วิญญาณมีจริง

เรื่องที่ ๓๔  ผีปอบมีจริงหรือไม่ ?

 โดย..... มนต์  พันลาย

*************************

         ผีปอบมีจริงหรือไม่ ? การที่จะตอบคำถามนี้ จำเป็นที่ข้าพเจ้าจะต้องนำเรื่องที่ข้าพเจ้าได้ประสบพบด้วยตนเองมาเล่า  และเรื่องนี้เองอาจจะเป็นคำตอบว่า “ผีปอบมีจริงหรือไม่ ?”

 

 

                ผีปอบนั้น เป็นผีประเภทหนึ่ง ที่เกิดขึ้นและอาศัยอยู่กับคนที่ยังไม่ตาย ผู้ที่เป็นเจ้าของผีปอบนั้นยังมีชีวิตอยู่ เป็นบุคคลเช่นเดียวกับบุคคลทั่ว ๆ ไป ไปไหนมาไหนได้ตามปกติ ส่วนสาเหตุที่ทำให้บุคคลนั้นเกิดมีผีปอบอาศัยอยู่ในตัว  ทางภาคอีสานเขาว่ากันว่า เกิดจากการที่ใครก็ตาม ไปเรียนมนตร์คาถาที่พิเรนทร์ ๆ เช่น ผู้หญิงที่ไปเรียนมนตร์คาถาเพื่อเสกเป่าให้อวัยวะเพศของตนใหญ่ขึ้น  เพื่อให้ถูกอกถูกใจผู้ชายที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่ามนตร์คาถาที่พิเรนทร์อย่างนี้มีอยู่ด้วยหรือ ตอบว่า มีอยู่ครับ

                ข้าพเจ้าขอยกเอาเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งในหมู่บ้านของข้าพเจ้า  ชาวบ้านทั้งหลายกล่าวกันว่า เธอเรียนมนตร์คาถาที่พิเรนทร์นี้มาด้วย  ความจริงผู้หญิงคนนี้เธอมีรูปร่างและหน้าตาดี ถึงไม่เรียนมนตร์คาถาที่พิเรนทร์อย่างนี้  หนุ่ม ๆ และแก่ ๆ ก็จะหลงใหลไม่น้อยทีเดียว ขณะนี้สามีของเธอเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุเสียแล้ว  เธอมีชีวิตอยู่กับลูก ๆ ๓ คน ลูกของเธอก็ยังเล็ก ๆ อยู่  แต่ไม่มีหนุ่มแก่คนไหนกล้าเข้าไปเกาะแกะด้วยเลย  เพราะกลัวผีปอบของเธอจะกินตับเข้าให้ ก็อยู่กับลูก ๆ ตามลำพัง  ข้าพเจ้าก็สงสารเธอเหมือนกัน เพราะถูกสังคมลงโทษจริง ๆ ซ้ำร้ายแม้แต่มองหน้าก็ไม่ค่อยมีใครอยากมอง  พากันรังเกียจ และกลัวเธอยิ่งกว่าคนเป็นโรคติดต่อร้ายแรงเสียอีก

                มันทรมานใจของผู้ที่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้อย่างมากทีเดียว  และก็ไม่มีใครกล้าที่จะบอกเธอตรง ๆ ว่า “เธอเป็นผีปอบ” เพราะถ้ามีคนพูดเช่นนั้น อาจจะโดนข้อหาหมิ่นประมาท เพราะไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำเช่นนั้นได้ เธอเองก็มึนงงอยู่มากทีเดียวว่า ทำไมคนทั้งหลายจึงไม่อยากพูดคุยหรือคบหาสมาคมกับเราเลย นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งสำหรับผู้หญิงที่เรียนมนตร์คาถาพิเรนทร์ ๆ ส่วนผู้ชายที่ไปเรียนมนตร์คาถา ที่ทำให้อยู่ยงคงกระพัน ฟันไม่เข้ายิงไม่ออกอย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นสาเหตุทำให้เป็นผีปอบได้เช่นกัน

                การเรียนมนตร์คาถาที่พิเรนทร์อย่างนี้  เขาจะมีข้อกำหนดควบคุมความประพฤติของผู้ที่เรียนมนตร์คาถานั้นไว้ด้วย  เพื่อให้ผู้ที่เรียนมนตร์คาถานั้นประพฤติตนโดยเคร่งครัดด้วย  ถ้าทำได้ตามข้อกำหนดนั้น มนตร์คาถานั้นก็จะให้ผลดี  ใช้ประโยชน์ได้ดีตลอดไป  ข้อกำหนดเช่นว่านั้น เช่น ห้ามกินลาบเลือด หรือ ลู่ เป็นอันขาด หรือ ห้ามกินกบกินเขียด อย่างนี้เป็นต้น ถ้าผู้เรียนปฏิบัติตนได้ตามนี้ ก็จะอยู่ได้อย่างปกติ ถ้าใครควบคุมตนเองไม่ได้ มนตร์คาถานั้นก็จะเสื่อม แล้วก็จะกลายเป็นผีปอบขึ้นมาทันที

                สาเหตุที่ทำให้เกิดเป็นผีปอบนี้ ไม่ใช่แต่เรียนมนตร์คาถาอย่างเดียวเท่านั้น บางอย่างก็เป็นสาเหตุให้เกิดเป็นผีปอบได้ เช่น สักลายต่าง ๆ ตามตัว อาจจะเป็นลายดำหรือลายแดงก็ได้ น้ำยาที่นำมาสักนั้น บางชนิดเอามาจากว่าน ว่านชนิดนั้นมีชื่อว่า “ว่านกระจาย”

เขาว่ากันว่า ว่านกระจายนี้เมื่อยังไม่ได้ขุดขึ้นมาจากพื้นดิน โยนกบหรือเขียดเข้าไปในกอว่านนั้น กบเขียดจะตายทันที เพราะมันถูกว่านนั้นดูดกินเลือดหมด ว่านกระจายนี้เขาว่า ทำให้อยู่ยงคงกระพันด้วย ผู้ถูกสักด้วยว่านนี้ น้ำว่านจะซึมซับเข้าไปในเลือดเนื้อ ยากที่จะลบออกได้ จะติดตัวผู้นั้นตลอดไปจนตายจากกัน ผู้ถูกสักจะต้องงดเว้นการกระทำต่าง ๆ ตามข้อกำหนดโดยเคร่งครัด เช่น ห้ามกินลาบเลือดหรือลู่ หรือห้ามกินกบเขียด ดังกล่าวแล้วนั้นโดยเคร่งครัด ถ้าละเมิดก็จะกลายเป็นผีปอบไปทันที ผีปอบนั้น เข้าตัวจะควบคุมไม่อยู่ มันอยากกินใครมันก็ไปกิน หรือบางทีเพียงแต่เจ้าของคิดหรือนึกเท่านั้น ตัวผีปอบนั้นก็จะไปกินคนนั้นเข้าแล้ว หรือบางทีเพียงแต่เขาคิดถึงเท่านั้น ผีปอบนั้นก็จะไปสิงคนนั้น แล้วบอกว่า คิดถึงมาเยี่ยม อย่างนี้เป็นต้น

หมอผีที่ทำหน้าที่ไล่ผีปอบให้ออกจากร่างคนป่วยนั้น บางคนไม่ต้องเรียนมนตร์คาถาไล่ผีมาหรอก  เพียงแต่เป็นคนที่ชาวบ้านชาวเมืองเขากลัวกัน เช่น เสียงดังฟังชัด เป็นนักเลง เอาจริงเอาจัง จนคนทั้งหลายกลัวกัน ผีปอบก็กลัวด้วย  ที่หมู่บ้านของข้าพเจ้า มีคน ๆ หนึ่ง ที่ชาวบ้านเขากลัว แกเป็นผู้ใหญ่บ้าน ชื่อ ผู้ใหญ่ทิ ผู้ใหญ่คนนี้เสียงดังมีอำนาจเด็ดขาด เอาจริงเอาจัง เด็ก ๆ พอได้ยินเสียงตาคนนี้ ร้องไห้อยู่ก็หยุดร้องทันที เด็ก ๆ ไม่กล้าเดินผ่านหน้าบ้านแก เพียงแกกระแอมใส่เท่านั้น เด็กวิ่งหนีหางจุกตูดเลย ผีปอบเข้าสิงใครแล้ว เพียงแต่มีคนบอกว่า ผู้ใหญ่ทิมาแล้วเท่านั้น เป็นเยี่ยวราดเต็มกางเกง ตาลีตาลานออกจากร่างคนป่วย กูไม่อยู่แล้ว ไปแล้ว เท่านั้นแหละ หมอผีที่แน่ ๆ เก่ง ๆ เป็นอายไปตาม ๆ กัน

ต่อไปนี้ข้าพเจ้าจะได้เล่าถึงเรื่องผีปอบที่ข้าพเจ้าได้ประสบพบมากับตนเอง  เมื่อข้าพเจ้ามีอายุได้ ๑๕ ปี   พ่อกับแม่ได้นำข้าพเจ้าไปบรรพชาเป็นสามเณรอยู่กับ ท่านพระครูพา วัดยอดลำธาร บ้านนาแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร  บ้านนาแก้วนี้อยู่ห่างจากบ้านข้าพเจ้าประมาณ ๑๕๐ กิโลเมตร และอยู่คนละอำเภอด้วย  ท่านพระครูพาซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดยอดลำธารนี้มีศักดิ์เป็นลุงของข้าพเจ้า  ท่านบรรพชามาตั้งแต่เป็นสามเณรดำรงตนอยู่ในสมณเพศจนแก่จนเฒ่า และมรณภาพในขณะที่อยู่ในสมณเพศนั้นด้วย  ท่านเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป  ในวันที่ข้าพเจ้าไปบรรพชาเป็นสามเณรนั้น มีหลวงตาองค์หนึ่ง อายุได้ประมาณ ๖๕ ปีแล้ว ชื่อว่า หลวงตาสี อุปสมบทเป็นพระอยู่กับท่านพระครูพามา ๓ พรรษาแล้ว มีลายสักสีแดงเต็มตัว

เขาว่ากันว่า หลวงตาองค์นี้เมื่อตอนเป็นหนุ่ม  นักเลงครบเครื่อง สักว่านกระจายเต็มตามตัว เพื่อให้อยู่ยงคงกระพัน  แต่พอแก่ตัวมา รักษาตัวตามข้อกำหนดไม่ได้ ว่านกระจายที่สักเข้าไปในเนื้อตัวนั้น ได้กลายเป็นผีปอบไป ผีปอบได้ออกอาละวาดกินผู้คนตายไปหลายคนในเวลาไม่นานนัก  ผลสุดท้ายผีปอบที่เกิดกับตัวของแกเองมันแก่กล้าขึ้น คือ มันไม่เกรงกลัวใคร มันก็ออกปาก (คำว่า ออกปากนั้น หมายความว่า ในขณะที่หมอผีมาไล่ให้ผีปอบออกจากร่างคนป่วยนั้น คนป่วยที่ถูกผีปอบสิงอยู่นั้น จะพูดออกมาเลยว่า มันชื่ออะไร มันกินคนมาแล้วกี่คน มันเรียนมนตร์คาถาอะไร หรือ สักอะไร มันจะบอกหมดเลย)

เมื่อผีปอบออกปากพูดออกมาแล้ว บอกชัดเจนแล้วเช่นนี้  ญาติพี่น้องของคนที่ถูกผีปอบกิน ก็โกรธแกมาก พากันไปขับไล่ให้หนีออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น  ไม่ให้อยู่ที่บ้านนั้น  ถ้าอยู่จะฆ่าให้ตาย แกก็กลัวตาย จึงได้หนีตายมาขอบวชเป็นพระอยู่กับท่านพระครูพาซึ่งเป็นลุงของข้าพเจ้า อยู่มาได้ตั้ง ๓ พรรษาแล้ว ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือจะเกิดขึ้นก็ยังไม่มีใครทราบ เพราะผีปอบมันยังไม่ออกปากพูด   ทั้งนี้ อาจจะเป็นอิทธิพลของผ้าเหลืองที่ห่อหุ้มตัวแกอยู่ การถือศีลเป็นพระ  สวดมนตร์ภาวนา ยังคุ้มครองแกได้อยู่ อีกอย่างหนึ่ง บ้านที่หลวงตาคนนี้มาขอบวชอยู่นั้น แกยังไม่คุ้นเคยใครดี ยังเกรงกันอยู่ ผีปอบก็ยังสงบอยู่ ยังไม่แก่กล้าก็เป็นได้

แต่พออยู่มาได้พรรษาที่ ๔ เท่านั้น  ชาวบ้านโดยเฉพาะผู้ที่มีญาติถูกผีปอบกิน  พากันเฮโลลงมาพบท่านพระครูพาที่วัดให้วุ่นวายไปหมด  เอะอะโวยวายให้ไล่หลวงตาสีออกจากบ้านนี้ หลวงตาสีเป็นผีปอบ ออกปากพูดว่า กินคนหลายคนแล้วในบ้านนี้ ท่านพระครูพาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จำเป็นต้องให้หลวงตาสีไปอยู่ที่อื่น

ท่านพระครูพาก็อดสงสารหลวงตาองค์นี้ไม่ได้  จึงได้ให้คนนำไปอยู่ที่ วัดบ้านหนองฮาง อำเภอวานรนิวาส บ้านหนองฮางนี้อยู่ห่างจากบ้านของข้าพเจ้าเพียง ๒ กิโลเมตรเท่านั้น ชาวบ้านหนองฮางนั้น พากันดีอกดีใจเป็นอย่างมาก เพราะอยู่ ๆ ก็มีพระมาอยู่ที่บ้าน ซึ่งวัดที่บ้านหนองฮางนั้น ได้ร้างจากพระมาเป็นเวลานานแล้ว  จึงพากันต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี หารู้ไม่ว่า ภัยร้ายจากผีปอบกำลังคืบคลานเข้ามาในบ้านนั้นแล้ว

หลวงตาองค์นี้ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดนี้เพียง ๒ พรรษาเท่านั้น ผีปอบก็ออกอาละวาดกินคนเช่นเดิม และออกปากพูดชัดเจนว่า มันคือ หลวงตาสี อยู่ที่วัดนี้ กินคนมาหลายคนแล้ว ชาวบ้านโดยเฉพาะผู้ที่ญาติพี่น้องต้องตายไปเพราะปอบหลวงตาสีกิน เป็นต้องขับไล่หลวงตาสีที่เคยรักนับถือไปอยู่ที่อื่น แกก็จำเป็นต้องหนีไปอยู่ที่อื่น เพราะผีปอบในตัวของแกเองเป็นเหตุ

แต่ก่อนที่จะหนีไป  แกได้ฝากสิ่งของที่แกไม่สามารถจะนำไปได้ไว้กับผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งผู้ใหญ่บ้านก็รับไว้  แกหนีไปครั้งนี้ ก็ได้กลับไปหาท่านพระครูพาอุปัชฌาย์ของแกนั่นแหละ   ท่านพระครูพาก็จนใจ แต่ไม่ให้อยู่ที่บ้านนั้น ให้ไปอยู่บ้านอื่น ซึ่งอยู่ไม่ไกลเท่าไร แกก็ต้องไปตามที่ท่านพระครูพาบัญชา

หลวงตาสีมาอยู่ที่ใหม่ได้เพียง ๒ เดือนเท่านั้น  พอดีข้าพเจ้าซึ่งยังเป็นสามเณรอยู่  อยากจะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด เพื่อเยี่ยมโยมแม่  บ้านของข้าพเจ้าอยู่ห่างจากบ้านที่หลวงตาสีไปอยู่ และถูกขับครั้งสุดท้ายเพียง ๒ กิโลเมตรเท่านั้น หลวงตาสีคงได้ทราบว่า ข้าพเจ้าจะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมโยมแม่ แกคิดถึงสิ่งของที่ฝากไว้ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านนั้น แกจะใช้ให้ผีปอบของแกไปดูสิ่งของที่แกฝากไว้นั้นหรือเปล่าก็ไม่รู้

พอข้าพเจ้ากลับไปถึงบ้านได้ ๒ วัน เท่านั้น ชาวบ้านที่หลวงตาสีฝากของไว้นั้น มาพูดให้ข้าพเจ้าฟังว่า ผีปอบของหลวงตาสีมาด้วยรู้หรือเปล่า ข้าพเจ้าก็ตอบว่า ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่ปรากฎเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในระหว่างเดินทางเลย

ชาวบ้านได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า  ผีปอบหลวงตาสีไปเข้าสิงร่างคนที่บ้านเขา ได้ออกปากพูดว่า มาดูสิ่งของที่ฝากไว้ที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านก็ถามว่า มากับใคร ผีปอบก็ตอบว่า มากับสามเณรบุญเลิศ ที่แกมาเยี่ยมโยมแม่แก  ชาวบ้านได้เอาหมอผีมาไล่ผีปอบให้ออกจากร่างคนนั้นไป  พร้อมทั้งสั่งกำชับว่า ให้คนมาเอาของที่ฝากไว้ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านนั้นคืนไปให้หมด ถ้าไม่มาเอาจะเผาทิ้งให้หมด  ข้าพเจ้าก็จำต้องรับเรื่องนี้ไปเล่าให้ท่านพระครูพาฟัง และก็คงรู้ถึงหูของหลวงตาสีเองด้วย จึงใช้ให้คนไปขนสิ่งของมาหมด

หลวงตาสีมาอยู่ที่อยู่ใหม่ได้ประมาณ ๓ เดือนกว่า ๆ เท่านั้น ชีวิตของแกก็ถึงจุดจบ แกไม่ได้เปิดประตูกุฏิเป็นเวลา ๒ วัน  ชาวบ้านก็งัดประตูเข้าไปดู  ปรากฎว่า แกนั่งพิงฝากุฏิสิ้นใจอยู่ตรงนั้นนั่นเอง มีอุจจาระ ปัสสาวะ ราดเต็มไปหมด  เข้าใจว่า แกคงเกิดท้องร่วงอย่างแรง และไม่มีใครช่วยเหลือ เพราะแกอยู่ที่วัดนั้นองค์เดียว ไม่มีพระเณรอาศัยอยู่เป็นเวลาหลายปีแล้ว ผีปอบที่อาศัยตัวแกอยู่ก็ดับดิ้นสิ้นไปด้วย เพราะวัตถุที่ทำให้เป็นผีปอบได้สิ้นไปแล้ว ผีปอบจึงต้องดับตามไป

เรื่องเช่นนี้ ท่านผู้อ่านจงใช้วิจารณญาณว่า ผีปอบมีจริงหรือไม่ ? ส่วนข้าพเจ้านั้น เชื่อว่า มีจริง จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ได้ประสบมาด้วยตนเอง ดังเรื่องราวทั้งหมดทั้งปวงนี้


สารบัญเรื่อง "วิญญาณ"