พยากรณ์ดวงเมืองบางกอก พ.ศ. ๒๕๕๐ (๓)

 

                มาว่ากันต่อถึงข้อเสียข้อต่อไป ของดวงเมืองบางกอก ในรัชกาลที่ ๑

                ๓. ดาวอังคาร (๓)   ดาวฆาต เจ้าเรือนมรณะ และ ดาวเกตุ (๙)  ตัววิปริตอาเพท  คราสร้ายน้องราหู (๘) นำหน้าลัคนาในตำแหน่งศูนยพาหะ จึงส่งอิทธิพลแก่ดวงเมืองในทางที่เลวร้ายมากกว่าในทางที่ดี ด้วยเป็นดาวบาปเคราะห์ที่ให้โทษร้ายแรง

                อังคาร (๓) เป็นดาวทหาร   จึงเป็นเหตุให้ประเทศไทย หรือ กรุงรัตนโกสินทร์ของเรา ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของทหารมาทุกยุคทุกสมัย พระมหากษัตริย์แห่งบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ ทรงอยู่ในฐานะจอมทัพไทย คอยปกป้องคุ้มครองประเทศไทยให้รอดพ้นจากภัยสงคราม และการล่าอาณานิคม แม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทหารก็มีส่วนสำคัญในการเข้ายึดอำนาจ ผู้นำ หรือ หัวหน้าคณะราษฎร์ คือ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ก็เป็นทหาร หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว มีการทำรัฐประหารที่ทำสำเร็จ รวมกันถึง ๑๐ ครั้ง และที่ทำไม่สำเร็จ ต้องกลายเป็นกบฏต่อแผ่นดินอีก ๑๒ ครั้ง ซึ่งก็ล้วนฝีมือทหารเกือบทุกครั้งไป

                จากกระแสเรียกร้องจากประชาชนชาวไทย ทั่วทุกภูมิภาค ทุกชนชั้น และสาขาอาชีพ นับจำนวนเรือนหมื่นเรือนแสน ที่มาชุมนุมและเดินขบวนกันอย่างสันติ ณ บริเวณท้องสนามหลวง อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ลานพระบรมรูปทรงม้า หน้าทำเนียบรัฐบาล ฯลฯ อย่างต่อเนื่องยาวนานหลายเดือน หลายครั้งหลายครา  เพื่อต้องการให้อดีตนายก ฯ ทักษิณ ลาออก และเว้นวรรคทางการเมือง เพราะทนระบบการฉ้อฉล ฉ้อราษฏร์บังหลวง การครอบคลุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ไว้ที่คนกลุ่มเดียวของระบอบทักษิณไม่ไหว ก็ไม่อาจทำให้อดีตนายก ฯ ทักษิณ สะดุ้งสะเทือน หรือทำตามความต้องการไม่ แถมยังทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ตนเองยึดติดกับเก้าอี้นายก ฯ อย่างเหนียวแน่น ยิ่งกว่าตุ๊กแกเสียอีก  จนในที่สุดประชาชนกลุ่มหนึ่ง ก็เรียกร้อง ลงชื่อ กราบบังคมทูล ขอนายก ฯ พระราชทาน, เรียกร้องให้ ทหารออกมาทำการรัฐประหารยึดอำนาจ เพราะถ้าปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป ไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติแน่ จึงเป็นเหตุทำให้ทหารต้องออกมาทำการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง ทำให้นายก ฯ ทักษิณ ต้องกลายเป็นอดีตนายก ฯ เร่ร่อน เป็นเจ้าไม่มีศาล กลับแผ่นดินเกิดไม่ได้จนทุกวันนี้

                อังคาร (๓) เจ้าเรือนมรณะ เมื่ออยู่ในเรือนการเงิน ที่หมายถึง เศรษฐกิจ รายได้ ผลประโยชน์ของประเทศ จึงเป็นเหตุทำให้ประเทศไทย ต้องประสบกับปัญหาการทุจริต ฉ้อราษฏร์บังหลวง หรือ มีการคอรัปชั่น จากข้าราชการ นักการเมือง มาทุกยุคทุกสมัย ปราบกันเท่าไรก็ปราบกันไม่หมด มีตัวตายตัวแทนสืบเนื่องกันมาตลอด ไม่เว้นผู้นำรัฐบาลที่มาจากทหาร ไม่ว่าจะเป็นจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ , จอมพลถนอม กิตติขจร, จอมพลประภาส จารุเสถียร ฯลฯ หรือ นักการเมืองทุกรุ่น เกือบทุกพรรคการเมือง พวกนี้จัดเป็นพวกรักชาติจนน้ำลายไหล ถือว่า ประเทศชาติไม่ใช่ของสูเจ้าคนเดียว แต่เป็นของพวกตูด้วย สมบัติของชาติต้องผลัดกันกิน อย่าให้ตูมีโอกาสก็แล้วกัน ขนาดอดีตนายก ฯ ทักษิณ  ที่คนไทยหลงเชื่อว่า รวยแล้วคงไม่โกง ก็ยังโกงซะจนบ้านเมืองแทบล้มละลาย นี่แหละ อิทธิพลของดวงเมือง

                เกตุ (๙) คราสร้ายน้องราหู เป็นดาวที่มีความหมายถึง ความวิปริตอาเพท ปรวนแปร เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ เท่าที่สังเกต เมื่อดาวดวงนี้อยู่ในเรือนการเงินของผู้ใด หรือดวงชะตาใด มักจะก่อให้เกิดภาวะหนี้สินผูกพันยาวนาน ยากที่จะปลดหนี้ได้โดยง่าย ทำให้ประเทศไทยของเรา ต้องมีภาระหนิ้สินท่วมท้น การเงิน การคลังรั่วไหล มีการคอรัปชั่นมาทุกยุคทุกสมัย ต้องสูญเสียผลประโยชน์ไปพร้อมกับดินแดน ที่เคยเป็นเมืองขึ้นของไทยมาก่อนอย่างมากมายมหาศาล

                ๔. ราหู (๘) เจ้าเรือนสหัชชะ ตัวที่หนึ่ง อยู่ในภพวินาศนะ กุมกับดาวพุธ (๔) เจ้าเรือนอริ และ ดาวศุกร์ (๖) เจ้าเรือนปัตนิ ที่หมายถึง ปัญหา อุปสรรคศัตรู จากการที่พุธ (๔) และศุกร์ (๖) เป็นดาวศุภเคราะห์ โดยเฉพาะศุกร์ (๖) เป็นมหาอุจจ์ ให้คุณ และมีดาวจันทร์ (๒) เกษตรที่อยู่ในภพพันธุ ตรีโกณถึง จึงส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศเสรี คบค้าสมาคม ทำสัญญาทางการค้า เจริญสัมพันธไมตรีกับนานาอารยประเทศเกือบทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจการเงิน รายได้ อยู่ในเกณฑ์ที่ดี เพราะในตำแหน่งดังกล่าว มีแบคคัส (บ) เจ้าเรือนการเงิน ร่วมอยู่ด้วย

                แต่เนื่องจากราหู (๘) เจ้าเรือนสหัชชะ และแบคคัส (บ) เจ้าเรือนการเงิน อยู่ในภพวินาศนะ ที่แปลว่า เร้นลับ ปิดบัง ไม่เปิดเผย ไม่จริงใจ จึงทำให้มิตรประเทศทั้งหลาย จ้องแต่จะหาผลประโยชน์จากประเทศไทย หากมีทางใดที่จะเอาเปรียบประเทศไทยได้แล้ว พวกนี้จะเอาเปรียบทันที อย่างเช่น สิทธิสภาพนอกอาณาเขต, การทำสัญญาทางการค้าที่เอารัดเอาเปรียบ ฯลฯ เป็นต้น

                แม้กระทั่งในกรณีที่ไทยเรา ต้องเสียดินแดนให้กับอังกฤษ และฝรั่งเศส ในยุคล่าอาณานิคมก็เช่นกัน ทั้งสองประเทศล้วนมีการ เจริญสัมพันธไมตรีทางการทูตกับไทย แต่ไหงเพื่อนจึงทำเพื่อนได้ลงคอ ชนิดหน้าด้าน ๆ ไร้ยางอาย เลยทีเดียว

                ไม่ต้องไปดูอื่นไกล ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ ๆ อย่าง ลาว เขมร และญวน กษัตริย์ผู้ปกครองประเทศ ล้วนเคยลี้ภัยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระมหากษัตริย์ไทย ตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ ๑ แล้วเป็นไง พวกนี้นอกจากจะไม่เคยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแล้ว มีโอกาสยังเนรคุณไทยเสียอีก ไม่ว่าจะเป็น เจ้าอนุวงศ์ ของลาว ที่ยกทัพเข้ามากวาดต้อนคนไทยในสมัยรัชกาลที่ ๓ หรือ  องเชียงสือ  ที่ต่อมาได้เป็น พระเจ้าเวียดนามยาลอง เคยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารตอนเกิดกบฏไกเซิน ต่อมาปราบกบฏได้ และตั้งตนเป็นกษัตริย์  เคยสวามิภักดิ์ต่อไทย ต่อมา ไปเข้ากับฝรั่งเศส พอเห็นว่าในรัชกาลที่ ๒ ไทยเราติดพันสงครามกับพม่าตอนต้นรัชกาล ถึงกับบังอาจเนรคุณ ขอเมืองไผทมาศของเขมร ที่เคยเป็นเมืองขึ้นของญวนคืนอย่างหน้าด้าน ๆ ซึ่งไทยเราก็ต้องจำยอมยกคืนให้

                และที่แสบสันต์ที่สุด เห็นจะไม่มีใครเกินเขมร ในสมัยรัชกาลที่ ๒ เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๓๕๓ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้มีพระราชสาส์นไปเกณฑ์กองทัพเขมรมาช่วยรักษาพระนคร เพราะมีข่าวว่าพม่ากำลังเตรียมทัพมาตีไทย พระอุไทยราชา พระราชโอรสของพระนารายณ์ราชา หรือ นักองเอง ที่เคยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในรัชกาลที่ ๑ และเป็นเจ้าเมืองเขมรคนต่อมาต่อจากพระราชบิดา ได้รับพระราชสาส์นแล้วไม่ทำตาม

พระมหาอุปโยราช พระยาจักรี พระยากลาโหม และพระยาสังคโลก ขุนนางผู้ใหญ่ของไทยที่รับราชการในเมืองเขมร คิดการจะเกณฑ์ทัพมาช่วย พระอุไทยราชาทราบความ จึงรับสั่งให้จับพระยาจักรี พระยากลาโหม ประหารชีวิต ส่วนพระยาสังคโลกหนีมาไทย พระอุไทยราชา เกรงว่า ไทยจะยกทัพมาตีเขมร จึงขอกำลังจากญวนมาช่วย ซึ่งญวนเนรคุณอย่างพระเจ้าเวียดนามยาลอง ก็ดีใจหาย ยกทัพมาตั้งมั่นอยู่ที่เกาะจีน เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์ในเมืองเขมรสงบอยู่ จึงยกทัพกลับ และต่อจากนั้นมา พระอุไทยราชา ก็หันไปพึ่งญวน ส่งแต่เครื่องราชบรรณาการ แต่ไม่เคยเข้าเฝ้าล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๒ อีกเลย 

                แม้ภายหลังเขมรจะตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส และได้รับเอกราชคืน ก็ยังทำแสบสันต์รัญจวนใจแก่ไทยอีกหลายครั้งหลายครา โดยเฉพาะกรณีพิพาท “เขาพระวิหาร” เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ที่เป็นของไทยมานานแสนนาน แต่เขมรก็ต่อสู้ทางการเมือง จนศาลโลกต้องตัดสินให้เป็นของเขมรในที่สุด ทั้งที่ทางขึ้นเขานั้น อยู่ในประเทศไทยแท้ ๆ เออนะ ช่างไม่เกรงกลัวคำสาปแช่งของพระนเรศวรมหาราชเอาเสียเลย และในที่สุด กรรมก็ตามทันเขมร มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเองที่ทุ่งสังหาร ประมาณกันว่า ไม่ต่ำกว่า ๓ ล้านศพ เขมรต้องแตกแยกเป็นหลายฝ่าย หาความสุขสงบไม่ได้มาจนทุกวันนี้

                ดวงเมืองของไทยเรานั้น แม้จะถูกมิตรประเทศเอารัดเอาเปรียบ แต่ในส่วนที่ให้คุณก็ยังพอมีอยู่ เพราะนอกจากราหู (๘) เจ้าเรือนสหัชชะ จะได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์ดังกล่าวมาแล้ว ในเรือนสหัชชะ ยังมีดาวมฤตยู (๐) เจ้าเรือนลาภะ จรอยู่ในเรือน ให้คุณตามความหมายของเรือน แต่ก็ให้โทษด้วยเป็นดาวบาปเคราะห์ แต่อีกแง่มุมหนึ่ง หากใครเอารัดเอาเปรียบ หรือคิดร้ายต่อไทย มักจะได้รับผลกรรมในภายหลังเสมอ เพราะราหู (๘) ที่อยู่ในภพสหัชชะ ถูกเบียนด้วยบาปเคราะห์ในมุมเล็ง กากบาท ในตำแหน่งเดียวกับแบคคัส (บ) พุธ (๔) ศุกร์ (๖) ในตำแหน่งเดียวกัน

                เมื่อเราได้ศึกษาถึงข้อดี ข้อเสีย ของดวงเมืองบางกอก หรือ ดวงประเทศไทย ในรัชกาลที่ ๑ แล้ว หลายท่านคงสงสัยว่า ทำไม ? เราจึงไม่ผูกดวงเมืองให้มีแต่ข้อดี ปราศจากข้อเสีย ทำไม ? จึงต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ? เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ หากทำได้ โหรหลวงในสมัยนั้นคงทำไปแล้ว การที่จะทำอะไรนั้น ต้องพยายามหาข้อดี ข้อหลักที่เราต้องการเอาไว้ก่อน ส่วนข้อเสีย หากจะมีมาในภายหลัง เราก็ต้องยอมรับ และค่อยหาทางแก้ไขในภายหลัง

                พระราชประสงค์ของล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๑ ในการสร้างบ้านเมือง หรือ ให้มีการสถาปนาดวงเมืองขึ้นใหม่ พระองค์ต้องการให้บ้านเมืองเป็นปึกแผ่นมั่นคง ศัตรูทั้งภายใน และภายนอก ไม่อาจทำอันตรายต่อบ้านเมืองได้ ต้องการให้ราชวงศ์จักรีอยู่คู่ประเทศไทยชั่วฟ้าดินสลาย ต้องการให้ประเทศไทยเป็นเอกราชไม่ต้องตกไปเป็นเมืองขึ้นของใคร หรือต้องสูญสิ้นชาติไทย ซึ่งโหรหลวง เมื่อกำหนดฤกษ์ยามที่จะวางเสาหลักเมือง ก็ได้กราบบังคมทูลถึงข้อดี ข้อเสีย ทุกข้อ ดังที่ผมได้นำมาเสนอไว้ข้างต้น ให้กับล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๑ ทรงทราบ และทรงเห็นด้วย ที่จะสถาปนาดวงเมืองตามวันและเวลาดังกล่าว แม้จะมีข้อเสียอยู่หลายประการก็ตาม เพราะสายน้ำไม่รอท่า กาลเวลาไม่รอใคร ไม่อาจประวิงเวลาที่จะรอจังหวะดวงดาวให้ดีกว่านี้ได้แล้ว และดวงเมืองที่วางไว้ ก็เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ทุกประการ คือ เน้นที่ความมั่นคง ปลอดภัยของชาติบ้านเมืองไว้ก่อนนั่นเอง

                ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๔   ทรงมีพระปรีชาสามารถ แตกฉานในโหราศาสตร์  ทรงทราบข้อดีข้อเสียของดวงเมืองบางกอกในรัชกาลที่ ๑ เป็นอย่างดี ดังนั้น ปีแรกของการขึ้นเสวยราชสมบัติ พระองค์จึงทรงประชุมโหรหลวง โดยพระองค์ทรงเป็นองค์ประธาน กำหนดให้มีการสถาปนาดวงเมืองขึ้นใหม่อีกหนึ่งดวง เพื่อเป็นการเสริมดวงเมืองดวงก่อนในส่วนที่เป็นข้อเสีย ให้ลดข้อเสียลง หรือ ผ่อนปรนจากหนักให้กลายเป็นเบ ดวงเมืองที่สถาปนาขึ้นมาใหม่ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๙๕ เวลา ๑๑ .๑๙ น. นั้น ส่งผลดีกับดวงเมืองบางกอกในรัชกาลที่ ๑ ดังนี้

                ๑. ลัคนาของดวงเมืองใหม่ อยู่ในราศีกุมภ์ ธาตุลม ตำแหน่งลาภะ กับลัคนาดวงเมืองเดิม ที่อยู่ราศีเมษ ธาตุไฟ จึงให้คุณแก่ดวงเมืองบางกอก หรือดวงประเทศไทย ในด้านความอุปการะ คอยส่งเสริมสนับสนุนช่วยเหลือ สิ่งใดที่ดวงเมืองเดิมทำไว้ดีแล้ว ก็จะส่งเสริมให้ดียิ่งขึ้น ส่วนใดที่เป็นส่วนเสีย หรือข้อบกพร่อง ก็จะลดส่วนเสีย หรือข้อบกพร่องนั้นให้บรรเทาเบาบางลง ผ่อนหนักเป็นเบา กลับร้ายกลายเป็นดี

                ๒. ลัคนา (ลั) ดวงเมืองใหม่ เสวยนักษัตร์ฤกษ์ที่ ๒๕ ปรุพภัทรบท ในเพชฌฆาตฤกษ์ และ ดาวจันทร์ (๒) เสวยนักษัตร์ฤกษ์ที่ ๑๒  อุตรผลคุณี ในโจโร ฤกษ์  อันเพชฌฆาตฤกษ์ นั้น เป็นฤกษ์ที่เข้มแข็ง คอยขจัดปัดเป่า ปัญหา อุปสรรค สิ่งเลวร้ายทั้งหลายทั้งปวงให้หมดไป วัตถุมงคลที่ได้รับการปลุกเสกจากพระเกจิอาจารย์เจ้าที่ทรงวิทยาคุณ ในเพชฌฆาตฤกษ์ จะมีพุทธคุณในด้านการปกป้องคุ้มครองภัย ขจัดปัดเป่าสิ่งเลวร้ายได้เป็นอย่างดี

                ส่วนโจโรฤกษ์ หรือ ฤกษ์โจร นั้น ดีเด่นในด้านการแข่งขัน ช่วงชิง เป็นฤกษ์แห่งความเข้มแข็ง ทรหดอดทนในการฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคศัตรู สิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ไม่ย่อท้อหรือยอมแพ้โดยง่าย เป็นฤกษ์ที่ดีเด่นในด้านการติดต่อสื่อสาร การเดินทาง มักจะแคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตราย เวลาประสบปัญหาหนักหน่วง มักจะพลิกแพลง เอาตัวรอดได้ง่าย

                ด้วยลัคนาดวงเมืองใหม่ ที่ตกอยู่ในเพชฌฆาตฤกษ์ และโจโรฤกษ์ ได้ส่งผลให้ไทยเราแคล้วคลาดปลอดภัย จากการตกไปเป็นอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส โดยเฉพาะฝรั่งเศสนั้น จ้องที่จะเอาประเทศไทยเป็นเมืองขึ้นให้ได้ถึง ๕ ครั้งด้วยกัน นั่นหมายถึง ฝรั่งเศสล้มเหลวที่จะยึดครองประเทศไทยถึง ๕ ครั้งด้วยเช่นกัน


ตอนต่อไป

ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

บทความโหราศาสตร์

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved