พยากรณ์ดวงเมืองบางกอก พ.ศ. ๒๕๕๐ (๒)

 

                    เรื่องของการแก้ดวง แก้กรรม สะเดาะเคราะห์ ต่ออายุ เสริมดวงชะตา ฯลฯ นั้น เป็นเรื่องที่คนเราสามารถทำได้จริง ส่วนจะเห็นผลมากน้อย จริง เท็จ แค่ไหน ? ขึ้นอยู่กับผู้ที่ทำการแก้ดวง แก้กรรมนั้น มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของดวงชะตา และเรื่องกรรม มากน้อยแค่ไหน ?  นอกจากนั้น ยังขึ้นอยู่กับกรรมที่บุคคลนั้น ๆ กระทำ ว่าหนักหนาสาหัสแค่ไหน ? เหลือกรรมที่จะต้องชดใช้มากน้อยเพียงใด ? และยังขึ้นอยู่กับเจ้ากรรมนายเวรของคนผู้นั้นด้วยว่า เขาจะยอมให้อภัย หรือยอมอโหสิกรรมให้หรือไม่ ?

                เรื่องของการแก้ดวง แก้กรรม ทำอย่างไร ? ผมได้เขียนบทความชุดนี้เอาไว้หลายตอนด้วยกัน เคยนำมาตีพิมพ์ในคอลัมน์โหราปริทรรศน์ ของ น.ส.พ.เสรีชัยมาแล้ว หากท่านผู้อ่านท่านใด ที่เพิ่งมีโอกาสเข้ามาอ่านบทความของผมยังไม่ได้อ่าน และสนใจที่จะอ่าน ก็สามารถเข้าไปอ่านได้ในเวปไซด์สำนักโหรพลูโต ตามที่อยู่หัวคอลัมน์กันเอาเอง

                ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านทรงมีพระปรีชาสามารถทางด้านโหราศาสตร์ และพุทธศาสนาอย่างแตกฉาน เป็นที่ยอมรับของโหรหลวงในสมัยนั้น และโหรทุกยุคทุกสมัย ทรงนำเอาวิชาความรู้ดังกล่าว มาประยุตก์ใช้ให้ก่อเกิดประโยชน์ต่อบ้านเมือง และอาณาประชาราษฎร์ของพระองค์ได้เป็นอย่างดี

                พระองค์ทรงทราบดวงพระราชชะตาของพระองค์เป็นอย่างดี ว่ามีศัตรูคอยจ้องคิดทำร้ายพระองค์ ไม่เว้นแม้กระทั่งขณะที่พระองค์ทรงผนวช  ฉลองพระองค์ด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ ศัตรูตัวฉกาจของพระองค์ที่ทรงประมาทมิได้ คือ กรมขุนรักษ์รณเรศ หรือ พระองค์เจ้าไกรสร ที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๓ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งคอยจ้องจะหาเรื่อง ยัดเยียดข้อหากบฏให้แก่พระองค์มิเว้นวาย จองเวรแม้กระทั่งให้ข้าทาส บริวาร เอาข้าวต้มร้อน ๆ ไปใส่บาตรพระธรรมยุติกนิกาย ที่ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๔ ทรงสถาปนาขึ้น ผู้รับใช้ใกล้ชิดล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๔ แทบทุกคน ก็ถูกรังควาญ ใส่ร้ายป้ายสี จ้องจับผิดกันอย่างทั่วหน้า

แต่ด้วยพระบุญญาธิการบารมีแต่ปางก่อน รวมกับ เนกขัมมบารมี (การออกผนวช) ที่ทรงบำเพ็ญอย่างเคร่งครัด ทรงแผ่พระเมตตาให้กับสรรพสัตว์ทุกหมู่เหล่า  เจ้ากรรมนายเวร และศัตรูที่ปองร้าย  เลยทำให้กรมขุนรักษ์รณเรศวร์ ต้องพ่ายแพ้แก่พระบารมีในที่สุด ในปลายรัชกาลที่ ๓ ศัตรูตัวฉกาจของพระองค์ท่าน ต้องข้อหาฉกรรจ์หลายข้อหา เมื่อความผิดปรากฏชัดแจ้ง ก็ถูกถอดฐานันดรศักดิ์ให้เป็นเพียงหม่อมไกรสร แล้วให้นำไปประหารชีวิตชดใช้กรรมที่ก่อ

พระองค์ทรงแก้ดวงพระราชชะตาของพระองค์ ด้วยการทรงผนวชตลอดรัชกาลที่ ๓ ไม่ข้องแวะกับเรื่องของบ้านเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น ถึง   ๒๗  พรรษา ถ้าพูดแบบภาษาสามัญในทางโลกก็คือ  “การรู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง”  หรือ อาศัยผ้าเหลืองคุ้มกันภัย  นั่นเอง

และเมื่อพระองค์เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ องค์ที่ ๔ แห่งบรมราชจักรีวงศ์ พระองค์ก็ทรงแก้ดวง แก้กรรม ด้วยวิธีการต่าง ๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนก่อน ทีนี้ในฐานะที่ผมเป็นนักโหราศาสตร์ ก็อดไม่ได้ที่จะนำเอาดวงชะตาตามวันและเวลา ที่พระองค์ทรงผูก หรือ ทรงกำหนดขึ้น เพื่อเป็นการแก้ดวงของพระองค์ และเป็นการส่งเสริมดวงชะตาของบ้านเมือง มาพิจารณา จะได้เป็นแนวทางในการศึกษาโหราศาสตร์แก่อนุชนรุ่นหลังต่อไป

มาพิจารณาดวงเมืองบางกอกด้านซ้ายมือ อันเป็นดวงหลัก หรือ ดวงดั้งเดิมตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ กันก่อน ว่าดวงเมืองบางกอกที่ผูกขึ้นไว้นั้น มีข้อดี ข้อเสีย อย่างไรบ้าง ?

ข้อดี สำหรับดวงเมืองบางกอก ในสมัยรัชกาลที่ ๑ มีดังนี้

๑. ลัคนาของดวงเมือง อยู่ราศีเมษ อันเป็นราศีทวาร ต้นธาตุไฟ ถูกโฉลกกับประเทศไทย ที่เป็นประเทศธาตุไฟ มีลัคนาของประเทศที่ราศีสิงห์

๒. อาทิตย์ (๑) เกษตรราศีสิงห์ ราศีประเทศไทย กุมลัคนาที่ราศีเมษ มีตำแหน่งเป็นมหาอุจจ์ ส่งเสริมให้ดวงเมืองบางกอกเข้มแข็ง ไม่มีอะไรมาทำลายล้างได้อย่างง่าย ๆ

๓. กำหนดให้ดาวศุภเคราะห์หลายดวง ลอยเหนือฟ้าของดวงชะตา อันเป็นโยคเกณฑ์ที่ดีอย่างหนึ่ง ได้แก่ พฤหัสบดี (๕) เป็นเกษตร ตรีโกณอยู่ในภพศุภะ ซึ่งพฤหัสบดี (๕) เป็นดาวธาตุไฟ คู่มิตรกับอาทิตย์ (๑) จึงเสริมกำลังให้กับอาทิตย์ (๑) มหาอุจจ์ที่กุมลัคน์ และลัคนา ส่งผลให้ประเทศไทยเรา เป็นประเทศที่มีเกียรติยศชื่อเสียง เป็นที่ปรากฏและยอมรับแก่นานาอารยประเทศ เป็นประเทศเอกราช ไม่พ่ายแพ้ หรือเสื่อมเสียเกียรติภูมิแห่งชนชาติไทย ประชาชนอยู่ด้วยกันอย่างสันติ มีศีลธรรม ภายใต้ร่มพระบวรพุทธศาสนา ฯลฯ

ศุกร์ (๖) เป็นมหาอุจจ์ ในภพวินาศนะ , พุธ (๔) เป็นประในภพวินาศนะ, แบคคัส (บ) ดาวมหาลาภ เจ้าเรือนการเงิน อยู่ในภพวินาศนะ แม้ดาวทั้งสามดวงจะเป็นดาวที่อยู่ในภพวินาศนะ อันเป็นภพที่ให้โทษ แต่ก็ให้คุณในเรื่องของความเป็นศุภเคราะห์ลอยเหนือฟ้า (ภพเหนือฟ้า คือ ภพที่ ๘ ถึง ภพที่ ๑๒) ซึ่งส่งอิทธิพลมากกว่าดาวที่อยู่ในภพลับฟ้า หรือ ใต้ฟ้า (ภพลับฟ้า หรือ ใต้ฟ้า คือ ภพที่ ๒ ถึง ภพที่ ๖) ลักษณะของดาวศุภเคราะห์ที่ลอยเหนือฟ้าในดวงชะตา จะส่งผลในด้านความอุดมสมบูรณ์ หรือพบพานกับสิ่งที่ดี ๆ ปราศจากสิ่งชั่วร้ายมารบกวน ถึงคราวตกอับก็จะไม่อับจนจนถึงที่สุด จะมีผู้ให้ความช่วยเหลือหรือแก้ไขให้พ้นภัย

๔. จันทร์ (๒) เป็นเกษตรในภพพันธุ  มีแบคคัส (บ) มหาลาภ เจ้าเรือนการเงิน, พุธ (๔) คู่มิตร และศุกร์ (๖) มหาอุจจ์ ทำมุมตรีโกณ ส่งผลให้ประเทศไทยเรามีความมั่นคง เจริญรุ่งเรือง มีเศรษฐกิจรายได้ที่ดี สภาพบ้านเมือง ถนนหนทาง สาธารณูปโภค จะได้รับการพัฒนาไม่ด้อยไปกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยเราจะเห็นว่า ประเทศไทยเรานั้น มีความเจริญทางด้านวัตถุ หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ก่อนประเทศเพื่อนบ้านของเรา ถึงกับจัดอยู่ในประเทศพัฒนา ไม่ใช่ ด้อยพัฒนา

. ดาวพุธ (๔) เจ้าเรือนอริ และดาวศุกร์ (๖) เจ้าเรือนปัตนิ ซึ่งหมายถึง ปัญหาอุปสรรค ศัตรู ผู้คิดร้ายทำลายชาติ แม้จะเป็นดาวศุภเคราะห์ในภพวินาศนะ แต่ก็ให้คุณในด้านความหมายของเรือน เมื่อพุธ (๔) เจ้าเรือนอริ เป็นประ อ่อนกำลัง และไปอยู่ในภพวินาศนะ จึงทำให้ศัตรูทำอะไรประเทศไทยไม่ได้ เพราะถูกกดถูกบีบด้วยภพวินาศนะ อีกทั้งจะเห็นว่า ทั้งพุธ (๔) และศุกร์ (๖) นอกจากจะอยู่ในภพวินาศนะแล้ว ยังถูกราหู (๘) คราสร้ายเกาะกุม มีเนปจูน (น) เจ้าเรือนวินาศนะในภพอริ เล็ง มีมฤตยู (๐) เสาร์ (๗) พลูโต (พ) ตรึงในมุมกากบาทอีกสองมุม ถือว่า ศัตรูทำอะไรประเทศไทยไม่ได้เลย และจะต้องแพ้ภัยไปเอง หากประเทศไทยมีปัญหาอุปสรรคใด ๆ ก็มักจะแก้ไขปัญหาอุปสรรคนั้นไปได้ด้วยดีเสมอ

ข้อนี้จะเห็นว่า พม่า ที่เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของไทยเรานั้น พยายามที่จะยกทัพมาตีไทยในรัชกาลที่ ๑ หลายครั้งหลายครา แต่ก็ต้องพ่ายแพ้กลับไปทุกครั้งทุกครา และในที่สุดก็ต้องแพ้ภัย ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษในรัชกาลที่ ๓ นอกจากนั้น บรรดาประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ เช่น ลาว เขมร ญวน ที่คอยก่อกวนไทย ซ้ำเติมไทยยามไทยเพลี่ยงพล้ำ อ่อนแอ หรือเผลอเรอ ก็ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน

ในสมัยสงครามเอเซียบูรพา หรือ สงครามโลกครั้งที่สอง ไทยเราถูกญี่ปุ่นบุกจู่โจมอย่างไม่ทันได้ระวังตัว หรือรู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน ก็ด้วยเหตุที่ดวงเมืองของเรา มีดาวพุธ (๔) เจ้าเรือนอริ และดาวศุกร์ (๖) เจ้าเรือนปัตนิ (หมายถึง ศัตรู) อยู่ในภพวินาศนะ ที่แปลว่า ห่างไกล ลับ ๆ ไม่เปิดเผย แทรกซึม บ่อนทำลาย ไทยเราเกือบต้องกลายเป็นประเทศแพ้สงคราม เพราะรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยอมทำสัญญาให้ญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพ เพื่อเป็นทางผ่านไปยังพม่า และอินเดีย

การที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ต้องยอมญี่ปุ่น เพราะต้องการรักษาเลือดเนื้อคนไทย และอธิปไตยของไทยเอาไว้ เพราะถ้าสู้รบกันจริง ๆ จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี แต่ขณะเดียวกัน ไทยเราก็มี ขบวนการเสรีไทย ทั้งในและต่างประเทศ เป็นหน่วยสู้รบ หรือ ขบวนการใต้ดิน ช่วยเหลือทหารฝ่ายสัมพันธมิตร คอยก่อกวนกองทัพญี่ปุ่น มีการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในอเมริกา ก่อนที่สงครามจะสิ้นสุด จึงทำให้ไทยเราหลุดพ้นจากการถูกปรับเป็นประเทศแพ้สงคราม ทั้งนี้ ก็เพราะอิทธิพลของดวงเมืองบางกอกที่เข้มแข็ง และมีการป้องกันเอาไว้อย่างดีนั่นเอง

จะสังเกตเห็นว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไทยเรามักประสบปัญหาการแทรกซึม บ่อนทำลาย จากศัตรูทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทั้งภัยจากผู้ก่อการร้ายคอมมูนิสต์, ภัยจากโจรแบ่งแยกดินแดน ยิ่งสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ในระยะ ๒ ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ศัตรูของไทยนั้น มาอย่างลับ ๆ ไม่ยอมสู้กันซึ่ง ๆ หน้า ก็เพราะอิทธิพลของดวงเมืองบางกอกที่ผูกไว้ในรัชกาลที่ ๑ นั่นเอง อันนี้เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า ดวงเมืองบางกอกในรัชกาลที่ ๑ ยังคงมีอิทธิพลต่อประเทศไทยอยู่ แม้จะมีดวงเมืองบางกอกในรัชกาลที่ ๔ คอยส่งเสริมสนับสนุนอยู่ก็ตาม แต่ก็ยากนักที่จะไม่ให้เกิดขึ้นตามดวงชะตา เพียงแต่ผ่อนหนักเป็นเบา หรืออาจกลับร้ายกลายเป็นดีในบางช่วง บางจังหวะเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็เชื่อว่า ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ จะต้องคลี่คลายไปในทางที่ดี หรือต้องหมดไปจากแผ่นดินอย่างแน่นอน

ข้อเสีย สำหรับดวงเมืองบางกอก ในสมัยรัชกาลที่ ๑ มีดังนี้

๑. ลัคนาดวงเมือง ถูกบาปเคราะห์ล้อมหน้าล้อมหลัง คือ มีอังคาร (๓) เกตุ (๙) นำหน้า และมีราหู (๘) ร่วมกับดาวพุธ (๔) เจ้าเรือนอริ บีบหลัง , เนปจูน (น) เจ้าเรือนวินาศนะ อยู่ในภพอริ ทำมุมปลายหอกทิ่มแทง ส่งผลเสียให้กับไทยเราต้องพบกับเรื่องร้าย ๆ หรือ ตกอยู่ในแวดวงของสิ่งเลวร้าย โดยจะเห็นว่า ไทยเราถูกจ้องตะครุบจากประเทศมหาอำนาจมาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม สงครามโลกทั้งสองครั้งก็ต้องเข้าไปพัวพัน จนเกือบจะเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม มาจนถึงภัยคุกคามจากลัทธิคอมมูนิสต์

โดยจะเห็นได้ว่า ระบอบกษัตริย์ของประเทศเพื่อนบ้าน ถูกล้มล้างจนหมดสิ้น เหลือไว้แต่ระบอบกษัตริย์ของไทยหนึ่งเดียวเท่านั้นในเอเซียอาคเนย์ ลาว เขมร ญวน กลายเป็นคอมมูนิสต์, พม่า กลายเป็นระบอบเผด็จการทหาร หาความสุขสงบไม่ได้ ไทยเราอยู่ตรงกลางที่สุขสงบ จึงเป็นเป้าหมายที่จะถูกประเทศรอบข้างเข้ามาแทรกแซง บ่อนทำลายความมั่นคง โดยจะเห็นได้จากมีแรงงานต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง พม่า กระเหรี่ยง ลาว เขมร ญวณ อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน มาหางานทำ ซึ่งเป็นผลเสียมากกว่าผลดี หากไม่แก้ไข หรือเตรียมการป้องกันให้ดีเสียแต่เนิ่น ๆ

๒. พลูโต (พ) เจ้าเรือนลัคน์ ที่อยู่ในภพศุภะ กุมกับดาวเสาร์ (๗) บาปเคราะห์ตัวทุกข์โทษ และยังถูกบาปเคราะห์อื่นที่เหลือทุกดวง เล็ง ทำมุมกากบาทครบทุกมุม คือ มีมฤตยู (๐) เล็ง ราหู (๘) กับเนปจูน (น) กากบาท มีอังคาร (๓) ดาวฆาต เจ้าเรือนมรณะ และเกตุ (๙) ตัววิปริตอาเพท คราสร้ายน้องราหู (๘) ทำมุมปลายหอกทิ่มแทง เป็นจุดเปราะที่อาจทำให้ประเทศไทยของเรา ถูกแทรกซึม บ่อนทำลาย ราชวงศ์จักรีอาจระส่ำระสาย สูญสิ้นได้ และเมื่อกรุงรัตนโกสินทร์มีอายุครบ ๑๕๐ ปีเต็ม ราชวงศ์จักรีจึงถูกคณะราษฎร์ทำการปฏิวัติยึดอำนาจ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ทั้งนี้ เนื่องจากดาวพฤหัสบดี (๕) เกษตรเจ้าเรือนศุภะ ซึ่งหมายถึง กษัตรยิ์ ถูกเบียนจากบาปเคราะห์ทุกดวงในตำแหน่งเดียวกันกับพลูโต (พ) เจ้าเรือนลัคน์นั่นเอง

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบกษัตริย์ไม่ได้ถูกทำลายก็จริง แต่ก็สร้างความขุ่นข้องในพระราชหฤทัยของล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๗ ไม่น้อย ถึงกับทรงสละราชสมบัติ ทำให้รัฐบาลในขณะนั้น ต้องวิ่งวุ่นหาผู้ที่จะมาเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป ต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล ไปทูลขอพระราชโอรสในกรมหลวงสงขลานครินทร์ ที่ยังทรงพระเยาว์ให้มาเป็นพระมหากษัตริย์  ตามคำแนะนำของล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๗ และต่อมาก็ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ในคดีลอบปลงพระชนม์ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๘ นับว่าเป็นวิกฤติการณ์ที่ล่อแหลมอย่างยิ่ง เกือบจะสูญสิ้นราชวงศ์จักรีเลยทีเดียว


ตอนต่อไป

ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

บทความโหราศาสตร์

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved