พยากรณ์ดวงเมืองบางกอก พ.ศ. ๒๕๕๐ (๖)

 

                การพยากรณ์ดวงเมืองบางกอก ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๐ จะแบ่งออกเป็นสองช่วง คือ ช่วงแรก ระหว่างวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ถึงวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นช่วงที่ดวงเมืองบางกอก มีอายุครบ ๒๒๔ ปี ลัคนาจรดวงเมืองตกอยู่ในภพมรณะ และ ช่วงที่สอง ระหว่างวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นช่วงที่ดวงเมืองบางกอก มีอายุครบ ๒๒๕ ปี ลัคนาจรดวงเมือง ตกอยู่ในภพศุภะ

                การพยากรณ์ จะพยากรณ์จากพื้นดวงเดิม ทางด้านซ้ายมือเป็นอันดับแรก  เมื่อเราวางลัคนาจรดวงเมืองในพื้นดวงเดิมที่ราศีพิจิก อันเป็นภพมรณะ จะเห็นว่า อังคาร (๓) ซึ่งเป็นเกษตรราศีพิจิก และเป็นดาวเจ้าเรือนลัคนาจร จรเป็นประ เสื่อมสภาพ ทำให้ดวงเมืองในช่วงแรก ไม่ค่อยดีนัก สภาวะบ้านเมืองโดยทั่วไป ระส่ำระสาย ไม่ค่อยปกติสุข ประชาชนส่วนใหญ่ ได้รับความลำบากเดือดร้อนในเรื่องความเป็นอยู่เกือบทุกด้าน

                อังคาร (๓) เจ้าเรือนลัคนาจร นอกจากจะเป็นประเสื่อมสภาพแล้ว ยังกุมกับ ดาวเกตุ (๙) เจ้าเรือนมรณะของลัคนาจรอีกด้วย ส่งผลให้บ้านเมืองในช่วงแรก จะพบกับการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ เกือบทุกด้าน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง แม้จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี แต่ประชาชนส่วนใหญ่ จะพบกับความลำบากทุกข์ยาก มีการพลัดพรากสูญเสีย

                มฤตยู (๐) ดาวแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน นำหน้าอังคาร (๓) ลัคนาจร ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลง ปฏิวัติ ปฏิรูปในด้านต่าง ๆ  อย่างรวดเร็วทันใจ หรือ อย่างกระทันหัน จากสิ่งเก่า มาสู่สิ่งใหม่ เนื่องจากมฤตยู (๐) เป็นดาวเจ้าเรือนพันธุ หมายถึง บ้านเรือนที่อยู่อาศัย ยวดยานพาหนะ การเดินทาง ฯลฯ เมื่อมาจรอยู่ในภพมรณะ อาจส่งผลให้เกิดภัยพิบัติแก่บ้านเรือนที่อยู่อาศัยของประชาชน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

                เนปจูน (น) เจ้าเรือนปุตตะของลัคนาจร คำว่า ปุตตะ หมายถึง เด็ก ในที่นี้ ก็คือ พสกนิกรชาวไทย จรเป็นประ เสื่อมสภาพ ในภพลาภะของลัคนาจร ส่งผลให้พสกนิกรชาวไทย ต้องพบกับความทุกข์ยาก ลำบากเดือดร้อน โดยจะเห็นว่า เนปจูน (น) ในพื้นดวงเดิมนั้น ถูกบาปเคราะห์เบียนในมุมเล็ง และกากบาทครบทุกจุด คือ มีราหู (๘) เล็ง มฤตยู (๐) พลูโต (พ) เสาร์ (๗) กากบาท แม้ว่า เนปจูน (น) จะอยู่ในภพลาภะ อันเป็นภพที่ให้คุณ และดาวพุธ (๔) เจ้าเรือนลาภะเอง ก็แลกเรือนกับเนปจูน (น) และตกอยู่ในตำแหน่งประ เสื่อมสภาพดุจเดียวกัน ดังนั้น ในช่วงที่พสกนิกรชาวไทย พบกับความวิบัติเดือดร้อน เกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ แม้จะเลวร้ายมาก่อน แต่ก็อาจจะส่งผลดีตามมาได้ในภายหลัง

                การพยากรณ์ข้างต้น เป็นการพยากรณ์ตามหลักวิชาโหราศาสตร์ ระบบพลูหลวง โดยอาศัยลัคนาจรตามภพเป็นตัวตั้ง และพิจารณาจากดาวในพื้นดวงเดิม ที่มาส่งผลกระทบกับดาวเจ้าเรือนลัคนาจร โดยยังไม่ได้อาศัยดาวจรในปีนั้น ๆ แต่อย่างใด จากสถิติข้อมูลของดวงเมืองบางกอก ในช่วง  ๒๒๔ ปีที่ผ่านมา ดวงเมืองบางกอกของเรา มีลัคนาจรตกอยู่ในภพมรณะถึง ๑๙ ครั้ง ใน ๑๙ ครั้งนี้ สยามประเทศของเรา  ต้องพบกับการสูญเสียองค์พระประมุขของชาติ ถึง ๓ ครั้ง ด้วยกัน คือ

                พ.ศ. ๒๓๙๓ ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๓ เสด็จสวรรคต, พ.ศ. ๒๔๕๓ ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๕ เสด็จสวรรคต และ พ.ศ. ๒๔๘๙ ล้นเกล้า ฯรัชกาลที่ ๘ เสด็จสวรรคต

นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. ๒๓๔๕ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท วังหน้าในรัชกาลที่ ๑ ทรงพระประชวรหนักด้วยโรคนิ่ว และเสด็จสวรรคตในปีถัดไป

มีการเปลี่ยนแปลง หรือ ถ่ายโอนอำนาจการปกครอง ๓ ครั้ง คือ พ.ศ. ๒๔๗๗ ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๗ ทรงสละราชสมบัติ, พ.ศ. ๒๕๐๑ จอมพลสฤษดิ์  ธนรัชต์ ทำการรัฐประหาร, พ.ศ. ๒๕๔๙  พลเอกสนธิ บุณยรัตกลิน ทำการรัฐประหาร

ตกอยู่ในภาวะสงคราม หรือ เกิดการกบฎ ๓ ครั้ง คือ พ.ศ. ๒๓๓๓ อยู่ในช่วงสงครามกับพม่า, พ.ศ. ๒๓๖๙ เจ้าอนุวงศ์ก่อกบฎ เกิดวีรกรรมทุ่งสัมฤทธิ์ ท้าวสุรนารี หรือ ย่าโม, พ.ศ.๒๓๘๑ ทำสงครามกับญวน ยืดเยื้อถึง ๑๔ ปี และ เมืองไทรบุรี ก่อการกบฎ

                จะเห็นว่า ในช่วงที่ลัคนาดวงเมืองของเราตกอยู่ในภพมรณะ มักจะมีเรื่องไม่ค่อยดีมากกว่าเรื่องที่ดี เรื่องที่ดี ที่พอจะประมวลมาได้ก็คือ ในปี พ.ศ. ๒๓๕๗ ล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๒  ส่งสมณทูต ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศลังกา มีการนำเอาหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์ จำนวน ๖ ต้น กลับมายังผืนแผ่นดินไทย, พ.ศ.๒๔๐๕ ในรัชกาลที่ ๔ มีการผลิตเหรียญดีบุก เพื่อใช้แทนเบี้ย หรือ หอย เรียกว่า อัฐ – โสฬส, พ.ศ. ๒๔๔๑ ในรัชกาลที่ ๕ อินเดียขุดพบผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อุปทูตอังกฤษประจำอินเดีย ซึ่งคุ้นเคยกับล้นเกล้า ฯ รัชกาลที่ ๕ ได้แจ้งความประสงค์จะทูลเกล้า ฯ ถวายพระบรมสารีริกธาตุให้ พระองค์จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เป็นผู้แทนพระองค์ไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุเข้ามาในกรุงเทพ ฯ ปัจจุบัน พระบรมสารีริกธาตุดังกล่าว บรรจุไว้ในเจดีย์ภูเขาทอง วัดสระเกศ ฯ

                จากสถิติในเรื่องที่ดี จะเห็นว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเงิน และการศาสนา ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อวางลัคนาจรในพื้นดวงที่ราศีพิจิก ทำให้พฤหัสบดี (๕) ซึ่งเป็นดาวเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม กลายเป็นเกษตรเจ้าเรือนกฎุมพะ หรือ เรือนการเงิน นำหน้าลัคนาจร จึงส่งผลดีในเรื่องดังกล่าว

                ทีนี้มาดูผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ในระหว่างวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ จนถึงวันที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐ อันเป็นช่วงที่ลัคนาจรดวงเมืองตกอยู่ในภพมรณะ เราจะเห็นว่าตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา จนถึงสิ้นปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ไทยเรามีการทำรัฐประหาร ครั้งที่ ๙ เปลี่ยนขั้วอำนาจการปกครอง จากระบอบทักษิณ คืนให้ประชาชนคนไทย ปฏิรูปการปกครองกันใหม่ เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙, ไทยเราต้องพบกับภาวะน้ำท่วมถึง ๔๖ จังหวัด เรียกว่า เดือดร้อนกันครึ่งค่อนประเทศเลยทีเดียว, ในหลวง และ พระราชินี ทรงเข้ารับการผ่าตัดทั้งสองพระองค์ ในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกัน,

พี่น้องประชาชนที่อยู่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่กันอย่างไม่ปกติสุขมากขึ้นกว่าเดิม มีการฆ่าผู้บริสุทธิ์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองมากวันละหลายราย ตายวันละหลายศพ  เลวร้ายจนถึงขนาดฆ่าพระในขณะบิณฑบาต จนพระท่านไม่กล้าออกบิณฑบาต ถ้าจะออกโปรดสัตว์ ก็ทุลักทุเลเต็มทน ต้องมีทหารพร้อมอาวุธครบมือคุ้มกันอย่างแน่นหนา, ฆ่าครูในขณะเดินทางไปทำการสอนนักเรียน มีการลอบวางเพลิงเผาโรงเรียน จนต้องทำการปิดโรงเรียนอย่างไม่มีกำหนด นับเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุด ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ฯลฯ

                ถ้าจะถามว่า เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นมาแล้วครึ่งค่อนปี และยังเหลืออีกประมาณ ๔ เดือน ที่ลัคนาจรของดวงเมือง จะจรเข้าภพศุภะ ในช่วงเวลาที่เหลือ ยังจะมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ? ตอบเลยครับ อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ จึงขอให้พี่น้องคนไทย ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท และเตรียมตัวเตรียมใจรับสถานการณ์เอาไว้ก่อนแหละดี

                ทำไม ? พระ และ ครู ซึ่งเป็นปูชนียบุคคล ถึงได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ เนื่องจาก ระหว่างวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๐ พฤหัสบดี (๕) ดาวที่มีความหมายเกี่ยวกับพระ และครู จรเข้าราศีพิจิก ภพมรณะของลัคนาดวงเมือง

                นอกจากนี้ พฤหัสบดี (๕) เจ้าเรือนศุภะของลัคนาดวงเมือง ยังหมายถึง เกียรติยศชื่อเสียง เกียรติภูมิของชาติ ภาพพจน์ของประเทศ เมื่อจรเข้าภพมรณะ จึงทำให้ไทยเราต้องเสียภาพพจน์ หรือ ชื่อเสียง ในสายตาของประชาคมโลก, และยังหมายถึง บุคคลสำคัญของชาติ ประมุขของประเทศ อาจจะต้องได้รับความลำบากทุกข์ยาก เดือดร้อน เจ็บไข้ไม่สบาย ล้มหายตายจากในช่วงที่พฤหัสบดี (๕) จรเข้าภพมรณะ

                พฤหัสบดี (๕) เป็นดาวเกี่ยวกับศาสนา และศีลธรรม คุณงามความดี เมื่อจรเข้ามรณะ จึงส่งผลให้ศาสนา ศีลธรรม คุณงามความดีของผู้คนในสังคม ต้องเสื่อมโทรมลงไป, ผู้คนจะลุ่มหลงมัวเมากับสิ่งเสพติด,อบายมุข ลัทธิพิธีการต่าง ๆ, ภูติผี วิญญาณ สิ่งเร้นลับมหัศจรรย์ ฯลฯ โดยขาดปัญญาในการพิจารณามากขึ้น, มีความปั่นป่วนวุ่นวาย และอาจมีการเปลี่ยนแปลงในคณะสงฆ์ , องค์สมเด็จพระสังฆราช อาจสิ้นพระชนม์, พุทธศาสนาจะถูกมารศาสนาย่ำยี จากพวกอลัชชี และพวกนอกรีต จะกำเริบเสิบสาน สร้างความมัวหมองแก่พระพุทธศาสนาอย่างไร้ยางอาย ฯลฯ

                ช่วงระยะเวลาที่ดวงเมืองของเรา อาจเกิดเหตุร้ายตามคำพยากรณ์ข้างต้น คือ ช่วงที่มีบาปเคราะห์ อังคาร (๓) และ เกตุ (๙) มาทำมุมเสริมให้โทษ ช่วงแรก ระหว่างวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๐ ถึงวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ อังคาร (๓) เจ้าเรือนมรณะ จรเข้าทับพฤหัสบดี (๕) เจ้าเรือนศุภะ และ พลูโต (พ) เจ้าเรือนลัคน์ดวงเมือง และระหว่างวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๙ ถึงวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ที่เกตุ (๙) จรเล็ง พฤหัสบดี (๕) และ พลูโต (พ) เป็นช่วงที่ส่งผลเสียตามความหมายของพฤหัสบดี (๕) ที่กล่าวไว้

                ช่วงที่ ๒ ระหว่างวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ถึงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๐  ซึ่งเป็นช่วงที่อังคาร (๓) จรเข้าราศีมังกร ทำมุมกากบาทกับลัคนาดวงเมือง และเล็งดาวจันทร์ (๒) เจ้าเรือนพันธุ ในช่วงดังกล่าว ต้องระวังเหตุร้ายเกี่ยวกับภัยพิบัติ อันเกิดแก่บ้านเรือนที่อยู่อาศัยของราษฎร และสถานที่สำคัญต่าง ๆ ของประเทศ ทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย หรือได้รับความทุกข์ยากเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ซึ่งภัยพิบัตินั้น อาจเกิดขึ้นจากธรรมชาติ หรือ จากน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเอง อันได้แก่ พวกก่อวินาศกรรม หรือ เกิดจากอุบัติเหตุ , ความประมาทเลินเล่อของคน ฯลฯ เป็นต้น

                ช่วงที่ ๓ ระหว่างวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๐ ถึงวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๐ อันเป็นช่วงที่ เกตุ (๙) จรเข้าทับลัคนาดวงเมือง ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญที่สุด ต้องระวังให้มากที่สุดในทุกเรื่อง แม้ลัคนาจรดวงเมืองจะย้ายเข้าภพศุภะ ตั้งแต่วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๐ แล้วก็ตาม เพราะในช่วงดังกล่าว อังคาร (๓) จรเข้าราศีมีน ระหว่างวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ถึงวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๐ โดยจรทำมุมกากบาทกับพลูโต (พ) เจ้าเรือนลัคน์ และพฤหัสบดี (๕) เจ้าเรือนภพศุภะ และจรทับแบคคัส (บ) เจ้าเรือนการเงิน ช่วงนี้ จะเป็นช่วงแห่งการสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่าง

                ช่วงที่ ๔ ระหว่างวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๐ ถึงวันที่ ๒๘ กรกฏาคม ๒๕๕๐ เป็นระยะอันตรายที่สุดอีกช่วงหนึ่ง เพราะอังคาร (๓) ดาวมรณะ จรเข้าทับลัคนาดวงเมือง และอาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนปุตตะ ความลำบาก ทุกข์ยาก การพลัดพรากสูญเสีย จะเกิดขึ้นกับพสกนิกรทุกหมู่เหล่า เพราะว่า ดาวอาทิตย์ (๑) เจ้าเรือนปุตตะ หมายถึง พสกนิกรชาวไทย

                เศรษฐกิจ รายได้ของประเทศไทย ในช่วงต้นปี ก่อนวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๐ เมื่อวางลัคนาจรในภพมรณะของดวงเมืองที่ราศีพิจิก จะเห็นว่าพฤหัสบดี (๕) เกษตรเจ้าเรือนศุภะเดิม กลายเป็นเกษตรเจ้าเรือนการเงิน มีอาทิตย์ (๑) มหาอุจจ์ เจ้าเรือนการงาน ทำมุมตรีโกณถึง ส่งผลให้เศรษฐกิจรายได้ของประเทศไทยค่อนข้างดี มีรายได้จากการส่งออก และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมากขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่มีกำลังซื้อสินค้า เครื่องอุปโภค บริโภค อยู่ในเกณฑ์ดี ภาวะการลงทุนค่อนข้างดี

                แต่เนื่องจากพฤหัสบดี (๕) ที่เป็นเกษตร มีดาวบาปเคราะห์เสาร์ (๗) และพลูโต (พ) เกาะกุม และยังถูกบาปเคราะห์อื่น ๆ ทำมุมเล็ง และกากบาทพร้อมกันทุกจุด คือ มีมฤตยู (๐) เล็ง มีราหู (๘) กับเนปจูน (น) กากบาท แม้ประเทศไทยจะมีเศรษฐกิจรายได้ที่ดีขึ้น แต่รายจ่าย และการรั่วไหลของเงินตราออกนอกประเทศกลับมีมากกว่า มีโอกาสเสียเปรียบดุลการค้า และดุลการชำระเงิน การเงินการคลังของประเทศ อยู่ในภาวะที่ตึงตัว ติดขัดชะงักงัน หมุนไม่คล่อง อาจต้องกู้หนี้ยืมสินจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้ระบบการเงินต้องล้มเหลว และการพัฒนาประเทศต้องชะงักงัน


ตอนต่อไป

ตอนที่

1

2

3

4

5

6

7

บทความโหราศาสตร์

Copyright © 2002 - 2006 All Rights Reserved