พยากรณ์ดวงเมืองบางกอก พ.ศ. ๒๕๕๐ (๕)

 

                การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนรัฐบาล หรือ คณะผู้ปกครองหรือการเปลี่ยนกติการการปกครองหรือรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกประเทศ ปกติรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศย่อมกำหนดวิธีการเปลี่ยนแปลงไว้ เช่น ให้มีการเลือกตั้งทั่วไปทุก ปี หรือ ปี หรือ เลือกประธานาธิบดีทุก ปี หรือ ปี เพื่อให้โอกาสประชาชนติดสินใจว่า จะให้บุคคลใดหรือกลุ่มพรรคการเมืองใดได้เป็นผู้ปกครอง และกำหนดวิธีการเปลี่ยนแปลงหลักการ หรือสาระของรัฐธรรมนูญ หรือแม้กระทั่งสร้างรัฐธรรมนูญใหม่แทนฉบับเดิม

การเปลี่ยนแปลงตามกระบวนการดังกล่าวข้างต้น ถือว่าเป็น การเปลี่ยนแปลงโดยสันติวิธี และเป็นวิถีการที่ถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามที การเปลี่ยนแปลงอีกวิธีหนึ่งที่ถือว่าเป็นวิธีการรุนแรง และไม่ถูกต้องตามกฎหมาย นั่นก็คือ การใช้กำลังเข้าข่มขู่ เช่น ใช้กองกำลังติดอาวุธเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลเดิม ไล่คณะรัฐมนตรีออกไป และตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ โดยกลุ่มของคนที่ยึดอำนาจเข้ามาแทนที่ หรือ ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิม แล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ วางกฎ และกติกาตามที่กลุ่มผู้มีอำนาจปรารถนา โดยปกติคณะ หรือ กลุ่มบุคคลที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีนี้ จะต้องมีกองกำลังติดอาวุธเข้าปฏิบัติการ มิฉะนั้นแล้วก็ยากที่จะสำเร็จ และถึงมีกำลังก็ไม่อาจไม่สำเร็จเสมอไป เพราะมีองค์ประกอบการสนับสนุน หรือ ต่อต้านจากประชาชนเข้ามาเป็นปัจจัยประกอบด้วย

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศ ที่ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองก็คือว่า การเปลี่ยนรัฐบาล หรือผู้ปกครองประเทศ มักไม่เป็นไปตามกติกา หรือระเบียบแบบแผนโดยสันติวิธี ตรงกันข้ามมักเกิดการแย่งชิงอำนาจด้วยการใช้กำลังอยู่เนือง ไม่ว่าจะเป็นไปในรูปของ การจลาจลกบฎ ปฏิวัติ หรือรัฐประหาร ความหมายของคำเหล่านี้เหมือนกัน ในแง่ที่ว่าเป็นการใช้กำลังอาวุธยึดอำนาจทางการเมือง แต่มีความหมายต่างกันในด้านผลของการใช้กำลังความรุนแรงนั้น หากทำการไม่สำเร็จ จะถูกเรียกว่า กบฏ จลาจล ถ้าการยึดอำนาจนั้น สัมฤทธิผล และ เปลี่ยนเพียงรัฐบาล เรียกว่า รัฐประหาร แต่ถ้ารัฐบาลใหม่ได้ทำการ เปลี่ยนแปลงมูลฐานระบอบการปกครอง ก็นับว่าเป็น การปฏิวัติ

การปฏิวัติครั้งสำคัญ ๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ได้แก่ การปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๗๘๙ การปฏิวัติในรัสเซีย ค.ศ. ๑๙๑๗  การปฏิวัติของจีนในปี ค.ศ. ๑๙๔๙ การปฎิวัติในคิวบา ค.ศ.๑๙๕๒  เป็นต้น สำหรับในการเมืองไทยคำว่า ปฏิวัติ กับ รัฐประหาร มักใช้ปะปนกันแล้วแต่ผู้ยึดอำนาจได้นั้นจะเรียกตัวเองว่าอะไร เท่าที่ผ่านมามักนิยมใช้คำว่า ปฏิวัติ

เพราะเป็นคำที่ดูขึงขังน่าเกรงขาม เพื่อความสะดวกในการธำรงไว้ซึ่งอำนาจที่ได้มานั้น ทั้งที่โดยเนื้อแท้แล้ว นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติที่แท้จริงครั้งเดียวที่เกิดขึ้นในประเทศไทย การยึดอำนาจโดยวิธีการใช้กำลัง ครั้งต่อ ๆ มาในทางรัฐศาสตร์ถือว่าเป็นเพียง การรัฐประหาร เท่านั้น เพราะผู้ยึดอำนาจได้นั้นไม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงหลักการมูลฐานของระบอบการปกครองเลย

ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมทางการเมือง และมิให้สับสนกับการใช้ชื่อเรียกตัวเองของคณะที่ทำการยึดอำนาจทั้งหลาย อาจสรุปได้ว่า ความหมายแคบ ๆ โดยเฉพาะเจาะจงสำหรับคำว่า ปฏิวัติ และ รัฐประหาร ในบรรยากาศการเมืองไทยเป็นดังนี้ คือ

“ปฏิวัติ” หมายถึง การยึดอำนาจโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ อาจมี หรือไม่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และรัฐบาลใหม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงมูลฐานระบอบการปกครอง เช่น เปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นระบอบประชาธิปไตย หรือ คอมมิวนิสต์ ฯลฯ

ส่วน “รัฐประหาร” หมายถึง การยึดอำนาจโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ แต่ยังคงใช้รัฐธรรมนูญฉบับเก่าต่อไป หรือประกาศใช้รัฐธรรมฉบับใหม่ เพื่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในระยะเวลาไม่นานนัก ในประเทศไทย ถือได้ว่ามี การปฎิวัติเกิดขึ้นครั้งแรกและครั้งเดียว คือ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ โดยคณะราษฎร์ จากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย และมีการ กบฎ เกิดขึ้น ๑๒ ครั้ง และรัฐประหาร ๑๐ ครั้ง ดังนี้

กบฏ ๑๒ ครั้ง

. กบฎ ร.ศ.๑๓๐ (๑ มีนาคม ๒๔๕๔), ๒. กบฎบวรเดช (๑๐-๒๔ ตุลาคม ๒๔๗๖) , ๓. กบฎนายสิบ ( สิงหาคม ๒๔๗๘) ,๔. กบฏพระยาทรงสุรเดช หรือ กบฏ ๑๘ ศพ (๒๙ มกราคม๒๔๘๒) ,๕. กบฎเสนาธิการ ( ตุลาคม ๒๔๙๑), .กบฏแบ่งแยกดินแดน (พฤศจิกา ๒๔๙๑), ๗.กบฏวังหลวง (๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๒), .กบฏแมนฮัตตัน (๒๙ มิถุนายน ๒๔๙๔), .กบฏสันติภาพ ( พฤศจิกายน ๒๔๙๗), ๑๐.กบฎ ๒๖ มีนาคม ๒๕๒๐, ๑๑.กบฎยังเตอร์ก (๑-๓ เมษายน ๒๕๒๔), ๑๒.กบฏทหารนอกราชการ ( กันยายน ๒๕๒๘)

รัฐประหาร ๑๐ ครั้ง

.พ.อ. พระยาพหลฯ ทำการรัฐประหาร (๒๐ มิ.ย. ๒๔๗๖)

. พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ และคณะนายทหารบก ทำการรัฐประหาร ( พ.ย. ๒๔๙๐)

. จอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำการรัฐประหาร (๒๙ พ.ย. ๒๔๙๔)

. จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหาร (๑๖ กันยายน ๒๕๐๐)

.จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหาร (๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๑)

. จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหาร (๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔)

๗. พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ ทำการรัฐประหาร (๖ ตุลาคม ๒๕๑๙)

.พล.. สงัด ชลออยู่ ทำการรัฐประหาร (๒๐ ตุลาคม ๒๕๒๐)

. พล.. สุนทร คงสมพงษ์ ทำการรัฐประหาร (๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔)

           ๑๐. พล.อ.สนธิ  บุณยรัตกลิน ทำการรัฐประหาร (๑๙ กันยายน ๒๕๔๙)

สรุปแล้วจะเห็นได้ว่า หลังจากการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ได้เกิดความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง จากการแย่งชิงอำนาจการปกครอง รวมกันทั้งสิ้น ๒๑ ครั้ง (ไม่นับกบฎ ร.ศ. ๑๓๐ ที่เกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๖) ซึ่งในจำนวนดังกล่าว มีการทำสำเร็จ ที่เรียกว่า รัฐประหาร คือ ล้มรัฐบาลที่ปกครองประเทศในขณะนั้นได้ จำนวน ๑๐ ครั้ง ที่เหลืออีก ๑๑ ครั้ง ทำไม่สำเร็จ ต้องกลายเป็นกบฎของแผ่นดิน

เหตุที่ดวงเมืองบางกอกของเรา มีเหตุการณ์ความไม่สงบบ่อยครั้ง เนื่องจาก ดาวเกตุ (๙) ตัววิปริตอาเพท อยู่ในตำแหน่งศูนยพาหะกับลัคนาดวงเมือง เพราะเกตุ (๙) มีความหมายในทางโหราศาสตร์ คือ  ความวิปริตอาเพท ความปั่นป่วนวุ่นวาย  เอาแน่นอนอะไรไม่ได้

นอกจากนั้น เกตุ (๙) ยังมีความหมายเกี่ยวกับ จิตวิญญาณ ลัทธิพิธีกรรมต่าง ๆ ทั้งด้านพุทธศาสตร์, โหราศาสตร์ และไสยศาสตร์ ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไร ที่ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย จึงคลั่งใคล้ใหลหลงกับเรื่องราวความเชื่อด้านจิตวิญญาณ ลัทธิพิธีกรรมต่าง ๆ นิยมชมชอบในเรื่องของวัตถุมงคล สิ่งเร้นลับมหัศจรรย์ การทรงเจ้าเข้าผี ฯลฯ ถ้าจะถามว่า ประเทศที่มีเครื่องรางของขลัง วัตถุมงคลต่าง ๆ ที่ปลุกเสกโดยพระเกจิอาจารย์ มากที่สุดในโลก ก็ต้องตอบอย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า “ประเทศไทย” เป็นคำตอบสุดท้าย

อังคาร (๓) ดาวการทหาร ที่เดินกุมกับ เกตุ (๙) ในตำแหน่งศูนยพาหะ มีอิทธิพลกับดวงเมือง หากเกิดความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง สถิติส่วนใหญ่จะเห็นว่า ทหารจะมีบทบาทสำคัญในการทำให้บ้านเมืองสงบสุข หรือ ในกรณีที่ทหารกลุ่มหนึ่งก่อความไม่สงบขึ้นมาเสียเอง ก็จะมีทหารอีกกลุ่มหนึ่ง เข้ามาขัดขวาง เพื่อให้เกิดความสันติสุขแก่ประเทศชาติโดยเร็ว

ในทางโหราศาสตร์ ดาวที่มีความหมายเกี่ยวกับการปฏิวัติ รัฐประหาร คือ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน ชนิดไม่คาดฝัน หรือรู้ล่วงหน้ามาก่อน คือ ดาวมฤตยู (๐) ซึ่งในดวงเมืองบางกอกนั้น มฤตยู (๐) โยคหน้าลัคนาดวงเมือง และเล็งดาวพลูโต (พ) เจ้าเรือนลัคนาของดวงเมือง ประเทศไทยของเรา จึงต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงกระทันหัน หลายครั้งหลายครา โดยเฉพาะหลังจากการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เมืองไทยของเราก็เกิดการรัฐประหาร คือ ทำการล้มล้างรัฐบาลได้สำเร็จ รวมกันถึง ๑๐ ครั้ง ก็เพราะอิทธิพลของมฤตยู (๐) นั่นเอง

จากสถิติการรัฐประหารทั้ง ๑๐ ครั้งที่ผ่านมา  พอจะประมวลหลักการพิจารณาอิทธิพลของดวงดาว ที่ส่งผลต่อดวงเมือง ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยการใช้กำลังทหาร ดังนี้

๑. ลัคนาจร มักตกอยู่ในภพปัตนิ , ศุภะ , มรณะ ของดวงเมือง ซึ่งถ้าเราวางลัคนาจรในพื้นดวงเดิมของดวงเมือง จะเห็นว่า ลัคนาจรที่อยู่ในภพดังกล่าว จะถูกเบียนจากบาปเคราะห์มากมายหลายดวง

๒. ลัคนาดวงเมืองที่ราศีเมษ และ ดาวพลูโต (พ) เจ้าเรือนลัคน์ มักจะถูกบาปเคราะห์เบียนมากมายหลายดวง โดยมีมฤตยู (๐) ดาวแห่งการเปลี่ยนแปลง ทำมุมสัมพันธ์กับลัคนา และดาวพลูโต (พ) เจ้าเรือนลัคน์เสมอ

๓. ดาวอาทิตย์ (๑) หมายถึง ผู้นำ มักจรอยู่ในตำแหน่งที่เสีย คือ เป็น ประ นิจ อยู่ในภพทุสถานะ คือ อริ มรณะ วินาศนะ หรือ ไม่ก็จรร่วมกับบาปเคราะห์ร้าย หรือ ถูกบาปเคราะห์หลายดวงจรเบียนเสียหายอย่างยับเยิน

จะยกตัวอย่างดวงทำการรัฐประหาร ครั้งล่าสุด เราจะเห็นได้ว่า

๑. ลัคนาจรของดวงเมือง ตกอยู่ในภพมรณะ ซึ่งคำว่า มรณะ หลายท่านมักจะแปลตรง ๆ ว่า การถูกทำลายล้าง ความตาย พลัดพราก การสูญเสีย แต่ลืมแปลในอีกแง่มุมหนึ่ง ก็คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน และส่งผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะการถูกทำลายล้าง ความตาย การพลัดพรากสูญเสีย ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่ดวงชะตา และผู้ที่เกี่ยวข้องกับดวงชะตานั้น ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อเราวางลัคนาจรในภพมรณะ ในพื้นดวงเมืองบางกอก จะเห็นว่า ลัคนาจรในตำแหน่งดังกล่าว ถูก อังคาร (๓) เกตุ (๙) เล็ง โดยมี มฤตยู (๐) ทำมุมปลายหอกทิ่มแทง มีเสาร์ (๗) กับพลูโต (พ) นำหน้า ซึ่งถือว่า เป็นจุดเบียนจากบาปเคราะห์ในมุมที่ให้โทษร้ายแรง อย่างยับเยิน ถึง ๕ ดวง ด้วยกัน

๒. ลัคนาดวงเมืองที่ราศีเมษ และ อาทิตย์ (๑) หมายถึง ประมุข หรือ ผู้นำประเทศ ถูกบาปเคราะห์ร้าย จรเบียนหลายดวง คือ ถูกเสาร์ (๗) และ เนปจูน (น) ทำมุมกากบาท พร้อมกันถึง ๒ จุด โดยมี เกตุ (๙) กับ พลูโต (พ) ทำมุมตรีโกณ พร้อมกัน ๒ จุด อังคาร (๓) ดาวฆาต และ พุธ (๔) ดาวเจ้าเรือนอริ ทำมุมปลายหอกทิ่มแทง

มฤตยู (๐) ดาวแห่งปฏิวัติ รัฐประหาร เป็นเกษตร โยคหลังลัคนาดวงเมือง และโยคหน้า พลูโต (พ) เจ้าเรือนลัคนาดวงเมือง โดยที่ พลูโต (พ) ดาวเจ้าเรือนลัคนาดวงเมือง ก็ถูกบาปเคราะห์เบียนอย่างยับเยินด้วยเช่นกัน กล่าวคือ มีอังคาร (๓) และ ราหู (๘) ตรึงในมุมกากบาท ๒ จุด มีเสาร์ (๗) ทำมุมปลายหอกทิ่มแทง และมีบาปเคราะห์ เนปจูน (น) มฤตยู (๐) ราหู (๘) พาดผ่านนำหน้าเป็นขบวน

๓. อาทิตย์ (๑) ที่หมายถึง ประมุข หรือ ผู้นำประเทศ จรเข้าภพอริ มีอังคาร (๓) ดาวฆาต หรือ ดาวมรณะ และเป็นดาวคู่ศัตรูกุม มีราหู (๘) คราสร้าย เล็ง มีพลูโต (พ) กากบาท

ลักษณะของดวงดาวที่ส่งอิทธิพลแก่ดวงเมืองบางกอก ที่กล่าวมาข้างต้น จึงเป็นเหตุให้ประเทศไทยของเรา ต้องพบกับการรัฐประหาร มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารประเทศ โดยใช้กำลังทหารอีกครั้งหนึ่ง เพราะถ้าทหารไม่ทำเช่นนั้น อาจก่อผลเสียอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติ ชนิดที่ใครก็อาจคาดไม่ถึงเลยทีเดียว เพราะการที่ลัคนาจรดวงเมืองตกอยู่ในภพมรณะ และถูกเบียนด้วยดาวบาปเคราะห์ดังกล่าว นั่นหมายถึง ความเสียหายอย่างยับเยิน พสกนิกรชาวไทยจะได้รับผลกระทบจากสิ่งเลวร้าย แม้กระทั่งภัยพิบัติจากธรรมชาติอย่างถ้วนหน้า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก็เถอะ ใช่ว่า พี่น้องชาวไทย จะพ้นจากภัยพิบัติไปได้โดยง่าย โดยเฉพาะภัยพิบัติทางด้านเศรษฐกิจ หลังภัยพิบัติน้ำท่วมทั่วประเทศถึง ๔๖ จังหวัด ผ่านพ้นไป ขอให้เตรียมตัว เตรียมใจรับมือให้ดีก็แล้วกัน


ตอนต่อไป

ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

บทความโหราศาสตร์

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved