน เจริญรุ่งเรืองรุดหน้าเป็นลำดับ โดยไม่มีปัญหาอุปสรรคใด ๆ

พลูโต (พ) เจ้าเรือนศุภะ ที่หมายถึง บิดาของท่าน เมื่อได้รับกระแสที่ดีจากดาวศุภเคราะห์ และอาทิตย์ (๑) ที่หมายถึง บิดา ก็เป็นเกษตร แวดล้อมด้วยดาวศุภเคราะห์ ย่อมเป็นเครื่องบ่งบอกได้อย่างดีว่า บิดาของท่านนั้นเป็นคนดี มีเกียรติศักดิ์ เป็นชายชาติทหาร มียศถึง พันโท เป็นที่เคารพนับถือ ของคนทั่วไป แต่เนื่องจากพลูโต (พ) ได้รับกระแสที่ชั่วร้ายจากบาปเคราะห์ ราหู (๘) เกตุ (๙) เกาะกุม อาทิตย์ (๑) ที่หมายถึง บิดา ก็ถูกเนปจูน (น) มรณะ บีบหน้า ราหู (๘) เกตุ (๙) พลูโต (พ) บีบหลัง จึงทำให้บิดาของท่าน มีความคิดที่ผิดแผกแตกต่าง อุดมการณ์ทางการเมืองไม่ตรงกับผู้มีอำนาจ ท่านจึงคิดปฏิวัติ แต่ทำไม่สำเร็จ เลยต้องเป็นกบฏ หนีหัวซุกหัวซุนไปอยู่จีนแดง ก็คงถูกล้างสมอง ซึมซับลัทธิคอมมูนิสต์ กลายเป็นคอมมูนิสต์ เป็นภัยต่อประเทศชาติในที่สุด ตัวท่านเองต้องพลัดพรากจากบิดาตั้งแต่อายุได้ ๕ – ๖ ขวบ และโดยหน้าที่ทหาร ก็ต้องเป็นปฏิปักษ์ต่อบิดา ต้องอยู่คนละทิศ คนละทาง พลัดพรากจากกันครั้งสุดท้าย นานถึง ๒๐ ปี นับว่า ชีวิตของท่านนั้น ยิ่งกว่านวนิยายเสียอีก น่าจะนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์มากกว่า อดีตนายกทักษิณ ฯ เป็นไหน ๆ

ดาวมฤตยู (๐) จ้าวแห่งการปฏิวัติ และการเปลี่ยนแปลงกระทันหัน หรือ เป็นดาวพลิกล็อค ก็ว่าได้ ดาวดวงนี้เมื่อลอยเหนือศีรษะขณะเกิด จึงส่งอิทธิพลแก่ท่านในเรื่องของการพลิกล็อค เปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างกระทันหัน หลายครั้งหลายหน เริ่มจากอายุ ๕ – ๖ ขวบ ในฐานะของลูกนายทหาร เสนาธิการที่มีอนาคตก้าวไกล ต้องกลายเป็นลูกของกบฎ และลูกของคอมมูนิสต์, ตัวท่านนั้น เป็นทหารราบ อยู่พื้นดินดี ๆ ก็ถูกย้ายให้ไปเป็นทหารพลร่ม ขึ้นเครื่องบินโดดร่มกลางอากาศ, อยู่กองรบพิเศษทหารพลร่ม หลายปีนึกว่าจะได้ดิบได้ดี เจริญเติบโตในหน้าที่ราชการในสายนี้ ก็โดนย้ายไปเป็นครูโรงเรียนสงครามพิเศษ ศูนย์สงครามพิเศษ เรียกว่า ย้ายจากหน่วยรบ แนวหน้า มาเป็นครูผู้สอนที่อยู่แนวหลัง ไม่มีหน้าที่ในการสู้รบ, เป็นครูที่ศูนย์สงครามพิเศษได้สัก ๒ ปี จังหวะชีวิตพลิกผันไปในทางที่ดีขึ้น ได้กลับไปเป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ ๔ กรมผสมที่ ๒๓ คือ กลับมาอยู่หน่วยรบอย่างเดิม แม้จะไม่ใช่หน่วยพลร่ม กองรบพิเศษ ที่ท่านมีใจรัก และหวังจะเจริญเติบโตในสายนี้ , และแล้วก็เติบโตในตำแหน่งหน้าที่ราชการในสายทหารราบ เรียกว่าอยู่มานานถึง ๘ ปี นึกว่าจะติดยศพลตรีในสายนี้ และแล้วชะตาก็พลิกล็อกอีก เมื่อได้รับการแต่งตั้งให้กลับมาเป็น ผู้บังคับการกรมรบที่ ๑ กองพลรบพิเศษที่ ๑ ยังความดีใจแก่ท่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้กลับมาถิ่นเดิมที่ตนรัก

ในช่วงที่ติดยศ พันเอกพิเศษ ผู้บังคับการกรมรบที่ ๑ กองพลรบพิเศษที่หนึ่ง หรือที่เรียกว่า “พลร่มป่าหวาย” นี้ ท่านได้รับการวางตัวให้เป็นนายทหารคนสนิท ของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อติดยศพลตรี ท่านวิตกกังวลมาก เพราะการติดยศพลตรีนอกหน่วยนั้น อาจจะไม่ได้กลับมายังหน่วยที่ตนรักอีกก็ได้ แต่เมื่อรุ่นพี่ พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ รับปากว่า ให้ไปอยู่กับป๋าเปรมก่อน และจะต้องได้กลับมาแน่ ท่านจึงต้องไปเป็นทหารคนสนิทของพลเอกเปรม ติดยศ พลตรี ประจำตำแหน่งสำนักปลัดกลาโหม และในที่สุด  ท่านก็ได้กลับมายังหน่วยที่ท่านรักอีกครั้งจริง ๆ เมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ผู้บัญชาการกองรบพิเศษที่ ๑ และได้เป็น ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จนได้เป็น แม่ทัพภาคที่ ๒ ซึ่งโอกาสที่จะเป็นรองผู้บัญชาการทหารบก และก้าวมาเป็นผู้บัญชาการทหารบก อันเป็นตำแหน่งสูงสุดของกองทัพบกมีมาก แต่แล้วโชคชะตาก็พลิกล็อคอีกจนได้ เมื่อถูกย้ายให้เข้ากรุ ไปเป็น ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก และเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐

ท่านคงนึกท้อแท้ในโชคชะตาที่พลิกผันอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน นึกว่าจะถูกเก็บอยู่ในกรุจนเกษียณซะแล้ว แต่ก็นั่นแหละครับ เมื่อเมฆหมอกร้ายจางจากไป หรือกรรมเก่าที่ทำไว้หมดสิ้นลง พระอาทิตย์ก็ส่องแสงสว่างในชีวิตของท่าน ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ผู้บัญชาการทหารบก เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ชนิดที่เหนือความคาดหมาย หรือ นึกว่าฝันไปเลยเชียว ตัวท่าน และใคร ๆ ก็คิดว่า ท่านจะเกษียณอายุราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และแล้วฟ้าก็ผ่าเปรี้ยงลงมา เมื่อไอ้หน้าเหลี่ยมระแวงว่า ท่านจะปฏิวัติ จึงตัดไฟแต่ต้นลม เด้งท่านจากผู้บัญชาการทหารบก ให้ไปเป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ และเกษียณอายุราชการในตำแหน่งนี้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๖

ท่านเป็นคนสมถะ รักสันโดษ คือ พอใจในสิ่งที่ตนมีตนได้ เมื่อเกษียณอายุราชการแล้ว ท่านคิดจะออกบวชไม่สึก และท่านก็ออกบวชจริง ๆ บวชอยู่กว่า ๓ เดือน จนใครต่อใครคิดว่า ท่านคงดื่มด่ำในรสพระธรรม บรรลุแจ้งเห็นจริงในสัจธรรม บวชไม่สึกเป็นแน่แท้ แต่แล้วท่านก็ต้องสึกจากพระ หรือ “หลวงพ่อ” ออกมา เพื่อรับตำแหน่ง “องคมนตรี”

หลายครั้งหลายครา ที่ท่านปฏิเสธตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยคำพูดที่ว่า “ผมไม่เหมาะกับการเมือง” ซึ่งเป็นเรื่องจริง ลักษณะนิสัยใจคอของท่าน เป็นนักการเมือง หรือเล่นการเมืองไม่ได้ แต่ในที่สุด เมื่อเบื้องบนได้ลิขิตมาแล้ว ว่าท่านจะต้องรับภาระรับผิดชอบที่หนักหน่วง ต้องเป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ประเทศชาติกำลังพบวิกฤติ และปัญหาหลายด้าน ชีวิตท่านก็เลยพลิกล็อค จาก “องคมนตรี” มาเป็น “นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๔” ของประเทศไทยจนได้ นี่แหละสัจธรรม และกรรมที่ส่งผลให้ต้องได้รับ เพราะหน้าที่ต้องเป็นหน้าที่ และ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

ชะตาชีวิตที่พลิกผัน หรือ พลิกล็อคทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น เกิดจากอิทธิพลของมฤตยู (๐) จ้าวแห่งการปฏิวัติ พลิกล็อค พลิกผันอย่างกระทันหัน ที่ลอยเหนือศีรษะขณะเกิดในภพกัมมะนั่นเอง ยิ่งมีอังคาร (๓) คู่อุบัติเหตุ หรือคู่แห่งการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง เฉียบพลันด้วยแล้ว ชะตาชีวิตของท่านจึงพลิกคว่ำ พลิกหงาย หมุนสลับสับเปลี่ยนไปตามแรงกรรมของท่าน อย่างที่พรรณามา

มฤตยู (๐) เป็นดาวเจ้าเรือนปัตนิ เมื่อมาอยู่ในภพกัมมะ เป็นที่ทราบกันดีถึงคำทำนาย จากการผสมภพ หรือ ผสมเรือนว่า ปัตนิ – กัมมะ เจ้าชะตามักจะได้คู่ที่พบปะกันในวงงาน เป็นเพื่อนร่วมงาน หรือ ทำงานในสายวิชาชีพเดียวกัน ซึ่งก็ตรงกับความเป็นจริงในชีวิตของท่าน เพราะภรรยาของท่านก็เป็นทหารบกเหมือนกัน คือ พันเอกคุณหญิงจิตรวดี จุลานนท์

เสาร์ (๗) เจ้าเรือนอริ ที่อยู่ในภพกัมมะ ทำให้ชะตาชีวิตของท่าน ต้องพบกับปัญหาอุปสรรคศัตรู ขวากหนามในการดำเนินชีวิตอยู่ตลอดเวลา เป็นภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่หนักหน่วง ยิ่งท่านมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในช่วงที่ดาวเสาร์ (๗) เสวยอายุ คือ ๖๑ ถึง ๗๐ ปี ด้วยแล้ว ท่านต้องพบพานศึกหนักแน่

อังคาร (๓) ดาวฆาต หรือ ดาวมรณะโลกธรรม ที่ลอยเหนือศีรษะขณะเกิด แม้จะเป็นประอ่อนกำลัง ส่งผลให้ท่านเป็นคนที่มีลักษณะนิสัย รอมชอม ประนีประนอม หรือพบกันครึ่งทางได้ก็ตาม แต่อังคารก็ย่อมเป็นอังคารวันยังค่ำ เมื่อถึงคราวที่ท่านจะต้องเด็ดขาด หรือต้องแตกหัก ท่านก็ต้องทำ ดังนั้น หากใครก็ตามหวังว่า จะให้ท่านสมานฉันท์แต่ถ่ายเดียวล่ะก็ เลิกหวังได้เลย

อังคาร (๓)  เป็นดาวเกี่ยวกับความกล้า ความขยัน หากอังคารในพื้นดวงไม่ส่งผลล่ะก็ จะกลายเป็นคนเกียจคร้าน ไม่กล้าพูด กล้าคิด ไม่กล้าตัดสินใจ ดังนั้น เราจะเห็นว่า ท่านพลเอกสุรยุทธ์นั้น ท่านเป็นคนกล้าคิด กล้าพูด กล้ากระทำ และกล้าตัดสินใจ ในสิ่งที่ท่านเห็นว่า จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม และประเทศชาติ เป็นนายทหารนักประชาธิปไตย ที่ไม่เคยคิดจะปฏิวัติ แต่การที่ท่านกล้าวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกนั้น เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ไอ้หน้าเหลี่ยมหวาดระแวง กลัวท่านจะปฏิวัติ จึงส่งผลเสียให้กับท่านโดนเด้งไปเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดดังกล่าว

ดาวพุธ (๔) ดาวแห่งมันสมอง ความคิด การเจรจา เป็นเกษตรนำหน้าลัคน์ ทำให้ท่านเป็นคนที่พูดจาเชื่อถือได้ คำพูดทุกคำพูดของท่าน รับรองได้ว่าไม่ผิดศีลในข้อวาจาใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นพูดปด พูดเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ พูดเสียดสี คนรอบข้างล้วนซาบซึ้งดีว่า ไม่มีในตัวท่านแน่ แต่ก็นั่นแหละครับ ในดวงของท่าน มีเนปจูน (น) บาปเคราะห์ร้าย เจ้าเรือนมรณะ กุมพุธ (๔) ดังนั้น ในบางครั้งบางครา ที่ท่านพูดตรง พูดจริงเกินไป ก็อาจจะไประคายหู กระเทือนใจ หรือแทงใจดำผู้ฟัง จนทำให้เกิดโทษกับตัวท่านได้ ดังนั้น การให้สัมภาษณ์ใด ๆ กับสื่อมวลชน ที่บางคน อาจจะไม่รู้กาลเทศะ ไม่รู้จักใช้คำพูด คำถามที่เหมาะสม ท่านต้องระวังให้มาก หากคำถามใดที่ท่านเห็นว่า ถามแล้วไม่เหมาะสม ท่านไม่ต้องตอบก็ได้ ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามทุกคำถามเสมอไป

อย่างเช่น มีนักข่าวจากสำนักข่าวแห่งหนึ่ง ถามท่านในเรื่องที่ท่าน มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ท่านเคยกล่าวเสมอว่า “ผมคิดเสมอว่า ผมไม่เหมาะกับการเมือง” โดยถามท่านว่า อย่างนี้ไม่เป็นการผิดคำพูดหรือ ? คำถามลักษณะเช่นนี้ เป็นคำถามที่ไม่สร้างสรรค์ ในสถานการณ์ที่ประเทศชาติของเรา กำลังต้องการคนดี มีความสามารถ มารับใช้บ้านเมือง เป็นคำถามที่ไม่วิเคราะห์คำพูดของผู้พูดให้ดี เป็นคำถามที่จาบจ้วง จ้องจับผิด ไม่มีสัมมาคารวะ เพราะการที่ท่านกล่าวว่า “ผมคิดเสมอว่า ผมไม่เหมาะกับการเมือง” นั้น เป็นคำพูดที่ออกมาจากใจของท่านอย่างจริงใจ เพราะลักษณะนิสัยใจคอ ที่รักสมถะ ถือสันโดษ ของท่านนั้น ไม่เหมาะที่จะมาอยู่ท่ามกลาง เสือ สิงห์ กระทิง แรด ในร่างของคนที่เล่นการเมือง เพราะมันโหดร้าย มีเล่ห์เหลี่ยม และมีพิษภัย มากกว่าสิงสาราสัตว์ที่ท่านพบเห็นในป่าเขาลำเนาไพร ยามเมื่อท่านล่องไพรเสียอีก

การที่ท่านมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีชั่วคราว ในช่วงระยะเวลาหนึ่งปีที่ว่านี้ ไม่ถือว่าท่านเล่นการเมือง หรือ เป็นนักการเมือง เพราะท่านไม่ได้เข้ามาเพื่อผลประโยชน์พวกพ้อง หรือสังกัดพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง การเข้ามานั้น เข้ามาเพราะเห็นแก่ประเทศชาติโดยส่วนรวม ไม่ใช่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว การบริหาร หรือนโยบายของท่าน ผมเชื่อว่า ท่านเน้นที่ประเทศชาติได้รับผลประโยชน์ก่อนอื่นใด ดังนั้น ท่านจึงเข้ามารับใช้ชาติในหน้าที่ของพลเมืองที่ดี หลังจากที่รับใช้ชาติในหน้าที่ของทหารหาญมาแล้ว ไม่งั้น ท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ , พลเอกเปรม ติณสูลานนท์, ท่านธานินทร์ กรัยวิเชียร และท่านอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ต้องเป็นนักการเมืองทุกคน แต่นี่ข้อเท็จจริงไม่ใช่ เพราะการณ์ปรากฎว่า ท่านทั้งหลายเหล่านี้ ไม่เคยข้องแวะ หรือสังกัดพรรคการเมือง ทำงานให้พรรคการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ส่วนมากจะได้รับการโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นองคมนตรี อันเป็นตำแหน่งที่เป็นกลางทางการเมืองแทบทุกท่าน


บทความโหราศาสตร์

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved