พยากรณ์ดวงเมืองบางกอก พ.ศ. ๒๕๕๐ (๑)

 

อันที่จริงบทความเรื่อง กายวิภาคจักรราศี ยังไม่จบโดยสมบูรณ์ แต่เนื่องจากในขณะนี้มีกระแสเรียกร้องให้ผมเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับ ดวงบ้านดวงเมือง หรือ วิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทย ตามหลักวิชาโหราศาสตร์ ระบบพลูหลวง  โดยข้อเรียกร้องดังกล่าวมีมา ตั้งแต่มีการปฏิวัติรัฐประหารครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๙ ซึ่งผมก็ผลัดผ่อนเรื่อยมา เพราะว่าบทความเรื่องกายวิภาคจักรราศียังไม่จบ ยังคาราคาซังอยู่ อีกทั้งผมมีโปรแกรมที่จะต้องเดินทางไปพักผ่อนที่เมืองไทย ในช่วงลอยกระทงที่ผ่านมา ต้องเคลียร์งานก่อนไป และหลังจากกลับมา ทำให้ไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง

ตอนนี้บทความเรื่องกายวิภาคจักราศี จบตอนในเรื่องราวของท่านเจ้าคุณนรรัตน ฯ ซึ่งเป็นตอนหนึ่งของผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งที่ลำคอ จึงเห็นเป็นโอกาสอันดีที่จะเขียนบทความ คำพยากรณ์เกี่ยวกับดวงบ้านดวงเมืองของไทย กันเสียที เพราะนี่ก็ใกล้จะสิ้นปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่แล้ว คงมีหลายท่านอยากจะทราบสถานการณ์ความเป็นไปของเมืองไทย อันเป็นที่รักยิ่งของเราในปีหน้า จึงเป็นที่มาของบทความขั้นรายการดังกล่าว

                การพิจารณาเหตุการณ์ความเป็นไป ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทุกเรื่อง จำเป็นอย่างยิ่งที่โหรจะต้องนำดวงเมืองบางกอก ที่สถาปนาขึ้นพร้อมกับกรุงรัตนโกสินทร์ มาใช้ในการพิจารณาทุกครั้ง แม้ประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบ “ราชาธิปไตย” มาเป็นระบอบ “ประชาธิปไตย” เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ก็ตาม ตราบใดที่ราชวงศ์จักรียังคงอยู่คู่กรุงรัตนโกสินทร์ และยังไม่มีการย้ายราชธานีไปที่อื่น ไม่มีการลงหลักปักเสาหลักเมืองใหม่ล่ะก็ ตราบนั้น ดวงเมืองบางกอกที่ผูกไว้ในสมัยรัชกาลที่ ๑ นี้ ยังคงใช้ในการพยากรณ์บ้านเมืองของไทยได้ตลอดไป

                ยังมีโหรหลายท่านเข้าใจผิด ด้วยเหตุที่ศาลหลักเมืองที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๑ ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวตามกาลเวลามาจนกระทั่งถึงรัชกาลที่ ๔ ชำรุดทรุดโทรมลงมาก พระองค์จึงทรงโปรดให้ทำองค์ศาล และสร้างเสาหลักเมือง พร้อมกับบรรจุดวงชะตาเมืองเสียใหม่

เสร็จแล้วมีการสมโภชแผ่นพระฤกษ์  ที่ได้บรรจุดวงชาตาพระนครลงซึ่งทำด้วยทองคำหนัก ๑ บาท แผ่กว้าง ๕ นิ้ว จารึกในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส, กรมหมื่นบวรรังษี (ทรงผนวชเป็นพระราชาคณะวัดรังษี) และพระสงฆ์ราชาคณะอีก ๓ รูป รวม ๕ รูปได้เจริญพระปริตรเวลาจารึก   นวันอาทิตย์ เดือนอ้าย แรม ๙ ค่ำ จุลศักราช ๑๒๑๔ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๙๕ เวลา ๑๑.๑๙ น.  ซึ่งโหรหลายท่าน นำเอาดวงชะตาในวันและเวลาดังกล่าว  มาใช้ในการพิจารณาเหตุการณ์บ้านเมือง อันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง

จริงอยู่ แม้จะมีการบรรจุดวงชะตาเมืองใหม่ ตามวันและเวลาดังกล่าว แต่ดวงชะตาเมืองของเก่านั้น พระองค์ไม่ได้ทรงทิ้งขว้าง เมื่อบูรณะปฏิสังขรณ์องค์ศาลแล้ว ก็ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ฝังไว้ในตำแหน่งเดิม โดยมีเสาหลักเมืองต้นใหม่อีกต้นหนึ่ง ปักเอาไว้เคียงข้างกัน ดังนั้น หากท่านเข้าไปในศาลหลักเมืองหลังใหม่ ปัจจุบัน ที่ทำเป็นรูปหลังคาจตุรมุข ท่านจะพบเห็นเสาหลักเมือง ๒ ต้น ต้นเล็ก เป็นต้นเก่าแก่ดั้งเดิม มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ส่วนต้นใหญ่ที่สูงกว่ากันนั้น สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔

เหตุที่ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๔ ท่านทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ศาลหลักเมือง และบรรจุดวงชะตาเมืองเสียใหม่นั้น ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงเชี่ยวชาญทางด้านโหราศาสตร์ พระองค์ทรงทราบดวงพระราชชะตาของพระองค์ ดวงชะตาบ้านเมือง ในยุคสมัยของพระองค์ และในยุคสมัยข้างหน้าเป็นอย่างดี พระองค์ทรงเห็นว่า ดวงพระราชชะตาของพระองค์นั้น พระราชลัคนาที่สถิตอยู่ในราศีกันย์ อยู่ในภพอริกับดวงเมืองบางกอก ที่มีลัคนาอยู่ในราศีเมษ ดังนั้น ในรัชกาลของพระองค์ พระองค์ทรงเชื่อว่า จะต้องมีอริราชศัตรู ทั้งภายในและภายนอก คอยจ้องที่จะทำลายล้าง สร้างความพินาศย่อยยับแก่พระองค์ และบ้านเมืองอย่างแน่แท้ ดังนั้น พระองค์ทรงทรงกระทำทุกวิถีทาง ที่จะเป็นการสะเดาะเคราะห์ หรือเป็นการแก้กรรม แก้ไขดวงชะตาตามหลักวิชาโหราศาสตร์

ประการแรก พระองค์ทรงโปรดให้พระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เป็นพระมหาอุปราช แต่ให้มีเกียรติยศอย่างพระเจ้าแผ่นดิน ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๙๔ มีพระราชสามัญนามตามพระสุพรรณบัตรว่า “พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว” หลังจากพระราชพิธีแล้ว ก็เสด็จออกเลียบพระนครทางสถลมารค เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๙๔ ตามพระราชประเพณีเมื่อพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์

การที่ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๔ ทรงสถาปนาพระอนุชาธิราช ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ควบคู่กับพระองค์นั้น นับเป็นปรากฎการณ์ครั้งแรก และครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ชาติไทยเลยทีเดียว ทั้งนี้ ถ้าว่ากันตามเหตุผลด้านการเมืองแล้ว มีบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ และเสนาบดีน้อยใหญ่ อีกเป็นจำนวนมาก ที่ให้การสนับสนุน และเห็นพ้องต้องกันที่จะทูลเชิญพระอนุชาธิราชขึ้นครองราชย์ต่อจากรัชกาลที่ ๓ แล้วจู่ ๆ ก็มีเสนาบดี และพระบรมวงศานุวงศ์อีกส่วนหนึ่ง โดยการนำของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ และ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ สองพี่น้องแห่งตระกูลบุนนาค ที่กุมอำนาจสูงสุดอยู่ในขณะนั้น ทูลเชิญล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๔ ที่ทรงผนวชอยู่นานถึง ๒๗ พรรษา และไม่ได้ทรงข้องแวะกับทางการเมือง หรือมีฐานอำนาจมาก่อน ให้ทรงลาผนวชเพื่อเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติ จึงเป็นการ “พลิกล็อค” อย่างถล่มทลาย อาจเป็นมูลเหตุที่ทำให้พระราชบัลลังก์ของพระองค์ทรงสั่นคลอนได้ จึงทรงสถาปนาพระอนุชาธิราชขึ้นครองราชย์คู่กับพระองค์ดังกล่าว

และถ้าจะว่ากันตามดวงชะตาของบ้านเมืองแล้ว ดวงของสมเด็จพระอนุชาธิราช หรือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงมีพระราชชะตา หรือ มีพระราชลัคนา ที่สมพงศ์กับดวงเมืองบางกอกมากกว่า ด้วยทรงมีพระราชลัคนาอยู่ในราศีสิงห์ ธาตุไฟ ต้องโฉลกกับดวงเมืองบางกอก ที่มีลัคนาอยู่ในราศีเมษ ธาตุไฟ แต่เนื่องจาก พระราชลัคนาของล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงมีพระราชลัคนาที่ราศีกันย์ ธาตุดิน เป็นตำแหน่งศูนยพาหะ หรือ นำหน้า พระราชลัคนาของพระอนุชาธิราช ที่อยู่ราศีสิงห์ ธาตุไฟ จึงเป็นเหตุทำให้มีอิทธิพลเหนือกว่า นำหน้าไปสู่เส้นชัยแห่งพระราชบัลลังก์ในที่สุด

ประการที่สอง ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ศาลหลักเมือง ขุดเสาหลักเมืองต้นเดิม สร้างเสาหลักเมืองต้นใหม่ บรรจุดวงเมืองเสียใหม่ ซึ่งดวงเมืองใหม่นั้น ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๙๔ เวลา ๑๑.๑๙ น. เมื่อเฉลิมรูปดวงชะตาแล้ว ลัคนาของดวงเมืองที่บรรจุใหม่ จะอยู่ในราศีกุมภ์ ธาตุลม อันเป็นภพลาภะของลัคนาดวงเมืองเดิม ที่อยู่ราศีเมษ ธาตุไฟ ซึ่งดวงเมืองใหม่นี้ มีอาทิตย์ (๑) กุมกับพฤหัสบดี (๕) ดาวคู่ธาตุไฟ ลอยอยู่เหนือศีรษะ หรือ ภพกัมมะของดวงชะตา จึงส่งผลดีให้กับดวงชะตาเดิม หรือ ดวงเมืองบางกอกที่ผูกขึ้นในรัชกาลที่ ๑ สรุปง่าย ๆ  ก็คือ ดวงเมืองที่บรรจุใหม่ สร้างและทำขึ้น เพื่อเสริมดวงเมืองเดิมให้เข้มแข็งขึ้น สำหรับผ่อนหนักเป็นเบา กลับร้ายกลายเป็นดี ซึ่งกาลต่อมาเมื่อเกิดเหตุร้ายใด ๆ แก่บ้านเมือง เราจะเห็นว่า ไทยเรานั้น ปลอดภัยจากเรื่องร้าย ๆ มานับไม่ถ้วน นับว่าล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๔ ทรงเห็นการณ์ไกล และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นแก่พสกนิกรชาวไทยจริง ๆ

ประการที่สาม ทรงมีพระราชดำริว่า ประเทศไทยมีเหตุการณ์ที่เกือบจะต้องเสียอิสรภาพมาหลายครั้ง แต่เผอิญให้มีเหตุรอดพ้นอันตรายมาได้เสมอ ชะรอยจะมีเทพยดาที่ศักดิ์สิทธิ์คอยอภิบาลรักษาอยู่  สมควรที่จะทำรูปเทพยดาองค์นั้นขึ้นสักการะบูชา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ ปั้นหล่อรูปเทวรูปสมมติ เป็นทองคำขึ้นองค์หนึ่ง สูงประมาณ ๘ นิ้วฟุต ถวายพระนามว่า “พระสยามเทวาธิราช” ลักษณะเป็นเทวรูปยืน ทรงเครื่องกษัตริยาธิราช พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นจีบ พระดรรชนีเสมอพระอุระ ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งทรงธรรม ในหมู่พระที่นั่งพุทธมณเฑียร ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้จัดพระราชพิธีสังเวยเทวดา ในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ของทุกปี ต่อมาในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้รื้อหมู่พระที่นั่งพุทธมณเฑียรออก และโปรดเกล้า ฯ ให้อัญเชิญพระสยามเทวาธิราช ไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณมาจนทุกวันนี้

เมื่อล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๔ ทรงแก้ไขดวงพระราชชะตาของพระองค์ และดวงเมืองดังกล่าวข้างต้นแล้ว ได้ปรากฎผลดีแก่พระองค์และชาติบ้านเมืองอย่างที่ทราบกันดี โดยจะเห็นได้ว่า บ้านเมืองในรัชสมัยของพระองค์ ที่ทรงครองราชย์นานถึง ๑๗ ปี นั้น บ้านเมืองมีความสุขสงบ ปราศจากภัยสงคราม เพราะพม่าคู่สงคราม ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ แล้ว ถ้าจะมีสงครามบ้าง ก็เป็นฝ่ายที่ไทยเรายกทัพไปตีเชียงตุง ๒ ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ แล้วไทยกับพม่าก็ไม่ได้มีการรบพุ่งทำสงครามกันอีกเลย

ไม่มีการแก่งแย่งชิงราชสมบัติ หรือ มีการก่อกบฎในรัชสมัยของพระองค์ เรียกว่า ปราศจากศัตรูภายในประเทศอย่างสิ้นเชิง แต่สำหรับอริราชศัตรูจากภายนอกประเทศ ถึงแม้จะไม่มีสงคราม แต่ก็ยังมีภัยที่ร้ายแรงไม่น้อยไปกว่ากัน โดยที่ไทยเรามีโอกาสสูญเสียเอกราช และตกไปเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ หรือ ฝรั่งเศสได้ทุกเมื่อ เพราะอยู่ช่วงระยะของการล่าอาณานิคมของทั้งสองประเทศ โดยอังกฤษแผ่อิทธิพลล่าอาณานิคมมาทางทิศตะวันตกของไทย ส่วนฝรั่งเศสครอบครองอิทธิพลในด้านตะวันออก  และแล้วในรัชสมัยของพระองค์ ก็ต้อง สูญเสียดินแดนไทยในส่วนที่เป็นเขมรส่วนนอกให้กับฝรั่งเศส ในปี พ.ศ. ๒๔๑๐ จนได้  นับเป็นการเสียดินแดนแก่ต่าง ชาติครั้งเดียว ในรัชกาลที่ ๔ และนับเป็นครั้งที่สาม หลังจากที่ไทยเราเสียเกาะปีนัง เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๙ และเมืองทวาย มะริด ตะนาวศรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๖ แก่อังกฤษ ในรัชกาลที่ ๑

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ไทยเราต้องสูญเสียดินแดนอีกเป็นจำนวนมาก ชนิดครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว โดยเสียดินแดนให้กับฝรั่งเศสอีก ๔ ครั้ง และเสียดินแดนให้กับอังกฤษ อีก ๑ ครั้ง รวมทั้งหมดที่ไทยต้องเสียดินแดนให้กับอังกฤษและฝรั่งเศส ถึง ๘ ครั้งด้วยกัน ทั้งนี้ เพื่อแลกกับความอยู่รอดของประเทศชาติ ที่ยังดำรงเอกราชเอาไว้ ไม่ต้องตกไปเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งตาน้ำข้าว

อันที่จริงในรัชสมัยของล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๕ ไทยเรามีโอกาสสูญเสียเอกราชสูงมาก แต่จะเป็นด้วยดวงเมืองบางกอกในรัชกาลที่ ๑ ที่เข้มแข็ง และมีดวงเมืองสนับสนุนในรัชกาลที่ ๔ หรือด้วยพระราชกุศโลบายของล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๔ และ รัชกาลที่ ๕ ที่ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ โดยเฉพาะล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๕ ทรงเสด็จเยือนประเทศแถบยุโรปถึง ๒ ครั้ง เลยทำให้อังกฤษกับฝรั่งเศส ไม่กล้าที่จะยึดเอาประเทศไทยเป็นเมืองขึ้นซะทีเดียว ถึงกับมีการตกลงทำสัญญาว่า จะไม่แสวงหาผลประโยชน์ผูกขาดในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ โดยให้ประเทศไทยเป็น “ดินแดนกันชน” ระหว่างอาณานิคมทั้งสองประเทศ ซึ่งนับเป็นผลดีแก่ประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ไทยเรารอดตัวจากการตกเป็นเมืองขึ้น รักษาเอกราชของชาติไทย หนึ่งเดียวในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มาจนทุกวันนี้

ดวงเมืองบางกอกที่ผูกขึ้นมาใหม่ในรัชกาลที่ ๔ นอกจากจะส่งผลดีในด้านความมั่นคง  ทั้งภายในและภายนอกประเทศแล้ว ยังส่งผลดีในด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาก ในรัชสมัยของพระองค์ มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา และยังมีการทำสนธิสัญญาทางการค้า ไม่เฉพาะประเทศใกล้เคียงเช่น พม่า ญวน จีน และญี่ปุ่น เท่านั้น แต่กับประเทศชาติตะวันตกหลายประเทศ ก็เข้ามาทำสนธิสัญญาทางการค้าด้วยเช่นกัน ทำให้ประเทศไทยเรา มีเรือกำปั่นเข้ามาทำการค้าขายเป็นจำนวนมาก สินค้าภายในประเทศก็พลอยขายดีไปด้วย ประชาชนมีความเป็นอยู่อย่างสุขสมบูรณ์ขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นอันมาก


ตอนต่อไป

ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

บทความโหราศาสตร์

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved