พยากรณ์ดวงเมืองบางกอก พ.ศ. ๒๕๕๐ (๔)

 

                มาว่ากันต่อถึงผลดีที่ได้รับ จากการสถาปนาดวงเมืองบางกอก ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ว่าได้ส่งผลดีอย่างไรอีกบ้าง แก่ดวงเมืองบางกอกในรัชกาลที่ ๑ หรือดวงประเทศไทย

                ๓. กำหนดให้มีดาวศุภเคราะห์เกือบทุกดวง ลอยเหนือศีรษะ หรือ ลอยบนฟากฟ้าของดวงเมืองใหม่ รัชกาลที่ ๔ กล่าวคือ มีอาทิตย์ (๑) และพฤหัสบดี (๕) คู่มิตร และคู่ธาตุไฟ อยู่ภพกัมมะ มีดาวพุธ (๔) อยู่ในภพลาภะ ศุกร์ (๖) อยู่ในภพศุภะ เป็นเกษตร และจันทร์ (๒) อยู่ในภพมรณะ

                ก็อย่างที่บอกไว้เมื่อคราววิเคราะห์ดวงเมืองรัชกาลที่ ๑ ลักษณะของดาวศุภเคราะห์ ที่ลอยอยู่เหนือฟ้าของดวงชะตาใดก็ตาม ยิ่งมากมายหลายดวงด้วยแล้ว ยิ่งส่งผลดีแก่เจ้าชะตา หรือดวงชะตานั้น ๆ ในด้านของความอุดมสมบูรณ์ เป็นปึกแผ่นมั่นคง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ หรือ ไม่ตกอับ สิ้นสูญโดยง่าย ตรงจุดนี้ จะเห็นว่า โหรในรัชกาลที่ ๑ และโหรในรัชกาลที่ ๔ มีความเข้าใจตรงกัน

                ดาวจันทร์ (๒) ศุภเคราะห์ อันเป็นดาวหลัก หรือดาวสำคัญในดวงชะตา  แม้จะอยู่ในภพมรณะ ก็ไม่ได้ส่งผลเสียแต่อย่างใด กลับส่งผลดีในหลายเรื่อง ทั้งนี้เนื่องจากดาวจันทร์ (๒) ในดวงเมืองใหม่  เป็นดาวเจ้าเรือนอริ เมื่อไปอยู่ในภพมรณะ จึงส่งผลทำให้อริ คือ ปัญหาอุปสรรค ศัตรู ต้องพลันมลายหายไป หรือ ทำอะไรประเทศไทยไม่ได้ ไทยจะไม่เพลี่ยงพล้ำแก่ศัตรู ถึงกับต้องสูญสิ้นเอกราชความเป็นชาติไทยในทุกกรณี

                แต่เนื่องจากดาวจันทร์ (๒) ในพื้นดวงเมืองเดิม รัชกาลที่ ๑ เป็นเกษตร เจ้าเรือนพันธุ ที่โดดเด่นให้คุณ เมื่อต้องมาตกอยู่ในเรือนมรณะ อันเป็นเรือนให้โทษ ทำให้ไทยเราต้องสูญเสียดินแดน รวมเนื้อที่แล้วเกือบครึ่งค่อนประเทศ จากเดิมที่มีอยู่ แก่อังกฤษ และฝรั่งเศส อีก ๖ ครั้งด้วยกัน ในปลายรัชกาลที่ ๔ และ รัชกาลที่ ๕  หลังจากที่เสียดินแดนก่อนหน้านั้นไปในรัชกาลที่ ๑ แก่อังกฤษ เพียง  ๒  ครั้งเท่านั้น เพราะจันทร์ (๒) พันธุ หมายถึง บ้านเรือนที่อยู่อาศัย กรรมสิทธิ์ที่ดิน นั่นเอง

                เรื่องนี้ คงเป็นพระราขกุศโลบายของล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๔ ที่ทรงเห็นการณ์ไกล ทรงรู้ล่วงหน้าว่า ไทยเราจะต้องมีกรณีพิพาทเกี่ยวกับดินแดน และอาจต้องตกไปเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ หรือ ฝรั่งเศส เหมือนกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ตกไปเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ และฝรั่งเศสกันหมดแล้ว พระองค์จึงทรงแก้ไขดวงเมืองเก่า ในรัชกาลที่ ๑ ที่หากพิจารณากันโดยความเป็นจริงแล้ว แทบจะไม่มีการสูญเสียดินแดน มีแต่การได้ดินแดนเพิ่ม เพราะจันทร์ (๒) ดวงเมืองเดิม เป็นเกษตร และได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์หลายดวง แทบจะไม่มีบาปเคราะห์ใดมาเบียนในมุมที่ให้โทษเลย โดยแก้ใขให้ดวงเมืองใหม่ ในรัชสมัยของพระองค์ จำเป็นต้องให้ดวงเมืองไทยเรา ต้องเสียดินแดนส่วนน้อย เพื่อรักษาดินแดนส่วนใหญ่ หรือ ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านพยากรณ์ไว้ว่า รัชกาลที่ ๕ จำแขนขาด  คือ จำต้องเสียแขน หรือ อวัยวะบางส่วน ยังจะดีเสียกว่าต้องสูญเสียชีวิต

                ในดวงเมืองรัชกาลที่ ๔ นอกจากจันทร์ (๒) จะอยู่ในภพมรณะแล้ว ยังถูกเบียนด้วยบาปเคราะห์มากมายหลายดวง กล่าวคือ โดนราหู (๘) และอังคาร (๓) ตรึงในมุมกากบาทถึง ๒ มุม มีเสาร์ (๗) พลูโต (พ) มฤตยู (๐) และเนปจูน (น) ทิ่มแทงในมุมปลายหอกครบ ๒ มุม จึงส่งผลให้ศัตรู ทำอะไรไม่ได้ และต้องสูญเสียดินแดนเป็นจำนวนมาก

                เมื่อพิจารณาถึงภพพันธุ และ ดาวเจ้าเรือนพันธุ ของดวงเมืองใหม่โดยตรง ก็จะเห็นชัดเจนว่า ดวงเมืองใหม่นั้น ส่งผลในเรื่องของการสูญเสียดินแดนจริง ๆ โดยจะเห็นว่า แบคคัส (บ) เจ้าเรือนพันธุ ที่เป็นเกษตรในเรือนตนเองนั้น ถูกเกตุ (๙) คราสร้าย น้องราหู (๘) กุม และมีบาปเคราะห์บีบเรือนหน้าหลัง โดยราหู (๘) คราสร้าย บีบหน้า มีเสาร์ (๗) พลูโต (พ) มฤตยู (๐) บีบหลัง อังคาร (๓) ดาวฆาต และพุธ (๔) เจ้าเรือนมรณะ ทำมุมปลายหอกทิ่มแทง

                จะเป็นด้วยเหตุบังเอิญหรืออย่างไรก็ตาม แบคคัส (บ) ในพื้นดวงใหม่ ซึ่งเป็นดาวเจ้าเรือนพันธุ ดาวมหาลาภทางการเงิน เมื่อเป็นเกษตรในภพพันธุ และได้รับกระแสที่ดีจากจันทร์ (๒) ศุภเคราะห์ในมุมตรีโกณ มีอาทิตย์ (๑) พฤหัสบดี (๕) คู่มิตร เล็ง จึงทำให้ไทยเราไม่ต้องเสียดินแดนส่วนใหญ่ไป และไทยเรายังคงความเป็นปึกแผ่นแน่นหนา อุดมสมบูรณ์มาจนทุกวันนี้

                อย่าลืมนะครับว่า การวิเคราะห์ดวงเมืองบางกอกใหม่ และเก่า ที่ท่านอ่านอยู่นี้ ผมวิเคราะห์ตามหลักการสมัยใหม่ ในระบบพลูหลวง ซึ่งโหรในสมัยนั้น ยังไม่รู้จักเนปจูน (น) พลูโต (พ) แบคคัส (บ) ยังไม่รู้ หรือเข้าใจในเกษตรเรือนเดียวอย่างที่ผมได้อธิบาย

                ดังนั้น ผมจึงจำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม ในส่วนของดาวจันทร์ (๒) อันเป็นพันธุเดิมของดวงเมืองบางกอกในรัชกาลที่ ๑ แม้โหรในรัชกาลที่ ๔ จะให้อยู่ในภพมรณะ แต่จันทร์ (๒) ก็ได้รับกระแสที่ดีจากศุภเคราะห์ทุกดวงในสมัยนั้น (ที่ยังไม่มีแบคคัส) ให้เดินนำหน้าเป็นขบวน โดยมีศุกร์ (๖) เกษตรนำหน้า อาทิตย์ (๑) พฤหัสบดี (๕) โยคหน้า มีพุธ (๔) อยู่ในภพพันธุ

                และถ้าจะให้เอาดาวศุกร์ (๖) เป็นเกษตรเจ้าเรือนพันธุ ตามโหรดั้งเดิมในรัชกาลที่ ๔ หรือ ตามหลักเกษตรสองเรือน ที่โหรหลายท่านในปัจจุบันยังใช้กันอยู่  ก็จะเห็นว่า โหรได้วางศุกร์ (๖) ไว้ในภพศุภะ และมีตำแหน่งเป็นเกษตรให้คุณ โดยมีดาวศุภเคราะห์ทุกดวง ล้อมหน้าล้อมหลัง เสริมพลัง ดังนั้น แม้ไทยเราจะเสียดินแดนไปบ้าง แต่ก็ยังรักษาดินแดนส่วนใหญ่ได้อยู่ ตามหลักการและเหตุผลที่กล่าวมา

                ๔. ในพื้นดวงเมืองใหม่ รัชกาลที่ ๔ โหรกำหนดให้ เนปจูน (น) เจ้าเรือนการเงิน กุมลัคนา มีดาวศุกร์ (๖) เกษตร ตรีโกณ และให้แบคคัส (บ) เจ้าเรือนการเงินในดวงเมืองเดิม อยู่ในภพพันธุ ได้รับกระแสที่ดีจากจันทร์ (๒) ตรีโกณ และอาทิตย์ (๑) พฤหัสบดี (๕) เล็ง เป็นการแก้ไขดวงเมือง หรือ ส่งเสริมให้ดวงเมือง มีเศรษฐกิจรายได้ที่ดีขึ้น นี่ว่ากันตามระบบพลูหลวง

                ถ้าจะว่ากันตามระบบดั้งเดิม ในรัชกาลที่ ๔ ก็จะเอาศุกร์ (๖) เป็นเกษตรเจ้าเรือนการเงินแทนแบคคัส (บ) ซึ่งในพื้นดวงของดวงเมืองเดิม จะเห็นว่า ศุกร์ (๖) การเงิน เป็นมหาอุจจ์ ในภพวินาศนะ ตำแหน่งเดียวกับแบคคัส (บ) ดาวการเงินยุคใหม่ อย่างไม่น่าเชื่อ ดังนั้น คำพยากรณ์ต่าง ๆ จึงเหมือนกัน กับการเอาแบคคัส (บ) มาเป็นเจ้าเรือนการเงินทุกประการ เพราะอยู่ในตำแหน่งเดียวกันนั่นเอง ทีนี้โหรยุคนั้น ไม่รู้จักแบคคัส (บ) ยังไม่มีการค้นพบ และนำมาใช้ แต่ใช้ศุกร์ (๖) เป็นเกษตรอีกเรือนหนึ่งที่ราศีพฤษภแทน เมื่อล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๔ ทรงสถาปนาดวงเมืองบางกอกใหม่ ก็ได้ให้ศุกร์ (๖) ที่แต่เดิมเป็นมหาอุจจ์ อยู่ในภพวินาศนะ และถูกบาปเคราะห์เบียนให้โทษ โดยแก้ไขให้ศุกร์ (๖) มาเป็นเกษตร ในภพศุภะ โดยมีศุภเคราะห์ทุกดวงล้อมหน้าล้อมหลังให้คุณเสริมพลัง แต่ก็นั่นแหละครับ ช่วยได้ในเรื่องของเศรษฐกิจรายได้ ทำให้ประเทศไทยเรามั่งคั่งร่ำรวยขึ้นก็ตาม แต่ก็ยังไม่พ้นจากการรั่วไหล หรือคอรัปชั่นไปได้ ทั้งนี้เราจะเห็นว่า ในพื้นดวงใหม่นั้น ศุกร์ (๖) ถูกบาปเคราะห์ถึง ๓ ดวงเล็ง คือ เสาร์ (๗) คู่ศัตรู, พลูโต (พ) มฤตยู (๐) และ ยังถูกเกตุ (๙) ทำมุมปลายหอกทิ่มแทง

                ๕. อังคาร (๓) ดาวฆาต ที่อยู่ในเรือนการเงิน และดาวเกี่ยวกับทหาร ที่มีอิทธิพลเหนือดวงเมืองบางกอกแต่ดั้งเดิม ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๔ และคณะโหรหลวง ท่านกำหนดเสียใหม่ ให้อังคาร (๓) เป็นดาวเจ้าเรือนกัมมะ และโคจรอยู่ในภพลาภะ อันเป็นภพที่ให้คุณ โดยให้จรคู่กับดาวพุธ (๔) เจ้าเรือนอริในพื้นดวงเมืองเดิม ซึ่งกลายมาเป็นดาวเจ้าเรือนมรณะในดวงเมืองใหม่

                ลักษณะเช่นนี้ ส่งผลดีอย่างยิ่ง หากทหารจะมีบทบาท หรืออิทธิพลใด ๆ ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ก็จะส่งผลดีให้มากกว่าผลร้าย แม้จะมีผลร้ายเกิดขึ้นบ้าง ก็จะผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือกลับร้ายกลายเป็นดี เรื่อง คอรัปชั่น ก็เช่นกัน โกงกินได้โกงกินไป ถ้าจับได้ ก็จะมีการยึดทรัพย์คืนมา  แม้จะได้มาบางส่วน ก็ยังดีกว่าไม่ได้คืนมาเสียเลย และเท่าที่เห็นมา คนโกงกินบ้านเมือง ไม่ว่าจะยุคสมัยใด มักจะพบจุดจบ หรือมีบั้นปลายของชีวิตที่ไม่ดี ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ไม่มีที่จะฝังร่างในเมืองไทย ทรัพย์สมบัติที่โกงมา ก็จะกลายเป็นทรัพย์วิบัติ ลูกหลานไม่เจริญรุ่งเรือง ได้รับผลกรรมตกทอดกันทุกถ้วนหน้า

                แม้ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๔ และคณะโหรหลวง ในยุคสมัยของพระองค์ จะสถาปนาดวงเมืองบางกอกขึ้นมาใหม่อีก ๑ ดวง แต่ก็เพื่อเป็นการเสริมชะตา หรือแก้ไขดวงเมือง ที่กำลังตกต่ำอยู่ในขณะนั้น ให้พลิกฟื้น จากร้ายกลายเป็นดี ผ่อนหนักให้เป็นเบา  เราไม่อาจนำดวงเมืองที่ผูกขึ้นมาใหม่ มาใช้แทนดวงเมืองเก่าได้ เพราะการสร้างบ้านแปลงเมือง การลงหลักปักเสาเมืองใหม่ หรือก่อสร้างกรุง สร้างเมืองหลวงราชธานีใหม่ ไม่ใช่เรื่องที่จะกระทำได้โดยง่าย ทำได้แต่เพียงแก้ไข หรือเสริมดวง ผ่อนเคราะห์กรรมของดวงเมืองเท่านั้น

                ที่ผมกล่าวว่า ดวงเมืองในขณะที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๔ เสด็จขึ้นครองราชย์นั้น ไม่ดี อยู่ในภาวะที่ตกต่ำ และเสี่ยงอันตรายอย่างมาก ดูได้จากรูปดวงเมืองใหม่ ที่ทรงสถาปนาขึ้นมา ก็จะเห็นได้ชัดแจ้งว่า ในขณะนั้น ดวงเมืองบางกอกเดิม ในรัชกาลที่ ๑ กำลังถูกบาปเคราะห์ร้ายถึง ๓ ดวง จรเข้ามาทับลัคนาดวงเมือง และ อาทิตย์ (๑) กล่าวคือ มีเสาร์ (๗) มฤตยู (๐) และพลูโต (พ) จรทับโดยมี เกตุ (๙)  นำหน้า ราหู (๘) โยคหน้า หรือสรุปง่าย ๆ ก็คือ มีบาปเคราะห์เกาะกุม และพาดผ่านหน้าเป็นขบวนถึง ๕ ดวงด้วยกัน โดยมีอังคาร (๓) เจ้าเรือนมรณะ จรเข้าภพศุภะ ทับดาวพฤหัสบดี (๕) ตรีโกณถึงลัคนา และอาทิตย์ (๑) จึงให้โทษแก่ดวงเมืองอย่างร้ายแรง

                ในวันดังกล่าว จะเห็นได้ว่า อาทิตย์ (๑) และ พฤหัสบดี (๕) ศุภเคราะห์สำคัญ ที่ให้คุณแก่ดวงเมือง จรอยู่ในภพมรณะ โดยมีจันทร์ (๒) ศุภเคราะห์ที่สำคัญอีกดวงหนึ่ง จรเข้าภพอริ

                อาทิตย์ (๑) หมายถึง ราชา หรือ พระเจ้าแผ่นดิน เพราะเป็นประธานของระบบสุริยจักรวาล พฤหัสบดี (๕) เกษตร เจ้าเรือนศุภะ ก็หมายถึง ราชา หรือ พระเจ้าแผ่นดิน เมื่อจรเข้ามรณะ และในพื้นดวงเมืองเดิมก็ถูกบาปเคราะห์กระหน่ำเล่นงาน ในช่วงนั้น หากไม่ได้มีการสะเดาะเคราะห์ แก้ไขดวงเมืองเสียใหม่ ก็อาจจะเกิดกลียุค เกิดการปฏิวัติ โค่นล้มอำนาจ หรือแย่งชิงราชสมบัติ สร้างความวิบัติฉิบหายแก่บ้านเมือง และอาณาประชาราษฎร์ได้

เมื่อเราได้ศึกษาประวัติศาสตร์ ก็จะเห็นจริงดังว่า เพราะล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๔ ทรงเสด็จขึ้นครองราชย์ หลังจากที่ทรงออกผนวชถึง ๒๗ พรรษา แทบจะไม่มีอิทธิพลใด ๆ ในราชสำนัก และทางการบริหารบ้านเมืองแม้แต่น้อย จริงอยู่ ถึงแม้จะลงตัวกับพระอนุชาธิราช โดยโปรดเกล้า ฯ สถาปนาให้มีพระราชอิสริยยศ เทียบเท่าพระเจ้าแผ่นดินอีกพระองค์หนึ่ง แต่ขุนนางอีกหลายคน เชื้อพระวงศ์อีกหลายพระองค์ โดยเฉพาะที่เป็นพระราชโอรสของล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๓ ที่มีศักดิ์ และสิทธิในราชบัลลังก์ คอยจ้องที่จะหาโอกาส หรือรวบรวมสมัครพรรคพวก คอยหาจังหวะอยู่เสมอ

ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท และความสงบสุขของบ้านเมือง พระองค์จึงต้องทรงกระทำทุกวิถีทาง เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข จากศึกทั้งภายใน และภายนอกให้จงได้ ซึ่งพระองค์ก็ทรงกระทำสำเร็จด้วยดี ดังที่เราท่านได้ศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย ทั้งในยุคสมัยของพระองค์ และยุคต่อ ๆ มา จนถึงยุคปัจจุบัน เราจะเห็นว่า  สิ่งที่พระองค์ได้ทรงกระทำนั้น เกิดคุณานุประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนชาวไทยมากน้อยเพียงใด ช่วงระยะเวลาที่พระองค์เสด็จครองราชย์ แม้จะอยู่ในระยะสั้น เพียง ๑๗ พรรษา แต่ก็ได้ทรงวางรากฐานความเจริญต่าง ๆ แก่ไทยเรามิใช่น้อย

หลังจากที่พระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว ชาติไทยเราก็มีปัญหาเกี่ยวกับการสืบราชสันตติวงศ์ เพราะพระองค์ไม่ได้ทรงสถาปนาวังหน้าพระองค์ใหม่ หลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต ดังนั้น  จึงได้มีการเลือกสรร ผู้ที่สมควรจะได้ขึ้นครองราชย์อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะพระบรมวงศานุวงศ์ และคณะเสนาบดี ซึ่งแน่นอนว่า บ้านเมืองของไทยเรายุคนั้น ก็ปั่นป่วนอีกคำรบหนึ่ง แม้จะตกลงกันได้ก็ตาม

ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จขึ้นครองราชย์  พร้อมกับมีการคัดเลือก  ผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง วังหน้าพระองค์ใหม่ ซึ่งได้แก่ กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในยุคต้นของการขึ้นครองราชย์ของล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๕ ที่ยังทรงพระเยาว์ และยังต้องมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น เป็นช่วงที่ทางวังหน้า จ้องหาจังหวะที่จะโค่นล้มราชบัลลังก์ หรือสร้างความปั่นป่วนต่าง ๆ เสมอมา จนกระทั่งวังหน้าพระองค์นั้นเสด็จสวรรคต เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๒๘ พระองค์จึงยกเลิกตำแหน่งวังหน้า สถาปนา สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ  พระราชโอรสองค์โตอันประสูติจากพระนางเจ้าสว่างวัฒนา อัครมเหสี ขึ้นดำรงพระอิสริยยศที่ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ” อันเป็นตำแหน่ง “รัชทายาท” ทำให้ชาติไทยเราหมดปัญหาเรื่องการเสด็จขึ้นครองแผ่นดิน ระหว่างวังหลวง กับ วังหน้า ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


ตอนต่อไป

ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

บทความโหราศาสตร์

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved