กฎแห่งกรรม

เรื่องที่  ๓

กรรมร้อนผ้าเหลือง

จากหนังสือ “กรรมกำหนด" เล่มที่ ๑๘ โดย... แสน วิชาชาญ

***********************

          หลวงพ่อเงิน เทพเจ้าแห่งดอนยายหอม       

 

เรื่องราวของหลวงพ่อเงิน  วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม นั้น เล่าสืบกันมาอย่างมากมาย  ทุกอย่างล้วนเป็นความจริงที่มีหลักฐานพยานแน่นแฟ้น  เป็นเรื่องของกฎแห่งกรรมในด้านต่าง ๆ  ที่หลวงพ่อได้ผจญมาอย่างโชกโชน  และในตอนนี้ก็เป็นอีกตอนหนึ่ง ที่หลวงพ่อได้แสดงให้เห็นว่า กรรมนั้นสามารถระงับได้ด้วยเมตตา

                วัดห้วยจรเข้  อ.เมือง จ.นครปฐม  มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นอย่างที่ทำให้พุทธศาสนิกชนสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง  นั่นก็คือพระรูปหนึ่งในวัด ลุแก่โทสะ ผลักศิษย์วัดตกจากกุฏิลงมาคอหักตาย

                เรื่องมีอยู่ว่า  ศิษย์คนนั้นมักจะแอบไปขโมยสตางค์ของพระองค์นั้นอยู่เสมอ  แต่จับไม่ได้ไล่ไม่ทันก็รอดตัวไป  คราวนี้ไม่รอด เพราะจับได้คาหนังคาเขา ทำให้พระรูปนั้นเกิดโทสะอย่างรุนแรง หลังจากได้ลงไม้ลงมือกับศิษย์วัดพอสมควรแล้ว  ก็ได้ผลักอย่างแรงเพื่อให้ลงจากกุฏิให้พ้นหูพ้นตา แต่เจ้ากรรม ศิษย์หล่นลงจากบันได้เอาคอทิ่มพื้น คอหักตายอยู่ที่ด้านล่างนั่นเอง

                พ่อแม่คนตายไปแจ้งตำรวจ ตำรวจมาถึงก็ล้อมกุฏิไว้ไม่ยอมให้พระรูปนั้นหนี  เจ้าอาวาสขึ้นไปจะจับสึกก็เกิดเรื่อง

                “อย่ามายุ่งกับกู กูหมดหนทาทงแล้ว ถ้าใครมาสึกกู กูจะฟันให้คอขาด ด้วยมีดหัวตัดดายหญ้านี่แหละ”

                ว่าแล้ว พระรูปนั้นก็ควงมีด หมายสังหารเจ้าอาวาส ซึ่งวิ่งจีวรปลิวลงมาแทบไม่ทัน  ตำรวจจะจัดการก็มิได้เพราะยังไม่ได้สึก ต้องรอให้สึกเสียก่อน ได้แต่ล้อมไว้อย่างนั้น

                เจ้าคุณเจ้าคณะจังหวัดมาดูด้วยตนเองก็ส่ายหน้า ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร  ที่สุดเจ้าคณะจังหวัดก็ให้คนถือจดหมายของท่านไปนมัสการหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ให้มาสึกพระรูปนั้น แต่ไม่ได้บอกให้รู้ว่า ทำไมต้องให้ไปสึก

                พอไปถึงจึงรู้ว่า พระที่จะให้สึกนั้น กำลังถือมีดหัวตัดแกว่งไปมา ปากก็ร้องท้าทายว่า ใครแน่ก็ขึ้นมาสึก  เทพเจ้าแห่งดอนยายหอม เพ่งมองดูพระรูปนั้นเป็นครู่ เหมือนจะค้นหาอะไรบางอย่าง ในที่สุดท่านก็ก้าวเท้าขึ้นบันไดไปทันที

                ตำรวจและพระที่มุงดูอยู่ต่างหายใจไม่ทั่วท้อง  เพราะพระรูปนั้นถือมีดหัวตัดจังก้าอยู่บนหัวบันได  ในขณะที่หลวงพ่อเงินเดินขึ้นไป เอาศีรษะเข้าใกล้คมมีดไปทุกขณะ จนได้ระยะพอเหมาะ สายตาของพระรูปนั้นกับหลวงพ่อเงินประสานกันพอดี

                พระรูปนั้นเงื้อมีดหัวตัดขึ้นสูง หากฟาดลงมาแล้ว ศีรษะของหลวงพ่อเงินคงขาดกระเด็นเป็นแน่ ตำรวจที่เฝ้าอยู่เห็นอย่างนั้นก็ขยับปืนเตรียมจะยิง หากหลวงพ่อเงินจะเป็นอันตราย เพราะหลวงพ่อเงินเป็นที่เคารพของคนทั่วไปทั้งจังหวัดนครปฐม

                แต่แล้วมีดหัวตัดนั้นก็ค้างอยู่กลางอากาศ  เมื่อหลวงพ่อเงินชี้นิ้วมืออันเหี่ยวย่นด้วยความชรา ตรงไปยังข้อมือของพระรูปนั้น

                “ฟังฉันสักนิดหนึ่งเถอะพ่อคุณผู้เจริญ ฉันก็สงฆ์ เธอก็สงฆ์ คงพูดกันรู้เรื่อง”

                “เปร๊ง”

                มีดหัวตัดในมือของพระรูปนั้น ล่วงลงสู่พื้น หลวงพ่อเงินกรากเข้าถึงตัว คว้าข้อมือไว้แน่นแล้ว แทนที่จะออกแรงดึงหรือบีด กลับจูงไปนั่งลงตรงชานกุฏิ ท่ามกลางความโล่งอกของทุกคน”

                “ฉันรู้เรื่องของเธอแล้ว เธอบวชเรียนถูกต้อง และมีวัตรปฏิบัติอันไม่บกพร่อง แต่เธอคงจะรู้ว่า บัดนี้กรรมเก่าได้ตามมาล้างเธอแล้ว แม้ผ้าเหลืองก็มิอาจจะสะกัดกั้นได้ เธอถูกโทสะจริตอันเกิดจากกรรมเข้ารอนทำให้เธอขาดสติ ผลักศิษย์ตกลงไปตายโดยไม่ได้ตั้งใจ

                แต่พระธรรมวินัยได้บ่งชัดแล้วว่า แม้เธอจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เธอล่วงละเมิดชีวิตหนึ่งลงไปแล้ว เธอต้องปราชิกกรรมขาดจากภิกษุสภาวะ ฉันเข้าใจดีว่า เธอยังรักเพศสมณะ แต่เธอจงตัดใจเสียเถิด

                ชาตินี้เธอบวชใหม่ไม่ได้แล้ว จงรับกรรมของเธอในทางโลก  เมื่อสิ้นกรรมแล้ว เธอจงรักษาศีลภาวนาเอาไว้ เกิดชาติใดฉันใด ฉันขออธิษฐานว่า ฉันจะขอเกิดเป็นพระร่วมแผ่นดินกับเธอทุกชาติไป”

                สิ้นคำของเทพเจ้าแห่งดอนยายหอม  พระองค์นั้นก็ร้องไห้โฮ หลับตานิ่งสนิท ทรวงอกสะท้อนด้วยแรงแห่งความเสียใจ มืออันเหี่ยวย่นของหลวงพ่อเอื้อมไปดึงสังฆาฏิออกจากกายของพระรูปนั้น พร้อมกับกล่าวคำว่า

                “บัดนี้ เธอได้พ้นจากภิกษุสภาวะแล้ว”

                ตำรวจนำตัวพระที่สึกเป็นฆราวาสแล้วเดินออกจากประตูวัดห้วยจรเข้ไปแล้ว  หลวงพ่อเงินมองตามไปด้วยสายตาอันฝ้าฟาง ท่านพึมพำกับตัวท่านเองอย่างเศร้าสร้อยว่า

                “ดีชั่วบอกได้ด้วยกรรม อนิจจาหนอกรรมแท้”

เวรสนองกรรม

                ชาวบ้านดอนยายหอมเป็นกสิกรผู้แข็งขัน หนักเอาเบาสู้ จึงมีฐานะดีกันทุกคน  ทุ่งรวงทองของดอนยายหอมให้ความอุดมสมบูรณ์แก่ชาวบ้านอย่างสม่ำเสมอ  คนในดอนยายหอมจึงมีเงินมีทองใช้สอยกันอย่างสะดวกสบาย  ก็คงจะเป็นด้วยกิตติศัพท์ทุ่งรวงทองของดอนยายหอมนั่นแหละ ที่เป็นเหตุให้เกิดเรื่องเวรสนองกรรมขึ้น

                ปีพุทธศักราช ๒๔๗๙  ท่ามกลางเปลวแดดอันแผดกล้า ชาวบ้านดอนยายหอมทั้งชายหญิง กำลังลงแขกเกี่ยวข้าวอยู่ด้านท้ายหมู่บ้าน  ทุกคนล้วนขยันขันแข็งและทำงานกันอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย  ทันใดนั้น ชายฉกรรจ์สี่คน พร้อมด้วยอาวุธปืนลูกซองและปืนพก ก็พากันเดินเข้ามา ทุกคนแต่งกายเรียบร้อย ที่คอมีสายสร้อยแขวนแสดงฐานะติดมาด้วย

                ชาวบ้านเหลือบตามองดูแวบหนึ่ง  เพราะคิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบมาตรวจท้องที่ หรือมาตามจับคนร้าย และการณ์ก็เป็นจริง เพราะคนที่ท่าทางเป็นหัวหน้าได้ร้องถามขึ้นว่า

                “ใครเห็นคนแปลกหน้าเดินทางผ่านมาทางนี้บ้าง พวกเราเป็นตำรวจสายสืบ แกะรอยอ้ายเสือปล้นฆ่ามาที่ทางนี้ ตามมาแต่เช้า ได้ข่าวว่ามันมากันที่นี่”

                “ไม่มีหรอกพ่อคุณ พวกเราเป็นชาวดอนยายหอมมาลงแขกเกี่ยวข้าว คงจะไปทางอื่นแน่”

                คนที่เป็นลูกน้องของชายแปลกหน้าท่าทางดุร้าย ตวาดสวนขึ้นด้วยเสียงอันดุดันว่า

                “อย่าไปเชื่อมัน ต้องมีชาวนาปลอมอยู่ด้วย ทางที่ดีให้พวกมันเรียงแถว แล้วเราค้นตัวดูเบาะแสดีกว่า”

                คนที่เป็นหัวหน้าดึงปืนพกออกมาจากเอว แล้วชี้กราดไปทางชาวบ้าน ปากก็ร้องสั่ง

                “ทุกคนเอาเคียวไปกองรวมกันไว้เป็นกอง ทั้งชายและหญิง ฉันจะค้นตัวหาร่องรอย อย่าขัดขืนเจ้าพนักงาน”

                ชาวบ้านดอนยายหอมซึ่งยังคงเข้าใจว่า คนพวกนั้นเป็นตำรวจ จึงทำตามอย่างว่าง่าย เพราะถือว่าเป็นคนบริสุทธิ์ เดินเรียงแถวกันออกมาจากนา เอาเคียวคู่มือกองรวมกันไว้เป็นกอง ชาวนาทั้งชายและหญิง จำนวน ๒๐ คน เดินเรียงแถวกันมาให้ค้นแต่โดยดี

                พอเดินห่างออกมาจากกองเคียว  แล้วชายทั้งสี่คนก็กระจายวงกันออก ล้อมชาวบ้านไว้ ท่าทางของคนดีหมดสิ้นไป เจ้าตัวลูกน้องหน้าดุ ร้องตวาดอย่างเกรี้ยวกราด

                “ทุกคนอย่าขัดขืน กูคือพวกเสือปล้นมาจากแม่กลอง กูอ้ายเสือหยด โน่นหัวหน้ากู เสื้อฟุ้ง และโน่นเสือพาน เสือเซียน กูฆ่าคนง่ายเหมือนฆ่าหมา ใครขัดขืนกูยิงตายโหงหมดทุกคน”

                ทำใจดีสู้เสือ คนหนึ่งในจำนวนยี่สิบคน ร้องตอบพวกโจรไปด้วยเสียงอันสั่นเทาว่า

                “พวกเราเป็นชาวนาจน ๆ ไม่มีอะไรติดตัวมาเลย จะปล้น ก็ไม่มีประโยชน์ ปล่อยพวกเราไปเถอะ”

                อ้ายเสือเซียนขึ้นนกปืนลูกซองดังกริ๊ก หันปากกระบอกมายังคนที่โต้ตอบมัน ดวงตาลุกวาว คำรามผ่านไรฟันอย่างน่ากลัว

                “อ้ายหน้าโง่อวดฉลาด ตายโหงเถอะมึง”

                “อย่าโว๊ย อ้ายเซียน มึงอย่าไปทำอะไรเขา เขาไม่ได้สู้มึง ตามกฎของกู กูจะไม่ฆ่าคนที่ไม่ต่อสู้”

                “รอดไปก่อนเหอะมึง พี่ฟุ้งห้ามไว้นะ ไม่งั้นกูจะยิงให้เหมือนหมา กูไม่ได้ฆ่าคน แล้วเปรี้ยวปืน”

                เสือฟุ้งกล่าวกับชาวบ้านดอนยายหอมอย่างหน้าตาเฉย เหมือนว่ามันเป็นการแสดงละครเวที ที่มีคนดูคอยปรบมือ

                “พวกกูเป็นเสือปล้น มีอาชีพทางปล้นเขากิน ได้ข่าวว่าคนดอนยายหอม มีอันจะกิน มีเงินมีทองกันสมบูรณ์ กูจึงมาดูและหาความจริง กูจะเอาอีพวกผู้หญิงไปด้วยจำนวนหนึ่ง กูชี้ไปที่ใคร คนนั้นเดินออกมาข้างหน้า”

                ผู้หญิงชาวบ้านดอนยายหอมแปดคน ถูกเลือกเอาไปเป็นตัวประกัน ยืนเรียงหน้ากันอย่างอกสั่นขวัญแขวน

                “พวกมึงจำเอาไว้ พรุ่งนี้ก่อนค่ำ กูต้องได้เงินค่าไถ่หัวละ ๘๐ บาท กูจะปล่อยกลับมาคนหนึ่ง เพื่อให้นำเงินค่าไถ่ไปให้กู ถ้าพวกมึงไม่ทำตามสัญญา มึงเตรียมรับศพอีพวกนี้กลับมาตั้งสวด และพวกมึงก็เตรียมตัวรับมือกับพวกกูได้ ถ้าพวกมึงทำตาม กูจะไม่มารบกวนอีก”

                พวกโจรกวาดต้อนเอาชาวบ้านทั้งหมดไปด้วยแค่ครึ่งทาง กะว่ากว่าจะกลับไปบอกชาวบ้าน ก็ตามพวกมันที่พาตัวประกันแปดคนไปไม่ได้แล้ว ก็ปล่อยกลับมา ก่อนจะปล่อยกลับ ได้มีการซ้อมเอาแผลมาอวดชาวบ้านเสียอีกด้วย

                หลังจากโจรได้เอาตัวผู้หญิงทั้งแปดคนไปถึงชุมโจรแล้ว จึงปล่อยนางแปลกกลับมาดอนยายหอมคนหนึ่ง โดยโจรได้เอาขึ้นนั่งหลังม้ามาส่งกึ่งทาง และสั่งว่า มึงจำตรงนี้ไว้ให้ดี พรุ่งนี้กูจะมารอเอาเงิน มึงจะพาใครมาไม่ได้ มึงต้องมาคนเดียว ไม่งั้นอีพวกที่เหลือ ตายโหงสถานเดียว

                เมื่อนางแปลกซมซานมาถึงดอนยายหอมในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น  แล้วชาวบ้านดอนยายหอมก็ต้องหาเงินไปไถ่ตัวลูกสาว หรือเมียของตนเองที่ถูกโจรจับไป  คนใดที่เป็นคนยากคนจน พวกคนที่มีฐานะก็ช่วยกันเรี่ยไรเงินเพื่อเอาไปไถ่ตัวให้ครบ นางแปลกหิ้วเงินค่าไถ่เดินทางไปยังจุดนัดพบ โดยไม่มีใครติดตามไป

                มาถึงเขตหลัก หกจ.ราชบุรี ม้าตัวหนึ่งที่ซุ่มไว้ข้างทาง ก็พุ่งออกมาขวางหน้าไว้

                “ดีมากมึงมาตรงเวลา มึงกลับไปบอกพวกมึงว่า ย่ำรุ่งคืนนี้ กูจะพาคนไปคืนให้ที่ท้ายทุ่ง กูรักษาสัจจะเสมอ แม้เขาจะว่าสัจจะไม่มีในหมู่โจรก็ตามที อ้ายเสือฟุ้งรักษาสัจจะเสมอ”

                ย่ำรุ่งของคืนวันนั้น ผู้หญิงทั้งเจ็ดคนก็ถูกพามาส่งใกล้กับหมู่บ้านดอนยายหอม และให้เดินฝ่าความมืดเข้าบ้านดอนยายหอมในตอนรุ่งเช้า ต่างคนต่างก็ดีใจ เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ต่างพากันไปนมัสการหลวงพ่อเงินเพื่อให้รดน้ำมนต์ หลวงพ่อเงินหลังจากรดน้ำมนต์แล้ว ก็ได้กล่าวกับชาวบ้านว่า

                “ลูกเอ๋ย หลานเอ๋ย ฉันจะบอกให้อย่างหนึ่งว่า เหตุคราวนี้มันเป็นเวรและกรรมที่ชาวบ้านกับพวกอ้ายเสือได้ผูกพันกันมา มันเป็นเวรสนองกรรม ฉันเสียใจเหลือเกิน มันจะต้องย้อนมาอีก ฉันไม่อาจหยุดเวรและกรรมนั้นได้เลย มันเป็นสิ่งที่อยู่เหนือสรรพสิ่งที่จะยับยั้งได้ ขอให้ลูก ๆ หลาน ๆ ได้ใช้ธรรมะที่ว่า ขันติ อย่าได้ดิ้นรนพากันเอาอาวุธออกไปตามล่าเขาเลย ตำรวจเขาทำหน้าที่อยู่แล้ว”

                คำพยากรณ์ของหลวงพ่อเงิน ทำให้ชาวดอนยายหอมซึ่งกำลังเตรียมอาวุธจะบุกเข้าไปทะลายชุมโจร ต้องเก็บอาวุธเข้าที่ และพากันทำมาหากินกันตามปกติธรรมดา แม้ในจะเคียดแค้นพวกโจรอย่างรุนแรงก็ตามที

ข่าวชาวบ้านดอนยายหอมถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่นั้น รู้ไปถึงผู้กำกับกองเมืองนครปฐม จึงได้เร่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกติดตามหาเบาะแสของโจรก๊กเสือฟุ้ง เพื่อรวบตัวมาเข้าคุก เพื่อความสงบสุขของชาวบ้าน แต่ก็ยังไม่ได้ร่องรอย

หลังจากรับเงินค่าไถ่ไปแล้ว เสือฟุ้งก็แบ่งให้เสือเซียน เสือหยด และเสือพาน แต่เสือเซียนผู้มีความหมั่นไส้เสือฟุ้งลูกพี่ ที่ทำตัวเป็นคนมีสัจจะ และไม่ยอมให้ทำอะไรตามอำเภอใจ จึงหาทางที่จะล้มเสือฟุ้งลงให้ได้

คืนวันที่เลี้ยงฉลองความสำเร็จนั้นเอง  หลังจากที่งานเลี้ยงเลิกรา เสือเซียนก็คว้าขวานย่องเข้าไปยังที่ที่เสือฟุ้งนอน  เอาขวานจามลงไปบนหัวเสือฟุ้งอย่างไม่นับ  แม้ไม่เข้า แต่ความหนักและแรงตี ทำให้เสือฟุ้งนอนดิ้นพราด ๆ ไม่ยอมตายง่าย ๆ เสือเซียนจึงต้องเอามีดแทงทะลวงทวารหนักของเสือฟุ้ง แล้วคว้านจนทวารฉีก และลำไส้ขาด เลือดทะลักออกมาเป็นลิ่ม ๆ เสือฟุ้งจึงเสวยกรรม

หลังจากฆ่าเสือฟุ้งแล้ว เสือเซียนก็ทำหน้าที่แทน พาเสือพานและเสือหยดออกล่าเหยื่อ และเหยื่อที่มันจะทำการเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยก็คือ บ้านดอนยายหอม ที่พวกมันเคยจับตัวคนมาเรียกค่าไถ่นั่นเอง

คำพยากรณ์ ากปากของหลวงพ่อเงิน วัดจะแสดงผล  เวรกำลังจะสนองกรรมให้ได้เห็นประจักษ์ตา  เพราะเสือเซียนนำสมุนคู่ใจเข้ามาถึงท้ายบ้านดอนยายหอม หลังจากเหตุการณ์เรียกค่าไถ่ครั้งแรกผ่านไปได้เพียงเจ็ดวันเท่านั้น

บ้านทรงปั้นหยามีพาไลบังตาคนภายนอก อยู่ที่ ต.คลองจินดา เขตติดต่อกับท้ายบ้านดอนยายหอม อยู่ท่ามกลางคูน้ำล้อมรอบ มีป่ากล้วยเป็นที่กำบังตัว หากตำรวจบุกเข้ามา หากตำรวจบุกเข้ามา เจ้าบ้านถูกปืนขู่เข็ญบังคับ และยึดเอาตัวเมียและลูกสาวเป็นประกันไว้ด้วย จึงต้องลงมือฆ่าไก่มาต้มยำทำแกงเลี้ยงโจรไว้ในบ้าน แถมยังต้องไปตลาดซื้อเหล้ามาให้พวกโจรกินกันอย่างอิ่มเอมเปรมปรีด์อีกด้วย

ตกบ่าย เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งได้กลิ่นพวกโจร ว่ามาอยู่แถบคลองจินดา ก็ตามมาสังเหตการณ์ที่บ้านหลังนั้นอยู่อย่างเงียบ ๆ เหมือนพระไม่เข้าข้างคนผิด  ขณะที่เจ้าบ้านไปซื้อเหล้า เมียเจ้าของบ้านกับลูกสาวและลูกชายที่โจรเอาไว้เป็นตัวประกัน ก็เล็ดลอดออกมาจากบ้านอย่างเงียบ ๆ

พอออกพ้นบ้าน ก็พบกับหลวงธานินปฐมรัฐ นายอำเภอเมืองนครปฐม และเจ้าหน้าที่ตำรวจ อันประกอบด้วย ร.ต.อ. แปลก ผจญทรพรรค (หมื่นผจญทรพรรค) , ส.ต.อ. ย้อย และ ส.ต.ท.พลอย กำลังซุ่มดูลาดเลาพอดี  สอบถามได้ความว่า บนบ้านเหลือแต่อ้ายเสือสามตัวเท่านั้น ไม่มีตัวประกัน  การทำงานก็ง่ายขึ้น  หลวงธานิน ฯ สั่งให้แบ่งกำลังออกเป็นสองส่วน โอบล้อมบ้านหลังนั้น โดยเข้าทางด้านหลังทางหนึ่ง และทางด้านหน้าทางหนึ่ง

สัญชาติเสือ พอผิดสังเกตว่า คนบนบ้านทำไมจึงเงียบ ก็จึงออกมาดู พอเห็นว่าตัวประกันออกไปหมดแล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่า ตำรวจคงจะตามมาล้อมแน่ อ้ายเสือเซียนคว้าปืนลูกซองคู่มือ และย่ามใส่กระสุนมาคล้องไว้ที่บ่า ออกคำสั่งเสียงเครียด

ออกจากบ้านไปด้านข้างที่ติดคันนาโน่น ไปอยู่ในดงข้าว สู้กับมันข้างนอก ขืนอยู่ในบ้าน มีแต่ตายกับตาย เสือเซียนข้ามคูน้ำไปขึ้นทางคันนา แล้วก็เข้าไปซ่อนตัวในกอข้าว ถอนต้นข้าวขึ้นมากองเป็นที่พาดปืน ส่วนเจ้าหยดกับเจ้าพาน ก็กระจายกำลังกันออกไปด้านข้าง

ส.ต.อ.ย้อย และ ส.ต.ท.พลอย  กับลูกน้องอ้อมมาด้านหลัง ไม่รู้ว่าอ้ายเสือออกจากบ้านไปอยู่ในทุ่งนาแล้ว พอเข้ามาถึงคันคูด้านหลัง จะทิ้งตัวลงไปในคูเพื่อเข้าประชิดตัวบ้าน เสียงปืนจากฝ่ายโจรก็ดังทักทายขึ้นสองเปรี้ยง

ร่างของสองตำรวจกระเด็นกลับหลังล้มลงกับพื้น ส.ต.ท.พลอย โดนเข้ากลางหน้าผาก แต่ไม่เข้า ปูดออกมาเป็นลูกมะนาว ความแรงทำให้มึนหัว สะบัดหัวเร่า ๆ ส่วน ส.ต.อ.ย้อย ร้องครางออกมาว่า ผมถูกปืน เอามือกุมทรวงอก เลือดทะลักออกมาแดงฉาน ส.ต.ท.พลอย ได้สติ แล้วก็คลานเข้าไปลากเอาเพื่อนออกมาจากจุดที่ปะทะอย่างทุลักทุเล

ขุนเชาวน์ปรีชา นำกำลังตำรวจมาสมทบอีกสองคน ต่างระดมยิงไปยังจุดที่อ้ายเสือซ่อนอยู่ แต่ก็ไม่ได้ผล เพราะมันหลบอยู่ในกอข้าว และมีคันนาบังเอาไว้อย่างดี หลวงธานิน ฯ ให้เอาร่างของ ส.ต.อ.ย้อย ไปรักษาพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด และให้คนไปขอกำลังจาก สภ.อ.เมืองนครปฐมเพิ่ม

เสียงปืนดังโต้ตอบกันเป็นระยะ ๆ  สลับกับเสียงตะโกนของเสือเซียน ให้เข้ามาแลกเป็นแลกตาย ตำรวจได้กระจายออกไปในทุ่ง  เหตุการณ์กำลังตึงเครียด  ขุนเชาวน์เห็นหมดทางเลือก จึงเข้าไปในหมู่บ้านดอนยายหอม แล้วประกาศว่า

“พ่อแม่พี่น้องชาวดอนยายหอมทั้งหลาย บัดนี้เสือร้ายที่เคยจับพวกท่านไปเรียกค่าไถ่ กำลังต่อสู้กับตำรวจที่คลองจินดา ใครมีปืนเอาออกมาใช้ช่วยเจ้าหน้าที่บ้านเมืองด้วย เพราะกำลังขาดกำลัง”

เวรมาถึงกรรมจริงดังที่หลวงพ่อเงิน เทพเจ้าแห่งดอนยายหอมได้พยากรณ์ไว้ว่า ไม่ต้องไปล่า เวรจะพาพวกเสือร้ายมาถึงกรรมเอง  ชาวบ้านที่มีปืน ต่างก็งัดเอาปืนและกระสุนออกมา เดินตามกันเป็นพรวน ออกไปทางท้ายบ้านดอนยายหอม พวกที่มีหอก ดาบ แหลน หลาว ก็พากันมาสมทบ นับได้กว่าสองร้อยคน

ที่ปากทางออกจากหมู่บ้านนั่นเอง  หลวงพ่อเงิน เทพเจ้าแห่งดอนยายหอม ยืนเด่นเป็นสง่า เบื้องหน้าท่านเป็นกระถางมังกร ที่ศิษย์วัดช่วยกันยกออกมาวางไว้ โดยที่ไม่ได้มีใครไปบอกว่าเกิดอะไรขึ้น เทพเจ้าแห่งดอนยายหอม เอาปัดน้ำมนต์ประพรมน้ำพุทธมนต์ให้กับชายฉกรรจ์ชาวดอนยายหอมอย่างทั่วถึงกัน ทุกคนพนมมือจรดหน้าผากรับน้ำพุทธมนต์กันทั่วหน้า

ขบวนออกไปพ้นจากดอนยายหอมแล้ว หลวงพ่อเงินจึงเดินกลับวัด ปากพึมพำว่า

“พวกโจรมันสร้างเวรสร้างกรรมไว้มาก เวรทำให้มันต้องกลับมาสนองด้วยกรรมถึงที่ดอนยายหอม เอาหนอม เวรกรรมนี่มันมีผลที่เที่ยงแท้จริง ๆ”

เสียงโห่ร้องของชาวดอนยายหอมดังกึกก้องด้วยความคึกคะนองและฮีกเหิม  เพราะว่าวันนี้ คือวันที่จะได้ล้างแค้นพวกโจรที่มาสร้างเวร กรรมจะต้องสนองแน่นอนที่สุด หลวงธานิน ฯ ร้องห้ามพวกชาวบ้านที่กำลังดาหน้าเข้าหาพวกอ้ายเสือเสียงหลง

“อย่าเพิ่งเข้าไป มันจะยิงเอาตาย หมอบไว้รอเจ้าหน้าที่ก่อน อย่าด่วนทำอะไรนอกเหนือคำสั่ง”

แต่ชาวบ้านไม่ฟัง คงยิงปืนเข้าใส่จุดที่ซุ่มซ่อนตัวของเสือร้ายราวกับห่าฝน ต้นข้าวขาดกระจุย แหวกเป็นทาง ด้วยแรงลูกปืน เสียงเสือร้ายสาดกระสุนตอบชาวบ้านเสียงดังสนั่น แต่ประหลาด ลูกปืนไม่รู้ว่ากระดอนไปไหน ไม่มีใครต้องบาดเจ็บเพราะกระสุนเหล่าร้ายแม้แต่คนเดียว

ต่างพากันหมอบราบกับพื้น แล้วสาดกระสุนโต้กับเหล่าร้ายอย่างหนัก การต่อสู้ด้วยการดวลปืนผ่านไปจนตะวันคล้อยดวงลงไปทุกที จะทำอย่างไรดีเล่า หากความมืดเข้ามาเมื่อใด ทางรอดของพวกโจรย่อมมีอยู่มาก

หลวงธานิน ฯ เริ่มมีสีหน้าวิตกกังวล เพราะกำลังตำรวจที่ขอไปยังไม่มีวี่แววจะมาถึง จะสั่งให้บุกเข้าไปแบบดาหน้า ก็กลัวจะบาดเจ็บล้มตาย จึงได้แต่ถอนหายใจ และคอยสั่งให้ยิงเข้าไปเป็นระยะ ๆ

ฝ่ายชาวบ้านนั้น จีนบุ้นกวาง มีหอกใบข้าวอยู่ในมือ เกิดอะไรไม่รู้ ร้องว่า ไม่ไหวโว๊ย อยู่อย่างนี้ไม่ได้การ อั๊วจะอ้อมไปแทงมันด้วยหอกนี่แหละให้มันตายห่าคามือไปเลยยังไม่ทันที่จะมีใครห้าม  บุ้น กวางอ้อมไปทางด้านหลัง ค่อย ๆ คืบคลานเข้าไปทีละน้อย ๆ จนเข้าไปถึงจุดที่พวกโจรซุ่มอยู่ พวกโจรไม่ได้ไหวตัวเลย ว่าจะมีคนบ้าบิ่นแอบเข้ามา

บุ้นกวางมองเห็นโจรทั้งสามได้ถนัด สองคนห้อยคอซบอยู่กับปืน เพราะความเจ็บที่ถูกกระสุนชาวบ้าน และตำรวจที่สาดเข้ามา แม้มีเครื่องราวของขลังคุ้มตัว ทำให้ลูกปืนไม่ระคายผิว ก็ถึงกับหมดแรง เพราะเจ็บและจุกเสียด

เจ้าเสือเซียนซึ่งแคล้วคลาดกว่าเพื่อน ยิงอยู่อย่างไม่หยุด บุ้นกวางยืดตัวขึ้น หอกในมือกระชับมั่น เสือกปลายหอกเข้ากลางหลังเสือเซียนเต็มแรง แล้วกดกระแทกสองมือสุดกำลัง คมหอกไม่อาจระคายผิวของเสือเซียน แต่ก็จุก และแรงกดทำให้เคลื่อนที่ไม่ได้ ปืนลูกซองทำท่าหันกลับมา ระเบิดกระสุนแต่ไม่ถูก บุ้นกวางร้องเสียงลั่น

“เอามันเลยอ้า อั๊วกดไว้อยู่เลี้ยว”

ชาวดอนยายหอมโห่ร้องลัน ลุกขึ้นพร้อมกัน ดาหน้าเข้าหาจุดที่ซ่อนตัว พอเข้าไปถึง สามเสือก็ยกมือร้องขอชีวิตดังลั่น

“ยอมแล้ว อย่าฆ่าเลย ยอมมอบตัว”

อนิจจา เวรสนองกรรมตอนนี้เอง คนทั้งสองร้อยกว่า ต่างไม่ฟังเสียง ทั้งยิง ทั้งแทง ทั้งกระทืบ จนร่างของสามเสือร้ายแหลกเละอยู่กับที่ ดูแล้วน่าทุเรศอย่างยิ่ง หลวงธานิน ฯ ถึงกับเบือนหน้าหนี เมื่อเข้ามาเห็นสภาพของเสือร้าย ที่ถูกชาวบ้านประชาทัณฑ์แหลกยับไปทั้งตัว ไหนจะถูกยิง ถูกฟัน ถูกแทง ถูกกระทืบ

หลังจากชันสูตรพลิกศพเสือร้ายทำประวัติแล้ว ศพของเสือร้ายก็ถูกนำไปจากที่ปะทะ ชาวบ้านดอนยายหอมก็กลับบ้าน พร้อมเสียงโห่ร้องของผู้มีชัย

หลวงพ่อเงินเมื่อกลับจากพรมน้ำมนต์ให้ชาวบ้านแล้ว ก็เข้าไปสวดมนต์ในพระอุโบสถ แผ่เมตตาให้กับทั้งฝ่ายชาวบ้าน และฝ่ายโจร เพราะหลวงพ่อเป็นสงฆ์ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร หลวงพ่อได้ห้ามไว้ครั้งหนึ่งแล้วตั้งแต่เมื่อชาวบ้านรวมตัวจะไปล่าเสือเซียนที่ราชบุรี  แต่แล้วเวรของเสือเซียนก็มาถึง กรรมทำให้ต้องเดินทางมารับกรรมที่บ้านคลองจินดา โดยถูกชาวดอนยายหอมเข้าไปประชาทัณฑ์ตาย

เวรนั้นย่อมสิ้นสุดด้วยกรรม และกรรมนั้นทำให้เวรนั้นเป็นเหตุได้รับผลสนอง คือ กรรม กรรมนี้เป็นกรรมระหว่างคนสองร้อยกว่าคน กับ คนสามคน ที่ผูกพันกันมาแต่ชาติปางก่อน โอ มนุษย์หนอ รู้ว่าสร้างเวรแล้ว จะได้รับกรรม ก็ยังไม่ยอมละเวร

ชาวบ้านไปออกันอยู่ที่กุฏิหลวงพ่อแน่นไปหมด แต่หลวงพ่อเงินยังสวดมนต์อยู่ในโบสถ์ จนกระทั่งพลบค่ำ จึงออกมาที่กุฏิ พอเห็นชาวบ้าน หลวงพ่อก็ยกมือเหมือนจะไม่ให้พูดสิ่งใด อันเกี่ยวกับกรรมที่ชาวบ้านได้ระงับดับเวรของเสือเซียนกับพรรคพวก ท่านเดินขึ้นกุฏิไปเงียบ ๆ โดยที่ชาวบ้านต่างก็งุนงง ในที่สุด หนึ่งในจำนวนชาวบ้าน จึงได้กล่าวขึ้น ก่อนจะแยกย้ายกันไปยังเคหะสถานของตนเองว่า

“กลับกันเถอะพวกเรา หลวงพ่อท่านเสียใจที่พวกเราระงับเวรด้วยการสร้างกรรม ในการฆ่าอ้ายพวกเสือร้ายนั่น ท่านเป็นสงฆ์ ท่านไม่ยินดีในการที่จะเห็นการฆ่าฟัน แต่ที่ท่านต้องไปพรมน้ำมนต์ให้พวกเรา ก็เพราะท่านเป็นห่วงพวกเรา เอาพระพุทธคุณคุ้มหัว เพราะที่หลวงพ่อไม่ห้าม ก็เพราะเห็นว่า พวกเรามีแรงกรรมที่ชักนำไปสู่เวรนั้น ใครจะไปห้ามได้เล่า แก้ได้หรือ ต่อไปพวกเราคงจะไม่ต้องทำให้หลวงพ่อสลดใจอีก”

เวรสนองกรรมคราวนั้น เป็นครั้งแรก และครั้งสุดท้าย ไม่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีกเลย


ารบัญเรื่อง "กฎแห่งกรรม"

บทความทางพระพุทธศาสนา